170803 นามรูปเป็นไฉน-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม.txt

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์174 KB
วันที่แก้ไข20 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมะชาวอโศกชาวพุทธทั่วไปมักจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของนามรูปให้รู้จักการแยกน้ำแยกรูปในโอกาสนี้ขอเชิญท่านผู้ฟังรับฟังการแสดงปาฐกถาธรรมโดยท่านพระโพธิรักษ์ได้แสดงที่วัดนรนาถสุนทริการามในเรื่องน้ำลูกเป็นไฉนได้แสดงเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมพุทธศักราช 2517 ขอเชิญท่านรับฟังได้ในโอกาสนี้วันนี้ก็มาฟังธรรมกันอีกวันนึงเพื่อ เพิ่มศรัทธาภาษาท่าหรือแม้จะเป็นพระผู้ใดฟังธรรมในโยนิโสมนสิการคือฟังธรรมด้วยใจโดยเป็นผู้ที่มีความสามารถในการที่จะฟังทำให้ใจมันมีโยนิโสมนสิการซึ่งแปลว่าให้ใจมันทำงานมนสิการว่าให้มันเกิดการทำงานอยู่ในใจนั้นๆอยู่นี้ทำงานอยู่ในจิตผูกแน่น พิจิตรนั้นในบัดนั้นให้มันเกิดผลอันนี้อยู่ในจิตเรียกว่าโยนิโสมนสิการก็หมายความว่าผู้ที่จะสามารถจับจิตในจิตของตนได้และจะต้องเป็นผู้ติดตามธรรมด้วยใจเป็นกลางฟังธรรมด้วยใจที่ปราศจากซึ่งกามฉันทะพระยาปาทะที่มีและไม่มีอุปสรรคอุปสรรคไม่มีแม้วิจิกิจฉาไม่เพ่งไม่มีอภิชาไม่มีธงนัดไม่มีความเพ่งเพื่อที่จะจับผิดจับถูกไม่มีและไม่มีความขุ่นข้องหมองใจไม่มีอะไรปราศจากความขุ่นความรัก การนึกว่าไม่มีทั้งสายทางด้านโทรมานัดก็ไม่มีจะยินดียินร้ายอะไรไม่มีทั้งสิ้นไม่มีอภิชาใดๆจิตต้องฟังด้วยฌานผู้ใดมีฌานในจิตและฟังธรรมะเดชาในจิตเปิดทวารหวยออกเป็นเอกัคคตารับเสียงที่เป็นรูปแล้วจะเข้าไปสู่จิตเมื่อจิตจับมีธรรมะวิริยะมีสติครองเต็มเป็นสตรีสติแล้วมีธรรมวิจยะเดิมมีวิริยะอยู่คราบแต่หยุดพร้อมเพย์มีความขยันหมั่นเพียรเฉพาะเพียงจิตทำงานอยู่เพียงเท่านี้โพชฌงค์จะเดินเต็มรูปหรือโพธิธรรมเจริญเต็มร้อย จะขึ้นไปทีเดียวรับรูปนั้นไปพิจารณาทันทีแล้วมันก็จะเกิดผลออกมาผู้ใดฟังธรรมด้วยประการดังนี้จะเกิดการบรรลุได้ณในที่นั่งแห่งนี้ไม่ไปบรรลุที่อื่นจะบรรลุได้ทันทีถ้ามีท่าไว้นิดนึงถ้าผู้ใดและมีเจโ

อ่านต่อ

ตอันเป็นธรรมที่ติดยานเกิดแล้วในตนเป็นธรรมชาติเป็นธรรมที่ได้เกิดแล้วจิตของเราหรือเจโตของเราได้กระทำการเบื่อหน่ายและกลายเป็นนิยายมาแล้วแต่เรายังไม่รู้โดยสามัญสำนึกหรือยังไม่รู้เลยอัตตนาวิถีกามวิถีขึ้นมาทำพร้อมๆกันมันไม่รู้โดยสติเรียกว่าเกิดปัญญารู้ตามโดยเป็นปัญญา สัญญาณทัศนะอันแจ่มแจ้งเป็นชาญนะโตเป็นปัสกาเห็นอยู่รู้อยู่อย่างชัดเจนมันไม่เป็นอย่างนั้นถ้าเป็นการเห็นอยู่อย่างปัสสาวะโตคือเป็นการเห็นอยู่รู้อยู่อย่างชัดเจนเป็นญาณทัศนะอันแท้ถ้าจิตผู้ใดมีบารมีได้กระทำการสำรองมาแล้วจะบรรลุในที่นั่งแห่งเดียวในที่นั่งแห่งนี้ไม่ใช่ที่นั่งแห่งเดียวอาจจะฟังมาหลายทีแล้วก็มาบรรลุในที่นั่งในขณะที่นั่งอยู่ไม่ต้องไปพากเพียรที่ไหนเป็นปัจจุบันน่ะทำได้แต่ถ้าผู้ใดไม่มีเจอโตมาก่อนไม่มีคำอธิบายเกิดแล้วอย่างลงก่อนในจิตถ้าไม่ยังไม่มีแม้จะฟังก็ยังไม่เป็นผลฟังได้แต่เพียงสุขตาม ปัญญาอย่างมากกับจินตามยปัญญาแต่ยังไม่ได้กินตาหรอกในขณะปัจจุบันใดที่ฟังธรรมก็มีแต่สุตมยปัญญาเท่านั้นแล้วมันจะผ่านไปเป็นภาวนามยปัญญาเองเมื่อมันมีธรรมวิจยะอยู่ได้สำหรับผู้ที่เดินโพชฌงค์เต็มตัวการฟังธรรมด้วยวิธีอย่างนี้เป็นอานิสงส์สูงถ้าผู้ใดฟังธรรมโดยไม่มีจิตเป็นชาญไม่ปราศจากกิเลสตัณหาทางเดินแม้ที่สุดมีแต่ไม่มีแต่วิจิกิจฉาคือมีแต่ความสงสัยข้องอยู่ข้องอยู่ข้องอยู่ยังไม่เท่านั้นยังแถมมีอภิชาเพ่งเล็งเพื่อที่จะจับผิดจับถูกอยู่ด้วยแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรไปนอนหลับกลับบ้านดีกว่าถ้าจะฟังทำแบบนั้นแล้วก็นอน กลับบ้านดีกว่าเพราะว่าผู้นั้นมาด้วยตัวเต็มฟังด้วยตัวเต็มฟังด้วยมานะทิฐิเพื่อที่จะจับผิดผู้อื่นให้เกิดประโยชน์และการฟังธรรมที่จะเป็นประโยชน์ตนอย่างดีแท้นั้นก็ควรจะฟังดังในที่ได้อธิบายมาแล้วอาตมาเองอธิบายทำที่นี่อยู่เป็นเวลาติดต่อกันมานานมีพักบ้างบางครั้งบางคราวรวมปีนี้ก็ไปเป็นปีที่ 4 แล้วตั้งแต่ 13 14 15 16 17 14 15 16 17 ปีที่ 4 แล้วก็มีผู้ติดตามจนกระทั่งฟังจนกระทั่งออกไปบวชกันก็เยอะแล้ว จะติดตามฟังเนี่ยแค่เลื่อนไปบวชกันเยอะที่ยังไม่บวชก็ยังติดตามอยู่แล้วก็เข้าใจธรรมะได้ดีเป็นไปโดยควรโดยศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิไม่หลงใหลไม่เป็นแต่เพียงรู้แต่เพียงบัญญัติรู้แต่เพียงภาษาเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิถูกจุดหมายปลายทางถูกคำว่าพุทธศาสนาขององค์พระสมณโคดมด้วยและระมัดด้วยว่าเป็นจุดอย่างไรและปรมัตถ์อย่างไรเรียกว่าสมมุติไอ้สัจจะสัจจะในโลกมันมีอยู่ 2 อย่างสัจจะที่เรียกว่าสมมุติถ้าอันนึงอีกอันหนึ่งเรียกว่าปรมัตถ์เป็นสัจจะทั้ง 2 อย่าง จริงทั้งสองอย่างแต่สัจจะที่เป็นสมมุตินั้นมันเกิดทีหลังปรมัตถ์ปรมัตถ์มาก่อนคือจิตมาก่อนปรมัตถ์นั้นก็ให้ถึงจิตเป็นจิตเจตสิกรูปเป็นจิตเจตสิกรูปอยู่ภายในจิตเหล่านี้เกิดเป็นแล้วมันถึงมาสร้างสมมุติทีหลังแล้วสมมุติตามมาด้วยความไม่รู้จึงสร้างสมุดนั้นเบิกบานใหญ่โตไม่รู้จบไม่รู้แล้วเวียนแล้วเวียนเหล้าครบแล้วครบเล่าชาติแล้วชาติเล่ากลับแล้วกลับเล่าไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนกลับสังวรกลับวิวัฒนาการอยู่ไม่รู้ตั้งกี่ ไม่รู้กี่ล้านแสนมหากาพย์ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่มีการหลุดพ้นไปได้ศาสนาของพระพุทธเจ้าเกิดมาทีนึงก็มาช่วยหรือสัตว์ที่ 1 เสร็จแล้วก็ตั้งเตือนด้วยความลึกซึ้งสุขุมของปรมัตถ์มันรู้ได้ยากเห็นได้ยากจึงพยายามยกตัวอย่างประกอบทั้งหมดจะใช้ทางสามารถเสร็จแล้วผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญาหรือว่าปัญญาไม่สามารถจะชำแรกจะไปรู้ปรมัตถ์ได้ก็เลยรู้ได้แต่เพียงสมมุติและจะได้แต่เพียงสมมุติถ้าติดสมมุติอยู่จับเป้าหมายไม่ได้แล้วจะได้ เป็นภาษาสมมุติแล้วก็ไปหลงผลผลที่ว่านั้นก็เป็นบัญญัติเป็นภาษาที่อธิบายถึงผลอธิบายถึงประวัติอธิบายถึงจิตเจตสิกรูปแม้แต่นิพพานด้วยอธิบายเป็นภาษาเป็นบัญญัติเมื่ออธิบายแล้วให้คนที่เขามีสภาวะรับหรือใกล้เคียงที่จะเกิดสภาวะนั้นรับเขาก็จะรู้ได้แต่สำหรับผู้ที่เป็นมนุษย์สัมพันธ์เป็นผู้จัดการฝ่ายที่จะรับสภาวะนั้นก็ไม่ค่อยจะรู้ไม่ค่อยจะรู้ผู้ที่จะยกพุทธาหอนยกสมมุติมาเทียบเคียงก็ยกสมมุติใครไปบ้างใกล้ไปบ้างแต่ส่วนมากไกลไปนี่แหละก็เลยทำให้ไม่รู้เรื่องแล้วก็ประยุทธ์ได้แต่สมมุติ เอาปรมัตถ์มาอธิบายสมมุติแล้วก็ได้สมมุติไปทั้งหมดจะยึดถือว่าสมมุตินั่นแหละเป็นอย่างนั้นภาษาที่กล่าวออกมาว่าจิตเจตสิกรูปเทวดามารอินทร์พรหมเป็นภาษาปรมัตถ์แต่จิตของผู้ที่ไปคิดนั้นไปคิดเป็นสัญญาถึงสมมุติเช่นอธิบายว่าเทวดาอย่างนี้ก็คือจิตเทวดาก็คือจิตอธิบายว่าสัตว์นรกจะเป็นจิตแต่เสร็จแล้วเมื่อผู้ที่ไม่รู้ก็ไม่เข้าใจว่าเทวดาน่ะเป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวเป็นตนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้สัตว์นรกจะเป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวเป็นๆ ที่มีตัวเป็นตนเป็นกายหยาบเป็นรูปให้เห็นชัดด้วยอย่างโน้นอย่างนี้ด้วยเอามาจับมารู้ไม่เห็นกันด้วยที่จริงไม่มีเทวดาไม่มีลูกเป็นรูปเป็นเฉพาะธรรมถ้าเป็นรูปประธรรมแล้วก็มีแต่จะเป็นรูปโดยที่เรียกว่าหัวอยากจับเป็นรูปธรรมเหมือนคนไม่มีเทวดาไม่มีอย่างนั้นสัตว์นรกก็ไม่มีรูปอย่างนั้นไม่มีนะไปอยู่ฟากฟ้าไหนก็ไม่มีอยู่ในตัวคนนี้เป็นปัจจุบันน่ะทำส่วนจะเกินกว่านี้อย่าเพิ่งพูดเพราะพูดแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะสิ่งเหล่านั้นย่อมเป็นไปตามกรรมกรรมเป็นกำเนิดกรรมเป็นเผ่าพันธุ์กรรมที่พึ่งอาศัยสิ่งเหล่านั้นจะเกิดไปตามกรรมเอง ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเอาเรื่องเหล่านั้นมาพูดแต่ถ้าผู้ใดรู้เทวดาในตัวได้หรือสัตว์นรกในตัวได้แต่ละบุคคลผู้นั้นจับปรมัตถ์ถูกจับปรมัตถ์ถูกถ้าจับจิตที่เป็นเทวดาเป็นผีไปเอาก่อนหลังตายตายแล้วจึงจะมีถ้าไปเป็นอย่างนั้นแล้วก็ผู้นั้นไม่รู้จักเลยรู้แต่ภาษาปรมัตถ์แต่ว่าสภาวะสัญญานั้นอีกอย่างหนึ่งสัญญาและอีกอย่างหนึ่งรูปอย่างหนึ่งรูปก็คือภาษาที่เรียนคือบัญญัติที่เรียนรู้อย่างหนึ่งไม่รู้แต่จับสัญญาสัญญาที่ประกอบรูปนั้นหรือนามธรรมประกอบกับรูปอันนั้น เปล่าไม่เป็นอีกอย่างหนึ่งมันจึงไม่ลงตัวกันเมื่อไม่ลงตัวกันก็มีวันที่จะดับไม่มีวันที่จะฆ่าไม่มีวันที่จะทำลายได้สำเร็จลุล่วงอันนี้เป็นผลเสียที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆจนเดี๋ยวนี้ก็เกิดขึ้นมามากวันนี้พูดถึงนามรูปเป็นไฉนดีเหมือนกันดีมากทีเดียวอาตมาจะได้พูดเรื่องนี้ให้ฟังอย่างละเอียดพอสมควรสำหรับเวลาที่มีลองติดตามฟังให้ดีอาตมาจะอธิบายนามและรูปและก็รวมคำว่านามรูปไปตั้งแต่ดับๆตื้นๆๆแล้วก็จะไล่ละเอียดไปจนกระทั่งถึงรูปปัจจุบันอีกทีนึง ตอนแรกเนี่ยจะอธิบายตั้งแต่หยาบๆเป็นตัวเป็นตนเป็นสมมติประกอบอยู่ด้วยฉีกออกเป็นตัวๆด้วยรูปและส่วนหนึ่งนามนั้นส่วนหนึ่งจนกระทั่งมันมาประกอบกันเป็นนามรูปจนกระทั่งเข้ามาหาตัวเราจนเอาถวาย 5 มาประกอบจนกระทั่งไปถึงทวารที่ 6 คือใจจนกระทั่งเป็นรูปเป็นจิตจนกระทั่งเป็นอรูปก็จิตอาตมาจะแยกนามแยกรูปออกให้ฟังชัดๆตั้งใจฟังดีๆไม่ง่ายแต่ไม่ยากสำหรับผู้ที่มีภูมิตั้งใจฟังไม่มีอคติใดๆไม่ยากตอนนี้นิยามคำว่านามกับลูกเอาซะก่อนคำว่านามหมายความว่า สภาวะตัวสิ่งที่รู้นามหมายคำว่าสภาวะตัวสิ่งที่รู้รูปหมายความว่าสิ่งที่ถูกรู้มันมีอยู่ 2 มันมีอยู่ 2 อันอันนึงเป็นสิ่งที่ถูกรู้อีกอันนึงเป็นสิ่งที่เข้าไปรู้สิ่งที่เข้าไปรู้นั้นเรียกว่าน้ำหรือตัวผู้รู้เองส่งรูปนั่นคือสิ่งที่ถูกรู้ ชัดๆตัวมันเองไม่มีความรู้ไม่มีนามตัวมันเองไม่สามารถรู้ตัวมันเองมันไม่มีจิตมันไม่มีวิญญาณจิตวิญญาณอยู่ไหนจิตวิญญาณอยู่ที่เราเมื่อเราตาเกิดสัมผัสแก้วก็เป็นปัจจุบันไม่เกิดสัมผัส ภายในกายเป็นรูปอุบัติเหตุของเราก็ไปทำงานกับไอ้เรติน่าอันนั้นคือม่านตาอันนั้นไปทำงานกับนั้นก็รับสัมผัสต่อจิตตัวนั้นแหละคือน้ำคือตัวรูปรู้แล้วว่าออกแบบอย่างนี้เรียกว่ารูปกับนามอย่างหยาบๆชัดๆโดยอาศัยทวารต่างๆที่นี่ก็ขออธิบายเรื่องรูปนามก็ไปหามากแต่ก่อนนะต้องเป็นระดับให้ดีไม่งั้นจะเมาเดี๋ยวจะวนเวียนจนกระทั่งว่ารูปอย่างไรที่เราจะควรจะดับ อย่างไรที่เราควรจะฆ่าจะได้รู้ค่าลูกค่าน้ำวางรูปวางนามให้ชัดเจนแล้วทีนี้เมื่อเราเองเราเป็นผู้ที่เคยเห็นแก้วรู้แล้วเคยกำหนดหมายเป็นสัญญาด้วยจำได้ไอ้อย่างนี้อย่างนี้กำหนดไว้อย่างนี้ลักษณะอย่างนี้เธอกำหนดสภาพหรืออะไรทุกอย่างลักษณะของมันเป็นนิดๆเป็นนิมิตทีเดียวและเป็นรูปเนี่ยอย่าเพิ่งพูดถึงอาการเป็นนิมิตทีเดียวรู้แล้วอย่างนี้เพราะฉะนั้นเมื่อมาพูดขึ้นมาอีกทีนึงหรือไม่พูดก็ตามถ้าเราไม่ต้องหลับไม่ต้องลืมก็ได้ตาก็ไม่ต้องเห็น แต่ในจิตของเราก็สามารถที่จะรู้ได้เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจะมาใช้เสียงพูดหัวว่าแก้วเสียงนั้นก็เข้าไปในหูเข้าไปถึงก็ไปกระทบที่ในประสาทหูแล้วก็เข้าไปไอ้จิตก็มารับไปอีกเพราะจิตมารับไปแล้วจิตมันก็รู้ว่าแก้วเป็นนิมิตขึ้นมารู้ทันทีก็คืออย่างไรและสัญญามันมีไม่เคยกำหนดไว้เคยจำไม่ได้แล้วแก้วมันก็รู้ว่าเป็นรูปชัดๆมันก็เป็นรูปอยู่ในจิตแล้วเราจะรู้ว่าอ๋อ [ไม่สามารถถอดข้อความได้] เมื่อเป็นรูปแก้วขึ้นมาแล้วสิ่งที่เข้าไปรู้รูปแก้วในจิตของเราเองนั่นเองรูปแก้วและเป็นรูปนะเราไม่ได้อาศัยตะวันตามไม่ได้อาศัยหูไม่ได้อาศัยปากลิ้นกายไม่ได้อาศัยเลยแล้วก็ใช้ใจเองสร้างหรือควักความจำขึ้นมาและเป็นรูปแก้วเพราะเป็นแก้วไม่ต้องไปถึงลูกแก้วบอกว่าแก้วลูกแก้วก็ปรากฏขึ้นมาใครจะปั้นขึ้นมาให้เป็นมโนไม่อยากขัดตาขนาดไหนก็ตามแต่ผู้ที่สามารถบางคนจะนึกขึ้นมาเลยลูกแก้วแก้วใบนี้เราต้องเป็นภาพอยู่ในจิตเลยจำได้เห็นรอยสักรูปนี้ชัดเจนเลยก็เรียกว่าเป็นมโนกรรม 13 ติดตั้งจิตธรรมไม่มีสัมผัสนอกไม่มีอย่างนี้เขาเรียกว่ารูปพระจิตเป็นรูปชัดๆพยายามเข้าใจคำว่าธุรกิจที่ดีนะแตกต่างแล้วมีความแตกต่างจากรูปนอกหรือเราไม่ต้องไปเลือกตั้งเป็นรูปลอยขึ้นมาเป็นเหมือนเดิมสีอะไรรูปยังไงใสยังไงมีแบบมีลายยังไงก็ไม่ต้อง ไม่ต้องเห็นเป็นรูปชัดเป็นลางๆเป็นแต่เพียงว่ามันเข้าใจเข้าใจได้ทันทีแต่ไม่ต้องปรากฏรูปพอบอกว่าแก้วเจ้าไม่ขายน่ะเท่านี้บอกว่าแก้ได้ขาวอยู่ในจิตของเราเนี่ยเรานึกถึงแก้วใบขาวใบนี้ไม่ต้องมาใช้เสียงนะของเราเองนึกเองนะอรุณ 3 ระยะอัตราจิตของเราเองหมดแก้วได้ขาวเท่านั้นแหละไม่ต้องปั้นรูปขึ้นมาก็ได้เราก็จะรู้ไอ้ตัวรู้นั่นแหละแล้วมันรู้ถึงไอ้ลูกที่ลึกถึงด้วยรวมถึงโรคจิตระลึกอย่างนั้นอันนั้นแหละสัญลักษณ์อันนั้นน่ะ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้และจิตของเรานั่นเองแหละเข้าไปรู้ด้วยลองนึกดูทุกๆคนเทียบเคียงกับจิตของเราเองฟังแล้วก็พิจารณาคือธรรมวิจัยธรรมวิจัยคือวิจัยที่อาตมาพูดให้ฟังนี่ไปด้วยนึกไปด้วยเลยจะเข้าใจรูปนามชัดๆแล้วเราก็เข้าใจรู้เรื่องสิ่งนั้นได้เข้าใจได้ว่าอ๋ออันนั้นก็เป็นสิ่งที่สำเร็จขึ้นในจิตเหมือนกันแต่มันก็เป็นตัวตนเป็นอัตราดอกไม้ยางอันเป็นๆและยังหรือไม่ยากตัวนี้แปลว่าเป็นอันเป็นตน เข้าใจอยู่ในจิตเราอย่างนี้เรียกว่ามหากษัตริย์คือจิตที่มันยังเกิดอยู่โดยไม่ต้องอาศัยทวาร 5 ข้างนอกจิตมันยังมีอยู่เป็นการเกิดข้างในจิตเลยทีเดียวมันตามเกิดขึ้นไปข้างในจิตเลยทีเดียวการเกิดแบบนี้เขาเรียกว่าโยนนี้โยนิการเกิดแบบนี้มี 4 อย่างนี้ 2 อันแล้วสังขารปรุงแต่งแล้วก็ออกมาเจอข้างนอก ถึงขั้นชราพุทธิหยาบมากเมื่อเกิดว่าแก้วอยู่ข้างนอกก็บรรดาออกมาเป็นภาษาเลยข้างนอกก็ได้พูดเลยแต่ว่าแก้วถ้าถึงคิดในจิตแต่แล้วกรุณาบรรดาออกมาให้เกิดปีเห็นมาจีบกันก็ได้เป็นกายก็ได้หรือเป็นรูปนอกที่คนอื่นเห็นได้ด้วยเรียกว่าคลอดออกมาแล้วก็ออกมาออกมาจากจิตคนมันโดนทวารผลมโนราห์ออกมาแล้วออกมาสู่กายอย่างนี้เรียกว่าฉลาดทุกชนิด เราเรียกว่าอันนี้คือชลาทิศโยนิเพราะออกมาแล้วไม่ได้อยู่ในจิตอย่างเดียวแล้วผลออกมาเป็นตัวเป็นตนจ่ายแล้วนะแต่ถ้ามันไม่ถึงคลอดออกมามันยังอยู่ในจิตของเรานึกถึงแก้วอันนี้แล้วก็ยังนึกถึงฝูงฟักรักษาอยู่รูปแก้วก็ยังปรากฏอยู่ในจิตใจของเราชัดๆรูปแก้วก็ยังต้องเกิดอยู่ในจิตใจของเราชัดๆในปัจจุบันที่ยังปรากฏอยู่นั่นแหละก็ยังเป็นคณะสัญญายังเกิดก้อนอยู่ยังเป็นคณะ อยู่ยังไม่หายไปเรียกว่าอัณฑชะโยนิมันแปลว่าลูกแปลว่าก้อนยังทรงอยู่พระธาตุอธิบายอย่างนี้ก็เป็นแต่เพียงว่าอธิบายให้เห็นว่าลักษณะนี้จะเกิดอยู่ยังมีอยู่นะรักษาไว้ยังมีพลังงานยังมีการเกิดยังมีบทบาทอยู่กับจิตเรียกว่าอัธยาศัยนี้ถ้าทีนี้สังเวยแต่เช้านี้ห่างไปทางไปถ้าบอกว่าเราคิดก็คือหยิบผู้ใดจะเริ่มคิดผู้นั้นก็คือเริ่มหยิบจิตของเราเองที่เป็นสัญญาที่เป็นความจำหรือเป็นธาตุรู้ที่เคยรู้แล้วหยิบมันมาคิดพอคิดขึ้นมามันก็ หยุดขึ้นมาเกิดที่เราเรียกว่าแตกผิดออกมาเองจากของเก่าของเรานั่นแหละเป็นต้นเหตุเป็นมโนปุพพังแล้วก็หยิบขึ้นมาแตกเด็กขึ้นมาใหม่เป็นตัวตนใหม่อีกทีนึงอย่างนี้เรียกว่าสังเสทชะโยนิสรรเสริญพระเจ้าอยู่นี้แล้วฟังให้ดีนะโยมนี้เพื่ออธิบายอยู่ขณะนี้คือโยมิแบบปรมัตถ์ไม่ใช่โยมิแบบตัวตนบุคคลที่สัจจะไม่ใช่ขณะกำลังอธิบายอยู่ขณะนี้คือปรมัตถสัจจะแต่เดี๋ยวนี้เขาเรียนกันไอ้โยนที่ 4 ไปเรียนกันแต่แบบมันเลยใช้การไม่ได้กับการปฏิบัติธรรมใช้ไม่ได้เพราะฉะนั้นเมื่อจับจิตของตัวเองก็ไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าการเกิดโยนิ 4 นี้อยู่ในจิตของเราอย่างนี้ก็ไม่รู้เมื่อไม่รู้มันก็เลยไม่สามารถที่จะดับไม่สามารถที่จะเข้าใจจิตที่ลึกซึ้งไปได้รู้จะหยาบๆคือรู้แต่เพียงสมมุติลักษณะที่เราหยิบจิตของเราเองที่เป็นสัญญาณนี่แหละมาคิดเมื่อใดโรคที่เกิดขึ้นมาจากที่เราหยิบขึ้นมาคิดนี่แหละเราเรียกว่าสังเขปของเราเองเรียกว่า 80 ออกมาจากจิตของเราเองแต่ผลิตออกมาจากจิตของเราเองแต่ความเกิดเองอย่างนี้แหละสังสรรค์ ส่วนตัวประปาที่เกาะโยนินั้นไม่มีการนึกไม่มีการคิดไม่มีเจตนาไม่มีอะไรเลยอยู่ๆมันก็โผล่ๆพวกอุบัติขึ้นมาเองในจิตของเราไม่ได้นึกโผล่ขึ้นมาในจิตเองเกิดขึ้นมาเองในจิตของเราอยู่ๆก็นึกถึงคนนั้นอยู่ๆก็นึกถึงคนนี้ก็มาเองไม่มีเจตนาไม่เคยจะระมัดระวังตัวไม่ได้อยากนึกเลยด้วยซ้ำไปบางทีเขาก็พูดขึ้นมาในจิตอย่างนี้เรียกว่าโอปปาติกะโยนิถ้าเป็นการเกิด 4 อย่างนี่เป็นการเกิดที่เกิดที่จิตเป็นจิตเป็นจิตรูปไม่มีตัวตนบุคคลเราเขามาประกอบไม่มี เข้าใจให้ได้ล่ะ 4 อย่างนี้มันหยาบละเอียดระดับเป็นระดับๆกันไปแตกต่างกันเป็นสภาวะอย่างนี้ถ้าใครยังไปเข้าใจอยู่แต่ว่าชราผู้ชายโยนนี่คือการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่อันนั้นเป็นสมมติสัจจะก็ถูกเหมือนกันบอกว่าสัจจะมันมี 2 อย่างถ้าจำไม่มี 2 อย่างต้องเข้าใจปรมัตถ์ให้ได้และต้องเข้าใจสมมติให้ได้ไม่ผิดนะแต่อย่างนู้นอย่างยาวชราโยนนี้คลอดจากศัตรูที่ออกมาทีเดียวกันหมดเลยเป็นตัวตนบุคคล อีกทีนึงเกือบ 2 ครั้งเปิดแล้วก็ยังไม่จบจะต้องไปคุมไฟฟ้ากันใหม่ถึงจะเกิดมาอีกทีนึงเรียกว่าอัณฑะเดี๋ยวนี้เหมือนอย่างสัตว์ปีกมีไข่ไข่ออกมาทีนึงแล้วยังไม่พอยังต้องเอาไปซักอีกทีนึงถึงจะเกิดน่าจะถูกเหมือนกันสั่งเสนาอยู่ตรงนี้เช่น 6 ตัวอะไรแล้วน้ำเน่าน้ำคลำตัวสัตว์ที่มันแตกปีกของตัวเองเหมือนพวกเชื้อโรคพวกอะไรพวกนี้ก็ถูกแต่ประการที่จะโยนนี้ก็คือจิตของมันเกิดขึ้นเองหากสำเร็จ เป็นวิญญาณเป็นรถเป็นรูปเป็นเปลี่ยนเป็นเสียงอะไรก็ตามแต่ก็เป็นจิตเกิดแล้วเขาไม่อย่างนั้นซะด้วยนะไม่พยายามโยงเข้าหาปรมัตถ์ตรงที่ว่าเกิดและเป็นตัวเป็นตนไปเป็นหลังตายถึงจะเกิดอันนั้นก็เกินไปก็ไม่ผิดหลังตายเกิดได้จริงเหมือนกันสำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์แท้ยังมีเชื้อเหลือที่จะต้องไปเกิดก็จริงแต่ว่าเราไม่ต้องพูดถึงเพราะว่ากรรมย่อมเป็นกำเนิดกรรมย่อมเป็นเผ่าพันธุ์มันต้องไปแน่ไม่ต้องพูดแล้วพูดปัจจุบันดีกว่าเพราะจะเรียนโลกุตระในโรงเรียนที่ปัจจุบันไปเรียนไอ้หลังตายเลยอย่าไปเรียนมันเลยมันเสียเวลาไปเลยมันทำไมมันไม่เข้ายาอะไรไม่มีเรื่องอะไรถ้าคุณทำตัวไม่บรรลุหรือไม่เป็นเทวดาได้แต่เป็นๆขณะนี้คุณตายไปคุณก็ไม่ได้เป็นเทวดาถ้าไม่ทำเป็นไม่เป็น ผมได้แต่เป็นๆคุณตายไปคุณก็ไม่ได้เป็นพระพรหมแต่ถ้าคุณทำตนให้เป็นเทวดาแต่มันก็เป็นเทวดาทำตนให้เป็นพระพรหมไม่เป็นๆนี้จิตวิญญาณของคุณเป็นเพราะผมแล้วตายไปคุณก็เป็นกลมๆทำให้ตัวเองเป็นสัตว์นรกขณะเป็นหนี้ตายไปมันก็ไปเป็นสัตว์นรกซึ่งไม่มีปัญหามันเกิดไอ้อนาคตมันเกิดจากปัจจุบันเสร็จในตัวของมันอยู่ตรงนี้เมื่อตัวเองทำตัวเองเป็นอะไรแล้วตายมันก็เป็นแบบนั้นแต่ถ้าเราทำอันนี้ไม่เป็นแล้วจะไปเอาตายไม่มีทำไม่ได้ตายไปแล้วทำอะไรไม่ได้เพราะการปฏิบัติธรรมจึงบอกว่าอย่าไปพูดกันมากนะไอ้เรื่องหลังตาย แล้วมันก็ไม่ทำอะไรมันก็มันไม่ได้นี่จึงเข้าใจพยายามเข้าใจให้ได้อาตมาจึงได้พยายามแยกให้ฟังว่าการเกิด 4 อย่างที่เป็นสมมุติก็คืออธิบายกันอย่างนี้แล้วก็ไปยึดหรือว่าไปเข้าใจแต่เพียงอย่างนี้ส่วนปรมานั้นไม่เข้าใจแล้วก็ไม่รู้ว่ามันเกิดยังไง 4 อย่างปรมัตถ์จิตเจอแต่สิ่งที่มันเกิดเกิดยังไงไม่รู้ชราคุณชาติเกิดยังไงอาจจะช้าเกิดยังไงเป็นลักษณะอย่างไรมีอาการมีลิ้นชักมีนิมิตมีอุเทศอย่างไรไม่รู้ลูกรู้นามเพื่อที่จะรู้ลูกรู้นามชัดต้องแยกอาการลิงชัดเจนจริงๆถ้าแยกไม่ออกมันไม่รู้เรื่องถ้าอยากจะยาวแต่มาเทียบกับรายละเอียดก็พอเข้าใจได้บ้าง แต่พอแยกละเอียดที่เป็นจิตในจิตแล้วเวทนาในเวทนาแล้วถ้าไม่เข้าใจอาการลิงชนิดชัดๆและเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ยกตัวอย่างให้เห็นจริงเห็นจังเป็นเรื่องของสิ่งที่เราควรจะรู้ว่าเราจะทำอย่างไรกับลูกกับนามและตัวนามรูปที่เราเรียกติดกันนั้นทำไมเราเรียกติดกันนามรูปนั้นเป็นสภาพของจิตแท้ๆเพราะว่าคำว่าน้ำติดอยู่ด้วยจะต้องเกี่ยวข้องกับตัวรู้จะไปอยู่ที่นอกจิตไม่ได้เธอรู้จะไปวางอยู่บนโต๊ะมันจะต้องอยู่ที่จิตของแต่ คนที่เป็นสัตว์เป็นบุคคลเพราะฉะนั้นคำว่านามรูปเมื่อเอาตัวนามสำหรับประกอบร่วมด้วยแล้วมันจึงจะต้องอยู่ที่ตัวคนเสมอส่วนรูปนั้นอยู่ข้างนอกได้รูปนั้นอยู่ข้างนอกได้อยากจะยกตัวอย่างแล้วเมื่อกี้บอกแก้วอย่างนี้อยู่ข้างนอกน่ะถ้าพูดคำว่าลูกแค่แก้วควบคุมก็บอกไม่ไม่ค่อยเข้าไม่เข้าท่าแล้วเพราะว่าอย่างนี้เป็นบทบาทธรรมดาก็จะขอยกเลิกที่มันจะทำให้เราเกิดกิเลสตัณหาอยากจะขอยกตัวอย่างรูปที่มันทำให้เราเกิดกิเลสตัณหาที่มันยังเกิดกิเลสตัณหาก็เพราะว่าน้ำหรือจิตของเรานั้นยังประกอบไปด้วยอวิชชา คือความไม่เข้าใจยังไม่รู้เท่าทันในรูปรูปนั้นจึงเป็นปัจจัยทำให้เราเองสร้างนามรูปซ้อนเข้าไปเป็นมหัศจรรย์แล้วก็เป็นอรูปประจิมอยู่ในนี้จนกระทั่งชำนาญพอได้สัมผัสข้างนอกหน่อยเดียวเท่านั้นเองปั๊บเป็นรูปเป็นรูปปัจเจกไปแล้วก็สั่งสมลงเป็นวิบากอยู่ในจิตด้วยไปสั่งสมไปด้วยแล้วก็ติดยึดด้วยความไม่รู้ตลอดกาลเช่นเอาตั้งแต่อบายมุขมาก่อนโรงหนังโรงละคร ดาราทั้งสวยทั้งโป๊เก่งเป็นวัตถุนอกเป็นรูปวัตถุต่างหากจากตัวเราตัวเรานั้นเป็นนามฟังให้ดีนะตัวเราเป็นนามเข้าไปรู้รู้ถึงไอ้สิ่งที่เมื่อกี้สมมุติแล้วหนังภาพยนตร์ที่มีดารามีอะไรแสดงติดใจไปยึดถือซะแล้วว่าแม้ดาราคนนี้สวยเกินดีด้วยก็ไปติดลูกนั้นก็รวมกับน้ำของเราเสมอถ้าได้เป็นดู ดูหนังที่ดาราคนนี้ดาราโป๊สมมุติว่านางสาวใจไปแสดงก็จะต้องเสียตั๋วซื้อตั๋วไปนั่งดูทีเดียวจะไปนั่งชมในขณะที่นั่งชมก็เกิดหมดทุกทวารจะหูก็ได้ยินเสียงเธอตาก็ได้ดูรูปเธอผัสสะแล้วก็ชื่นชอบใจเกิดรสชาติเป็นโลกียรสในขณะใดที่ตัวโลกียนั้นเกิดอยู่ในจิตที่ใดๆอันนั้นเราเรียกว่าตัวนำรูปที่มันกำลังผสมพันธุ์ เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่าอะไรกระตุ้นเตือนคนมีโมหะไม่รู้เรื่องหรอกจนกว่าจะจิตเป็นมิจฉาเป็นปัญญาแท้จึงจะรู้ว่าอะไรมันกระตุ้นเตือนให้เราเองไปชอบไปยึดถือไอ้นี่เป็นโสมนัสสกัดตังค์ดีใจปลื้มใจยินดีเอดส์อร่อยที่สุดก็ตัดแล้วจะเห็นดีในปัจจุบันนี้ยึดถือมันอยู่ที่ปฏิบัติการตัวนี้เป็น เรียกว่าเป็นจิตที่หลงที่สุดเรียกว่าสัตว์นรกอันชื่อว่าเปรตฟังให้ดีนะเป็นนามรูปของสัตว์นรกชนิดหนึ่งชื่อว่าเปรตเปรตเดินไปรับเศษเศษจากที่เราติดเราหลงยึดอยู่แหมไม่ได้กินอย่างนี้ไม่ได้ยาต้องไปดูนางสาวโป๊นางสาวแดงแล้วมันจะชื่นชุ่มฉ่ำใจถ้าไม่ได้เจ็บโอ้ยขอส่วนบุญอยู่นั่นแหละเมื่อไหร่เธอจะมาแสดงให้ฉันดูสักทีอย่างนี้เป็นต้นเรียกว่าสัตว์นรกเปรตเป็นนามธรรม มันอยู่ที่ข้างนอกกับนามของเราคือจิตที่ยังติดยึดมีอุปทานและจิตสร้างความคิดเห็นที่ผิดยึดผิดแล้วเราจะหวังเสพอย่างนี้ตลอดกาลไม่รู้จักล้างไม่รู้จักละไม่รู้ว่าเป็นแค่เป็นภัยหรือไม่ติดสิ่งอื่นไปเห็นรูปสนามมาแหม่มาแข่งเยอะยมมันต้องไปดูเอ็กไซส์ดีเห็นวงไพ่ไม่ได้เห็นขวดเหล้าไม่ตายเกิดเหล้าเป็นโรคทั้งนั้นเนี่ยจะมายกตัวอย่างตั้งแต่ตื้นๆตั้งแต่อบายมุขมาให้ฟังอธิบาย จะได้ปากแปลว่าหน้ามุขประมุขเนี่ยแปลว่าตัวนำใหญ่ทีเดียวดังนั้นอบายนี่คือความเจริญตัวนำหน้ามาเลยไปทำไม่เจริญปัญญาแปลว่าไม่ตายแปลว่าเจริญถ้าสักปลายากจึงเรียกว่าประกอบไปด้วยความเจริญก็ไม่เจริญแล้วเรามาแปลกันในภาษาไทยถูกเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเป็นหลงรูปเหล่านี้โดยไม่รู้ในความเป็นรูปเหล่านี้โดยไม่รู้ในความเป็นลูกและโดยเฉพาะไม่รู้จิตของเราที่เป็นนามธรรมไม่รู้โดยความเป็นนาม นอกจากรู้ไม่รู้ในความเป็นนามแล้วยังไม่เข้าใจเลยว่านามของเรานี่มันเจ๊แสนเจ๊ไปยึดมีอุปทานจิตมีตัณหามีราคะไปปิดเอาไอ้รูปขี้หมูขี้หมาเหล่านั้นมาด้วยไอ้ลูกของอบายมุขต่างๆมาด้วยเป็นนักเลงการพนันเป็นนักเลงยาเสพติดเป็นนักเลงผู้หญิงผู้ชายเห็นลูกหน่อยไม่ได้หรือไม่เห็นพอรูปของผู้หญิงผู้ชายกระทบหน่อยไม่ได้ยินเสียงเธอก็แหมหวานจริงชื่นใจบางคนติดเสียงบางคนติดรูปบางคนติดลิ้นเดี๋ยวนี้ก็กินลิ้นกันด้วยผู้หญิงผู้ชายเราต้องกินลิ้นกันด้วย ตรงไหนอร่อยมันให้ตายมันก็พูดถึงกายนี่มันสัมผัสเสียดสีกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วผู้หญิงผู้ชายกายไม่ต้องพูดถึงสัมผัส 7 สีหมดแล้วก็เป็นมันที่ใจแต่อร่อยที่ใจจะเป็นรถเป็นชาติที่ใจนี่เรียกว่าเราไม่รู้ลูกและก็โดยเฉพาะไม่รู้นามคือจิตของเราที่มันวิปลาสจิตของเรามันวิปลาสมีชอบมีทางมียึดถือไว้เพราะฉะนั้นเราจะต้องอ่านดูให้รู้รูปนามอย่างนี้อย่างยาวถ้ารู้แล้วส่งภาพเต็มจากวัตถุกามเสียก่อนในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้า สอนได้หลายสูตรโดยเฉพาะอาตมาจำได้เดี๋ยวนี้คือโพธิราชกุมารและสูตรจงพรากตนจากวัตถุกามแบบนั้นเปรียบเหมือนดังกล่าวรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกมาจากน้ำแล้วเราค่อยมาทำไม้นี้ให้แย่งให้แห้งเกิดจากยางเหนียวอยู่ข้างในอีกเพราะงั้นถ้าเราเองเราติดยาเสพติดหรือติดเหล้าอย่างนี้เราก็ต้องให้เหล้าขวดเหล้ากับเราห่างกันซะก่อนขวดเหล้าเป็นรูปเป็นวัตถุกามบอกว่าเป็นวัตถุลูกแม้กระทั่งตัวเราเองที่ว่ามาแล้วเนี่ยโอ้โหยังมียางเหนียวน่าดูเลยตอนนี้เราต้องมาทำอย่างเดียวให้แห้งเหนียวออกมามันเป็นยังไงมันถึงจะเป็นเหนี่ยวไป ขวดเหล้าไม่หยุดเลยตั้งแต่แหมทุรนทุรายพากายอันนี้ดิ้นดิ้นประภาสขวดเหล้าหนอขวดเหล้าหนอขวดเหล้าหนอนึกถึงแต่ขวดเหล้านึกถึงแต่วงเหล้าลูกจะเกิดรถจะเกิดกลิ่นก็เกิดโอ้ยจะโหยหาอาวรณ์บางทีก็ลงแดงโอ้ๆเลยคนหนักๆอาการหนักหนักหรือเรื่องอื่นก็เหมือนกันอบายมุขอื่นก็เหมือนกันติดการพนันเป็นผู้หญิงผู้ชายที่การละเล่นการระเหิดก็เหมือนกันติดยอดชายเมฆสุวรรณก็เหมือนกันนั่นแหละอยากจะปฏิเสธ ผมไม่ได้ไปเสพแต่ไปดูหนังไม่ได้ไปแล้วก็มันก็จิตใจมันก็เหมือนกับไม้ที่ชุ่มได้อย่างจะต้องรู้ยางเหนียวของเราให้ได้มันออกไปมันไปทำงานทีนี้การรู้ยางเหนียวด้วยจิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน