330406 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 5 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์384 KB
วันที่แก้ไข1 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

330406 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 5 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก

สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 5 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2533 เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์

พ่อครูว่า… อาตมาจะขอเท้าความสูตรเมื่อวานนี้นิดหนึ่ง สมุคคสูตร ไม่ได้บอกเล่มพระไตรปิฎก แต่ละเล่มที่สูตรเหล่านี้ มาจากอะไรต่ออะไรบ้าง อาตมาไม่ค่อยได้บอก แล้วไว้พรุ่งนี้ค่อยทบทวนไล่ไปตั้งแต่ตันไปเลย มีกี่สูตร กี่สูตรมาจากเล่มไหน ข้อไหน สูตรไหน ค่อยๆ ทบทวนกัน แต่ตอนนี้เอาสูตรทบทวนสูตรนี้ซะก่อน สมุคคสูตร นะ คืออยากจะทบทวน เพราะว่าจะได้ไม่สับสน แล้วก็จะได้เข้าใจง่ายเข้านะ ( สมุคคสูตร ใน ภาคผนวก 330405 ตอนที่ 4 ) สมุคคสูตร ทบทวนและขยายความเพิ่ม : คือที่บอกว่า อธิจิตที่กำหนดอย่างถูกต้องตามสภาพ ถ้าผู้ใดกำหนด “ตลอดกาลตามกาล” คือทำอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ตามวาระที่เราควรจะได้ทำ และถ้าเผื่อว่าทำไปอย่างเดียว เน้นแต่อย่างเดียว มันมีอยู่ 3 มิมิต นิมิต 3 : สมุคคสูตร สมาธินิมิต ปัคคาหนิมิต อุเบกขานิมิต ถ้าจำง่ายๆ ว่า สมาธินิมิต นั้นหมายถึงว่า การทำสมถะ การอยู่ในภวังค์ ในภพ สมาธินิมิต ถ้าใครทำไปแต่อย่างนั้นอย่างเดียว ท่านเปรียบว่าเหมือนกับช่างทองที่จะหลอมทองนี่ แล้วก็เอาแต่จุดไฟสูบ(เป่าลม) ถ้าเผื่อว่าเอาแต่สมาธินิมิต เพราะฉะนั้น เมื่อสูบๆ เอาแต่สูบทองเร่งไฟ ก็แน่นอนทองมันจะไหม้ ทองจะไหม้นั้นเป็นสมาธินิมิต จำง่ายๆ ก็ เอาแต่นั่งหลับตา ว่างั้นเถอะ ปัคคหนิมิต นั้นเอาแต่คิด มีความบากบั่นพากเพียร ขยัน เอาแต่คิด เอาแต่ฟุ้งซ่าน ก็จะได้แต่ฟุ้งซ่าน ส่วนสมาธินิมิตนั้นก็จะได้แต่เกียจคร้าน ทองจะไหม้

อ่านต่อ

นี้หมายความว่า จะได้แต่เกียจคร้าน ท่านบอกไว้ชัดนะ จะได้แต่เกียจคร้าน ส่วนปัคคหนิมิต จะเอาแต่คิด จะเอาแต่ขยันเรียน พูดถึงแง่ง่ายๆ ว่า เป็นปัคคหะก็เหมือนกับมหายาน สมาธิก็เหมือนเถรวาท สมาธินิมิตก็เหมือนกับพระป่า ปัคคหะก็เหมือนกับพระบ้าน เอาแต่ตั้งโรงเรียน เอาแต่สอน เอาแต่เรียน เอาแต่คิด เอาแต่ปรุง มันก็จะได้แต่ฟุ้งซ่าน อุเบกขานิมิต นั้นมาแปลก เอาแต่วาง อุเบกขาเอาแต่วาง อะไรมาก็วาง วาง ๆ พวกนี้ตื้น เอาแต่วางๆๆ นี้ตื้น พวกที่วางๆๆ นี่จะไม่สามารถที่จะบรรลุสื้นอาสวะ จิตจะไม่ตั้งมั่น จะไม่เป็นสมาธิด้วยซ้ำ พวกนี้นี่ เอาแต่วางๆๆๆ นี้เป็นเหตุเครื่องให้จิตไม่ตั้งมั่น เพื่อความสิ้นอาสวะโดยชอบ ก็เอาแต่วาง แต่ไม่มีรายละเอียดรู้ เปรียบเสมือนกับจะหลอมทองนี้ แล้วไม่พินิจ ไม่เพ่งพินิจดูเสมอๆ ไม่ตรวจตราพินิจตรวจตรา ไม่ตรวจตราเสมอ ๆ ไม่ดูแล้วดูอีก ไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจในเนื้อหา ในความลึกซึ้ง ในส่วนเหลือส่วนได้ ส่วนอะไรเป็นอะไร จะทำให้เกิดประโยชน์คุณค่าอะไร ถูกต้องหรือไม่ ไม่เพ่ง ไม่พินิจ อะไรต่างๆ พวกนี้ ก็เลยไม่มีทาง (สมาธินิมิต) อันนี้แหละชัดเจนมากเลยว่า สมาธิใดๆ ก็แล้วแต่ ถ้าไม่พยายามที่จะเรียนรู้ไปจนกระทั่งถึงรูปนามขันธ์ 5 ไม่รู้ว่าเวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร สังขารคืออะไร วิญญาณคืออะไร จนรู้สภาวะจริงๆ ว่ามันงานบทบาทของปรมัตถ์ บทบาทของจิตเจตสิกต่างๆ พวกนี้เป็นอย่างไร แล้วก็กิเลส มันก็ย่อมเกิดที่จิตเจตสิกนี่แหละ แล้วมันจะเป็นอย่างไร มันจะเหลือหยาบ-กลาง-ละเอียด อย่างไร สายไหน ต้องรู้รูปรู้นามมันอย่างชัดเจน ด้วยอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ อุเทศคือคำที่ชี้ข้อกล่าวขึ้นมาอธิบายกันอยู่นี่แหละ อุเทศ ฟังไปแล้วก็เอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติจริงๆ ก็ดูอาการ ลิงคะ นิมิต นั่นแหละ มันสอดคล้องตรงกับที่เราเรียนหรือเปล่า เพราะฉะนั้น (ปัคคาหะนิมิต) ถ้าเผื่อว่า จะเอาแต่เป็นพระบ้าน เอาแต่เรียน เอาแต่คิด เอาแต่ขยันหมั่นเพียร อย่างจะทำงาน ทำงานแบบที่เขาทำกันละนะ โดยที่ไม่ได้พยายามรู้จิต สมาธิที่จะรู้ความเป็นอธิ ความเจริญ โดยเฉพาะของจิต มันก็จะมีแต่ ทองนี่ก็จะมีแต่มันจะเย็น เหมือนกับเอาน้ำพรม ก็ได้แต่เย็นๆ ฟังๆ ดูแล้ว อย่างที่ตั้งข้อสังเกต เมื่อวานนี้แล้วว่ามันกลับ ที่จริงมันมีแต่ร้อนนะ แต่ว่าทองนี่กลับจะเย็น คือมันไม่เกิดอะไร จะหลอมทอง แล้วทองมีแต่เย็นๆ เอาแต่น้ำพรม ไฟก็ไม่สูบ แล้วมันจะไปทำละลายทองก็ไม่ออก จะให้ทองมันเป็นอะไรก็ไม่เป็นอะไร ไม่เกิดผลอะไร จะเกิดแต่ความฟุ้งซ่านด้วยซ้ำ โดยตรงมันจะเกิดความฟุ้งซ่าน มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความไม่เป็น มีแต่แถมกิเลสนะ ว่าจริงๆ ไม่ได้มีการลดละกิเลสอะไรได้ อุเบกขานั้นก็อุเบกขานิมิต ก็มีแต่วางๆๆ แบบนิกายเซน อย่างที่ว่านั้น เป็นแบบเซน อะไรก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา วางเฉย ไม่เกี่ยว เอาแต่เฉย ทำจิตก็ แหม! ว่างๆ ว่างๆ วาง พวกนี้ไม่เรียนรู้หรอก จิตไม่ตั้งมั่น ไม่มีการเป็นสมาธิ ก็ไม่เป็นแข็งแรงอะไร ตั้งมั่นอะไรได้ก็ไม่เป็น เพราะฉะนั้น ยิ่งความสิ้นอาสวะนั้นก็ไม่ต้องไปพูดถึงเลย ไม่รู้ว่ากิเลสหยาบเป็นอย่างไร กิเลสกลางเป็นอย่างไร กิเลสละเอียดเป็นอนุสัย เป็นอาสวะเป็นอย่างไร ไม่ได้เรียนรู้เลยนะ แต่หลงว่ามันว่าง หลงว่ามันวาง มันเบา มันง่าย สายนี้ก็สายตรรกศาสตร์ สายนี้เขาเรียกดูเหมือนเขาจะเหมาให้เป็นสายปัญญา ส่วนพระป่าสายไหนล่ะ พระป่า? หรือพระบ้านนี้สายไหน พระบ้าน? สายปัญญาสายไหนล่ะ? สายปัญญา? นั่นแหละสายชัดๆ อย่างนี้ มีอยู่ทั้งนั้นแหละในตัวอย่าง สำนักไหนๆ คณะไหนๆ ขณะนี้ในเมืองไทยก็มี ทั้ง 3 สาย เพราะงั้น เราต้องเอาหมดทุกสายน่ะ เขาหาว่าเรานี่สายศีล ว่าเราเป็นสายศีล เอาสายศีล ก็สายศีลนะ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ชัด เราสาย แล้วปฏิบัติให้เป็นสมาธิหรือเปล่า ปฏิบัติแล้วมีปัคคหะ มีความพากเพียรบากบั่นหรือเปล่า แล้วก็มีการปล่อยการวางหรือเปล่า รู้จักอุเบกขาจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่เอาแต่แบกขา หรือว่าวางหลวมๆ อะไร

สังคีติสูตร - สมาธิภาวนา 4 อย่าง : ทีนี้ก็เอาอีกสูตรหนึ่งนะ สูตรนี้แยกสมาธิให้ฟังอีกชัดนะ “สังคีติสูตร” มาจากพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย ปาติกวรรค เล่ม 11 เอาตรงสมาธิภาวนา 4 ลองฟังดูกันชัดๆ ท่านบอกว่า สมาธิภาวนานี้ มันมีหลายลักษณะ ( สมาธิภาวนา 4 อย่าง : สังคีติสูตร ในภาคผนวก) พ่อครูอ่าน… “๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมมีอยู่“ พ่อครูว่า… หมายความว่า สมาธิภาวนาที่ได้พยายามฝึกฝนอบรมนี้ มันจะเกิดผล เพื่อความเป็นอยู่สุขในปัจจุบัน เพื่อความเป็นสุขในทิฏฐธรรม อย่างนี้ก็อันหนึ่ง มีอยู่ในการทำสมาธิเพื่อความเสวยสุข เสวยระงับ เสวยอยู่เฉยๆ อย่างนี้ก็มีอยู่แล้ว ทำไปเยอะแยะไป พวกที่ทำสมาธิเพื่อความสบาย “๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่” ได้ปัญญา สมาธินี่ทำให้เกิดเรืองปัญญา ได้ปัญญามีอยู่ “๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะมีอยู่” อันนี้ให้เกิดสติ ให้เกิดความตื่น นะ “๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายมีอยู่” อันที่ 4 นี่ โลกุตระแท้ๆ นะ ทีนี้ มาฟังคำอธิบายต่อ สมาธิภาวนา ชนิดที่ 1 สุขในทิฏฐธรรม สุขในปัจจุบัน : “ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอย่างไหนที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม” “อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม” คือทำให้เกิดฌาน ฌานนี่เป็นสุข ฌานนี่เป็นสุขของสมณะ ทำอย่างไร แบบไหน ที่ว่าทำเป็นฌาน เป็นการอาศัยให้เป็นสุขในปัจจุบัน ถ้าทำสมาธิอย่างนี้ มันก็เป็นสุขอยู่ในขณะที่ทำสมาธินั่นแหละ “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอุเบกขา ที่สติอยู่เป็นสุข” ในเริ่มต้นก็ถึง ตติยฌาน นี้ ท่านบอกว่า จะเริ่มต้นเป็นผู้มีอุเบกขาเข้าไปหาสภาพวางเฉยแล้ว มี “สติอยู่เป็นสุข” “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ฯ” เป็นอยู่สุขในปัจจุบัน อันนี้ที่จริงก็หมายถึงสภาพสมาธิที่เข้าไปอยู่ในภวังค์มากกว่านะ ถ้าเราเข้าใจเป็นพุทธก็ได้ ก็คือทำให้สภาพของความวุ่นวาย ความเกี่ยวข้องกับอะไรๆ มันหายไป ทำสมาธิแบบสมถะ เพ่งกสิณ อยู่ในภพ ในภวังค์ : แบบกสิณนะ อย่างที่อธิบายนี้ ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 แบบทั่วไปเลยอธิบาย มีวิตกวิจาร แล้วก็มีปีติ มีสุขอะไรนี้ อย่างที่เราพูดกัน มีอาการที่จดจ้องลมหายใจเข้าออก หรือจะเป็นกสิณ เป็นอะไรเพ่งเข้าไป แล้วก็สงบระงับ ระงับๆ ๆ จนกระทั่งมีปีติ จนกระทั่งมันระงับเข้าไปอีก มีแต่สติรู้อยู่ จนกระทั่งเข้าสู่ฌาน 3 อะไรนี่ก็สู่อุเบกขา วางเฉยได้ จนสุดท้ายบรรลุจตุตถฌาน ฌานที่ 4 ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์อะไร พิจารณาให้นิ่งดิ่งอยู่กับความกำหนดของเรานี่แหละ อย่างนี้ก็เป็นสุข ท่านเรียกว่าสุขในทิฏฐธรรมวิหาร สุขด้วยความสงบระงับเป็นวิเวก เป็นอุเบกขา เป็นวิเวก ความสงัด สงบ นี่สมาธิภาวนา ชนิดที่ 1 สมาธิภาวนา ชนิดที่ 2 เพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ : “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา ตั้งสัญญาว่าเป็นเวลากลางวันไว้ กลางวันอย่างใด กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างใด กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้มีแสงสว่าง ด้วยประการฉะนี้ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ ฯ” “อาโลกสัญญา” อาโลก แสงสว่าง อโลกสัญญา “ตั้งสัญญาว่าเป็นเวลากลางวันไว้ กลางวันอย่างใด กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างใด กลางวันอย่างนั้น” เป็นผู้ที่จะพยายามพิจารณา พิจารณาอาโลกสัญญาคือการกำหนด การกำหนดรู้แจ้ง หรือรู้ไม่แจ้ง อะไรมันไม่ชัด อะไรมันชัด อะไรมันยังมืดมัว อย่าไปหมายเอากลางคืน กลางวัน เป็นกลางคืน กลางวันเฉยๆ พาซื่อเป็นแบบหมากรุกชั้นเดียว เป็นพยัญชนะอยู่ก็ไม่ได้นะ ท่านหมายความว่า อะไรมันชัด อะไรมันไม่ชัด อะไรมันจริง อะไรมันไม่จริง มันมีอะไรเท่าที่จะตรวจสอบอยู่ได้ มีการใช้สัญญา การกำหนดหมาย รู้โลก รู้สภาพที่เราจะอยู่ในภพในภูมินั้น อะไรมันมี อะไรปรากฎ อะไรเกิดก็มนสิการ ก็พยายามอ่านรู้ เรียนรู้ใจ มีการใช้สัญญากำหนด ตรวจสอบกำหนดรู้ กำหนดรู้ๆ ๆ นี่เขาเรียกว่า ทำสมาธิ วิปัสสนาแบบในสายนั่งหลับตา : บางสายนี่นะ นั่งหลับตานี่แหละ อย่างนี้ นั่งหลับตาเข้าไปในภวังค์ แล้วก็ใช้สัญญากำหนด บางสายถือว่าอย่างนี้เป็นวิปัสสนา ถ้าอย่างอันแรก(ชนิดที่ 1) ถือว่าเป็นสมถะ เป็นสมถะแล้วก็สงบระงับ ก็เป็นสุข อันที่ 2 นี้ บางสายที่เขาทำอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ เขาว่าอย่างนี้วิปัสสนา ก็จริง หมายความว่า มันเห็น มันรู้ มีสัญญากำหนดความจริงตามความเป็นจริง แต่มันก็อยู่ในภพ มันก็ได้อยู่ในภพ ก็จะเกิดเกิดญาณทัสสนะหรือเกิดปัญญา ความรู้จริงเป็นจริงที่เกี่ยวข้องอยู่ในภพ อยู่ในจิตเจตสิกที่มันเกิดเดี๋ยวนั้นๆ ปัญญาเดี๋ยวนั้น เป็นสัญญา แต่ไม่เป็นสังขารนะ ไม่ได้มีสังขาร ไม่รู้จักสังขาร ไม่ได้ไปปรุงสังขาร ไม่ได้ไปปรุงอะไร เป็นสมาธิแบบที่สอง สมาธิภาวนา ชนิดที่ 3 เพื่อสติสัมปชัญญะ : ทีนี้ ที่สาม “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ เป็นไฉน” อันนี้จะเกิดสติสัมปชัญญะ (ก่อนหน้า)อันที่ 1 เกิดสุข อันที่ 2 เกิดปัญญา อันที่ 3 นี้เกิดสติ ทำอันนี้สติจะเด่น “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เวทนาทั้งหลาย อันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว” อันนี้มาเน้นเวทนา อันที่ 2 นั้นเน้นสัญญา อันที่ 1 นั้นอยู่กับความเป็นหนึ่ง วิเวกไป สงบไป นั้นสมถะแท้ อันที่ 2 นั้นมีสภาพกำหนดรู้ มีตัวรู้ ตัวพิจารณารู้ มีกำหนดรู้ มีการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น ก็ปรุงความรู้ มีปัญญาที่ตรวจสอบ แต่เป็นความรู้ที่เขาว่าเป็นสภาพในจิต เป็นการรู้ในจิตเจตสิกอะไรต่างๆ ก็อย่างที่วิเคราะห์ให้ฟังนั้นแหละว่า สายนี้มันเหมือนกับลักษณะ เราเรียกว่า วิปัสสนา แต่อยู่ในภพ อยู่ในภวังค์ อันแรกอยู่ในภพเหมือนกันแต่อันนั้นอยู่ในพวกสมถะ ทีนี้อันที่ 3 นี้ เอาเวทนาเป็นหลัก เวทนาคือความรู้สึก ไม่ใช่ตัวกำหนดรู้นะ ตัวอ่านอารมณ์ เวทนานี้ตัวอ่านอารมณ์ ส่วนสัญญานั้นตัวเพ่งอ่าน เพ่งกำหนดรู้ ในอันที่สอง อันที่สามนี้อ่านอารมณ์ อ่านอารมณ์รับซับซาบอารมณ์ ของพุทธนี้้รู้หมดทั้งนั้นนะ ของพุทธนี้ต้องรู้หมดทั้งนั้น อันที่ 1 ก็ตาม อันที่ 2 ก็ตาม อันที่ 3 ก็ตาม ต้องรู้ให้ละเอียด แล้วก็ต้องเป็น ถ้าเป็น จะมีความชำนาญในแง่เชิงต่างๆ อย่างดี แล้วจะได้ประโยชน์อาศัย ได้ประโยชน์อาศัย แล้วอนุเคราะห์อุปการะนะ อันที่ 3 “ เวทนาทั้งหลาย อันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว” คือรู้ อ่านอารมณ์ เวทนา ความรู้สึก ให้รู้ ให้ออก ทุกขเวทนา สุขเวทนา อุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา อะไรนี้ อ่านให้ชัด “รู้แจ้งแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึงความดับ” รู้แจ้งแล้ว “ย่อมบังเกิดขึ้น” รู้แจ้งแล้ว “ย่อมตั้งอยู่” รู้แจ้งแล้ว “ย่อมถึงความดับ” เพราะฉะนั้น เวทนามันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อ่านอารมณ์ อ่านความรู้สึกนั้นนะ “รู้แจ้งแล้ว ย่อมถึงความดับ” “สัญญาทั้งหลายอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึงความดับ” ก็รับซับซาบอารมณ์ รับรู้สึก รับรู้ความจริง สัญญาการกำหนดรู้ การใช้เวทนา การซับซาบอารมณ์นั้นนะ ก็ใช้สัญญาซ้อนอยู่ สัญญาซ้อนรู้อารมณ์นะ รู้ในสภาพนั้น ไม่ได้มีปรุง จะเห็นได้ว่า ในนี้ไม่ได้ใช้ “สังขาร” เลย มีแต่ เวทนาสัญญา ก็กำหนดรู้ซ้อนเวทนาทั้งหลาย แล้วก็เห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นแต่ว่ามันเกิดขึ้น แล้วมันก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไปนะ “วิตกทั้งหลายอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้งแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึงความดับ ฯ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ ฯ” วิตกคือความนึกคิดอยู่ เหมือนกันนึกคิด นึกคิดทั้งหลายที่มันนึกมันคิดอะไร ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้แจ้ง นี่รู้แจ้ง การรู้แจ้งนั้น เกิดขึ้นก็รู้แล้ว ตั้งอยู่ก็ผ่านไป ทำให้ตื่นอยู่กับเจตสิกทั้งหลาย จะว่าไปละก็เจตสิก แล้วก็มีการรับรู้เกี่ยวกับเจตสิกทั้งหลาย อย่างนี้จะเกิดความตื่นอยู่ มีสติหรือมีสติสัมปัญญะ สมาธิภาวนา ชนิดที่ 4 เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย : ทีนี้ อันที่สี่ “ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นไฉน ฯ” อันนี้เป็นอันที่โลกุตระแท้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้ง 3 อย่างนั้นเราจะไม่รู้เรื่อง ทั้ง 3 อย่างนั้นเราก็พึงใช้ประกอบในอันที่ 4 นี้ ในอันที่ 2 เกิดญาณทัสสนะ เราก็ต้องใช้ประกอบถึงจะเกิดอันที่ 4 ส่วนอันที่ 3 ใช้เวทนา ใช้สัญญา ใช้วิตก เราก็ต้องใช้จึงจะเกิดอันที่ 4 ส่วนอันที่ 1 นั้น มันเป็นสมถะโดยตรง เป็นสุขวิหารธรรม ซึ่งมันผ่านทุกคนแหละ ถ้าทำฌานเข้าภวังค์ ทำไปเนี่ย มันก็ต้องผ่านทุกคนแหละ ทำอย่างนั้น มันก็เป็นสภาพที่สู่สภาพเป็นสมาธิ หรือเป็นฌาน ไปสู่สภาพนั้นก่อน แล้วมันจะมีสภาพในระดับที่สอง ในระดับที่สาม ที่เกิดญาณทัสสนะ ที่เกิดสติ อันมั่นคงแข็งแรงนี้ ถ้าไม่อย่างนั้น สติไม่มั่นคง แข็งแรงไม่ได้ จะทำงานถึงขั้นที่จะเกิดญาณทัสสนะ หรือยิ่งอันสุดท้ายนี้ เกิดองค์ประกอบที่จะช่วยให้มีสภาพถึงขั้นโลกุตระ ละอุปาทานไปด้วย ละอุปาทานขันธ์ 5 นี้ ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะอย่างแข็งแรงตั้งมั่น มันทำอะไรไม่ค่อยได้ผลหรอก “ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้าว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป …” อะไรที่เราจะรู้ ถ้ายิ่งจิตเจตสิกแล้ว มันก็จะมีสภาพที่เห็น สภาพสิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป เสร็จแล้วมันก็เกิดขึ้น แล้วมันก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ : เพราะฉะนั้น เราจะไปพาซื่อว่า รูปก็คือ มหาภูตรูป ข้างนอก ดินน้ำไฟลม ตอนนี้ ฌาน หรือว่าเข้าสมาธิ หรือว่าทำสมาธิอย่างนี้แล้ว จะมา(บอกว่า)ไอ้นี่มันจะดับไป มันจะดับอย่างไร ก็ม้นยังไม่ทันตาย แล้วจะบอกว่ามันเกิดขึ้น เกิดขึ้นเห็นแล้วมันตั้งอยู่ อยู่ๆ ดับไป มันยังไม่ดับ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่นะ เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ว่า รูป สิ่งที่ถูกรู้ นั้น ขั้นนามธรรม ขั้นจิตเจตสิกแล้ว จะเห็นอะไรที่ถูกรู้ มันก็ให้รู้ แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไป ตั้งอยู่ในช่วงระยะหนึ่ง แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไป ดับให้เห็นได้ ดับกิเลส ไม่ใช่ไปดับรูปนามขันธ์ 5 : ส่วนที่เราต้องการจะดับโดยเฉพาะกิเลส เราก็จะเห็นว่ามันดับ แล้วก็ดับสนิท มันไม่มีอีก ส่วนจิตเจตสิกที่บริสุทธิ์นั้น เมื่อเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปในขณะที่เรามีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ มันก็ยังจะมีอยู่ มันก็เกิดขึ้นอยู่ แล้วเมื่อไหร่พิจารณา มันก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง “สันตติ ต่อเนื่อง” มันยังไม่ได้ดับสูญ เพราะฉะนั้น จะบอกว่าถึงความดับ ถึงนิรุทธาหรือถึงนิโรธ ดับแล้ว (ไม่) มันยังไม่ดับ! ฟังตรงนี้ชัดๆ นะ เพราะฉะนั้น คนยังเป็นๆ อยู่ จะพิจารณาในภวังค์ จะพิจารณา ในการตื่นลืมตา รู้จักสัมผัสอะไรอยู่นี่ก็ตาม เราไม่ได้หมายว่า ดับนั้นไปดับเอารูปนามขันธ์ 5 ไปดับเอาเวทนา ไปดับเอาสัญญา ไปดับเอาความรู้สึก ไปดับเอาความรับรู้อะไรๆ ไม่ใช่ นี่ให้มันชัดๆ อย่างนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นล่ะก็เพี้ยน เราจะดับสิ่งที่เจตนาจะดับ อุปาทาน ก็ดี ตัณหา ก็ดี กิเลส ก็ดี อารมณ์ อาการ สื่งที่เป็นอกุศลอะไรๆ ที่มันไม่ดีทั้งนั้นนะ โลภ โกรธ หลง อะไรเกิดขึ้น ในภายในจิต รู้ สิ่งที่ถูกรู้ก็คือรูป รู้มัน อาการนั้นให้ชัด นิมิตนั้นให้ชัด ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็จะเห็นว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ทำให้มันดับสนิท อรหัตผลอยู่ที่มันไม่เกิดอีกเลย : ทีนี้ จะทำให้มันเกิดได้น้อย ไม่เกิดอีก จนกระทั่งมันไม่เกิดเลย มันดับสนิท นิโรธ หรือ นิรุทธา ดับจนไม่เกิด เราก็จะเห็นความดับ เห็นความไม่เกิดอีก อรหัตผลก็อยู่ที่มันไม่เกิด เมื่อมันไม่เกิด มันก็ชัดแล้วก็นี่ นิโรธเดี๋ยวนั้นแหละ เมื่อใดก็เมื่อนั้น ทำให้ต่อเนื่องอยู่นานเท่าใดก็เท่านั้น ยิ่งอยู่ในทุกๆ อริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน ไม่มีอุปาทานในขันธ์ 5 อย่าได้ไปตีขลุมว่า ดับอุปาทานขันธ์ 5 คือดับขันธ์ 5 นะ ดับขันธ์ 5 ก็ตาย ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วมันก็ตาย ก็เอาไปเผา ถ้าพาซื่ออย่างนั้นล่ะก็ ไม่รู้เรื่อง พาซื่อ มลื่อทื่อ ดับสัญญา ดับเวทนาเลย เป็นอสัญญี : เพราะฉะนั้น จะไปดับทั้งเวทนานี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลย ทุกวันนี้จะทำสมาธิ ทำฌาน หรือว่าจะทำวิมุติ ทำฌาน ฌานลืมตาหลับตาอะไรก็ยังพูดกันพอเป็นพอไปนะ แต่พอถึงสัญญา เวทนาที่เป็นภาษา ที่เอามายืนยันได้เลยนะ ว่าในพระไตรปิฎกนี่ จะกล่าวอย่างนี้แหละ “สัญญา จ เวทนาจ นิรุทธาโหนติ” ดับ เขาก็แปลว่าดับ ย่อมเกิดการดับ ดับสัญญา ดับเวทนาเลย มันก็พาซื่อ มลื่อทื่อ ก็เป็นการดับไม่รู้เรื่อง อสัญญี ตอนนี้ก็จะดับ แล้วก็เราจะรู้ว่า เห็นอะไรดับ รู้อะไรดับ นี่ตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่รูป สิ่งที่ถูกรู้นั้น “... ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ดังนี้ความดับแห่งเวทนา … ” นี่ ภาษานี่ ก็บอกก็ดับเวทนาอีกแหละนะ เดี๋ยวจะมีอีกสูตรหนึ่ง แล้วจะรู้ว่าอะไร “... ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้ความดับแห่งสัญญา …” นี่ภาษามันพาซื่ออย่างนี้ แต่เสร็จแล้ว จริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าใช่อย่างนั้นแล้วมันไม่รู้เรื่องอะไร แล้วก็ไม่ได้อะไร อย่างที่ได้อธิบายให้ฟัง “... ดังนี้สังขาร ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ดังนี้ความดับแห่งสังขาร ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ” วิญญาณอะไรที่ดับ ดับวิญญาณแล้วในขณะที่เป็นพระอรหันต์ยังเป็นๆ อยู่นี่ ดับวิญญาณอะไร วิญญาณผี วิญญาณอกุศล วิญญาณกิเลส ซึ่งมันอยู่ด้วยกันนั้นแหละ มันอยู่กับจิต มันเหมือนกับจิต มันเป็นจิต มันเกิดอยู่กับจิต ดับวิญญาณด้วย เพราะฉะนั้น วิญญาณดับ “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ไปเที่ยวได้ดับพาซื่ออย่างนั้น ดับพาซื่อที่ไปดับสัญญา ดับเวทนา นิมิต 3 สมุคคสูต กับ สมาธิภาวนา 4 สังคีติสูตร : ทีนี้ตัว โลกุตระ นี้ จะเรียนรู้ชัดเจนในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปด้วย ขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วอุปาทานขันธ์ 5 อุปาทานก็คือความที่ติดอยู่ ยึดอยู่ เกาะอยู่ เราไม่ติดไม่ยึด แล้วเราก็เรียนรู้อย่างพินิจ เรียนรู้อย่างมีอุเบกขานิมิตนะ มีพินิจ จนกระทั่งทำสมาธิ จนกระทั่งถึงการวาง การเฉย อุเบกขาอย่างไม่ใช่ว่าวางแบบตื้นๆ บอกแล้ว ถ้าเผื่อว่าเอาอย่างง่ายๆ แล้ว สมาธินิมิต ก็คือไปนั่งเข้าในภพ เข้าฌาน แล้วก็เพ่งกสิณ ว่าง จิตไม่มีกิเลสนิวรณ์อะไร ก็สงบระงับ นั้นเป็น “ทิฏฐธรรมสุขวิหาร” ทิฏฐธรรมสุขวิหาร ว่างแต่จิตนั้นมันก็จะกลายเป็นจิตขี้เกียจ (ดู นิวรณ์ 5 ในภาคผนวก) ปัคคาหนิมิต ก็สภาพที่เรียน สภาพที่ฝึกฝน เรียนอย่างโลกๆ นั้น เรียน คิด นึก สายวิปัสสนาว่างั้นเถอะ สายสมาธินิมิตก็สายสมถะ สายปัคคาหนิมิตก็สายวิปัสสนา เรียนก็เกิดฟุ้งซ่านเป็นผล ถ้าดิ่วๆ ไปอันไหน อุเบกขานิมิต อะไรๆ ก็วางๆ ๆ วางเฉย เฉย วางเฉย อะไรๆ ก็เฉย เฉยเด๋อ จะไปเฉยเด๋ออยู่ในป่าหรือจะเฉยเด๋ออยู่ในกรุง ก็แล้วแต่เถอะ พวกนี้ไม่มีความพินิจเสมอ นี่ไม่เกิดการสิ้นอาสวะ ไม่เกิดการตั้งมั่นอะไร สายปัญญาว่างั้นเถอะ เขาว่าเขาปัญญา ที่จริง “ตรรก” หาอะไรมาเป็นเครื่องโบ้ย โบ้ยๆ ไปอย่างนี้ มันไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการลึกซึ้ง มันไม่รู้จักอุปาทาน ไม่รู้จักว่าอะไรจะดับ อะไรจะอาศัย สมาทานก็คือฉวยเอาไว้ให้ต่อเนื่อง เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้ติดยึดมั่น อุปทานนั่นนะ ฉวยไว้เลย ยึดไว้ไม่ปล่อย นี่อุปาทาน รูปที่เป็นปรมัตถ์ นามเป็นรูป สิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นนามธรรม : อย่างที่ได้อธิบายตอนแรกว่า แม้แต่ที่สุด เราเรียนรู้เข้าไปในทุกอย่างนั่นแหละ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สิ่งที่ถูกรู้ก็เป็นรูป สิ่งที่ถูกรู้ก็เป็นรูป รูปที่เป็นปรมัตถ์แล้ว ที่รู้ยาก เป็นนามธรรม มันเหมือนภาษามันปนแล้วนะ ว่านามธรรม อ้าว! ไหนว่ารูปล่ะ เรารู้นามธรรม นามธรรมนั่นแหละ อันนี้อธิบายอยู่ในหนังสือคนคืออะไร จนกระทั่งคนงงว่า เอ๊ะ ทำไมแล้วนามกลายเป็นรูป นามกลายเป็นรูปไปได้อย่างไร ทำไมพูดกลับไปกลับมาว่า นามกลายเป็นรูป ว่าอย่างนั้น นี่แหละ สิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นนามธรรม นี่แหละมันถูกรู้ เราเรียกมันว่ารูป จะเรียกว่ากลาย มันไม่ได้กลายหรอก แต่ว่าสิ่งที่ถูกรู้ ถ้าแปลว่าสิ่งที่ถูกรู้ มันก็อย่างนี้ ถ้าไปแปลรูปว่าคือมีแต่มหาภูตรูป คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อาตมาก็เลยตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า ในขณะที่คุณว่าคุณจะเข้าฌานอย่างนั้น แล้วคุณเอาดินน้ำไฟลมเข้าไปอยู่ในอารมณ์ได้อย่างไร เอาดินน้ำไฟลมเข้าไปยัดเข้าไว้ในอารมณ์ได้อย่างไร เข้าไปยัดไว้ในตัวนามธรรมตัวจิตได้อย่างไร จะไปรู้สิ่งขณะที่นั่งอยู่ในนั้นน่ะ แล้วก็มีแต่การรับรู้นั้นน่ะ เพ่งรูป ก็มาเพ่งตัวที่ร่างกายข้างนอกนี้ แล้วเมื่อไหร่มันจะรู้กิเลสล่ะ มันก็สับสนอย่างนั้น อานาปานสติ รูปกับนาม กายกับจิต : จตุกะที่ 1 กายานุปัสสนา กายสังขาร : เราได้ผ่านสูตรอานาปานสติมาแล้ว สูตรที่บอกตั้งแต่ตอนแรก กายสังขาร เพ่งลมหายใจ นี่เป็นกายสังขาร กายลมหายใจออก ลมหายใจเข้า เข้าสั้นเข้ายาวอะไร แล้วพยายามสร้างให้สติเกิด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน