140912 การฝึกจิต บรรยายโดย สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
140912 การฝึกจิต บรรยายโดย สมณะโพธิรักษ์
การฝึกจิต บรรยายโดย สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 12 กันยายน 2514
อุบายวิธีในการฝึกจิต ปฏิบัติตนให้ใจเราสูงขึ้นพ้น เป็น "อาริยะ" และที่สุดเจริญจน "พ้นทุกข์" ได้นั้น ก็มีอุบายวิธีมากมายหลายแบบอย่างอยู่ ทว่าการที่จะปฏิบัติ อย่างไรๆก็ตาม จะต้องเป็นด้วยวิธีที่จะปฏิบัติ โดยวิปัสสนาทั้งหมดตลอดเวลา ตามที่พระสารีบุตรท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า จงพยายามทำให้แก่ตัวเองทุกเวลา อย่าให้เสียขณะ คำว่า "อย่าให้เสียขณะ" ของพระสารีบุตรหมายความว่าทุกลมหายใจเข้าออก หรือยิ่งกว่านั้น เราต้องพยายามทำความยิ่งกว่านั้น ในเวลาอันจะนับเป็นวินาที หรือเป็นอะไรก็ตามแต่ สมัยโน้นเรายังไม่มีโมงยาม นาที วินาที อันละเอียดยิบดังปัจจุบันนี้ ท่านก็เรียกว่า "ขณะ" เพราะฉะนั้นถ้าเราได้พึงปฏิบัติ ได้กระทำตนให้มีสติควบคุม และก็ตามรู้ตามเรียน ตามตัดกิเลส ให้ได้ตลอดเวลาด้วย มันก็จะเกิดผลแก่เราเอง โดยนัยเดียวกัน ที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า "ขอให้ทุกคนจงอยู่ในความไม่ประมาทเถิด" คำว่า "ไม่ประมาท" อันนั้นคล้ายๆกัน หรือว่านัยเดียวกันกับที่ พระสารีบุตรท่านว่าไว้ "จงพยายามทำขณะทุกขณะอย่าให้เสีย" อันเดียวกัน เพราะเหตุนั้นถ้าใครเข้าใจแล้ว จะเข้าใจได้ทีเดียวว่าพระพุทธ เจ้าท่านตรัสแต่ละคำๆนี้ ในสมัยโน้นของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ มันกินความมาก มายก่ายกองเสียเหลือเกิน กินความลึกซึ้งเสียเหลือเกิน เมื่อนำมาพูดมากล่าวกันในสมัยนี้ เพราะเหตุนั้นถ้าเราเข้าใจไม่ได้แล้วละก็ เราจะทำให้มันเสีย ทำให้มันเพี้ยน ทำให้มันผิด เราไปตีความเอาแต่แคบๆ แล้วมันก็เสียประโยชน์ ถ้าเราพยายามตีความให้มันลึกเข้าไปแล้ว เราจะได้ประโยชน์ เช่นเดียวกันกับที่ท่านตรัสเอาไว้ว่า "ปาณาติปาตา เวรมณีฯ" อย่าฆ่าสัตว์ เดี๋ยวนี้คนก็พยายาม
อ่านต่อ
จะตีความเอาว่า อย่าฆ่าสัตว์เท่านั้น และฆ่าสัตว์ในที่นี้ บางคนหมายเอาถึงขนาดอย่าฆ่าสัตว์ใหญ่ ถ้าฆ่าสัตว์มีโทษมีพิษหรือสัตว์เล็กไม่เป็นไร แล้วเขาก็ฆ่าสัตว์มีโทษมีพิษและสัตว์เล็กๆต่างๆ เช่น งูพิษ ยุง มด เป็นต้น ซึ่งที่จริงแล้วพระพุทธองค์ไม่ได้หมายความว่า จะให้คนทำผิดที่พระพุทธบัญญัติอยู่ แล้วๆเล่าๆเท่านั้น แต่พระพุทธบัญญัตินั่นน่ะ ต้องการที่จะให้คนทำให้ยิ่งกว่าที่ตรัสเอาไว้เสียด้วยซ้ำ โดยนัยที่ว่าอย่าฆ่าสัตว์ แทนที่เราจะไม่ฆ่าสัตว์ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ทั้งทุกสิ่งทุกอย่างในโลก สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ สัตว์น้อยจนกระทั่งไม่เบียดเบียนอะไรใครเลย กลับไปบอกว่า ท่านไม่ให้ฆ่าสัตว์ใหญ่ และอย่างน้อยที่สุด ใครมา บอกว่า แม้แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ เราก็ไม่กิน เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้บริสุทธิ์มากขึ้น ไม่ เป็นเชื้อหรือไม่เป็นผู้มีกรรมร่วม ในการกระทำการฆ่าสัตว์ นั่นสิจึงจะถูกจึงจะดียิ่งขึ้น ถ้าแม้ว่าเราไม่กินเนื้อสัตว์แล้วไซร้ แน่นอน เราจะไปมีกรรมร่วมในการฆ่าสัตว์ได้อย่างไรในโลก โดยเหตุนั้นแทนที่เราเองจะทำให้ถูกยิ่งขึ้น เรายิ่งไปตีความให้สั้นเข้า ให้มันใกล้เข้า ให้มันไม่บริบูรณ์ มันก็ยิ่งเสียใหญ่ เช่น อทินนาทานา เวรมณีฯ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้อย่างนี้ ก็ไม่ได้ตีความหรือพยายามที่จะทำความเข้าใจในอัตถสาระ เนื้อหาให้ลึกยิ่งขึ้นๆ คำว่า อทินนาทานา เวรมณีฯ ของท่าน หมายความว่าอย่าพยายามไปบังเบียดใครเลยไม่ว่าในกรณีใดๆ ทินะ แปลว่าให้ อทินนะ แปลว่าสิ่งที่ไม่ให้ ทานะ แปลว่าให้ อทินนา คือคำที่ว่า "ไม่ให้" ทานคือคำที่ว่า "ให้" ให้พิจารณาสิ่งที่ให้ และสิ่งที่ไม่ควรให้ตามแต่ควร ให้พิจารณาอย่างนั้น และถ้าเรา "ไม่ให้" ก็คือลักษณะอาการของการยังยึด ยังเห็นแก่ตัว ยังเอาไว้ ถ้าการ "ไม่ให้" มีมากเท่าใด มันก็ยังได้ชื่อว่า เป็นข้าศึก เป็นบาป เป็น "เวร" อยู่มากเท่านั้น เวรมณี หมายถึง "เจตนาที่จะไล่บาปไล่เวร" จึงไม่ควรทำให้เกิดการ "ไม่ให้" ให้ได้ในตนมากที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ทุกขณะ ศีลของท่าน ท่านตรัสเอาไว้อย่างนั้น โดยแท้จริงแล้วไม่ได้กินความแต่ว่าให้หรือไม่ให้ แต่กินความถึงว่า "ให้" ให้-ให้หมด แต่ที่จะให้หมดได้หรือไม่ได้นั้น อยู่ที่บุคคลต่างหากล่ะ ถ้าใครสามารถให้ได้ ให้หมดได้ ผู้นั้นก็ไล่บาป ไล่เวรไปหมดได้มากเท่านั้น ถ้าให้ยังไม่ได้ ก็ให้ทำไปตามระดับๆ ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา ถ้าใครสามารถให้ได้ บอกว่าฉันมีเงินล้านนึง เอ้า! ฉันให้ เอาไปเลยล้านนึง แล้วเลิกกัน แล้วฉันก็ออกหนีบวช หรือว่าออกไปบำเพ็ญอย่างสูงสุด ตนทำได้อย่างนั้น อย่างพระพุทธเจ้าทำก็ทำซี พระพุทธเจ้าท่านไม่ห้ามเลย แต่ว่าเราทำได้ไหมล่ะ? เป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือไม่เดือดร้อน ไม่เจ็บปวด ไม่ทุกข์ทรมานใจเราไหมล่ะ? ถ้ามันไม่ทุกข์ทรมานใจเรา มันไม่เจ็บปวด มีทรัพย์สมบัติทั้งหมดแล้วโยนโครมลงไปเลย เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านทำ เหมือนอย่างพระยสะทำ เหมือนอย่างเจ้าชายต่างๆทำ พระภัททิยะครองราชย์อยู่ดีๆ ออกจากราชสมบัติแล้วออกมาบวชดื้อๆ ทิ้งราชสมบัติออกมาเสียให้คนอื่นครองราชย์ อย่างนี้เป็นต้น มันก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเผื่อว่าจะทำและทำได้ด้วย เพราะเหตุนั้นเองแหละเราจึงจะต้องพยายามที่จะเข้าใจให้ได้ อทินนาทาน เดี๋ยวนี้มาตีความให้มันใกล้ขึ้น เพียงแต่อย่าไปหยิบเอาของคนอื่นที่เขาไม่ให้นะ ใช่ไหม? ถ้าหยิบเอาของคนที่เขาให้ เอาได้ หรือแม้แต่บางที ของนี้ถือวิสาสะเอา ให้หรือไม่ให้ ไม่เข้าใจ ตีขลุมเอาว่าให้ แล้วก็หยิบเอา ไม่ใช่แค่นั้นเลย ความหมายของอทินนาทาน มันหมายไกลยิ่งกว่านั้น มันหมายไปถึงโน่นแน่ะ อทินนาทาน หมายความถึง อย่าไปเอาของเขาที่เขาไม่ให้ที่เป็นวัตถุและแม้ที่สุดถ้าว่าไม่เอาของเขาแล้ว อย่าไปแย่งสิ่งที่เราไม่ควรจะไปแย่ง เป็นต้นว่าจะไปแย่งเอาลาภ ก็อย่าไปแย่งเขา เพราะเขาต้องหวงโดยจิต เขาไม่ให้โดยจิต แต่ ปากเขาไม่พูด แต่เขาก็ไม่อยากให้ลาภใดๆ แก่ใครหรอก ใครอยากได้ล่ะลาภ? เช่นว่ามี "ลาภ" ก้อนหนึ่ง คนนี้ก็ควรจะได้ คนโน้นก็ควรจะได้ ใครก็อยากจะเอา เพราะฉะนั้นอย่าไปแย่งเขา ลาภก็อย่าไปแย่งเขา ถ้าจะให้ละเอียดขึ้นไปอีก ยศก็อย่าไปแย่งเขา ไม่ต้องไปแย่ง แม้แต่กระทั่งยศชั้น และให้สูงขึ้นไปอีก แม้แต่สรรเสริญ ความยกย่อง เชิดชู ก็อย่าไปแย่งจากเขา อย่าไปแย่งเอาลาภ อย่าไปแย่งเอายศ อย่าไปแย่งเอาสรรเสริญ ให้ดียอดดีขึ้นไปอีก สูงสุดอย่าไปแย่งเอา แม้กระทั่งความสุขจากผู้อื่น คำสอนของพระพุทธเจ้าสูงอย่างนี้ และเป็นจริงดังนี้ด้วย เพราะฉะนั้นจึงอย่าไปพึงแย่งอะไรใครๆเลยได้เป็นดีสุด ในศีล ในข้อห้ามทั้ง 5 ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้กินความแค่ว่าตื้น ทุกคนในขณะนั้นตีความว่าตื้นหมด แม้แต่อาตมาไปบอกว่า อย่ากินเลยเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านไม่ฉันหรอกเนื้อสัตว์ เขาก็หาว่าเป็นลูกศิษย์เทวทัต มาสอนทำไม คือลูกศิษย์เทวทัตน่ะ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านฉันเนื้อสัตว์ แล้วก็เถียงกันข้างๆคูๆ อาตมาบอกว่า กำลังไปผิดศีลปาณาติปาตานะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสปาณาติปาตาฯ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้ฆ่าสัตว์เท่านั้น แต่หมายความว่า อย่าเป็นเวรเป็นภัยต่อสัตว์ทั้งปวง คิดให้ดีๆ เขาก็เถียงน่ะ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุอะไร แต่อาตมาเคยพูดเสมอว่าอาตมาไม่เถียงด้วย แต่ถ้าเผื่อว่าจะเข้าใจด้วยเหตุผล ก็บรรยายสู่กันฟังได้ แต่ถ้าเข้าใจว่าจะมาเถียงเพื่อเอาเหตุแพ้ เหตุชนะแล้ว อาตมาไม่เถียง อาตมาแพ้ให้ทุกคน อาตมาไม่เอาชนะกับ ใครหรอก เพราะฉะนั้นแม้แต่ปาณาติปาตาเวรฯ ที่อาตมาพูดอธิบายอยู่และหมายถึง ก็ไม่ยอมเข้าใจ แทนที่เราจะทำตน น้อมใจ ตีปัญญาของเราให้เข้าใจให้ได้ว่า มันหมายความไปถึงขนาดเราไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย เราไม่เป็นเชื้อ ไม่เป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้เขาฆ่าสัตว์มาขายให้เราที่ตลาดด้วย ถ้าเราเข้าใจให้ได้อย่างนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราจะ "เถียง" เขาเพื่อเอาชนะว่า เราอยากจะกินเนื้อสัตว์อยู่ก็เชิญกินไปซี ไม่เป็นไรนี่ ถ้าเขาจะตีความให้มันตื้นขึ้นอย่างนั้นก็เชิญกิน ใครจะ "เถียงเพื่อจะกินเนื้อสัตว์" ก็กินไป อาตมาไม่ว่าอะไรนี่ ก็คนนั้นเขาเถียงเพื่อเขาจะกินเนื้อสัตว์ก็กินไปเลย ไม่ต้องไปเถียงให้มันยากเลย ไม่เห็นเป็นไร แต่ถ้าเราจะ "เอาปัญญา" จะเอาความเข้าใจว่า เราจะไม่ทำบาป เดือดร้อนให้แก่สัตว์โลก ไม่เบียดเบียนอะไรให้แก่สัตว์โลกทุกประตูแล้ว เราก็ควรจะทำปัญญาให้มันเกิด ทำ ความเข้าใจให้มันได้ แต่ถ้าจะมาเถียงเพื่อเอาแพ้ ชนะ โดยเหตุที่ว่า เพื่อเราจะกินเนื้อสัตว์ ไม่เอาล่ะ ฉันจะไม่ตามเธอ เพื่อว่าจะกินเนื้อสัตว์ ก็กินไปซี ไม่ต้องมาเถียงเลย อาตมาก็ถึงบอกว่า พวกนี้แหละ เราต้องทำความเข้าใจความแท้จริงอันสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนเอาไว้ให้ดี และให้สูงขึ้นด้วยปัญญาวิปัสสนา ถึงได้ยกตัวอย่างให้ฟังนี้ ไม่ใช่หมายความว่า มันเป็นของลึกลับซับซ้อนอะไรด้วยซ้ำไป ในบางเรื่อง บางคำสอน มันลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่า ก็เมื่อปฏิบัติเข้าไปถึงจิต แม้กระทั่งเรามา "นั่ง" (ทำสมาธิ) เมื่อมา "นั่ง" แล้วไม่เข้าใจรายละเอียดของมันได้ถูกต้องตรงทางเลยว่า เรามานั่งทำไม เรามานั่งเพื่อจะเอาสวรรค์เอาวิมาน จะเอาความเป็นเทวดา เอาความเป็นพรหม เอาความเป็นอสัญญีสัตว์หรือเปล่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้นมาเลย ไม่ได้พยายามที่จะให้เข้าใจอย่างนั้นด้วย เรามา "นั่ง" เพื่อที่จะ "เอาปัญญาญาณ" เมื่อเกิดปัญญาแล้ว เอาปัญญามาช่วยให้เราหลุดพ้นได้เรียกว่า "ปัญญาวิมุติ" เมื่อได้ปัญญาแล้ว เอาปัญญานั้นมาพยายามทำตัวเองให้เกิดวิมุติในจิตเรียกว่า เจโตวิมุติอีกชั้นหนึ่งก็เป็นวิมุติ 2 ส่วน เราจะเอามาทำอย่างนั้นต่างหากล่ะ ถ้าเผื่อว่าเราไม่เข้าใจให้ได้ว่า ปัญญาวิมุติกับเจโตวิมุติ มันแตกต่างกันอย่างไร เราจะโมเมๆ ว่า เหมือนกันแหละ นิพพานเหมือนนิโรธ หรือนิโรธเหมือนสุญญตา มันก็พอเข้าใจได้ แต่ว่าเข้าใจในชั้นสูงขึ้นไปแล้ว ถ้าเราแยกไม่ออกก็โมเมปนกันไปหมด เพราะที่จริงมันไม่เหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อเรา "ดับจิต" หรือเรา "นั่ง" ทำเพื่อดับจิต อย่างนี้ก็โมเมๆไปเลอะเลย เลอะจริงๆด้วย มันจึงเลอะกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ละแห่ง แต่ละสำนัก ไม่เหมือนกัน สำนักวัดปากน้ำ ก็บอกว่าเป็นทางตรงทางเดียว ยืนยันว่า นี่แหละทางตรงที่สุด ต้องอย่างของสำนักวัดปากน้ำนี่แหละ ต้องมาสร้างดวงแก้ว สร้างรูปนิมิต จนกระทั่งจะเห็นกายธรรม เห็นกายของพระอาริยะต่างๆ กายพระโสดา กายพระสกิทา เห็นไปจนกระทั่งกายของพระอรหันต์ กายของพระอรหันต์อย่างหยาบก็มีรูป อย่างละเอียดก็มีรูป และพระพุทธเจ้าเขาก็มีรูป นั่นซิ ขนาดพระพุทธเจ้าท่านศึกษาไปจนถึงอุทกดาบส สอนไปให้ถึงขั้นอรูปฌาน ขั้นอรูปฌานนั้นไม่มีรูปแล้ว เมื่อสิ่งที่ไม่มีรูปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านยังบอกว่าสิ่งนี้ยังไม่ได้เรียนรู้ทางที่ถูก หรือได้สิ่งที่สูงอะไรเลย ขั้นมีรูป คือ ถึงขนาดรูปฌาน แต่ถ้าใครยังไปหลงปั้นให้พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ ยังมีรูปอยู่อีก มันจะกลับไปหาอะไรอีกล่ะ มันก็วนเวียน มันก็กลับไปหาสิ่งที่เรียกว่า ไปสร้างสมมุติอีกที ซึ่งโดยความจริงพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าใดๆนั้น มันยิ่งกว่าไม่มีรูปเสียอีก เพราะทุกองค์ท่านปรินิพพานไปสิ้นแล้ว หรือแม้จะบอกว่ากายพระอรหันต์ของเราเอง ที่ซ้อนอยู่ในตัวเราเอง กายนั้นก็เป็น "สุญญตาธรรม" จะมีรูปมาแต่ไหน เมื่อไปยืนยันสร้างสมมุติอยู่ เราก็เอาสมมุตินั้นมายึด และก็เป็นรูปสมมุติเอาจริงๆด้วย ที่อุตส่าห์ไป "หลง" เสียเวลาสร้างจากที่ไม่มีให้ "มี" แล้วก็จะมาทิ้งให้เป็น "นิพพาน" คือไม่มีอีก หนักหนากันแค่ใด ลองคิดดู พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ยึด แม้กระทั่งนิพพานเป็นที่สุด ไม่ให้ยึดแม้กระทั่งนิโรธ ท่านตรัสกับพระอานนท์ ท่านบอกว่า แม้กระทั่งนิพพานก็จงอย่าไปยึด ท่านตรัสเลย มีอยู่สำนวนหนึ่ง อาตมาจำสำนวนไม่ได้ละเอียด ที่พระอานนท์ท่านถามถึง บอกว่าเมื่อพระอรหันต์ผ่านเข้าไปถึงนิพพานแล้ว อารมณ์นิพพานนั้นเป็นอย่างนั้นอยู่อย่างนั้นแล้วเราพึงควรมีความสุขอยู่กับอารมณ์นิพพานนั้นหรือ? พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบกับพระอานนท์ว่า ถ้าเพื่อนๆ ที่เป็นอรหันต์นั้นได้นิพ พานนั้นแล้ว หรือมีนิพพานเป็นวิหารธรรมนั้นอยู่ พระอรหันต์นั้นท่านควรจะยึดนิพพานนั้นอยู่หรือไม่ ท่านถามพระอานนท์ พระอานนท์ก็ตอบว่า ก็ไม่ควรจะยึด ดังนั้นแหละพระอานนท์ เพราะฉะนั้นนิพพานนั้นก็ไม่ควรจะยึดถืออยู่ด้วยในที่สุด ท่านก็ตรัสดังนี้ แล้วจะมามัวสร้างนิมิต สร้างของปลอมให้เนิ่นช้าอยู่ทำไม เอาความว่าง ความสูญ ความไม่มีอะไร หรือความเป็นสุญญตา ความเป็นนิพพานนั่นสิ เป็น "อารมณ์" เป็นสิ่งยึด เพราะฉะนั้นอารมณ์นิพพานเป็นอย่างไร เราเองบางคนก็อาจจะสัมผัส แต่ว่าไม่รู้ ทุกคนมี แต่ว่าเป็นสัมผัสนิพพานอย่างต่ำ อย่างสูง อย่างละเอียด มันมีจนไม่รู้กี่ชั้น เมื่อเรารู้อารมณ์ได้ เช่น เมื่อเรารู้อะไรทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นอารมณ์ ธรรมดาๆ ที่ไม่ว่างก็ได้ อารมณ์เหล่านั้นยังไม่นิยมจะนำมายึดถือ จะต้องปล่อยวาง ให้มันดับ มันว่างลง แล้วอารมณ์นิพพาน มันละเอียดอ่อน ไม่มีตัวไม่มีตนไปยิ่งกว่า เราก็จะไม่ยึดถือแล้วยังจะมายึดถือรูปพระอรหันต์ รูปพระพุทธเจ้า รูปพระอะไรๆอยู่ เขาก็ยังยืนยันว่าของเขา เป็นของแท้ ของจริง อาตมาไม่ได้หมาย ความว่า จะมาปรักปรำ ของสำนักวัดปากน้ำ ว่ามันผิดทางไปสู่ความสูง ก็ไม่ใช่หรอกนะ ถูก ถูกอยู่เหมือนกัน ของสำนักวัดปากน้ำก็ถูก แต่ถูกของเขา ไม่ใช่ถูกแนวตรงของพระพุทธเจ้า เป็นการไปสร้างสมมุติ ถูกเป็นการไปสู่ที่สูงได้เหมือนกัน แต่ช้าๆ อาตมากล้ายืนยันได้ว่าช้า เพราะเหตุว่าเมื่อไปหลงสมมุติแล้วจะช้า เพราะจะมีห่วงหลงยึดเกาะ เหมือนกับคนเรามีเงินอยู่แสนหนึ่ง จะพยายามทำบุญทำทาน ให้มันหมดแสนเสียก่อน แล้วค่อยออกบวช ทำไปทีละร้อย ทีละพัน ทีละหมื่น ทำไปกว่าจะหมดแสนนานทีเดียว พระพุทธเจ้าท่านบอก อย่าเนิ่นช้า ท่านตรัสกับพระอนุรุทธ อย่าเนิ่นช้า ธรรมะอีกข้อ 1 ท่านตรัสเลย บอกว่า ธรรมะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกสิ่งหนึ่งก็คือ เราอย่าหัดเป็นคนเนิ่นช้า เพราะฉะนั้นมีแสนหนึ่ง จะให้มันหมดเร็วๆ จะให้มันวาง จะให้มันเลิก เอาไปเลยแสนหนึ่ง โยนโครมไปเลย แล้วมันลัดไหม? แทนที่จะกะปริดกะปรอย ทีละร้อย ทีละพัน ทีละหมื่น อยู่นั่นเอง ไม่หมดสักที เพราะฉะนั้นบอกว่ามันก็ถูก การทำบุญทีละร้อย ทีละพัน ทีละหมื่น มันก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าเราต้องพิจารณาให้ดีว่า เราทำไปนี่ทำเพื่อหวงเอาไว้ หรือทำเพื่อจะให้หมด ถ้าเราทำเพื่อจะให้มันหมดก็ต้องรีบๆละๆๆ รีบๆวางๆๆ รีบๆให้-ให้-ให้ หรือไม่ยึดเอาไว้ ไม่สะสมไว้ ไม่ให้มีอยู่ที่เรา เราจะต้องว่างลง เหลือแต่ความเป็นผู้ไม่มีอะไรเลยให้ได้ แล้วยังจะไปมัว "สร้าง" ก่ออะไรมาสะสมไว้อีกทำไม? เราเองก็กระทำเพื่อให้มันหมด แม้แต่ชีวิตของเราเองใช่ไหม? ถ้าชีวิตของเราเอง เราก็ไม่ต้องการให้มันอยู่ในโลกนี้ ให้มันเป็นนิพพานสูญสิ้นดับ สูญจนหมดเกลี้ยงจริงๆแล้วละก็ เป็นสุญญหมดเลย ว่างเปล่า เราก็จะต้องให้มันหมด ก็เมื่อวัตถุมันยังไม่หมด ตัวมันจะหมดได้อย่างไร? เมื่อวัตถุมันหมดแล้วตัวมันถึงจะหมดตาม พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านสอนสาวกของท่านทุกคนทุกองค์ มีตัวอย่างที่ไหนในประวัติพระพุทธองค์ว่าสาวกของพระพุทธองค์ทุกองค์ที่สู่ที่สูงน่ะ ไม่ละทิ้งสมบัติ แต่ออกมาเป็นอรหันต์มีไหม? ไม่มี ยกเว้นพระราชบิดาของพระพุทธองค์ พระราชบิดาน่ะป่วย แล้วท่านก็เหมือนกับวาง เมื่ออายุแก่มากแล้วท่านไม่ได้ห่วงแล้ว พระราชบิดาของพระพุทธองค์ ท่านเพียงนอนอยู่ในที่ เพราะประชวรหนัก และจิตของท่านก็ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างลงได้จริงแล้ว ท่านไม่มีอายุพอที่จะอยู่แสดงการทิ้งสมบัติวัตถุจริงๆ ให้คนเห็นเท่านั้น แท้จริงท่านวางลงได้จริงๆ คนเห็น "จิตที่วาง" เห็น "จิตที่ว่าง" ไม่ยึดถือจริงๆ ของท่านไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนอื่นๆ ก็ละกองสมบัติมาทั้งนั้นแหละ ละหมด ละกองสมบัติ ละบ้านช่อง เรือนชาน ข้าวของทุกอย่างมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจะยืนยันว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนให้ละ ไม่สอนให้ทิ้ง ไม่ได้ แม้ใครทิ้งสมบัติได้แล้ว บางคนยังต้องมาปฏิบัติ "ใจ" อีก เพื่อที่จะหมดความยึดถือ อันยังมีการเกาะ การสมมุติ การหลงอยู่ในจิต มันจึงเป็นของยากอยู่ เรายังลูบคลำของอยู่ เราไม่ทิ้งแล้ว เราเองเราจะบอกว่า เราจะปฏิบัติมันไปทั้งๆที่ของยังไม่ทิ้งนี่แหละ มันจึงไม่ได้ ถ้าทิ้งแล้ว แล้วมาปฏิบัติ จนกระทั่งใจหยุดแล้ว ทีนี้กลับไปหาของได้ ตอนนี้แหละกลับไปหาของได้อีก ของจึงไม่ยึดไม่ติด เพราะใจเราไม่รับ ใจเราไม่เอา แต่ถ้าเรายังไม่ได้ทิ้งของ แล้วมาฝึกใจ ให้มันขาดในขั้นต้นนี้แล้วละก็ไม่ได้ ปากพูดปาวๆๆไม่ได้หรอก ต้องทิ้งของนั้นก่อน แล้วเราออกมาจนกระทั่งของมันหมดเรียบร้อยแล้วจิตสะอาด จึงจะเข้าไปคลุกคลีกับของใหม่ได้ คราวนี้ไม่ติด เพราะฉะนั้นจะต้องทำอย่างนี้ ยิ่งพวกสอนธรรมะบางพวกเล่น "สมมุติความว่าง" ขึ้นมาเลย แล้วตะโกนกันปาวๆว่า ไม่ต้องทิ้ง ต้องละอะไร แต่ให้ "เสพอยู่บนความว่าง" ก็ได้ ที่ "เสพ" นั้น มันก็เป็นไปด้วยความยึด ความอยาก ความอร่อย ความเพลิดเพลิน เป็นความหลงอยู่แต่ต้นแล้ว จะเป็น "ความว่าง" ได้อย่างไรกัน? มันจึงเป็นเพียงปากพูดโก้ๆ วันนี้เรามีเวลาเพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งนั่งก็อย่างเก่า ใครจะนั่งด้วยวิธีไหน ใครจะเอาอารมณ์อะไรมายึด ใครจะเอา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ใครจะเอากสิณอะไรๆ มาก็เอาเถอะ เป็นแต่เพียงว่า เรามาใช้เป็นบาทฐาน เป็นอุบายให้ตัวเราเอง เข้าสู่สภาวะสงบ ระงับ เข้าสู่ภาวะนิ่ง ดิ่ง จะลืมตาหรือหลับตาก็ได้ ถ้าเราสามารถลืมตาได้ก็ยิ่งเก่ง หลับตาเสียก่อน มันก็ง่ายกว่าลืมตา เมื่อนั่งเข้าไปได้แล้ว ดิ่งเข้าไปได้แล้ว ก็พยายามทำเอกัคคตารมณ์ คือ พยายามทำความเป็นหนึ่งในจิต ให้จิตมันอยู่ในทวารเดียว จะเปิดทวารกาย หรือเปิดทวารหูก็ตามแต่ ในขณะที่เราตีเสียว่าทวารปาก ทวารตาของเราหลับลง ทวารปากของเราปิดแล้ว ทวารจมูกของเรา ก็พยายามปิด มันไม่รับกลิ่น เหลือแต่ทวารหูกับทวารกาย เราก็เลือกเอาเสียทวารหนึ่ง อาตมาเห็นว่าทวารหูนี้แหละ มันรู้สึกว่องไวกว่าทวารกายด้วยซ้ำไป เราทิ้งกายยังดีกว่า หรือง่ายกว่าทิ้งหู หูนี่ เรารู้สึกว่าจะรับเสียงได้ไว หรือว่ารับได้เป็นประตูสุดท้าย ช้านานกว่า ถ้าทำให้มันได้ ให้มันเป็นเอกัคคตารมณ์ หรือเอกัคคตารมณ์เปิดทวารเดียว ถ้าใครสามารถจะดับทวารหูได้ด้วย หมดทั้ง 5 ทวาร ในทางกาย เหลือแต่ทวารใจให้ได้เลย ก็ยิ่งดีใหญ่ ถ้าเหลือแต่ทวารใจแล้ว จะทำอย่างไร? ในขณะที่นั่งลงไป หลับดิ่งเข้าไป เหลือแต่ทวารใจแล้วไซร้ เราก็พยายามพิจารณาใจของเราเอง ว่าใจของเราขณะนั้น มันกำลังคิดเรื่องอะไร มันกำลังคิดนอกตัวเรา หรือมันกำลังคิดในตัวเรา ในขณะที่มันกำลังคิดอยู่นอกตัวเรานั้น หมายความว่า จิตของเราเดินทางไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ไปอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง หรือไปอยู่กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เมื่อไปอยู่ที่นั้นแล้ว เราก็พิจารณาดูว่า เรื่องที่เรากำลังคิดถึงนั้น มันจะเป็นคนหรือสถานที่ก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ปรุงแต่งด้วยกิเลส ตัณหา อันประกอบไปด้วยกามคุณ 5 หรือเปล่า ถ้ามันไม่ใช่ มันเป็นการพิจารณาธรรมยังใช้ได้ ให้พยายามพิจารณาธรรมลงไปว่า มันเป็นธรรมเรียกว่า ธรรมวิจยะ พิจารณามันลงไป อันไหนผิด อันไหนถูก พิจารณาธรรม คือพิจารณาข้อผิด ข้อถูก ข้อควรและไม่ควร หรือข้อดีและข้อชั่ว อันไหนชั่วละทิ้ง เหลือไว้แต่ดี และในสิ่งที่ดีนั้น เราก็พิจารณาซ้อนลงไปอีกว่า มันมีชั่วอยู่อีกไหม ในดีนั้นมันก็ยังมีชั่วอีก พิจารณาซ้อนลงไปในดีให้ได้อีกว่า แบ่งออกมาเป็นชั่วปนอยู่ในตัวมันได้อีก เอาชั่วทิ้งไปเสีย เหลือแต่ดีส่วนที่ละเอียดเข้าไว้อีก ทำอย่างนี้แหละ คือ อาการของการปฏิบัติให้ถึงจุดที่เรียกว่า ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี่แหละคือ โอวาทปาฏิโมกข์ ของพระพุทธเจ้าให้ทำดังนี้ ลองนั่งดู ลองพยายามซิ ถ้าใครไม่ให้จิตออกไปนอกตัวเลย มันปรุงอยู่แต่ในตัวนี่ คิดถึงเรื่องธรรมะ ยิ่งยกหัวใจธรรมมาปรุง มาวิจัย หรืออ่านจิตของตัวเราเอง ในใจเรานี่ ไม่โลภ ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่เกลียดอะไรอยู่ อ่านให้ได้ชัด มันยิ่งดีใหญ่ แล้วมันจะปรุงเป็นธรรมได้แล้ว อยู่ที่ตัวเราเองได้ ตัวเองเป็นคนรู้ ลองดู ลองดูซิ จิตเราเป็นอย่างไร มันหลับไปมากกว่าตื่น หรือตื่นมากกว่าหลับ พระพุทธเจ้าท่านให้เป็นคนตื่นอยู่เสมอ ในตลอดเวลาต้องรักษาจรณะ จรณะตัวนี้ ก็หมายความว่าการประพฤติเป็นอยู่ มีการประพฤติการเป็นอยู่ อย่างตื่นอยู่เสมอ เรียกว่าจรณะ ผู้ที่สำรวมดีแล้วเรียกว่าจรณะสัมปันโน พระอรหันต์นั้นจะต้องมีจรณะครบ 15 คือเป็นอยู่อย่างบริบูรณ์ มีตั้งแต่ศีลก็ได้บริสุทธิศีล อินทรีย์ก็บริสุทธิ์ทั้งอินทรีย์ มีการรู้ตัว สำรวมกายทวารทั้ง 5 ใจทวารอีก 1 สำรวมทั้ง 5 ทวารและทวารใจพร้อม และก็มีอย่างอื่นประกอบด้วย เช่นว่า ในการกินอาหารก็รู้จักกิน เพราะเหตุว่าเราจะต้องเป็นผู้ยังกินอาหารอยู่ในตน คนทุกคนที่ยังไม่ตาย ต้องกินอาหารอยู่ เพราะฉะนั้นกินอาหารจะต้องควบคุมดูแล ไม่หลงในรสในชาติ ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เขาจะบำรุงบำเรอ ที่เขาจะปรนเปรอมาทุกอย่าง ต้องเป็นผู้รู้ในการกินอยู่ทุกเวลา จึงเรียกว่าจรณะสัมปันโน จะต้องเป็นผู้มีชาคริยานุโยคะ จะต้องเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ ชาคริ ชาคริยา เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ จะต้องเป็นผู้มีศรัทธา ในสิ่งที่เราได้กระทำมาแล้วนี้ ว่าเป็นของดีจริง ของสูง ของควรอบรมให้มันเป็นอยู่อย่างนี้เสมอ เป็นผู้มีหิริ ละอายต่อบาปต่างๆ สิ่งที่เลวต่างๆ ที่จะมาชักจูงให้ตัวเองผิดไปจากจรณะสัมปันโนนี้คือควรไม่ควร คือโอตตัปปะ เป็นผู้กลัวต่อสิ่งที่จะทำให้ผิดแปลกออกไป เป็นผู้มีพหุสัจจะ พึงเพียรสดับตรับฟัง ค้นคว้าเสาะหา หาความรู้ความจริงที่มันจะมีขึ้นมาตลอดเวลา ให้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่หยุดอยู่ที่เก่า ให้มันมีปัญญาเพิ่มขึ้น เข้าใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ เรายังไม่ถึงสัมมาสัมพุทโธเมื่อไรละก็ เราก็พยายามให้มันมีความรู้ ความเพิ่มเติมมากขึ้นเรียกว่าพหุสัจจะ นอกจากพหุสัจจะแล้ว เราจะต้องมีวิริยะ ความพากเพียรเป็นอยู่อย่างดี มานะ บุกบั่นไปเสมอ แล้วก็จะต้องมีสตินี่แหละ ตัวสำคัญ ควบคุมตัวเองไปตลอดเวลา นอกจากเป็นผู้ตื่นอยู่ รู้ตัวแล้ว ก็จะต้องมีสติ เป็นผู้ระลึกควบคุมในทุกๆแห่ง ทันในทุกๆอย่าง เรียกว่าสติ มีปัญญาแล้ว นอกจากจะทันทุกๆอย่างแล้ว ก็ต้องมีปัญญา คือมีความเฉลียวฉลาดเหนือกว่าทุกๆเวลา ทุกๆขณะ ทุกๆอย่าง ที่เราจะต้องตัดสินออกไปด้วย ต้องใช้ปัญญา นอกจากมีปัญญาก็จะต้องมีปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาม มีฌานเป็นขั้นๆ ตามลำดับขั้นขึ้นเป็นอนุโลมปฏิโลม หมายความว่าพิจารณาและก็ตัดความพิจารณาไปแล้วก็ตัดสินในสิ่งที่ถูก จนกระทั่งถึงจตุตถฌาน ก็เหลือความสบาย ว่างเปล่าอยู่ในความเป็นหนึ่ง เอาฤทธิ์ของจตุตถฌาน คือจิตที่เป็นหนึ่งนั้นมาใช้งานก็ได้ด้วยหรือเราจะอยู่ในสุดท้ายจตุตถฌาน เราจะเหลือแต่อุเบกขารมณ์ คืออยู่ในความวางเฉย นิ่งเปล่าก็ได้ นั่นเรียกว่าอารมณ์ของพระอรหันต์ ซึ่งมีจรณะสัมปันโน จรณะความเป็นอยู่ สัมปันโนหมายความว่า ผู้ปฏิบัติอย่างดีที่สุดแล้ว สุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติอย่างดีที่สุด สัมปันโน ผู้ปฏิบัติด้วยดีด้วยชอบที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ใดได้จรณะสัมปันโนแล้ว ก็เป็นผู้อยู่สุข เป็นผู้ที่ไม่เดือดร้อนกายและใจ เดือดร้อน ก็รู้ว่า เดือดร้อน ต่อเมื่อเป็นประโยชน์โลก ถ้าไม่เป็นประโยชน์โลกหรือประโยชน์ธรรม เราก็ไม่ยอมเดือดร้อน เราก็จะเป็นผู้ที่อยู่ในอุเบกขาเท่านั้นเอง วางเฉยอยู่ อุเบกขาในภาษาธรรมดา ก็เรียกว่าวางเฉยอยู่ ถ้าอุเบกขาโดยที่เรียกว่า เราไม่แตะต้องกับอะไรเลย เราเฉยจริงๆ ก็เรียกว่า สุญญตา ก็ตัวเดียวกันแหละ ภาษาจะแบ่งแยกเรียกอะไรก็ได้ ถ้าเราเข้าใจสภาวะเสียแล้ว รู้สภาวะเสียแล้ว เราจะไม่เถียงกับใครเลย ถ้าเรารู้จุดของมัน ถ้าเราไม่รู้จุดก็เถียงกัน อุเบกขากับสุญญตา บอกว่ามันเป็นอันเดียวกันก็เถียงกัน ไม่ใช่อันเดียวกันก็เถียงกัน เถียงได้ทั้ง 2 ประตู อุเบกขากับสุญญตา ให้อาตมาเถียงบอกว่า อันเดียวกันก็ได้ หรือให้อาตมาเถียงว่า อุเบกขากับสุญญตา มันไม่ใช่อันเดียวกัน อาตมาเถียงฝ่ายนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร ขอให้เราเข้าใจก็แล้วกัน ถ้าเราเข้าใจแล้ว จะใช้ ไปพลิกแพลงทางไหน หรือจะใช้ในวาระอย่างไร เราก็ควรจะรู้ วันนี้เราก็ทดสอบหรือว่านั่งกัน แท้จริงเรามาบำเพ็ญธรรมนี่ เราก็มาทำใจ แทนที่จะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น อย่างน้อยที่สุดมานั่งในสถานที่นี้ ยังได้มาอบรม ทำใจ ทำคอให้สบาย ก็เรียกว่าเป็นภาวนาแล้วเหมือนกัน ภาวนาก็คืออบรม เราไม่ซัดส่าย เราก็ไม่ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอยู่ในสิ่งที่เป็นโลกๆ เรามาอยู่ในแดนของธรรม มันก็ทำให้เราบริสุทธิ์ขึ้น ผุดผ่องขึ้นได้เช่นเดียวกัน สำหรับวันนี้ ก็เพียงเท่านี้
12 กันยายน 2514