560825_รายการวิถีอาริยธรรมที่สวนลุมฯโดยพ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง Neo-Politic.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข15 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560825 รายการวิถีอาริยธรรมที่สวนลุมฯโดย พ่อครู และส มณะ เพาะพุทธ เรื่อง Neo-Politics

วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2556 ที่สวนลุมฯ มีการกางเต็นท์ใหญ่เพ ิ่ มเติมอีกหลัง ติดตั้งโดยเด็กตัวเล็กๆ ส มณะ เพาะพุทธว่า … วันนี้มีน ักเรียน อาชีวศึกษามาจำนวนมาก มายกพวกมาไหว้กัน ไม่ใช่ว่ามายกพวกตีกันเหมือนที่เคยได้ยินมา เปลี่ยนจากยกพวกตีกันมาเป็นยกพวกดีกัน และดีกันขนาดไหน มายกมือไหว้อุเทนถวายต่อหน้าต่อตา ทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีความหวัง เป็นความปรองดองที่แท้จริง และออกกฎหมายปรองดอง ที่น่าจะเป็นกฎหมายหมักดองมากกว่า พ่อครู ว่า... ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ สูตรนี้จำไว้เลยว่า เราจะทำงานต้องใช้สูตรนี้และเป็นสูตรที่สวยที่สุด เรากำลังเร ิ่ มดำเนินการที่นี่ แต่ก่อนนี้ที่ชุมนุมก็ใช้มาก่อน แต่ว่ายังไม่ค่อยเห็นประโยชน์กัน แต่ว่ามาวันนี้หลายคนคงเห็นกันว่า น่าจะใช่ เพียงแต่ว่าคนที่เข้าใจว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ ใครเข้าใจซาบซึ้งก็เรียกว่าประเทืองปัญญา สัจธรรมของพระพุทธเจ้าไม่เชื่องช้า ทำให้เต็มที่ขมีขมัน แต่ไม่เร่งรีบเร็วรัด ทำไปเหมือนราบลุ่มเหมือนฝั่งทะเลไปจนจบ ทรายจะเรียบไปจนจบยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นสัจธรรมที่อธิบายได้ยาก แต่ผู้ที่เข้าใจและซาบซึ้งคนนั้นแหละประเทืองปัญญาละ เหตุการณ์ที่เรากำลังกอบกู้ชาติ เพราะชาติตกลงไปในถังโสโครก เรากำลังกอบกู้ชาติอย่างจริงจัง เชื่อไหมว่า อาตมา จะทำจริง วันนี้ต้องขอขอบคุณ ชาวอาชีวะที่มากัน 48 สถาบัน เป็นนิมิตหมายอันแสนสวยงาม สมัยโน้น พ . ศ. 2499 อาตมา เป็นประธานอาชีวศึกษาสัมพันธ์ อาตมา ชื่นใจมากต่อหลานๆ เหลนๆ พ.ศ. 2519 เขายังไม่เกิดเลย ตอนนั้น อาตมา ยังไม่เกิดเลย เมื่อ 58 ปีก่อน อาตมา เป็นประธานอาชี

อ่านต่อ

วสัมพันธ์ตอนนั้นเรียนปี 3 ได้รับเลือกให้เป็นประธานอาชีวสัมพันธ์ เลือดอาชีวะมาที่นี่ก็ต้องชื่นใจ อาตมา เรียนมาหลายรุ่น เรียนม. 6 ก็เรียนซ้ำสองปี พูดด้วยความภาคภูมิใจ มีmeeting กันก็รู้จักตลอดเลย พูดถึงเรื่องม็อบกับโพรเทสต์ จากคำถามของคุณชวอร ที่เป็นตัวแทนจาก ม.ธรรมศาสตร์ มีคำถามถามมาว่า ม็อบ กับ protester ต่างกันอย่างไร คำว่าม็อบนั้นไม่น่าใช้ เขาหมายถึงฝูงชนก่อจราจล ฝูงชนบ้าคลั่ง คือกลุ่มคนที่กระทำผิดกฎหมาย ถูกว่าจ้าง เป็นกลุ่มคนที่แตกต่างจากพวกเราอย่างสิ้นเชิง พวกเรานี่ชุมนุมเหมือนกัน แต่ว่าเป็นการชุมนุม ก็ขอร้องพวกเราให้ชัดเจนในภาษาที่ใช้กัน ฝรั่งเขาได้ยินก็เข้าใจไปตามภาษา ผู้ที่ได้ยินทั้งสื่อสารก็ขอร้องว่าอย่าเรียกพวกเราว่าม็อบ เราไม่มีจิตใจไม่มีสันดานเป็นม็อบ เราไม่ได้มาก่อการไม่ดีงามแต่อย่างใด แล้วพวกเราเป็นพวก protester เป็นผู้มายืนยันเสนออย่างเด็ดเดียวเพื่อเสนอข้อโต้แย้งคัดค้าน แสดงความจริงใจของเราออกมา กับรัฐบาลกับประชาชนกับสังคมโลก ในลักษณะของ protest อาตมา ก็ได้ยืนยันว่า เราไม่ใช่ม๊อบ อาตมา ใช้คำว่า Neo protest มาอย่าง สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น แล้วบอกเป้าหมายยุทธวิธีไว้หมด แล้วบอกถึงจุดหมายจริงๆ โดยเฉพาะในคราวนี้ เราจะ protest ไปอย่างไร แค่ไหน จะไปให้ถึงแค่ไหน ...ผู้ชุมนุมบอก อาตมา ว่า … มีแค่ตาย แล้วมันมีอีกอันหนึ่ง เราจะไม่ใช้คำว่าชนะหรือแพ้ เราจะไม่พูดว่าชนะหรือแพ้ เพราะเราไม่ได้มาแก่งแย่งแข่งขันกับใคร เรามาแสดงพฤติกรรมอันควร ตามนิติรัฐนิติธรรม เป็นเรื่องใหญ่มากเป็นประชาธิปไตยโดยตรงคือออกมา protest แสดงสิทธิ์เสียงอธิปไตยของเรา 1 คนหนึ่งเสียง เป็นความจำเป็นมาก เป็นความรู้ที่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุข ตัวเรามีสิ่งที่ ย ิ่ งใหญ่ ถึงเวลาต้องสำนึกต้องออกมาแสดง ให้รู้ว่าประชาชนมีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 71 แม้ไม่ระบุก็เป็นสัจธรรม มาตรา 70 “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองในในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้” ส่วน ม. 71 บอกว่าบุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศรักษาผลประโยชน์ชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ที่ออกมาก็มา protest ประเทศไทยเรานี้น่าประท้วงรัฐบาลไหม? ไม่ใช่ประท้วงรัฐชาติ ถ้าไม่เข้าใจจะเลอะเทอะเหมือนคุณธาริต ที่ว่าประมุขของรัฐชาติคือนายก รัฐมนตรี นั้นไม่ใช่ นายก รัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล เมื่อประชาชนมาทำหน้าที่ประท้วง ก็ขอย้ำว่ากรุณาเรียกพวกเราว่ากลุ่ม protest เป็นกลุ่มที่จะมา ระวังป้องกันรักษามา protect ประเทศ พวกเราเป็นพวก protecter ขณะนี้ประเทศไทยต้องการการยืนยันความเป็นอธิปไตยของประชาชน ทั้งๆ ที่ประเทศต้องการการยืนยันประท้วง เพราะมันไม่ไหวแล้วนะประเทศไทย สมัยเด็กๆ อาตมา อยู่บ้านนอก เดินทางตอนตี 2 ตี 3 ไปดักพวกชาวบ้านที่เลี้ยงไก่เป็น จับปลาจับกบได้ ก็ไปดักที่ต้นทาง ไปซื้อก่อน อาตมา ก็ไปซื้อไข่เป็นหลัก ไข่สมัยนั้นลูกหนึ่งสองตังค์สามตังค์แล้วมาขายลูกสามลูกห้า ขายเอากำไร แต่เดี๋ยวนี้ลูกหนึ่งเท่าไหร่? 5 บาท แล้วอะไรต่ออะไรก็ราคาแพงลิบตาเลย มีสิ่งที่ไม่แพงอย่างเดียวคือชีวิตมนุษย์ ชีวิตมนุษย์ราคาตกต่ำมากเลย ท่านจันทร์ว่ามนุษย์เสื้อแดง 7 ล้านห้า อาตมา ว่ายอมแพ้ๆ ใครหว่าตั้งราคามนุษย์ตั้ง 7 ล้านห้า แล้วเอาเงินใครไปจ่ายล่ะ

_ คือมีคำถามของคุณชวอรที่ถามมาว่า...อะไรคือ Neo-Politics หรือ New Politics ซึ่งคำว่า Politic คือการเมือง แล้วอะไรคือการเมืองใหม่ การเมืองใหม่ ที่เรากำลังพูดถึงและกำลังเริ่มต้นกัน ถามว่าอะไรคือการเมืองใหม่ ...การเมืองใหม่คือการเมืองที่ยังไม่เคยมีมาเลยในประเทศไทยมา 80 ปี จะเป็นอย่างไรอะไร อาตมา ก็ตั้งใจจะพูดให้มากในการมาชุมนุมนี่แหละเพื่อให้เกิดการรู้การเข้าใจว่าการเมืองที่ควรให้เป็นในประเทศไทยเป็นอย่างไร เป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพุทธศาสนิก การเมืองจะต้องประกอบไปด้วย ธรรมะหรือคุณธรรม นี่คือการเมืองใหม่ และการเมืองที่นักการเมืองแสดงทุกวันนี้ถือว่าเป็นการเมืองที่มีธรรมะไหม? ก็ไม่มีธรรมะเลย ดังนั้นการเมืองชนิดนี้เราต้องขอปฏิเสธไม่เอา ดังนั้นการเมืองใหม่ Neo-Politic ที่เป็นประชาธิปไตยและการเมือง ก็ขอนิยามว่า คำว่าการเมืองที่เข้าใจกันคือ คำที่เสียแล้ว ต้องให้หยุดเพราะนักการเมืองทำให้การเมืองแปดเปื้อนตกต่ำเสียหายไปหมด พอพูดการเมืองก็สั่นหัวกันหมด ทำให้ภาษาสำคัญของมนุษยชาติเสียไป คำว่า การเมืองคือการทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง แล้วไปทำให้คำนี้เสียก็เอานรกไป เพราะได้ความตกต่ำได้เสื่อม เขาได้จริงๆ ตามกฎแห่งกรรมสัจธรรมจริงๆ ทีนี ่ การเมืองที่ถูกต้องเป็นคำดี เป็นการกระทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ซึ่งคนทุกคนที่เป็นประชากรก็ต้องทำหน้าที่ ในรัฐธรรมนูญก็มีเขียนไว้ว่าต้องมีหน้าที่รักษา P rotect และต้องออกมา P rotest ซึ่งเขาบริหารกันอยู่อย่างเลอะเทอะเน่าเหม็น เราต้องออกมาค้านแย้งประท้วง เป็นเรื่องของทุกคนนะจ๊ะ ไม่ได้พูดเล่น แต่พูดด้วยความจริง ต้องขอบอกแจ้งเตือน กระจองงองๆ เข้าจ้าเอ๊ย บ้านเมืองจะฉิบหายวายป่วงอยู่แล้ว ตื่นมาทำหน้าที่เสียเถอะคนไทย แม้อาชีวะ 48 สถาบันก็มาแล้ว ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรงก็เพราะเราทั้งหลาย ทำไมจะต้องออกมาชุมนุมประท้วงกัน เพราะ อาตมา อยากให้มีความรู้ความจริงของประชาธิปไตย คนไทยไม่ใช่คนโง่ เป็นคนมีปัญญา รับรู้อะไรไม่ช้า ถึงเวลาต้องรู้ความจริงว่า การออกมาประท้วงโต้แย้งผู้มาปู้ยี้ปู้ยำบ้านเมือง ถ้าไม่รู้ก็ต้องรู้บ้าง อย่าไปดูแต่ข่าวกีฬา แต่ไม่เสนอข่าวที่บ้านเมืองจะฉิบหาย ไปออกแต่ข่าวอย่างนี้ ทำไมการสื่อสารไปเห็นส ิ่ งไม่เป็นสาระสื่อออกมาไปสนับสนุนส่งเสริมเสียเงินไปกับเรื่องพวกนี้ มันแสดงถึงภูมิปัญญาของคน อาตมา เห็นว่าประเทศไทยน่าจะเป็นไ ปได้ คือต้องออกมาแสดงประชาธิปไตยที่สวยสดงดงามที่สุดในโลก คือออกมาแสดงความจริงของแต่ละบุคคล 1 สิทธิอธิปไตย มาอย่างเบิกบานร่าเริงยิ้มแย้มไม่เครียด ออกมาแสดงบอกว่าอย่างนี้ไม่เอานะจ๊ะออกไปนะจ๊ะ บอกอย่างสุภาพเรียบร้อย มายืนยันความเป็น Protesters 1 ล้าน 2 ล้าน 5 ล้าน แค่ออกมา 1 ล้านก็ยืนยันว่าเหนือกว่า 15 ล้านที่เขาอ้างกัน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่รอไม่หวังแต่เราทำ ไม่รอไม่หวังแต่เราทำ ทำความจริงออกไปเรื่อยๆ ใครไม่ออกเราจะออกมา ใครไม่ออกมาเราออก จนกว่าคนไทยจะตื่นว่านี่คือหน้าที่ของเรา แล้วตอนนี้ควรออกมาได้แล้วใช่ไหม ถ้าความตื่นตัวนี้เกิดตื่นตัวยิ่งกว่าเจนนี่มาประกาศใบสมรส ตื่นยิ่งกว่านั้น นี่มันเรื่องยิ่งใหญ่เรื่องของประเทศชาตินะ มันน่าจะเข้าใจ นักข่าวก็น่าจะตื่นกับข่าวนี้มากกว่าข่าวเจนนี่ นี่คือสภาวะของสังคมประเทศชาติที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอวิชชา คือความไม่เข้าใจสาระสัจจะว่าอะไรควรอะไรไม่ควร อะไรดีก็ควรทำ อันนี้มันควรกว่าน่าจะทำ นี่ยังอวิชชาอยู่ ทำอย่างไร คนที่ตื่นแล้วจะมาช่วยกันไม่ต้องบังคับ ไปดูถูกดูแคลนเขาก็ไม่สวย จริงอาจมีเชิงตำหนิ แต่ไม่ได้ไปย่ำยีเขาให้ร้ายเขา แต่ว่าสงสารเขาด้วยซ้ำไปว่าไม่ควรทำ เมืองไทยน่าจะเป็นผู้ฉลาดได้แล้ว ให้โลกเขาเห็น ใครจะว่าอวดว่าโชว์ก็โชว์ส ิ่ งดี ไม่ต้องอวดขี้เท่อ อวดสิ่งดีมาทำข่าวดี ผู้รู้เขาก็จะเห็น ขออภัยล่วงหน้าที่ต้องพูดย้ำซ้ำสิ่งนี้ในงานนี้ต่อไป ในเรื่องของการเมืองใหม่นี้ แล้วพูดถึงเนื้อหาการเมืองใหม่

การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ คือ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน(ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ คือเป็นคนไม่เอามาก อย่างในหลวงเราเป็นนักการเมืองคือผู้ที่ไม่เอามาก คนจะไปถวายอะไรท่านก็รับไปทำประโยชน์แล้วก็ไม่เคยประกาศ ท่านทำอยู่ตลอดเวลาเลย คนที่จะถวายมาไม่พอหรอก ท่านก็ทรงควักของท่านออกมาช่วยประชาชนตลอดท่านไม่ได้ประกาศเลย แล้วท่านก็ประกาศหลักการของท่านว่าต้องมาเป็นเศรษฐกิจพอเพียง มักน้อยคืออย่าสะสมมาก อย่าสะสมแบบนายทุนซึ่งขัดแย้งกับประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าคือนักประชาธิปไตยเบอร์หนึ่ง ชาวอโศกปฏิบัติตามในหลวง ตามพระพุทธเจ้ามีน้อยก็พอ ไม่ใช่ว่ามีมากแล้วก็เอาไปออกดอกออกผลนี่คือบาป 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน นักการเมืองต้องมารับใช้ประชาชนไม่ใช่มาหากิน ซึ่งปัจจุบันเขาก็ให้มากเกินควรแล้วยังไม่รู้จักพอเลย 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ พวกคุณที่ออกมานี่มาเสียสละคุณได้บาทได้เบี้ยที่ไหน คุณจ่ายค่ารถมาเองทั้งนั้นเลย ยิ่งไปเป็น สส.อะไรก็ฟรี ขึ้นรถไฟ เครื่องบินก็ฟรี ยังไม่พอหรือ แต่พวกเรามาทำงานการเมืองแท้จริง เราออกมากันจะกี่ปีกี่เดือนก็ตามเพื่อแสดงว่าไทยเราจะมีประชาธิปไตยอันสวยสดงดงาม เป็น ลุคใหม่ที่โลกจะต้องแล เป็นนิวลุค 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4 ) ต้องพยายามจริงไม่อย่างนั้นไม่ตรง 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม ถ้ายังเป็นทาสโลกธรรมก็ต้องขายตัว ไม่ขายอย่างโจ่งแจ้งก็ขายอย่างซับซ้อน มีอะไรแฝงอยู่มี Hidden agenta อยู่ นักการเมืองต้องเป็นตัวของตัวเองใช้ปัญญาเพื่อช่วยบ้านเมือง 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน ส มณะ เพาะพุทธว่า... สักวันหนึ่งดอกไม้จะบานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจักหลากหลาย สักวันหนึ่งคนดีทั้งหญิงชาย จะเกิดขึ้นมากมายในแผ่นดิน จะเกิดได้เราต้องสะสมไปตั้งแต่วันนี้ เราต้องมาช่วยกันทำงานการเมืองที่เป็นงานอาสา ไม่ใช่งานอาชีพ จำไว้ และงานการเมืองนั้นนักการเมืองจะต้องพึ่งตนเองจนเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ นักการเมืองต้องมักน้อยและสันโดษ แต่ปัจจุบันนักการเมืองตรงกันข้ามคือ มักมากและสันกระโดด คือเอาความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง มาสู่ประเด็นที่คนส่งมาถาม...ทั้งในเฟสบุ๊ครักธรรม ... มีประเด็นที่ว่าถ้าจะบริจาคจะส่งมาทางไหน? ที่จริงกองทัพธรรมนั้นไม่มีนโยบายรับบริจาคผ่านสื่อ เรามีนโยบายถ้าไม่มาคบคุ้นกันเกิน 7 ครั้งจะไม่รับเงิน ทำได้อย่างมากงานนี้แค่บอกเบอร์โทรคือ 081-3315229 มาสู่ประเด็นที่ว่า ฟัง พ่อครู มาสองปี รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ว่าฟังไปก็ซาบซึ้ง พ่อครู มากเจอผัสสะก็เปลี่ยนจิตใจได้...รู้เป้าหมายสัมผัสมโนกรรมได้ สัมผัสความเมตตาจากคนอื่นได้ หนูมีหน้าที่เก็บภาชนะค่ะ หนูอยากรู้ว่าคนที่มากินข้าวที่กองทัพธรรมแล้วเอาจานไปทิ้งถังขยะจะบาปไหม พ่อครู กรุณาตอบนุ่มนวลนะคะ ได้บอกผู้ใหญ่กอง อาตมา ว่า … จงเอาส ิ่ งที่เป็นความผิดของเขา อาตมา จะบอกอย่างเน้น ก็เลยเหมือนไปว่ากระแทกกระทุ้งเขา ที่จริงว่าสัจจะเท่านั้น และเรื่องนี้ก็คือแต่ละคนสร้างนิสัยกัน พวกอโศกใช้ศัพท์ว่า เก็บหาง คือทำอะไรต้องดูว่าก่อนเลิกงานมีสิ่งตกค้างอะไร แล้วทำให้เรียบร้อยก่อนเลิกงาน อโศกเราทำเป็นวัฒนธรรม เป็นนิสัย เห็นได้ว่า เราชุมนุมกันเป็นหมื่นเป็นแสน เลิกชุมนุมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากหญ้าเขาตาย ก็ขออภัยทำหญ้าทำเนียบเขาตายไป เสียเงินหลายล้านก็ไม่รู้ว่าหญ้าอะไรราคาหลายล้าน ก็บอกไปให้เป็นการศึกษาอุทาหรณ์ อย่างร้านของอโศกเราจะฝึกให้แขกที่มากินร้านเราให้ล้างจานเอง เราไม่ได้บังคับ คนไม่ทำเราก็ไม่ว่าเขา แต่เขาทำก็ได้นิสัยดีของเขา มันไม่เสียหาย กินก็ล้างจานชามของตน แต่ถ้ามันรีบร้อน หรือแก่ไม่มีแรงก็ว่าไป แต่ถ้าทำได้ก็น่าทำ จริงๆ แล้วทุกอย่างอยู่ที่กรรมทั้งกาย วจี มโน ทำทุกอย่างก็สะสมฝึกฝน สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก กรรมเป็นของๆ ตน คุณจะทำแรงหรือเบาก็เป็นกรรมของคุณ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราจะทำดีทำชั่วทำแล้วไม่ต้องไปบอก ไปทำที่ลับที่แจ้ง ใครจะรู้หรือไม่เจตนาหรือไม่ก็ตาม ท่านจันทร์ว่า … กระทำก็คือกรรม ดีก็ดี ชั่วก็ชั่ว สำนึกให้ดี ชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย “ทำดีก็เป็นทรัพย์ ทำชั่วก็เป็นทรัพย์ คุณจะทำในที่แจ้งหรือในที่ลับ มันก็เป็นทรัพย์ของคุณ” และอยากฝากไปถึงคนแดนไกล น่าจะนำไปสำนึกนะ ส มณะ เพาะพุทธต่อว่ามีคำถามว่า. .. อยากบอกถึงนร.ที่มาร่วมกัน ได้ยินพิธีกรประกาศว่า … สถานที่ไม่สะอาดหลังจากนักศึกษาไป แต่ถ้าบอกให้รู้เขาก็จะรู้และช่วยกันรักษาและทำความสะอาดได้ อาตมา ว่า … ไ ด้ตอบไปแล้วว่า คนเราต้องฝึกฝน ถ้าทำแล้วก็เป็นทรัพย์ของตน ฝากไว้ให้ทุกคนว่าทำอย่างนี้แหละโยม

ส มณะ เพาะพุทธว่า.. มีคำของคุณปรีชา ทรัพย์โสภา ว่า... “ขยะที่คุณทิ้งทำลายสิ่งที่คุณรัก” และคำถามต่อไป มีเด็กคนหนึ่งว่า เพราะเหตุใดพ่อท่านจึงมาเสียสละ แม้แต่รองเท้าก็ไม่ใส่ ทั้งที่พ่อท่านเคยเป็นดารา พิธีกรมีเงินเดือนมากด้วย พ่อครู ว่า … เพราะพ่อสอนมา พ่อคือพระพุทธเจ้าสอนมา และท่านก็ทำอย่างนั้นด้วย ท่านมีรองเท้าทองคำ ท่านก็สละออก อาตมา ว่าไม่ได้เป็นแฟชั่น แต่เป็นเรื่องดีจริง เต็มใจมาทำ อาตมา มาออกบวชตอนแรก นสพ. ก็ลงข่าวว่า ดาราทิ้งทรัพย์ทิ้งแฟน ออกมาเขาก็ดูถูกว่าจะไปได้กี่น้ำ แต่ว่า อาตมา ก่อนจะออกมาก็ได้ปฏิบัติธรรมมาก่อนแล้ว ปฏิบัติธรรมตอนแรกผอมมาก เอวนี่เอามือกำรอบเลย อาตมา ปฏิบัติจริงเห็นผลธรรมจริง ว่าชีวิตที่ดีทีประเสริฐต้องออกมาทำตามพระพุทธเจ้า เขาถามว่าทำไมบวช ก็ตอบว่า บรรลุธรรม บอกอย่างนี้ตรงๆ เขาก็หมั่นไส้ ที่เจตนาบอกเพราะให้รู้ว่าธรรมของพระพุทธเจ้าอกาลิโก พิสูจน์ได้ทุกกาลเวลา ส มณะ เพาะพุทธว่า . .มีคนถามว่า ดิฉันจะไปบริจาคเงินได้ที่ไหน? . .. ก็บอกให้ไปเต็นท์กองอำนวยการหรือติดต่อเบอร์ 081- 3315229 มีถ้อยคำฝากมาจาก ส.ศิวรักษ์ ซึ่งเป็น คนจริงคนกล้า ….ฝากมาถึงพ่อท่านว่า ฝากความระลึกถึง ได้ยินว่าพ่อท่านสัตตาหะมาจากอุบล ราชธานี แล้วก็ฝากความระลึกถึงมา พ่อครู ว่า … สัตตะแปลว่า 7 เป็นหลักของพระพุทธเจ้าว่า เวลาจำพรรษาต้องอยู่จำพรรษาไม่ไปค้างคืนที่ไหน จะออกไปต้องไม่เกิน 7 คืน จะไปไหนก็ต้องกลับมาให้ทัน ซึ่ง อาตมา ก็ว่าจำเป็นก็ต้องมา ช่วงแรก อาตมา ก็จองตั๋ ว เครื่องบินไว้แล้ว จองตามโปรโมชั่น

ส มณะ เพา ะพุทธว่า … คุณชวาลา ชัยมีแรง ฝากกลอนมาถวาย อาตมา ลุมพินีนี่นี้มงคลนาม ที่ประสูตรพระผู้สยบมาร … พ่อครู ว่า ...คุณชวาลา ชัยมีแรง เป็นนักสู้คนหนึ่งมีวิบากสรีระไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่เป็นนักสู้ มีพรสวรรค์ทางดนตรีการ เช่น เพลงไปเถิดไป เพลงเรือน้อย ก็ตาม

ส มณะ เพาะพุทธว่า... มีคำถามว่าทำไมไม่ไปช่วยกันหาทางออกกับเขาล่ะ ไปปรึกษาการปฏิรูปประเทศกับเขาล่ะ พ่อครู ว่า … ไม่เข้าไปทางออกเพราะเรามีทางออกแล้ว ใครอยากมาร่วมมาได้เลย อาตมา ว่า ขอพูดถึงคุณ ส.ศิวรักษ์ ใช้นามปากกาว่า ส.ศษ. เป็นผู้ที่ทางด้านนามถือว่า ศิวะ รักษ์ คือรักษาศิวะ ส่วน อาตมา เป็นปาง 7 เป็นปางราม แต่ว่ารามกับศิวะเป็นคู่กัน อาตมา ก็มีนามปากกาว่า รรร. คือรักษ์ รามรักษ์ สรุป จะขอจบด้วยคำของพระพุทธเจ้า ที่ได้รับหนังสือจากพระพรหม คุณาภรณ์ชื่อ อมฤติพจนา ถึง 2 เล่ม ขอจบด้วยพุทธพจน์ที่บอกว่า อัตตถปัญญา อสุจี มนุสสา ท่านแปลเป็นไทยว่า คนสกปรกคิดเอาแต่ประโยชน์ของตัว แต่ อาตมา แปลว่า คนที่มีปัญญาเห็นแก่ตัวคือคนอสุจิ คนที่ฉลาดมีปัญญาเห็นแก่ตัวคนนั้นคือคนอสุจิ ก็คิดเอาว่ามนุษย์อสุจิคืออย่างไร ส มณะ เพาะพุทธว่า … คนที่มีปัญญาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนคือคนอ สุจริต พ่อครู ว่า … ไม่ควรใส่ใจคำแสลงหูของคนอื่น ไม่ควรแส่มองธุระที่เขาทำและยังไม่ทำ ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนนี่แหละทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ ส มณะ เพาะพุทธขอจบด้วยบทกวีที่ว่า...รวมพลังอาชีวะปกป้องสถาบัน Long live the King เปลี่ยนพลังโรมรันเคยขันแข่ง .. .เปลี่ยนกิเลสเป็นกำลังดีจังหนอ...เปลี่ยนจุดอับกลับกลายเป็นความเจริญ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน