สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ของการปฏิบัติศีล _.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.51 KB
วันที่แก้ไข9 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู( ศีล สมาธิ ปัญญา ) ตอน อานิสงส์ของการปฏิบัติศีล มาต่อกัน พระพุทธเจ้าท่านขึ้นต้น พรหมชาลสูตรเลยว่า คนชมเราชมด้วยอะไร เริ่มจากมีอาจารย์กับลูกศิษย์พราหมณ์ คนหนึ่งชม คนหนึ่งติ แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนว่าคนชมคนติ ถ้าไม่ถูกก็ต้องแก้ไขไป แต่ถ้าชมถูกก็รับไว้ไม่ต้องระเริงใจ แต่สำหรับท่าน ถ้าใครจะเริ่มต้นชมที่ศีล ต้องชมว่าท่านมีศีล เริ่มแต่จุลศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของใคร เป็นต้น ไปจนจุลศีล 26 พระพุทธเจ้าว่าถ้าจะชมเราต้องชมที่เรามีศีล เป็นปกติ ตถตา ท่านจึงชื่อว่า ตถาคตา คือดำเนินไปดีแล้ว จบความจริงแล้ว ตถตา การปฏิบัติศีล มีอานิสงส์ที่ใจ ไม่ใช่แค่กายกับวาจา มันค่อยเดือดร้อนน้อยลง มีปราโมทย์ ปีติ สุข สุขอย่างสงบ วูปสโมสุข

1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) จากศีลก็ไปสมาธิ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต อะไรตั้งมั่น หากกิเลสตั้งมั่นก็ไม่ใช่ แม้จิตแข็งแรงตั้งมั่นแต่เป็นอกุศลจิต อย่างที่เกิดกับบ้านเมืองไทยเราตอนนี้ คือชั่วตั้งมั่น สมาธิคือผลของฌาน ฌานคือการเผาราคะ โทสะ โมหะ ฌานต้องมีปัญญา ต้องมีธาตุรู้ ถ้าแค่การสะกดจิตหรือจ่อจดนิ่งอยู่กับกสิณอันนี้นอกรีตศาสนาพุทธ คำว่าฌานคือต้องสร้างพลังงานไฟ แปลว่าไฟกองใหญ่ กองพิเศษที่ไปละลายไฟราคะ โทสะ โมหะ พลังงานฌานจึงต้องมีปัญญา ไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน เมื่อสามารถสร้างฌานได้ ก็สั่งสม ตกผล

อ่านต่อ

ึก ควบแน่น เป็นสมาธิ ตั้งมั่นของจิต เข้าใจสมาธิ ชัดขึ้นอีกไหม ฌานต้องมาก่อนสมาธิ ศีลสามข้อแรกเป็นกาย ศีลข้อ 4 วาจา ภาษาคำพูด แล้วศีลข้อ 5 คือจิตวิญญาณที่ไปมอมเมา ทำศีลห้าให้ครบกายวาจาใจ พอได้แล้วก็เติมศีล 6 ศีล 7 ศีล 8 วิกาลโภชนาฯ มาลาคันธวิเลปน ไปเรื่อยๆ เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ เพิ่มขึ้นไล่เลียงลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ ไม่โกรกชันเหมือนเหว นี่คือจิตที่เป็นสมาธิ แล้วมีปัญญาเป็นยาดำเป็นธาตุรู้ละเอียด ทำอะไรต้องรู้ชัดเจน ปฏิบัติลงตัวเป็นสัดส่วนไปเรื่อยๆ เกิดวิมุติ นิโรธ ไปตามลำดับ นิโรธกับวิมุติเป็นไวพจน์กัน แต่อันเดียวกันคือกิเลสไม่มี จบแล้วมีญาณทัสสนะ คือจบด้วยการเข้าใจชัดเจน จบด้วยการรู้ ตื่น เบิกบาน จึงเรียกว่าพุทธะ ไม่ใช่จบด้วยการดับ ไม่มีอะไร ไม่ใช่ แต่สิ่งที่จะให้ไม่มีคือกิเลส ต้องรู้จนพ้นอวิชชานุสัย ไม่มีที่ไม่รู้เลย ศีล สมาธิ ปัญญาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่หลับตาปฏิบัติ ในพรหมชาลสูตรมีอธิบายไว้ ในสามัญผลสูตร ก็อธิบายศีล สมาธิ ปัญญา โดยการให้เกิดสมาธิลืมตาทั้งนั้น ให้เกิดสำวรศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สติอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ

590316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ตอนปัญหาปกิณกะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน