สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บารมีสิบทัศ ปฏิบัติทานบารมี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บารมีสิบทัศ ปฏิบัติทานบารมี 0893867xxx การให้ทานคือการเสียสละ(ทานัญจะ)จึงจะเป็นทานบารมีได้เมื่อให้เพื่อสงเคราะห์ผู้ที่ขาดแคลนฯให้ปัญญาให้บุคคลพึ่งตนตามความเหมาะสมแก่ฐานะได้ถูกไหม? skk 2016-03-15 20:24:06 พ่อครูว่า...คำว่า ทาน คำนี้ยิ่งใหญ่ ในประดาคุณธรรมทั้งหลายเนี่ย ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะเป็นคนที่เป็นผู้ให้หรือผู้ทาน จบเลย เป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นผู้เอา สูงสุดทานบารมี บารมีสิบทัศเนี่ย ผู้ที่จบอรหันต์แล้วจะมีเมตตากับอุเบกขาเป็นเครื่องอาศัย เมตตาเป็นตัวทำงาน อุเบกขาเป็นฐานพัก อรหันต์อาศัยฐานสองอย่างนี้ คือในบารมี 10 ทัศ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา จะมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติไปตามลำดับ มีฐานอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน มีคุณสมบัติ อุเบกขา 5 คือ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จิตจะยิ่งบริสุทธิ์ๆๆ ถ้าปริโยธาตาคือบริสุทธิ์แบบผ่านงานมากขึ้นก็ยังบริสุทธิ์ ขาวรอบสะอาดอยู่ จะมีสิ่งเปื้อนแม้ทำงานกับสิ่งเปื้อนกับคนก็ยังบริสุทธิ์ ไม่ใช่บริสุทธิ์แบบอยู่นิ่งๆ แต่คลุกคลีอยู่กับกิเลสของคน แต่ก็ยังแข็งแรงบริสุทธิ์ตั้งมั่นหยั่งลงได้อย่างมีจิตที่มีประสิทธิภาพสูง มุทุ ขึ้นเรื่อยๆ เป็นวิการรูป มีลหุตา มุทุตา กายปาคุญญตา เราอ่านได้ว่ามีประสิทธิภาพแบบนี้ อย่างกายปาคุญญตา เป็นรูปนามที่ลงตัว เกิดความชำนาญแคล่วคล่องของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ครบ ที่หยิบมาพูดนี้ยังไม่ละเอียดพอ ยังไม่ได้พูด เจตสิก 52 เจตสิก 89 หรืออื่นๆอีก ขอวางรากฐานรูป 28 ก่อน นอกจากดินน้ำไฟลมแล้ว ก็ต้องอ่านอุปาทายรูปอีก 24 เริ่มจากปสาทรูป มีโคจรรูปสัมผัสแตะต้องก็เกิดภาวะที่สาม เกิดให้เรารู้ เป็นวิญญาณ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รูปเป็นภาวะของอิตถีภาวะหรือปุริสภาวะ
อ่านต่อ
เป็นธรรมะสอง นี่คือรูปนามธรรม ไม่ใช่รูปดินน้ำไฟลม เท่านั้น ของเราเกิดหทยรูป ก็อ่านได้ ตอนนี้ใจเรากำลังโกรธ ต้องอ่านอาการนั้นให้ออก มันไม่มีรูปร่างสีสันนะ แต่อ่านออกได้ มันเกิดอาการเศร้า อาการรัก อาการโลภ มันเป็นอย่างไร ต้องอ่านให้ออก มีวิปัสสนาญาณ อาการที่มันเอาออก เรียกว่าให้หรือทาน ก็ต้องอ่านออกได้ ต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิ แล้วเอาไปมนสิการ ทำใจในใจคุณให้เป็น ใจมันขี้โลภ ตั้งจิตทำทานแบบผิดๆ ให้เท่านี้ เหมือนนกกระยางเอาขนมปังมาให้ แต่มันตั้งจิตไว้ว่าจะเอาปลาตัวใหญ่ๆ มันไม่ได้วางภพชาติจะให้ แต่จะเอา มันเป็นอาการกิเลส ผูกยึดติด ถ้าอ่านอาการพวกนี้ไม่ออก ทำใจไม่ได้ไม่มีทางบรรลุ แล้วตั้งจิตจะเอาอีก คือ จิตที่ตั้งไว้ผิด คือไพรีกับไพรี หรือโจรฆ่าโจรนั้น จิตที่ตั้งไว้ผิดร้ายแรงกว่านั้นอีก เหมือนหนังจีนสั่งแก้แค้นกันเป็นรุ่นๆ ใจคนมันผูกไว้ฝังใส่อนุสัย เรารู้ใจก็สามารถอ่าน ถ้าเข้าใจก็จะรู้หทยรูป มันยังไม่ตาย ก็อ่านอาการของชีวิต เป็นชีวิตินทรีย์ อาการจิตมันไม่นิ่งไม่หาย มันยังเกิดอยู่ อาตมาอธิบายถึงอาการของสัตว์ มันมีชีวิตินทรีย์ อย่างอาการของพืช มันมีชีวิตินทรีย์ของพีชนิยาม ก็อธิบายไว้แล้ว มีรอยต่อพีชะมาเป็นจิตอย่างไร กล้าพูดได้ว่าไม่มีใครเอามาขยายได้หรอก พระพุทธเจ้าขยายได้แน่ แต่ไม่ใช่หน้าที่ท่าน มีอาตมานี่แหละมาทำหน้าที่ โดยมั่นใจว่าไม่ได้เดาเอา แต่เห็นของจริงมีจริง จึงเอามาแจกแจง คนไม่เข้าใจอาการจิต ปฏิบัติธรรมไม่มีทางสำเร็จ จะปฏิบัติทานบารมีก็ต้องอ่านอาการที่มันให้ ออกจริงๆ ถ้ามันกลับไปกลับมา แล้วมันก็อ่านไม่ออก มั่ว ปฏิบัติยังไงก็ไม่รู้เรื่อง
590316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ตอนปัญหาปกิณกะ