140122 ประกายธรรม 16 นั่งสมาธิหลับตากันทำไม บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์232 KB
วันที่แก้ไข13 กรกฎาคม 2568
รายละเอียดนั่งสมาธิหลับตา , นั่งหลับตา ทำสมาธิ , อภิญญา , ตาทิพย์ , หูทิพย์ , ระลึกขาติ , วิชา , วิชชา , อรูปพรหม , อุปาทาน , น้อมจิต , ระงับความรู้สึก , นิพพาน , อสัญญีพรหม , แยกจิต แยกออกจากร่างกายไป ร่างกายก็แข็งทื่อ นิ่งอยู่ต่างหาก ไม่มีจิตครอง , นิโรธสมาบัติ , เดรัจฉานวิชา วิชาที่ยังไม่พ้นความเป็นสัตวโลก , พลังจิต , อภินิหาร , ปาฏิหาริย์ , อิทธิปาฏิหาริย์ , อาเทสนาปาฏิหาริย์ , อนุสาสนีปาฏิหาริย์ , ทุกขอริยสัจ , ปัญญาญาณ , จุดเอก, อาสวักขยญาณ , อาสวจิต , สีลัพตปรามาส , ถูกทาง ตรงทาง , วิปัสสนูปกิเลส , สมณะ , พุทธวิชชา , โสดาบัน , อรหันต์ย่อมไม่หยุดในกุศลทั้งปวง , ปฏิเวธธรรม , ปัจจัตตัง , สันทิฏฐิโก , สติปัฏฐาน 4 , โมหะ , โมหบุคคล , พ้นโมหะ , ตทังคปหาน , ปหาน 5 , ความอยู่สุข , ความสงบ , อิ่มเอม , ไม่ทุรนทุราย , ไม่มีอาการฟูเฟื่อง , ไม่มีอาการดิ้นแส่ , ตรงกันข้ามกับความเป็นปุถุชน อโหสิกรรม คือเป็นกรรมที่ไม่ส่งผลใดให้ตนเสพ หรือผู้บรรลุนั้น เสพความว่างเปล่า ก็เช่นกัน มีความหมายเหมือนกัน เป็นกุศลกรรม คือ เป็นการกระทำที่ดีกว่า เหนือกว่า สูงกว่าปุถุชนกระทำ เป็นการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตน เป็นมหาเมตตา-กรุณา-มุทิตาแก่โลกและผู้อื่นแต่ส่วนเดียว , พระอรหันต์กระทำกรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น กระทำอย่างรู้ , อภิญญา 8 , วิชชา 8

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 16. นังสมาธิหลับตากันทําไม? 22 มกราคม 2514 น้อยคนนักทีจะรู้จรงว่า การนังสมาธิภาวนานัน เขานังกันทําไม? แม้ผู้ทีได้ทําการนังสมาธิมา 30 ป 40 ป แล้วก็ตาม แต่ไม่เกิดปญญา ไม่ บรรลุแจ้งแทงทะลุได้ ก็เพราะเหตุไม่เข้าใจตรงทาง ไม่รู้จุดหมายแท้แห่งศาสนา พุทธนันเอง โดยได้หลงเข้าใจผิดตามทางอืน ไปหลงเข้าใจไกลจุดแท้ของศาสนาพุทธ อยู่นันทีเดียว จึงไม่บรรลุ ไม่เห็นแจ้ง และไม่สําเร็จในวชชา "พุทธศาสนา" ได้ สักที "พุทธ" พาคนให้ "พ้นทุกข์" "ศาสนาพุทธ" สอนให้คน "พ้นทุกข์" จําไว้ให้ดี และนําไปคิดให้เห็นแจ้ง ก่อนอืน ทีเดียว 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 "ศาสนาพุทธ" ไม่ได้สอนให้คนเปน "คนเก่งในอภิญญา" ใดๆ เปน "จุดเอก" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้บรรลุพุทธศาสนา จะไม่มี "อภิญญา" มีได้ เปนได้ แต่ไม่ใช่จุดเอก ไม่ใช่จุดแท้ จุดเอก จุดแท้ อันเปนเงือนต้น หรอ เปนเบืองต้น เปนจุดสําคัญจุดแรก ที พุทธศาสนิกชนจะต้องตังทิศให้ตรง มุ่งหมายให้ได้ก่อน "วชา" อืนๆ หรอ ก่อน "อภิญญา" ใดๆ ก็คือ "อาสวักขยญาณ" ทีจะทําให้เรา "พ้นทุกข์อรยสัจ" นันเอง สุดยอดวชาของพุทธ "อาสวักขยญาณ" คือ ญาณอย่างไร ? "อาสวักขยญาณ" ก็คือ ปญญาอันแหลมคมละเอียดอ่อน ทีสามารถจะรู้ ความกระเพือมไหวของ "จิต" ตัวเองได้ แม้จะกระเพือมไหวอย่างอ่อน อย่างเบา อย่างบาง อยู่สุดซึงก้นบึงของ "จิต" ของเรา ก็สามารถจับได้ไล่ทัน อ่านออก ทุกขณะ และทุกดวงแห่ง "จิต" ทีมัน "เกิด" (อันคนธรรมดาจะไม่รู้ได้เปนอันขาด เปน "ความไว" ของประสาทสัมผัส ชันยอดเยียมทีเหนือยิงกว่า "มิเตอร์" ทางวัตถุใดๆ จะเปนได้) นอกจากจับ "จิต" ที "เกิด" ได้ทุกดวงแล้ว ยังสามารถลึกทะลวงทะลุลง ไปล่วงรู้แจ้ง "เหตุ-ปจจัย" ทีมาปรุงแต่ง

อ่านต่อ

ให้ "จิต-ขันลึก หรอ จิตอันบางเบา" (อาสวจิต) นัน ๆ "เกิด" ได้ด้วย 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 และสามารถทีจะ "ดับ" ความ "เกิด" นันได้ด้วยตนในทุกขณะ ทีต้องการอีก ด้วย จึงไม่ใช่เรองอืน ไม่ใช่ "งาน" อืน ไม่ใช่ภาระอืน และไม่ใช่ "ความเก่ง" อย่างอืน เปนอันขาด แม้จะเปน "ตาทิพย์" เปน"หูทิพย์" เปนผู้รู้ "ระลึกชาติได้" หรอ เปน "การ รู้ชาติกําเนิดของผู้อืน รู้วาระจิตของผู้อืน" ก็ตาม ก็ไม่ใช่ "วชชา" หรอ ไม่ใช่ "ความเก่ง" ทีเปน "เงือนต้น" หรอ "จุดสําคัญจุดแรก" เปนอันขาด "ความเก่ง" หรอ "วชชา" ทีจะต้องมุ่งเพียรให้บรรลุสําเร็จแจ้งให้ได้ ก็คือ ให้รู้ว่า "ทุกข์" คืออะไร? และ จะทําการ "หยุดทุกข์" นัน ได้อย่างไร? แล้วก็ทําให้ ได้ เท่านันเอง จึงควรจะ "พิจารณา" คําว่า "ทุกข์" ให้ออก แล้วเราจะเข้าใจ จะรู้แจ้งว่า ที คนไปนังหลับตาทําสมาธิกันนัน เขานังกันทําไม? และนังเพือให้อะไรมัน "เกิด"? ใครทําถูกอยู่? ใครทําผิดอยู่? เราก็จะรู้ได้ด้วยผลจากการฝกฝน จนลุถึง "อรูปพรหม" ลัทธิการนังหลับตาทําสมาธิ ลัทธิการนังหลับตาทําสมาธินัน มีมาแต่ดึกดําบรรพ์ ก่อนสมัยพระสัมมา สัมพุทธเจ้าเกิดเสียอีก 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 แล้ว "ผลได้" จากการนังหลับตาบําเพ็ญตบะนัน ก็มี ก็เกิดออกมาตามอายุ กาลของความจรงทีได้กระทํา คือ เมือฝกหัดนังไปนาน สภาวะทีจะออกมาเปน "ผล" ในแง่ใดแง่หนึง ทีมันเปนได้ เกิดได้ ก็ย่อมจะ "เกิด" เมือทํา "เหตุ" บําเพ็ญ "ปจจัย" ได้ครบ ได้เต็ม ห้ามไม่ให้มัน "เกิด" ก็ไม่ได้ เอาด้วย "อุปาทาน" และ "อรูปพรหม" เช่นว่า คนผู้บําเพ็ญเพ่งเล็ง "น้อมจิต" ใฝเพียรทํา "จิต" เพือให้นิง ให้มี "พลัง" ในทาง "ระงับความรู้สึก" ทีจะเกิดมากระทบสัมผัส "ร่างกาย" ของตน ถ้า เขาผู้นันได้สร้างแบบฝกหัด หรอก่อเหตุก่อปจจัยไปจนถ้วนพอ หรอครบจํานวน "ผล" คือ เปนผู้พร้อมทนหนาว ทนเจ็บปวด ทนการกระทบสัมผัสต่าง ๆ อัน หนักหนา ทีมนุษย์ธรรมดาทนไม่ได้อย่างนัน นันก็เปน "ผล" ของลัทธิอืน ทีเขาทํากัน เขาเพ่งเล็ง และเขาก็เรยก "ผล" เช่นนันของเขาว่า "นิพพาน" ก็มี พวกทีทําอย่างนี มุ่งอย่างนี เปน "จุดเอก" ก็คือ พวกทีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรยกว่า "อุปาทาน" และ "อรูปพรหม" 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 จนลุถึง "อสัญญีพรหม" หรอคนผู้บําเพ็ญเพ่งเล็ง "น้อมจิต" ใฝเพียรทํา "จิต" เพือให้นิง ให้ดับ ให้ ขาดจากร่างกายอย่างแท้จรง เหมือนอยู่กันคนละส่วน คนละอัน "จิต" ก็แยก จากร่างกายไป "ร่างกาย" ก็แข็งทือ นิงอยู่ต่างหาก ไม่มี "จิต" ครอง ถ้าเขาผู้นี ได้สร้างแบบฝกหัด หรอก่อเหตุ ก่อปจจัย ไปจนครบถ้วนพอ หรอครบจํานวน "ผล" คือ เปนผู้ทนได้ทุกอย่าง ทนแม้กระทังดิน ฟาอากาศจะ แปรเปลียนอย่างไร ก็ยังสามารถทนได้ เช่น ไฟเผาก็ไม่ไหม้ ทิงนําก็ไม่จม มีด ฟนก็ไม่เข้า เปนต้น อย่างนี ก็มี นันเปน "ผล" ของลัทธิอืนเขาทํากัน เขาเพ่งเล็งกัน และเขาก็เรยก "ผล" เช่นนันของเขาว่า "นิพพาน" ก็มี พวกทีทําอย่างนี มุ่งอย่างนีเปน "จุดเอก" ก็คือ พวกทีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรยกว่า "อสัญญีพรหม" เก่งจรงๆ ราวกับเล่นกล "เดรัจฉานวชา" หรอยิงคนผู้บําเพ็ญเพ่งเล็ง "น้อมจิต" ใฝเพียรทํา "จิต" เพือให้จิต "มีพลัง" แล้วนํา "พลังจิต" นันไปสร้างฤทธิ สร้างอภินิหาร ปาฏิหารย์ต่าง ๆ ได้ แล้วก็ เทียวนําออกแสดง "ผล" อย่างนี ก็มีและเปนจรงได้ 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 ซึงก็เปนของลัทธิอืนเขาทํากัน เขาเพ่งเล็งกัน แต่ "ผล" อย่างนี แม้ศาสดา ของลัทธิเช่นนี เขาก็ยังไม่กล้าเรยก "ผล" อย่างนีของเขาว่า "นิพพาน" แต่เขา เรยกของเขาว่า "วชชา" หรอเปน "อภิญญา" ของเขา พวกทีทําอย่างนีเปน "จุดเอก" ก็คือ พวกทีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรยก ว่า พวกสําเร็จ "เดรัจฉานวชา" เพราะเปน "วชา" ทียังไม่ช่วยตนให้พ้นความเปน "สัตว์โลก" ยังเปน "วชา" ทียังมีความหลง ความพึงพอใจ ความถือว่าตนเก่ง ความอวดรู้ อวดผล เพือตําแหน่งอันนํามาซึง ลาภ-ยศ-สรรเสรญอยู่ (เดรัจฉาน หมายถึง สัตวโลก เดรัจฉานวชา หมายถึง วชาทียังไม่พ้นความ เปนสัตวโลก อย่าไปแปลว่า วชาของสัตว์ขันตํา มันเปนการดูถูก "วชา" หรอ "ความรู้" ไป เพราะ "ความรู้" นันเปนของดีทังสิน ถ้าผู้ใดมีประดับตน แต่ พระพุทธเจ้าสอนให้ "คนรู้" ยิงกว่า คือแม้แต่ลําดับแห่งการหา "ความรู้" ใส่ตน ก็ จะต้อง "รู้" จักทางหนีทีไล่ให้แก่ตนอย่างชาญฉลาดทีสุด) ดังนัน "วชา" ตามทียกตัวอย่างมาทังหลายนัน จึงยังไม่ใช่ "จุดเอก" ไม่ใช่ เรองสําคัญอันดับหนึงของพุทธศาสนา จุดเอก จุดเด่น สุดสําคัญ ของพุทธวชชา "จุดเอก" หรอเรองสําคัญ อันดับหนึงของพุทธศาสนา จึงคืออะไรกันแน่? 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 "จุดเอก" ของพุทธ ก็คือ ต้องแทงทะลุ "ทุกขอรยสัจ" ด้วย "ปญญาญาณ" ให้ได้นันเอง ยังไม่ต้องไปคํานึงถึง "ผลอืน" ยังไม่ต้องถึงกับทนร้อน ทนหนาว ทนเจ็บปวดได้ หรอยังไม่ต้องถึงกับ สามารถแยก "จิต" แยก "กาย" ให้ขาดจากกัน จนเปน "นิโรธสมาบัติ" ขันไฟเผา ก็ไม่ไหม้ มีดพันก็ไม่เข้า หรอยังไม่ต้องสามารถแสดง "อภินิหาร" อะไรได้ "ผล" เหล่านัน เปน "ผลส่วนเกิน" เปนความสามารถของจิตทีจะพึงเกิด เอง เปนเอง มีมาเอง เมือ "เหตุ" และ "ปจจัย" ครบถ้วน ตามฐานะของแต่ละ บุคคลผู้มี "เพียร" "เงือนต้น" หรอ "จุดเอก จุดแรก" ทีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราถึงให้ พุทธศาสนิกชนมุ่งเพียรบําเพ็ญ และทําให้ได้ก่อนอืน จึงคือ "ผล" อันนี "ผล" อย่างนี จึงจะเรยกว่า "ถูกทาง" ดังนัน คําว่า "สีลัพตปรามาส" จึงมีความหมายเพียง "ถูกทาง" ตรงทาง เท่านัน บุคคลใด แม้จะได้บําเพ็ญจิต (โยคะ หรอตบะ) มาอย่างเก่ง อย่างสูงเท่าใด ถ้ายังไม่เข้าใจ "จุดเอก" ยังไปมัวเมาใน "วชชา" อย่างอืนอยู่ จึงเรยกว่า ยังมี "วปสสนูปกิเลส" อยู่ทังสิน 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 จึงคือผู้ยังไม่ได้เข้าอันดับเปน "สมณะ" ของ "พุทธวชชา" จนกว่าจะจับจุด เอกได้ และเรมเดินทางถูก จึงจะได้ชือว่านักศึกษาขันผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามา ได้ คือเรยกว่า เรมเปน "พระโสดาบัน" การบําเพ็ญจิตให้ลุถึง "พระนิพพาน" เพราะฉะนัน การบําเพ็ญ "จิต" เพือให้บรรลุ "นิพพาน" สําเร็จเปน "พระ อรหันต์" ของศาสนาพุทธ หรอตามลัทธิของพระสมณโคดม จึงไม่ต้องมีฤทธิ เดชดังตัวอย่างทียกมาแล้ว แต่สามารถมี "จิต" มี "กาย" มี "วาจา" บรรลุธรรมถึงขัน "สงบ" ได้อย่าง จรงแท้ ก็เปนอันเพียงพอสําหรับตําแหน่งทีจะเรยกว่า "อรหันต์" แม้ยังไม่มีฤทธิใด เดชใด อันเรยกว่า "อิทธิปาฏิหารย์" ซึงคือ ปาฏิหารย์ ทางแสดงให้คนเห็นผลแปลง "รูป" หรอ ทํารูป ทําตัวตน ทําวัตถุให้เปนของน่า ทึงได้ เช่น เสกเปาบันดาลของให้เปนไปตามต้องการ หรอทําตนให้เหาะได้ หายตัวได้ เปนต้น และทีเรยกว่า "อาเทสนาปาฏิหารย์" ซึงคือ ปาฏิหารย์ทางแสดงออกให้คน เห็นผลทาง "นาม" หรอสามารถทําให้คนทึงได้โดยทายจิตทายใจ หรอสามารถ ใช้จิตกําหนดหยังดิน ฟา อากาศ หยังนรก-สวรรค์ได้ เปนต้น 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ผู้ทีได้ตําแหน่ง "พระอรหันต์" ในพุทธศาสนา จึงไม่ใช่บุคคลในประเภทมี "ปาฏิหารย์" ดังกล่าวนันเลย ปาฏิหารย์ 3 ดูกร เกวัฏฏะ เราทําให้แจ้งด้วยปญญาอันยิงด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศ ให้รู้ ปาฏิหารย์ 3 อย่าง เปนไฉน ? คือ 1. อิทธิปาฏิหารย์ (แสดงฤทธิทางใจ ไปซํากับพวกคันธาร) แสดงออก พฤติกรรมแปลกประหลาด 2. อาเทสนาปาฏิหารย์ (หยังรู้จิตคนอืน ไปซํากับพวกมณิกา) 3. อนุสาสนีปาฏิหารย์ (สอนวชชา 8 ให้ถึงปญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิ คุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหารย์และอาเทสนาปาฏิหารย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ ทําใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหารย์ . (พตปฎ. เล่ม 9 “เกวัฏฏสูตร” ข้อ 339-341) แต่พระพุทธองค์ระบุว่า จะต้องมี "อนุสาสนีปาฏิหารย์" ซึงคือ "ปาฏิหารย์" ในการรู้แจ้ง "เหตุ" และ "ผล" ของความจรงแท้ แน่ชัด รู้อย่างทําได้และบอกได้ อธิบายถึงทีเปนไปอย่างนัน ให้ผู้อืนรู้ตามได้ด้วย 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 อย่างตําทีสุดก็ต้องรู้ว่า "ทุกข์" คืออะไร? "เหตุ" แห่งทุกข์ คืออะไร? อาการของ "ความดับ" แห่งทุกข์นัน เปนอาการอย่างไร? และทางทีจะทําให้ "เกิดความดับ" แห่งทุกข์นันประกอบไปด้วยอะไร? เท่านี เท่านันเอง เปน "ความเก่ง" เปน "ความรู้ยิง" ของผู้ทีได้ชือว่า "อรหันต์" หรอผู้สําเร็จ "วชชาอรหันต์" จะเรยกว่า เปน "บัณฑิต" หรอผู้จบปรญญาตร ก็ได้ ใบไม้นอกกํามือทีอาจมีได้ ส่วนจะมี "พลังจิต" เข้มแข็ง มีอํานาจจิตสูงขึนไปอีก จนสามารถทํา "อิทธิ ปาฏิหารย์" ได้ และสามารถทํา "อาเทสนาปาฏิหารย์"ได้ ก็ไม่ใช่ความผิด หรอ ความยุ่งยากอะไรสําหรับ "พระอรหันต์" ท่านอาจมีได้ เปนได้ และแม้มีแล้วในตน เปนแล้วในตน พระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งความทุกข์ และ การดับทุกข์แล้ว ท่านก็จะไม่หลง ไม่ งมงาย ทีจะ "ยึด" ไม่ติดใจทีจะมัวเมาในฤทธิ ในปาฏิหารย์เหล่านัน ท่านจึงจะไม่ เปน "รูปพรหม" ไม่เปน "อรูปพรหม" ไม่เปน "อสัญญีพรหม" และย่อมจะไม่ ข้องอยู่เปนสัตวโลกในวัฏสงสารอีก ด้วยเหตุดังนี "พระอรหันต์" แต่ละองค์ จึงมี "อภิญญา" หรอ "ความเก่ง" สําหรับตน ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 เช่น พระโมคคัลลานะ ก็เก่งทางแสดงอิทธิปาฏิหารย์ พระอนุรุทธะ ก็เก่งทางแสดงอาเทสนาปาฏิหารย์ ส่วนพระสารบุตร ไม่เก่งในปาฏิหารย์ทังสองนันเลย แต่เก่งทางอนุสาสนี ปาฏิหารย์ จึงได้รับยกย่องเปนพิเศษกว่าพระอรหันต์องค์อืนๆ และพระอรหันต์อืนๆ บางองค์ (ซึงมีจํานวนมากเสียด้วย) ก็ไม่มีปาฏิหารย์ ใดๆ เลย เปนเพียงมี "ความรู้แจ้ง" พอตัว รู้จัก ทุกข์-เหตุแห่งทุกข์-อาการของ ความดับแห่งทุกข์-และทางทีจะทําให้ตนพ้นทุกข์เท่านันเอง ทีทุกองค์มีเท่าๆ กัน เช่น พระยศ พระภัททิยะ พระราหุล พระอุบาลี เปนต้น ท่านเหล่านี (เท่า ทีเอ่ยพระนามมานัน) ต่างก็ได้รับยกย่องแตกต่างกันจากพระพุทธองค์ทังสิน แต่ เปน "ความเก่ง" ในทางส่วนตน อันไม่เปนปาฏิหารย์ หรอความเก่งทีคนจะหลง จะทึง ถึงสนเท่ห์แต่อย่างใด อรหันต์ ย่อมรู้แจ้งในอรยสัจ 4 ดังนัน ความเปน "บัณฑิต" ของ "พุทธศาสตร์" หรอ การจบปรญญาตร ทางพุทธศาสตร์ จึงคือการรู้แจ้งแทงตลอด "อรยสัจ 4" นันเท่านัน ทีทุกองค์ ต้องมีประดับตนให้ได้ 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 อันมีรู้ทุกข์แท้ ๆ รู้อาการของความดับแห่งทุกข์แท้ ๆ และรู้จักทางทีจะ นําพาตนไปสู่ความดับทุกข์แท้ ๆ ให้ได้ นีแหละคือ "อรหันต์" ขันต้น อรหันต์ แท้ ๆ ของ "พุทธศาสนา" เมือพระอรหันต์ท่านเหล่านัน จบปรญญาตรแล้ว ท่านจะบําเพ็ญจิตของ ท่าน ให้บรรลุ "อภิญญา" อืน ๆ สําเร็จ "วชาอิทธิปาฏิหารย์-อาเทสนาปาฏิหารย์ -และอนุสาสนีปาฏิหารย์ ทีกว้างขวางยิง ๆ ขึนไป" อีกนัน ก็เปนเรองของท่าน เปนการสังสมบารมีของแต่ละองค์ อันจะเปนปรญญาโท ปรญญาเอก ดังเช่น พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ผู้มีครบได้ทุกปาฏิหารย์ ก็ไม่ใช่เรองทีจะ เปนไปไม่ได้ เปนไปได้และจะเปนไปดังนันด้วย ความเปน "บัณฑิต" ของ "พระอรหันต์" ดังกล่าว ก็มิได้สูญสินไป แต่จะ เปน "บัณฑิต" ทีมี "วชชา" เพิมเติมมา สูงขึนๆ ไปตามความเปนจรง ผู้ทียังเข้าใจว่า "อรหันต์" คือ "การจบ" การสินสุดแล้ว ไม่มีการได้อะไรอีก ไม่มีการเรยนอะไรอีก หรอไม่ก่ออะไรต่อ จึงต้องพยายามทําความเข้าใจให้ได้ จงอ่านให้ออก เข้าใจให้ถูก อรหันต์ย่อมไม่หยุดในกุศลทังปวง พระอรหันต์ท่านต่างๆ ไม่มีองค์ไหน "หยุด" จรงๆ ทุกองค์ยังบําเพ็ญต่อ ทุกองค์ยังศึกษาต่ออยู่ทังสิน มีการถกปญหาธรรม มีการบําเพ็ญธุดงคธรรม มี 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 การได้อภิญญาธรรมมาเพิมเติมอยู่เสมอทังสิน แม้พระพุทธองค์เอง ก็ไม่เคย ปล่อยปละละเลยการบําเพ็ญ จงทําความเข้าใจให้ถ่องแท้ แต่มันก็ยากเหมือนกัน ทีจะเข้าใจดังนีได้ เพราะ "ปฏิเวธธรรม" มันคือ "ปจจัตตัง" และ "สันทิฏฐิโก" มันคือ อาการส่วนตนเฉพาะตนเท่านัน ผู้ยืนอยู่บันไดขันที 1 ย่อมเห็นขันที 2 พอได้ จะมองไปดูขัน 3 ก็ยาก ยิง มองดูขัน 4 ขัน 5 อันยิงสูงขึนไป ก็ยิงจะเห็นชัดเห็นแจ้งได้ยากยิงขึน ต้องผู้ไป ยืนขันนัน ๆ จรง ๆ จึงจะเห็นขันทีตนยืน และขันทีสูงขึนไปกว่า ได้อย่างถูกกว่า ไปตามลําดับได้จรง ๆ และไม่ผิดเพียนหรอเดาสุ่ม พระพุทธองค์ทรงมีวธี เรยกว่า "สติปฏฐาน 4" ด้วย "จุดเอก" ของพุทธ เปนดังนี การนังหลับตาสมาธิภาวนา จึงไม่จําเปน นัก สําหรับ "เงือนต้น" พระพุทธองค์จึงมีวธีให้แก่พุทธบรษัท เรยกว่า "สติปฏฐาน 4" คือ ให้หัดมี "สติ" หรอ หัดอย่าลืมตัว อย่าทําอะไรก็ทําไปโดยไม่รู้ว่าเรากําลังทําอะไร ต้องทํา อย่างมี "ความรู้ตัว" ทุกขณะ แม้จะ "คิด" จะ "พูด" จะ "ลงมือทํา" จรง ๆ ก็ต้อง ให้รู้ใน "กรรม" หรอใน "การกระทํา" นัน ๆ ของตนให้ได้ แล้วก็ต้องใช้ "ปญญา" พิจารณาใน "การกระทํา" ของเราให้ออกว่า สิงที เรากําลังกระทําอยู่นัน เรา "ทําดี" หรอ "ทําชัว" 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 ถ้าแจ้งใจว่า "เรากําลังทําดี" ก็จงทําต่อไป ถ้าแจ้งใจว่า "เรากําลังทําชัว" ก็จงระงับการกระทํานันให้ได้ โมหบุคคล ถ้าผู้ใดไม่รู้เลยว่า ทีตนกําลังทําอยู่นัน ว่า เปน "ดีหรอชัว" (อันนีสําคัญ คนทุกคนเปนอย่างนีทังนัน ทุกคนไม่รู้ตัวอย่างแท้จรง แต่ สําคัญตนว่าตนรู้ แต่แท้จรง "รู้" ตามอํานาจของกิเลส ตัณหามันครอบงําปดบัง อยู่ จึงนึกว่า ตนทําดีอยู่ทุกที แท้จรงทําเพือเห็นแก่ตน ลองคิดดูให้ดี) คือ ทําไปตามความเคยของใจ หรอทําไปตามอย่างคนส่วนมากในโลก ก็ เรยกว่า ยังโง่ คือ ยังมี "โมหะ" ถ้าผู้ใดรู้แจ้งได้ว่า "เปนดีหรอชัว" เรยกว่า ผู้นันเปน "ผู้พ้นโมหะ" (อย่าง หยาบ) และผู้ทีรู้นัน ถ้ารู้ว่าสิงทีตนกําลังกระทําอยู่นัน เปน"ชัว" แต่ก็ยังทําอยู่ หยุดไม่ได้ อดทําไม่ได้ ตัดไม่ขาด ทังๆ ทีรู้แสนรู้ ผู้นันก็คือ ผู้ทียังมี "โลภะและ โทสะ"อยู่ และก็ยังดีที "พ้นโมหะ" 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 ผู้ชนะทีแท้จรง ถ้ายิงผู้นีรู้ได้ด้วยว่า "ตนกําลังทําชัว" แล้วก็ตัดใจระงับการกระทํานันลงให้ ได้อย่างเด็ดขาดด้วย คนผู้นันก็ "พ้นทังโลภะและโทสะ" (คือ บางทีสิงทีกําลัง กระทํานันอาจจะเปน "โลภะ" บางทีก็อาจจะเปน "โทสะ") ผู้นีจึงคือ ผู้ "ชนะ" เปนผู้บรรลุ เปนผู้สําเร็จในแบบฝกหัดการปฏิบัติธรรม ของพระพุทธศาสนาไปได้ 1 ข้อ เปนผู้ถึงขัน "ทําจิตให้บรสุทธิผ่องใส" ได้แล้วข้อ หนึง หรอครังหนึง ดังนี เรยกว่า "ตทังคปหาน" คือ ได้ทําการ "ฆ่ากิเลส" ในตนจนมันตายไป จรงๆ ได้แล้วจรงๆ ครังหนึง ( ดู ปหาน 5 ในภาคผนวก ) จงหัดทําดังนีให้ได้มากๆ ข้อเถิด หัดทําแบบฝกหัดเช่นนีเข้า เมือจํานวนข้อ หรอจํานวนครังของแบบฝกหัดมากครบจํานวน "การบรรลุอรหัตตผล" จะถึง เอง โดยไม่ต้องมีใครแต่งตัง ผู้นันจะแจ้งกับใจเองว่า "ทุกข์" ได้พ้นแล้ว ความเบาได้เกิดขึนแล้ว ภาระ ได้หมดไปแล้ว ความอยู่สุขได้ถึงแล้ว ความสงบเปนอย่างไรก็จะแจ้งกับใจ และ จะอยู่กับมันได้อย่างอิมเอม ไม่ทุรนทุราย ไม่มีอาการฟูเฟอง ไม่มีอาการดินแส่ จะซาบซึงรสแห่งการอยู่คนเดียวเงียบๆ ด้วยจิตของตนเอง เปนสภาวะนิง สภาวะหยุด สภาวะรู้จักอิม รู้จักพอ อย่างตรงกันข้ามกับความเปน "ปุถุชน" โดยแท้จรง 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 ดังนัน "กรรม" ของผู้บรรลุนี จึงเปน "อโหสิกรรม" คือเปน "กรรมทีไม่ส่ง ผลใดให้ตนเสพ" หรอผู้บรรลุนัน "เสพความว่างเปล่า" ก็เช่นกัน มีความหมาย เหมือนกัน แต่ "กรรม" ทีผู้บรรลุนันประกอบ จะเปน "กุศลกรรม" คือ เปนการกระทํา ทีดีกว่า เหนือกว่า สูงกว่าปุถุชนกระทํานันเอง เพราะเปนการกระทําทีไม่เห็นแก่ตน เปนมหาเมตตา-กรุณา-มุทิตาแก่โลก และผู้อืนแต่ส่วนเดียว เปนจุดใหญ่ ตราบชีวตจะดับขันธ์ จนกายแตกแยกจาก กันไปตามแรงสามารถของ "พระอรหันต์" นัน ๆ จงมันเปาในการฝกสมาธิภาวนา ดังนัน การจะ "นังสมาธิหลับตา" ก็ตาม จึงต้องรู้ให้ได้อย่างแจ้งว่า จะต้อง ปฏิบัติเพือตัดตรงให้เห็น-ให้รู้ "ทุกข์" แท้ๆ ให้ได้เช่นกัน เปนเบืองต้น เปนจุด เอก มิใช่จะ "นังหลับตา" เพือเพ่งความดิงให้ "จิต" สงบสนิท แล้วก็ฝกหัด "น้อมจิต" ไปให้เห็นแสง เห็นสี เห็นนรก เห็นสวรรค์ หรอ ถอดจิตออกไปดูของ หาย ถอดจิตออกไปดูเลขล็อตเตอร หรอไม่ก็ฝก"น้อมจิต" ให้ตนเองสามารถ เหาะได้ หายตัวได้ รักษาคนปวยได้ นันไม่ใช่ทางตรง ไม่ใช่ทางเอกแห่งการ "พ้นทุกข์" 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 17 นันคือ การ "ต่อทุกข์" ให้ตน ไม่ใช่ "จบทุกข์" ให้ตน เปน "วปสสนูปกิเลส" เปน "สีลัพพตปรามาส" จึงต้องทําความเข้าใจให้ละเอียด พระอรหันต์กระทํากรรมเพือประโยชน์แก่ผู้อืน กระทําอย่าง "รู้" และแม้ท่านผู้ใด บรรลุอรหัตตผลแล้ว ได้ชือว่า เปนพระอรหันต์แล้ว จะทํา สิงอันใดให้แก่ผู้อืนทีเปนเรองการนอกเหนือกว่า "อาการพ้นทุกข์" ท่านก็ย่อม ทําได้ และท่านก็ยังต้องทํา เปนการทําอย่าง "รู้" เช่น พระพุทธองค์ แสดงปาฏิหารย์เอง ทัง ๆ ทีห้ามสาวกแสดงอย่างนี เปนต้น (เหตุทีห้าม ก็เพราะพระอรหันต์ต่าง ๆ ยังไม่บรรลุวชชาทีเปนอภิญญา ทัง 8 ครบอย่างแท้จรง ส่วนพระองค์ทีทรงแสดงเสียเอง ก็เพราะพระองค์บรรลุ สินแล้ว กระทําได้สําเร็จหมดจดทัง 8 อภิญญาแล้วอย่างจรง เปนอย่างแน่นอน ไม่ใช่อย่างหลงตน คือ สัมฤทธิผลบ้าง ไม่สัมฤทธิผลบ้าง) ( ดู วชชา 8 ในภาคผนวก ) หรอ พระอรหันต์บางองค์ อาจจะรักษาไข้ให้กับคนบ้างตามโอกาส หรอ อาจจะสร้างก่อวัตถุบางอย่างอันเปนประโยชน์ทัง 2 ส่วน คือ เปนทังประโยชน์ โลก และประโยชน์ธรรม ท่านก็ทําได้ตามเหตุตามกาล ซึงปุถุชน ผู้ไม่รู้ ต้องพยายามอย่าเพิงไปเทียวได้จับเอาพฤตินัยต่างๆ ทีตน ยังไม่ได้ ไปวัดความเปน "อรยะ" ของท่านสมณะต่าง ๆ เปนอันขาด 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 18 กระทําอย่าง "รู้" จึงแม้การนังหลับตาสมาธิ ก็ต้องนังให้รู้ตัว (กาย) ให้รู้ใจ (จิต) ของตนให้ ได้ว่า เมือจิตเปน "ฌาน" (คือ "จิตสงบ" ลงนันเอง) มันเปนสภาวะอย่างไร อ่าน ให้ออก ค้นให้เห็น เข้าใจให้ได้ ให้รู้ความสงบแห่ง "จิต" นัน เมือรู้ได้ เข้าใจถึง "อาการสงบ" นันว่า เปนอย่างนีหนอ และมี "เหตุ" มี "ปจจัย" อะไรทีทําให้ "สงบ" อยู่อย่างนี ก็รู้แจ้งได้ จึงจะออกมาจากอาการ "นัง หลับตา" นัน แล้วก็นํา "เหตุ" และ "ปจจัย" ทีทําให้ "จิตสงบ" ได้นัน มาหัดทํา กับตนในขณะ "ลืมตาโพลงๆ" นีให้ได้ (ไม่ใช่ทําความสงบได้ ก็แต่ขณะนังอยู่เท่านันตลอดกาล พอออกมาจาก สมาธิ ก็ทําความสงบอย่างนันให้แก่จิตของตนไม่ได้สักที) ถ้าทําได้จรง ๆ เมือใด ก็เรยกว่า "บรรลุ" เรยกว่า "สําเร็จ" เรยกว่า "นิพพาน" เรยกว่า "สงบ" ได้อย่างจรง ในแบบคนเปน ๆ ลืมตาโพลง ๆ ดังนีแล เรยก "นิพพาน" อย่างนีว่า "ตทังคนิพพาน" คือ ได้ทําจิตของตน ให้ว่างเปล่า พ้นกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ไปได้ ในขณะมีชีวตเต็ม ๆ ธรรมดา ๆ คือ ลืมตาโพลง ๆ อยู่ แต่ทําได้เพียงชัวขณะหนึง ถ้าแม้นผู้ใดทํา "จิต" ให้เปนดังนีได้เด็ดขาด ตามต้องการ ในขณะลืมตา โพลง ๆ ได้ทุกเวลาทีต้องการ ผู้นัน ก็ถึงซึง "สมุจเฉทนิพพาน" เปน "อรหันต์" 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 19 — ⃠ — หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 20 ภาคผนวก : อาสวักขยญาณ : 1. การลด หน่าย คลาย วาง จนสินเกลียงบรบูรณ์ไม่มีเหลือเศษ (จากทางเอก ภาค ๓ หน้า ๓๑๒) 2. ผู้มีญาณหยังรู้ในธรรมเปนทีสินไปแห่งอาสวะทังหลาย (จากคนคืออะไร? หน้า ๒๖๑ , พุทธเปนอเทวนิยมอย่างนี หน้า ๔๐) 3. ญาณพิเศษสุดยอดทีมีเฉพาะในศาสนาพุทธทีเปนสัมมาทิฏฐิมาตลอดสายจึงจะรู้ ชัดตามทีมีทีเปนจรงว่า อย่างนีๆ ทุกข์ อย่างนีๆ ทุกข์สมุทัย อย่างนีๆ นิโรธ อย่างนีๆ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(มรรคมีองค์ ๘) อย่างนีๆ อาสวสมุทัย อย่างนี ๆ อาสวนิโรธ อย่างนีๆ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา (จากคนคืออะไร? หน้า ๒๗๙) ๔. ญาณรู้จักรู้แจ้งเห็นจรงในความหมดสินเหตุเชือสุดท้ายแห่งการเกิด คือกิเลสาสวะ (จากพุทธเปนอเทวนิยมอย่างนี หน้า ๒๓) ๕. ความรู้การสินไปของอาสวะ (จากพุทธเปนอเทวนิยมอย่างนี หน้า ๙๐) 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 21 ปหาน 5 ปหาน 5, วมุติ 5, นิโรธ 5 คือการละกิเลสให้หมดสินไป การละกิเลสให้จิตมีผลสงบแท้ 1. วกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มฝนกิเลส ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนําหน้า) 2. ตทังคปหาน (ละกิเลสได้เปนคราวๆ ละได้เปนครังคราว-ใช้ปญญาอบรมจิต) 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาดก็เลส ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4. ปฏิปสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับกิเลส ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5. นิสสรณปหาน (ละด้วยการสลัดกิเลสทิงทันที สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเปน ปกติ) (พระไตรปฎก เล่ม 31 “มหาวรรค ญาณกถา” ข้อ 65) 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 22 วชชา 8 วชชา คือความรู้แจ้งในกิเลส คือปญญาแท้ วชชาเปนเรองของอธิปญญาสิกขา เปนเรองของปญญาวมุติ ได้แก่ 1. วปสสนาญาณ (ความรู้แจ้งกิเลสด้วยปญญาพิจารณา ความรู้แจ้งเห็นจรง – หรอรู้ความจรงในเหตุ ทีมีความจรงเกิด .. รู้กิเลสตายจรง อกุศลดับจรง ) 2. มโนมยิทธิญาณ (รู้แจ้งกิเลสด้วยฤทธิทางใจ ความมีฤทธิทางจิต ทีจิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึนมาได้ รู้ทังใหม่และเก่า ) 3. อิทธิวธญาณ (รู้แจ้งกิเลสด้วยวธีอันเก่งวเศษ จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทําลายกิเลส ได้หลาก หลายวธี) 4. ทิพโสตญาณ (รู้แจ้งด้วยหูทิพย์แยกแยะกิเลสได้ ญาณรู้เสียงทีสองโสตทิพย์ สามารถแยกแยะการ ได้ยินถึงสิงทีละเอียดลึกซึง เช่น กิเลสปะปนมากับคํารําลือ กับเสียงทีเกินกว่าคน ธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปรยญาณ (กําหนดรู้ความแตกต่างในจิตขันอืนๆ ของตนได้รอบถ้วน) 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ 140122 ประกายธรรม 16 นังสมาธิหลับตากันทําไม? บทความโดย พ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน