331013 สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ นิตยสารป่ากว้าง ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข26 พฤศจิกายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

331013 สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ นิตยสารป่ากว้าง ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2533

นักข่าว : พ่อท่านมีความรู้สึกอย่างไร เกี่ยวกับทุกวันนี้ คนไทยนี่ ซึ่งเป็นพุทธศาสนาทั่วๆไป ตัดไม้ ทำลายป่ากันมาก มาก ที่ว่ามาก มากเหลือเกิน

ท่านโพธิรักษ์ : แล้วยังไง

นักข่าว : แล้วก็ความรู้สึกของพ่อท่าน คิดว่ามันเป็นอย่างไร จิตใจคนพวกนี้ มันถึงได้ตัดไม้ทำลาย

ท่านโพธิรักษ์ : เอ้า มันจะเป็นยังไง จิตใจเป็นยังไง เขาก็เห็นว่าตัดไม้ดี เขาก็ตัดจิตใจเขาจะเป็นยังไง ถ้าเขาเห็นว่าตัดไม้ไม่ดี เขาก็ไม่ตัด จิตใจคน

นักข่าว : ตัดไม้นั้น ทำให้ระบบนิเวศวิทยาของเมืองไทย และของโลกมันผิดเพี้ยนไป

ท่านโพธิรักษ์ : ก็ผิดเพี้ยนไป ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว ตัดมันก็ต้องตัด แต่ก็ต้องรู้ว่า ตัดน่ะ ตัดเท่าไหร่ เกิดเท่าไหร่ ตายเท่าไหร่ ความสมดุลอยู่ที่ไหน เราก็จะต้องรู้ความสมดุล แล้วเราก็อยู่กันกับธรรมชาติ เราอาศัยกิน อาศัยใช้ อาศัยกันอยู่ เราเป็นประโยชน์ต่อต้นไม้ ต้นไม้เป็นประโยชน์ต่อเรา ต้องมีความรู้ สรุปง่ายๆ คือว่ามันไม่เรียนรู้ความจริง ไม่เรียนรู้ถึงเรื่องความสมดุล ไม่เรียนรู้เรื่องของ...สิ่งที่จะมีประโยชน์เกื้อกูลกันและกัน มันมีแต่ความโลภ มีแต่ความเห็นแก่ตัว เมื่อมีความเห็นแก่ตัว มันก็เห็นแก่อะไรต่ออะไรที่คิดว่ามันเป็นผลได้ เพราะฉะนั้น มันไม่ได้คำนึงถึงสิ่งนี้จะไปทำลายสิ่งโน้น สิ่งนี้อีกไม่คิด...คิดแต่ว่าตัวเองได้เท่าไหร่ๆ อะไรอีก จะหมดจะเปลือง จะฉิบหายอะไรก็ไม่ว่า จนกระทั่งไปทำลาย หรือว่าไปตัด ไปโค่น เรียกว่าผลาญลงไป จนกระทั่งมันกลายเป็นทำลายต้นทุน ทำลายสิ่งที่มันจะนั่นล่ะ เขาก็เรียกต้นทุนนั่นแหละทำลายต้นทุนออกไปจนมากมาย มันก็เกิดการเสียดุล

นักข่าว : อย่างพระพุทธเจ้านี่ อย

อ่านต่อ

ู่กับต้นไม้เกือบตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนว่า ชาวพุทธโดยทั่วๆไป ไม่ค่อยจะรักต้นไม้ พระพุทธเจ้า...ธรรมชาตินี่มีส่วนช่วยขัดเกลาจิตใจคนเหมือนกับธรรมะที่มีส่วนเข้าไปชำระล้าง

ท่านโพธิรักษ์ : จะบอกว่า ธรรมชาติมีส่วนจะขัดเกลาใจคนนี่ไม่ได้หรอก เพราะธรรมชาติมันไม่มีปากพูด มันไม่ ไม่รู้วิธีบอกเหตุผล คนต่างหากมีส่วนที่จะขัดเกลาคน คนที่มีปัญญา คนที่มีความรู้ ได้ขัดเกลาคนให้ไปช่วยธรรมชาติอีกทีหนึ่ง ธรรมชาติมันไม่มีปัญญาบอกตัวมันเองได้หรอก... มีแต่มันจะถูก ถูกคนที่โง่ๆนั่นไปแกล้ง ไปทำลายมัน แล้วมันก็พูดไม่ออก มันพูดไม่ได้ มันเลี่ยงไม่ได้ ต้นไม้มันจะหนี วิ่งหนีไม่เป็น มันยัง มันๆๆ มันช่วยตัวเองไม่ได้หรอก ฉะนั้น สำคัญมันก็อยู่ที่คนนี่แหละ ทุกวันนี้ แก้ปัญหาไม่ตก เพราะคนเราไม่มองดูต้นปัญหาว่าอยู่ที่คน เราไปมอง เราจะไปช่วยธรรมชาติ คุณช่วยให้ตายยังไงคุณไม่แก้ที่คนนะ ธรรมชาติก็ไม่เหลือ คุณทำ คนมันก็มาทำลาย คุณทำ คนมันก็มาทำลาย

นักข่าว : อย่าง อย่างปฐมอโศกนี่ ผมเข้ามาวันนี้ ก็เห็นต้นไม้เกิดขึ้นมากมาย ดูจากรูปสมัยก่อนนั้น ไม่มีอะไรเลย ท่านโพธิรักษ์ : อ๋อ คุณ...ดีคุณได้ดูผังว่าแต่ก่อนแต่เดิมนี่ ไอ้นี่ มันไม่มี อะไรๆอย่างนี้หรอก นั่นน่ะ คุณดูได้ นั่น นั่น แผ่นพื้นแผ่นดินที่นี่ 50,60 ไร่ นี่ก็คือที่ราบธรรมดา เพราะเราต้องมาถมดินลงไปอีก นี่แต่เดิมนี่ เป็นนา นี่เราถมที่ดินมาทุกพื้นทั้งหมด นี่ ถมขึ้นมาถึง 70,80 ซ.ม. เอาดินมาถมเสียก่อน เพราะมันเป็นนา มันลุ่ม เราก็ถมขึ้นมา ถมขึ้นมาแล้วค่อยวางแผน วางผัง ค่อยๆจัด ค่อยๆทำ ค่อยๆจัด เป็นร่องลำธาร เป็นที่จะให้โซนนั้น โซนนี้ ให้คนอยู่ โซนนั้น โซนนี้ จัดอะไรๆ ต่ออะไร ปลูกต้นไม้ขึ้นมาอะไรขึ้นมา มาถึงปีนี้...ไปดูพื้น มันก็ไอ้นี่หรอก นึกไม่ออก

นักข่าว : ในการปลูกพวกพืช โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงด้วย ใช่ไหมครับ

ท่านโพธิรักษ์ : โอ๊ย เราไม่ ไม่ใช้หรอก ยาฆ่าแมลง เราไม่ใช้เลย เรามีพืช ตอนนี้ ในราว มีทั้งพืช ที่เราปลูก โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่ใช้วิธีพิสูจน์แบบที่ว่า เราต้องช่วยมันมาก เป็นพืชอย่างพืชแปลงผัก พืชที่จะต้องพยายาม ที่จะพรวนดินให้มันอะไรต่ออะไรให้มันกับที่ไม่พรวนดินเลย แบบธรรมชาตินี่ เรามีสวนหลายๆอย่าง สวนประเภทสวนพื้นบ้าน สวนผสม ส่วนผสมที่ใช้สารเคมี ใช้ยาฆ่าแมลงนั่น เราเลิกเด็ดขาดไปหมดเลย อย่างเก่ง เราก็เหลือปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักอะไรบ้างที่ทำขึ้นมาเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ที่พอจะใช้ได้บ้าง นั่นเป็นอันหนึ่ง เกษตรอย่างนี้ เราทำ ส่วนเกษตรธรรมชาติเลยนี่ ไม่มีการขุดดิน ไม่มีการใส่ปุ๋ย ไม่มีอะไรต่ออะไรเลย เราได้ทำนี่ จากเขตนี้ไปทั้งหมดนี่ สวนธรรมชาติจากเขตนี้ทั้งหมด เดินเข้าไปในป่านี่ ถ้าตาดี ก็เก็บอะไรกินได้หมด ถ้าตาไม่ดี ดูไม่เป็น ไม่รู้ว่ากินอะไรกินได้ อะไรกินเป็นไม่รู้เรื่อง แต่คนตาดี เดินเข้าไป ออกมาก็ใส่ตะกร้ามาได้เลย นี่เดินเข้าป่านี่ ไปนี่ หาธรรมชาติ

นักข่าว : ในสมัยก่อนนี่ เราปลูกพืช ปลูกผัก โดยไม่ต้องใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง แล้วมาทุกวันนี้ มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จนหลายๆคนนี่ พยายามจะกลับไปสู่ใช้วิธีเดิมๆ ในทัศนะของพ่อท่าน คิดว่ามันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะไปใช้เหมือนอย่างเดิม

ท่านโพธิรักษ์ : เอ๊า เป็นไปได้ซี อาตมาถึงมาทำกัน ถ้าเป็นไปไม่ได้ อาตมาจะมาโง่ทำอยู่ทำไม เป็นไปได้ แต่คนมันใจร้อน มันไม่รอธรรมชาตินี่ มันจะต้องสร้างโครงสร้าง โครงสร้างมันถูกทำลายหมดแล้ว โครงสร้างของดิน โครงสร้างของต้นไม้ มันก็จะมีพืชพี่เลี้ยง มีพืชที่จะเกื้อกูลกันและกันนี่ ต้องอาศัยขึ้นมา อันไหนที่มันทนอยู่ได้ มันก็ทนอยู่ อันไหนที่มันเป็นเพื่อนกันอยู่อย่างเจริญ มันจะเจริญอยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน อันไหนที่มันไม่เจริญ มันทะเลาะกัน ประเดี๋ยวไอ้ตัวหนึ่งก็แพ้ ไอ้ตัวหนึ่งก็เผ่นไป ไอ้ตัวหนึ่งก็ต้องเจริญขึ้นมา มันจะกระจัดกระจาย มันต้องใช้เวลา เราไปทำเองไม่ได้หรอก เราไม่รู้มันทั้งหมด เราไม่รู้มันละเอียดพอ แต่มันจะทำของมันเอง เราต้องรอ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ คนมันไม่รอ เพราะว่า มันตะกละตะกลาม มันกินมาก กินจุ มันผลาญเก่ง ตัวคนนี่กินจุใช้เปลือง ถูกหลอกล่อ มันจึงกินจุ ใช้เปลือง ชีวิตๆหนึ่งนี่ โอ้โห อะไรล่ะ Support มันมากเหลือเกิน ไอ้อะไรอุปถัมภ์ หรืออะไรล่ะ บำรุงรึ อะไรมันล่ะ Support นี่ มัน มันมากเหลือเกิน คนมันเปลืองน่ะ ถ้าเรามาลดลงไปได้เรื่อยๆๆๆ นี่เป็นทางปฏิบัตินี่ เรามาลดตัวเราลงไปเรื่อยๆ เราจึงจะกินน้อยใช้น้อย เมื่อกินน้อยใช้น้อย คุณก็รอได้ คุณก็รอได้ แม้มีน้อย คุณก็พออยู่ได้ ก็รอได้ ทีนี้ คนมันไม่เริ่มต้นตั้งแต่ตัวเองต้องลดกินน้อยใช้น้อยลงก่อน มันเปลืองอยู่ มันรอไม่ได้ จะยังไงๆ มันก็รอไม่ได้ มันต้องหาทางที่จะต้องให้มันพอที่จะ Support ตัวเองให้ได้ เพราะมันลดไม่ได้ มันก็ไม่สมดุล มันก็ต้องทนไม่ได้ มันก็ไม่เอาแล้วอันนี้ มันก็จะเอาที่รีบร้อน หรือที่ได้เร็วๆ มันจะเริ่ม...ปุ๋ย จะเริ่มอะไรต่ออะไรๆ มันก็จะไปทำทางโน้นหรอก มันก็เลยไม่สำเร็จ ล้มเหลว เพราะฉะนั้น จะเป็นอย่างธรรมชาติ จะเป็นอย่างอะไรต่ออะไร ให้มันก่อร่างสร้างตัว มันก็เริ่มต้นไม่ติดสักที ขนาดพวกเรานี่ เราพยายามลดลงมานี่ ก็ยังยากเลย เพราะฉะนั้น อาตมาถึงเห็นว่าต้นเหตุที่มันทำไม่ได้กัน ก็เพราะว่ามันไม่ปฏิบัติถูกทางเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ที่ไปตามลำดับที่ดี ไม่สำเร็จ เขาจะแก้ปัญหาทุกวันนี้ เขาแก้ให้ตาย ก็ไม่สำเร็จ อาตมากล้าพูดเลย อย่างท้าทาย แก้ให้ตาย ก็ไม่สำเร็จ เอานักวิชาการ ที่...ระดับ Genius ขนาดไหนมาแก้ ก็ไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จ มีแต่นักวิชาการระดับ Genius จะมาเป็นปลิง ดูดเลือดผู้ที่จ้างไปเท่านั้น นักวิชาการใหญ่ๆ มันก็จะเอาแพงๆ มันก็ดูดไป แต่ทางนี้ มันก็ล้มเหลว แต่นักวิชาการอ้วน จริงๆ

นักข่าว : เหมือนกับว่า เขามองว่าตัวเขานี่ กำลังพัฒนา

ท่านโพธิรักษ์ : นั่นแหละ เขาทำลาย ความจริงเขาทำลายอย่างมหาศาล แต่เราไปพูดกับเขา เขาไม่เชื่อ เขาหาว่าเรานี่บ้า เพราะเราไม่มีปริญญาเอก เพราะเราไม่มีอะไรๆที่จะต้องไปแข่งกับเขา หาว่าเราเป็นพวกหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว ด้อยกว่าเขา ก็เลยไปว่าเขา

นักข่าว : อย่างกรณีการสร้างเขื่อนแก่งกรุง ที่จะต้องตัดต้นไม้เป็นแสนๆ ไร่ แล้วก็สัตว์จะต้องตายเป็นล้านๆ ตัวอะไรอย่างนี้

ท่านโพธิรักษ์ : ธรรมชาติที่มันจะเอื้ออวยมนุษย์อีกตั้งมากมายมหาศาล นั่นหมดไป เพียงแต่ได้น้ำมา แล้วก็เอาน้ำมาใช้พลังงาน พลังงานนี่ เป็นตัวผล สร้างเป็น เป็นสังขาร เป็นตัวโครงสร้างเพื่อจะพลังงานนี่ ไปสร้างสิ่งที่เป็นแบบ เทคโนโลยี่ขึ้นมา เทคโนโลยี่ นี่เป็นเรื่องบานปลาย เป็นผลผลิตของพวกทุนนิยม เป็นผลผลิตของพวกที่โลภโมโทสัน เร่งรัด ต้องการความรวดเร็ว เร่งรัด ซึ่ง ไม่ใช่ความหมดหมดไปแล้ว จึงต้องมาสร้างสิ่งเสริมพวกนี้ขึ้นมาทดแทน ที่จริงมันส่อแสดงถึง พวกนี้เป็นพวกล้มเหลว เป็นพวกที่กำลังจะหมดเนื้อหมดตัวแล้ว

นักข่าว : ในทัศนะของพ่อท่าน คิดว่าน้ำนี่ เป็นทรัพยากรที่ราคาถูกกว่าน้ำมัน กว่าแก๊ส ก๊าซ อะไรพวกนี้นะครับ

ท่านโพธิรักษ์ : ใช่ ก็ถูก แล้วก็ควรจะใช้น้ำให้ถูกด้วย ไม่ใช่ไปเอาน้ำมาทำผลิต ผลิตพลังงาน แล้วจะไปเอาพลังงานไปเที่ยวได้สร้างแบบเทคโนโลยี่ อะไรต่ออะไรเพื่อ...จะมาโลภโมโทสัน ก็สร้างเพื่ออยู่ เพื่ออาศัยมัน เพราะอะไร เราก็ปรับกันให้ดี เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น เมื่อยิ่งไปสงเคราะห์อะไรออกมาอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็จะมีกากมีเศษ มีมลพิษ มีส่วนซึ่งมันถูกทำลาย ถูกเปลี่ยนแปลง โครงสร้าง เขาเรียกว่าสิ่งนั้นเป็นมลพิษ หรือเป็นขยะ เพราะฉะนั้นมลพิษหรือขยะพวกนี้ จะเกิดมา คุณได้อันหนึ่งจริงๆ จะเกิดมลพิษ หรือขยะขึ้นมาเติม แต่ถ้าเผื่อว่า อยู่ในวงจรธรรมชาตินะ ขยะหรือมลพิษนี่ มันก็จะไม่มี มันจะมี เหมือนกัน แต่ว่ามันมีโดยสมดุล แล้วมันก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างได้สัดส่วน

นักข่าว : อีก 10 ปีข้างหน้า หรือ 20 ปีข้างหน้านี่ ในขณะที่คนทำลาย มันมีมากกว่าคนที่จะสร้างนี่ หลวงพ่อคิดว่า แล้วเราจะอยู่กันได้หรือ

ท่านโพธิรักษ์ : อยู่ได้ เมื่อเรารู้จักที่อยู่ เราก็จัดของเรา อย่าให้เขามาวุ่นวาย อย่าให้เขาเอาระบบอย่างโน้นมาทำของเรา ทุกวันนี้ อาตมามาทำนี่น่ะนะ คุณเห็นแล้วว่า ที่นี่ ตั้งแต่แผ่นดินเปล่าๆว่างๆ แล้วเราทำขึ้นมาถึงวันนี้ ขณะนี้นี่ ภายในนี่ 6 ปีนะ 6 ปีเท่านั้นนะนี่ 6 ปีได้อย่างนี้ นี่ต่อไปอีก 10 ปี 20 ปี ของเราก็จะมีอะไรของเราทั้งหมด คุณอย่ามายุ่ง เพราะฉะนั้นคุณเองว่าคุณนึกว่าของคุณดี คุณทำของคุณไป เราว่าไอ้นี่ดี เราก็จะอยู่ของเรา แล้วพิสูจน์กันอีก 20,30,40 ปีข้างหน้า นักข่าว : ปฐมอโศกนี่ ผมเห็น ทุกคนไม่ใส่รองเท้า ผมไม่เข้าใจ ทำไมไม่ใส่กัน

ท่านโพธิรักษ์ : อ้าว... อ๋อ ไม่เข้าใจนี่ ถูก ที่เพราะว่า คุณไม่ได้ศึกษาความจริง คนที่ใส่รองเท้า คือคนอ่อนแอ เป็นคนสำรวย คือคนที่ทำลายเท้าของตัวเอง

นักข่าว : ใช่แล้วครับ

ท่านโพธิรักษ์ : เออ คนที่ใส่รองเท้านี่ ทำลายเท้าของตัวเอง เท้าจะอ่อนแอ เท้าจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ แล้วก็บอบบาง เท้านี่เป็นสิ่งที่รองรับชีวิตทั้งร่างนะ นี่โดยธรรมชาติ แต่เสร็จแล้ว เราทำเท้าให้อ่อนแอ นั่นแหละโดยที่ความไม่รู้ เมื่อความไม่รู้ เขาก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนที่นี่เป็นคนแข็งแรง ไม่ใส่รองเท้านี่ อาตมาพูดย่อๆ ที่จริงมันมีลึกซึ้งกว่านั้น มาศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ ไม่ใช่อาตมาไม่เคยโง่มาอย่างนั้น อาตมาเคยโง่ใส่รองเท้ามาเคย เคยหลงที่เขาหลอกมาไปทำอย่างโน้น เคยหลงมาแล้ว พระพุทธเจ้าเคยหลอก เขาหลอกไปใส่รองเท้าทองเชียวนะ พระพุทธเจ้า ใส่รองเท้าทอง พอท่านรู้ตัวแล้วท่านก็เลิก ถอดรองเท้าทองตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งตาย เอาง่ายๆ ตามภาษาง่ายๆ นะ ท่านก็ไม่ทรงรองเท้าอีก

นักข่าว : สัตว์ป่า... ไม่ว่าสัตว์ป่า สัตว์อะไรนี่ มันกำลังลดน้อยลงไป แต่ขณะเดียวกัน คนบริโภคมันมากขึ้น แล้วก็ผม ก็มาเห็นที่นี่ว่า ที่นี่ไม่กินเนื้อสัตว์ป่า ก็เป็นการส่งเสริมอย่างหนึ่ง ที่จะรักษาชีวิตสัตว์ป่า โดยเฉพาะที่มันกำลังจะสูญพันธุ์ โดยเฉพาะไอ้พวกบิ๊กๆทั้งหลายนี่ นิยมที่จะกินเนื้อที่แปลกๆ เนื้อสมัน เนื้อกวาง อะไรพวกนี้ ก็คิดว่าบทบาทของปฐมอโศกนี่จะมีส่วนช่วยคนรอบข้างได้ ได้อย่างไร ในเรื่องการช่วยชีวิตสัตว์ป่า ไม่ให้เขาไปทำร้ายมัน

ท่านโพธิรักษ์ : คุณพูดเอาไว้ คุณตอบเองอยู่ในตัวอยู่แล้ว คุณพูดมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งมาถึงคำถามนี่ คุณตอบโดยตัวเองอยู่แล้ว ก็ช่วยอย่างที่คุณว่านี่ถูกแล้ว ก็เรากำลังช่วยเขาจริงๆ แต่เขาไม่ค่อยเข้าใจหรอก เขาด่าเราเสียด้วยซ้ำไป หาว่าเราเองไม่เหมือนเขา แล้วก็...ที่จริงน่ะ ในลึกๆ ใจลึกๆของเขาน่ะ เขารู้นะว่าเขา เขาผิด เราถูก แต่ทีนี้ จิตริษยา หรือจิตอะไรต่ออะไร นี่ให้เขามาด่าเรา ความจริง ไม่ใช่เขาไม่รู้น่ะ เขารู้...

นักข่าว : เมื่อไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ก็ไม่มีปัญหาต่อสุขภาพหรือ..

ท่านโพธิรักษ์ : มันยิ่งถูกต่างหาก คนทานเนื้อสัตว์ต่างหากมีปัญหาต่อสุขภาพ คนทานเนื้อสัตว์นี่ เป็นปัญหาต่อสุขภาพ เพราะว่าคนไม่ใช่สัตว์กินสัตว์ คนนี่สัตว์กินพืชนะ ไปศึกษาดีๆเถอะ เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์ และหมอกำลังรู้เรียนรู้ขึ้นมามากแล้ว กำลังเห็นจริงขึ้นมาถูกต้องขึ้นมาแล้ว มันเห็นจริงมาหลายยุคกาลเต็มที มันลืม มันเพี้ยนมานานแล้ว เป็นหมื่นปี เป็นหมื่นหลายๆหมื่นปี มันเพี้ยนมา ความจริง คนนี่ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่คน คนนี่ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ด้วย กินพืชด้วยไม่ใช่จริงๆ แล้วคนนี่เป็นสัตว์กินพืช คุณดูเล็บคุณสิ นี่เขาเรียกเนลล์ นี่เขาเรียกว่า มอล่าร์ ฟัน ฟันนี่ ฟันตระกูลมีกราม เขาเรียกมอล่าร์ ฟันก็ฟันบด ไม่ใช่ฟันฉีกเนื้อ ไอันี่ไม่ใช่ครอร์ เป็นเหมือนเล็บเหยี่ยวเหมือนเล็บหมา เล็บแมว ไม่ใช่ นี่เหมือนเล็บม้า เล็บวัว เล็บควาย เล็บอะไร เล็บเป็นกีบน่ะสำหรับคอยปอกเปลือกผลไม้ ไม่ใช่เล็บไปจิกฉีกเนื้อ ไม่ใช่ ลำไส้ก็ยาว ลำไส้สัตว์กินเนื้อนี่ ลำไส้ยาว ตาย รับรองว่า คนนั้นธาตุแย่ไปหมดเลย ลำไส้สัตว์กินเนื้อนี่ ลำไส้สั้น เยอะแยะไปศึกษาดีๆ สิ นี่เป็นแต่เพียงรูปนอกต้องศึกษาถึงสรีระ โครงสร้างให้ทั้งหมดเลย ทางวิทยาศาสตร์ดีๆ แล้วเราจะเข้าใจ

นักข่าว : มีพระหลายคนที่พยายามจะแสวงหาธรรมโดยการเข้าไปอยู่ในป่าลึกๆ ตามลำพังโดดเดี่ยวอะไรอย่างนี้ ในทัศนะของพ่อท่านคิดว่า เป็นการแสวงหาที่ถูกหรือเปล่า ท่านโพธิรักษ์ : ทางพระพุทธเจ้าสอน คือ มรรค องค์ 8 ปฏิบัติ พูดก็ได้ คิดก็ได้ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ทำงาน ทำอาชีพ นี่เป็นทาง ทางที่จะบรรลุพระนิพพาน บรรลุนิโรธ ก็เรียนกันมานะ แต่หลงทางไปเข้าป่าหมด หุบปากไม่พูด งานไม่มี อาชีพไม่ทำ ซึ่งย้อนแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหมด ไม่ใช่ทาง อันนั้นเป็นทางผิด ซึ่งเพี้ยนมานานแล้วเหมือนกันในพระพุทธศาสนา อาตมาพูดไม่อธิบายตามที่เขาพูด เขาถึงได้จับเข้าคุกนี่ยังไง เขาหาว่าทำลายหลักการของศาสนาพุทธ

นักข่าว : ปฐมอโศกนี่ จะเปิดให้คนเข้ามาเที่ยวชม

ท่านโพธิรักษ์ : ยังไม่ได้ปิดเลยนี่ คุณหมายความว่ายังไง รู้สึกอยู่นะเดี๋ยวนี้ เรายังไม่ได้ปิดเลย แม้เขาจะมาสร้างรั้ว อาตมายังไม่ให้สร้างเลย จะขอทำประตูปิดข้างหน้านี่ เขาขอมานานแล้วนะ จะขอมีประตูปิดกั้นนี่ แหม เขาบอกว่าคนมันเข้ามา มันอะไรต่ออะไรบอก อาตมาไม่ให้ทำอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ที่คุณถามน่ะ คุณเห็นว่ามันปิดหรือ ก็มันเปิดอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ปิด แล้วจะให้เมื่อไหร่เปิดล่ะ คุณถามยังไง

นักข่าว : พ่อท่านยินดีต้อนรับทุกคนที่มาเยือน ท่านโพธิรักษ์ : ยินดีต้อนรับทุกคนที่เป็นสาธุชนที่เป็นผู้ที่เจตนาดี แต่คนที่ไม่ดี เขาจะออกไปเอง จะไม่เข้ามาเอง เพราะที่นี่ เราก็มีวัฒนธรรม มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา หลายอย่าง หลายอัน ตามธรรมชาติที่มัน ผู้ที่น้ำก็มารวมกับน้ำ น้ำมันก็รวมน้ำมัน อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า คนละเรื่อง คนละราว ในนี้เราก็เป็นน้ำ เขาเป็นน้ำมันมา มันรวมกันไม่ออก มันรวมกันไม่ได้ มันก็ออกไปเอง

นักข่าว : ดูเหมือนกับว่า หลายคนยังยังไม่รู้จักที่นี่ ทั้งๆที่นี่ก็มีอะไรหลายอย่าง น่าสนใจ น่าศึกษา

ท่านโพธิรักษ์ : เราไม่ได้โฆษณา เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะให้คนมาเหยียบย่ำเล่น ถ้าคนฮือฮา หลงใหลเฉยๆ เขาก็ไม่รู้สาระสัจจะ เข้ามาทีละมากๆๆๆๆๆเลยทีเดียว กรูเกรียวนะ มันไปไม่รอดเหมือนกัน ฉะนั้น ถึงบอกว่าใครจะมาถ่ายทำอย่างโฆษณา จะไปอย่างโน้นอย่างนี้ๆ เราไม่ ไม่เอา ไม่ ไม่อยากให้ทำ เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะโฆษณาอะไร คนที่ศึกษาแสวงหา เขาจะด้นดั้นมาพบเอง แล้วเราจะได้ความจริงจากคนเหล่านั้น และคนเหล่านั้นจะได้ปัญญา จะได้เกิดความรู้ จำนวนมีกรูเกรียวกันมาทีละมากๆ มันก็ทำลายได้ทันทีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เข้ามาทีละพอสมควร มันจะคัดเลือกของมันเองโดยธรรมชาติ นี่ก็เป็นวิธีการที่เราจะเผยแพร่อย่างธรรมชาติด้วย วิธีการทุกวันนี้ เขาไม่ได้เผยแพร่อย่างธรรมชาติ เขาเผยแพร่อย่างวิธีทุนนิยม

นักข่าว : พ่อท่านอยากจะฝากข้อคิดเกี่ยวกับการให้ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติต่อประชาชนทั่วไปอย่างไรบ้างครับ

ท่านโพธิรักษ์ : ไม่ฝาก อาตมาไม่ฝากอะไรกับใคร ใครอยากได้ก็มาหาเอาเอง

นักข่าว : ข้อเตือนใจ บางทีเขาอาจจะไม่รู้ว่า เขาไอ้การค้นหามันคืออะไร ต้องมีอะไรให้เขาเห็น

ท่านโพธิรักษ์ : เขารู้ เขาบอก เขารู้กว่าอาตมา ทุกวันนี้ นักวิชาการนักรู้นี่ เขาว่า เขารู้กว่าอาตมาทั้งนั้นแหละ อาตมามิกล้า มิบังอาจจริงๆ จริงๆนะ นี่อาตมาพูดตามจริง คุณรู้สึกอย่างนั้นไหม คุณอยู่เป็นคนกลางๆนี่ อาตมานี่เป็นคนที่ไม่ได้ เขาไม่ได้นับว่าเป็นนักวิชาการ เขาไม่ได้นับเป็นนักรู้ เขาไม่ได้นับว่าเป็น บัณฑิตชน เขาหาว่าเป็นคนบ้าๆบอๆ เสียสติด้วยซ้ำ เขาว่าอาตมา

นักข่าว : ในฐานะสาวกของพระพุทธเจ้า

ท่านโพธิรักษ์ : ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วยกันนี่แหละ พูดว่าอาตมาเป็นคนเสียสติ

นักข่าว : แล้วอย่างนี้ ใครเป็นสาวกที่แท้

ท่านโพธิรักษ์ : คุณต้องไปหาคำตอบเอง...

นักข่าว : ก็ขอบคุณพ่อท่านมาก วันหลัง ผมก็คงจะต้องเข้ามาบ่อยๆ เพื่อมาศึกษาอะไรที่มีซ่อนอยู่ในนี้เยอะแยะ

ท่านโพธิรักษ์ : ลองดู ยินดีต้อนรับน่ะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก

นักข่าว : ครับ ขอถ่ายภาพ

ถอดโดย ประสิทธิ์ ฝ่ายทอง 2 ธ.ค.33 ตรวจทาน 1 โดย สม.ปราณี 3 ธ.ค.33 พิมพ์โดย สม.นัยนา ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเท็ปฯ 5 ธ.ค.33

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน