สื่อธรรมะพ่อครู(พระราชดำรัส ร.9) ตอน ลำดับของเศรษฐกิจพอเพียง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระราชดำรัส ร.9) ตอน ลำดับของเศรษฐกิจพอเพียง พ่อครูว่า...ปีใหม่แล้วอย่าให้เสื่อมด้วยกรรมเลย กรรมจึงเป็นทุกอย่างของพลังจิตที่มีอยู่ จะดีชั่ว กุศล อกุศล ทุจริต สุจริต หรือถึงขั้นเป็นบุญเป็นบาปก็อยู่ที่นี่ทั้งนั้นเลย ทีนี้ ก็มาเข้าสู่ความจน อ่านของในหลวงให้ชื่นใจหน่อย อันนี้ท่านก็สรุปของท่านเอง พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ล้มเหลวเพราะทุ่มเทให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นได้รวดเร็ว… แนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยมีปรากฏอยู่ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการมาเป็นเวลาช้านาน ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 ความว่า...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้น โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยเสริมสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป พ่อครูว่า... อาตมาเชื่อว่า ทุกวันนี้ จิตวิญญาณของคนไทยไม่ให้ใครอดตาย ไม่ต้องรีบร้อนไปเอาร่ำรวยมาทำไม ไปตามลำดับเถอะ ให้เขาไปได้มากกว่านี้ก็ให้ แล้วก็จะทำให้ดีขึ้น แต่คนก็อย่างว่า ปัญญาคนนะ ก็มีเจตนาดี เขาเจตนาดี ต้องการให้เศรษฐกิจโตเร็วทั้งนั้น ซึ่งทุกวันนี้ อาตมาว่า เมืองไทย 4.0 นี้เหนือกว่าเขามากแล้ว ก็ไม่ต้องเร่งร้อนอะไรกัน ถ้าเร่งร้อนจะเป็นกรรมซ้อน การที่เราจะได้เป็นผู้ให้แก่เขา เราทำได้มากเราจะไล่ขายทั่วโลก ขายต่ำกว่าทุน ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ ราคาถูกกว่าทุกตลาดในโลก ดีไม่ดีต่ำกว่าทุน พวกราคาตลาดจ้างก็แข่งเราไม่ได้ เพราะว่าเ

อ่านต่อ

ราขายต่ำกว่าทุน ขายไปสิ หมดแล้วก็สร้างขึ้นมา เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนอะไรเราสร้างขึ้นมาได้ เหลือแล้วเราจึงขาย เราพอกินพอใช้แล้ว อย่าไปตะกละผลาญพร่า แต่กินให้สมดุล ไม่เฟ้อ ผลาญพร่าสุรุ่ยสุร่าย ได้สัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ปโหติ จะขายดีมาก ประเทศเราไม่ได้เดือดร้อน มีน้ำใจเผื่อแผ่ คนรวยนี้เอาออกมาให้เสียบ้าง หลายบ้างก็ดี คนรวยประเทศไทยมีก็เยอะเอามาแชร์กันบ้าง นี่ยังโลภ ไม่รู้จักพออีกมันเป็นกรรมของคุณนะ คุณโลภกิเลสก็โตอ้วน แล้วโลภ มันก็พาให้คุณทุกข์ในอนาคต ตอนนี้มันสมโลภก็ดูเหมือนมีความสุข แต่คนที่ถูกคนเอาเปรียบไปมันจะมาแก้แค้นได้ จะไปรู้ได้อย่างไรถ้ามันอำมหิต

หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด (ในงานพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พุธ 18 ก.ค.2517)

... ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันมากเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้าน หรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้ แต่ในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก... “...มีเงินเดือนเท่าไร จะต้องใช้ภายในเงินเดือน...การทำแชร์นี้เท่ากับเป็นการกู้เงิน การกู้เงินนี้นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าถ้ากู้เงิน และทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือนร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ... กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์ มิใช่กู้สำหรับไปเล่น ไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์...” พระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540 ปี 2541

…ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ...ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 19 กรกฎาคม 2517 ปี 2540) “

'ยอดยิ่งยวด'...เพราะเราสงบและพออยู่พอกิน "...ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน...มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน...ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทย... ...'อยู่แบบพออยู่พอกิน' ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอดแต่ว่ามีความพออยู่พอกิน ...'มีความสงบ' เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้...เราก็จะ 'ยอดยิ่งยวด' ได้..." (พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517)

“...ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบายความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกว่าจะไม่มีใครสู้เราได้...” (พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียน ที่ได้รับพระราชทานรางวัล ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2524)

...ต้องทำแบบคนจน ต้องแบบคนจน เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารที่เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไปทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็อยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ ปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบคนจน ใช้ความอะลุ่มอล่วยกันตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อย ๆ “ ( พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 4 ธันวาคม 2534 )

พระราชดำรัสที่ทรงเรียบเรียง 4 ธ.ค. 2534 พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม 2534

ขอขอบใจท่านนายกฯ (นายอานันท์ ปันยารชุน) ที่ได้อำนวยพรในนามของทุกๆ ท่านที่ได้มา ในวันนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะว่าแต่ก่อนนั้น เวลามีโอกาสเช่นนี้เมื่อ ประมาณ 30 ปีก่อน แม้จะมีผู้เข้าพบจำนวนมากพอใช้ ก็ได้ทักทายทุกคณะ เป็นอันว่าแต่ละคนๆ เขาได้ให้พร. แต่เดี๋ยวนี้ โดยที่จำนวนทวีขึ้นมาก ถ้าทำ เช่นนั้น ก็ไม่มีทางที่จะเสร็จได้ภายในวันนี้. แต่ก่อนนี้ หลังจากพิธีในวัง ก็ได้ มาพบกับท่านที่มาให้พร. โดยมาก ก็ไม่ได้รับประทานอาหารกลางวัน เพราะว่าต้องรับแขก ตั้งแต่เที่ยงจนถึงบ่ายสี่โมง แล้วบ่ายสี่โมงครึ่งก็ต้องไป งานพิธีในวังอีก.

ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 (เสีย ในที่นี้ยังไม่ใช่เสียหายแต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราได้เสียสละ ซึ่ง นัย ของการที่เราได้เสียสละออกไปนั่นแหละมันเป็นการได้ คือเธอทำความดีที่สุดแล้วในมนุษย์ใด ที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละด้วยการให้ใดๆออกไปแก่ผู้อื่นโดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นแหละคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ ถ้าไม่ชัด ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ) พ่อครูว่า...ยิ่งการเสียสละด้วยการให้ใดๆออกไปแก่ผู้อื่นโดยไม่หวัง ไม่มีจิตสาเปกโข ไม่มีอุปจยะ ไม่มีเส้นที่จะหวังว่าจะได้ออกไปเลย อุปจยะ คือ อาการจิตที่เริ่มเกิดใน ลักขณรูป 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา อุปจยะคือเริ่มเกิด มีนิดหน่อย แต่เริ่มเสื่อมนี้มีมากแล้วค่อยๆเสื่อมไป ถ้าตัดสันตติก็ไม่ต่ออีกก็จบ แต่ถ้าให้เกิดอีกโดยไม่ตัดสันตติก็ปล่อยตามสภาพก็จะชรตาไป แต่ในชรตานี้พระพุทธเจ้าเปิดไว้ที่ ตัวสุดท้ายคืออนิจจตาคือ ถ้ามันเสื่อมไปแต่คุณฮึดอีก เพิ่มเติมพลังงาน Coefficient มันก็มีตัวมีตนขึ้นมาใหม่ ถ้าคุณจะเสื่อมก็ปล่อยให้มันเสื่อมจริงๆ อย่าเล่นอีกก็ไปสูญ ยิ่งคุณทำ Coefficient เป็น คุณก็พรึบขึ้นมาอีก ขอเรียกว่าคุณตอแหล ก็ต้องชรตาเที่ยงไปหาสูญ แต่ถ้าคุณตลบอีก ใช้พลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient มันก็ไม่จบ นี่มันจะชัดเจนไป

คุณธรรมข้อหนึ่งที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทยก็คือ การให้ การให้นี้ไม่ว่าจะให้สิ่งใด แก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญระหว่างบุคคลกับบุคคลและให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นด้วยสามัคคีธรรม

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 31 ธ.ค.2545)

พ่อครูว่า… ถามพวกเราว่าทุกวันนี้ใครขาดทุนแล้วสบายใจบ้าง ...ก็ยังมีอยู่บ้างที่ยังทำใจไม่ได้ ดีแล้ว ไม่ต้องโกหก อยากได้หน้าอะไร เอาจริงๆ เราจะได้พัฒนาจิตใจของเราเอง มันก็จะเจริญอย่างที่เห็น 601206_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับของพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน