140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปัญญากันอย่างไร บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์194 KB
วันที่แก้ไข19 กรกฎาคม 2568
รายละเอียดKeywords : ปัญญาวิมุติ , เจโตวิมุติ, มหาสาโรปมสูตร , เจโตวิมุติ อันไม่กำเริบอันใดมีอยู่ พรหมจรรย์นี้ มีเจโตวิมุตินั้นนั่นแหละ เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย เจโตวิมุตินั่นแหละ เป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ , หลุดพ้นด้วยรู้ (ปัญญา) , หลุดพ้นด้วย เกิดจริงเป็นจริงที่ใจ (เจโต) , ไม่ใช่สักแต่ "รู้" แบบฟังมา ท่องมา หรือแค่นำมาคิดมาคาดคะเน มาคำนวณประมาณเอา แล้วก็เข้าใจว่า "ลงตัวแล้ว" จนถึงชั้นที่เรียกว่า "วิมุติ" หรือ "นิโรธ" (ดับสนิท) ได้แล้ว แต่แท้จริง ยังสัมผัสสภาวะ ยังลูบคลำสภาพที่ยังไม่ว่าง ไม่ดับนั้นอยู่ ด้วยรสชาติต่าง ๆ , วิปัสสนาญาณ , มรรคญาณ , ผลญาณ , ผลญาณ คือตัวเกิดจริง ๆ เป็นไปจริง ๆ ในจิต , มโนมยิทธิญาณ , โคตรภูจิต , การตัด "โคตรภูจิต" เป็นการแยกกันจริง ๆ แยกจิต แยกกายได้จริง ๆ เป็น 2 ส่วน ถอด "จิต" ออกจาก "กายรูป" ได้จริง ๆ , ปัญญา 3 สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา , ตาทิพย์ , รูปทิพย์ , ฌานจิต , รูปสัญญา , รูปนิมิต , สติปัฏฐาน , รู้นามธรรมในนามธรรม เห็น "นาม" ได้แม้ที่ซ่อนอยู่ใน "รูป" , มี "ปัญญาวิมุติ" เป็นโสดาปัตติมรรค มรรคญาณ , มี "เจโตวิมุติ" เป็น "โสดาปัตติผล" (ผลญาณ) , "ปัญญา" ตัวที่ 1 คือ พ้นโง่แล้ว มี "ปัญญา" จริง ๆ เสียที มีการตัด มีการลอกออกได้แล้วหนึ่งชั้นจริง ๆ ปริวัฏสาม วัฏน้อย (สภาพน้อย) วัฏกลาง (สภาพประมาณปานกลาง) วัฏใหญ่ (สภาพยืดยาวกว้างไกล) , รู้แจ้งครบทุกสภาพ รู้แจ้งโลก รอบมหาจักรวาล เรียกว่า โลกวิทู , "ประภามณฑล" (ขอบเขตของเอกภาพและสนาม) ของพระพุทธองค์ ในวาระที่ทรงกระทำ "ปรินิพพาน" แต่ออกฤทธิ์และรส "เย็น" ไม่เผาผลาญ เพราะรังสีนั้นเป็น "สันติรังสี" แท้ ๆ อันเป็นปฏิภาคกลับของ "กัมมันตภาพรังสี" ที่โลกใช้อยู่ขณะนี้

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 20. จะสร้างปญญากันอย่างไร ? 24 มิถุนายน 2514 "พุทธศาสนา" นันเปนศาสนาทีสูงด้วย "ปญญา" เข้าใจแง่มุมต่าง ๆ ได้เปน อย่างดี อย่างละเอียด และลัดเข้าหาความเปนประโยชน์อย่างแท้จรงได้ง่าย ได้ ตรง ทังสูงสุดด้วย ดังนัน ความสูงสุดขัน "เจโตวมุติ" อันเปนการ "วมุติ" ได้ด้วยการ "ทํา" จรง ๆ ทีมีในศาสนาอืน ๆ จะเปน "ศาสนาชินะ" ของพระมหาวระ (นิครนถ์นาฏ บุตร) ก็ตาม จะเปน "เจโตวมุติ" ในแบบของศาสดาองค์อืน ๆ อีกมากมายก็ตาม พระพุทธเจ้าของเราก็ทรงเข้าใจได้ถ่องแท้ และจุดสุดโต่งขัน "เจโตวมุติ" หมด เกลียงไม่มีเหลือเหมือนดังของศาสดาทังหลายนี ก็เปน "จุดสุดยอด" ของศาสนา พุทธเช่นนัน ดังจะเห็นได้จากพระพุทธพจน์ในมหาสาโรปมสูตร (พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 352) มีว่า :- 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 "ภิกษุทังหลาย พรหมจรรย์นี มิใช่มีลาภสักการะ และเสียงสรรเสรญเปน อานิสงส์ พรหมจรรย์นี มิใช่มีความถึงพร้อมแห่ง "ศีล" เปนอานิสงส์ พรหมจรรย์นี มิใช่มีความ ถึงพร้อมแห่ง "สมาธิ" เปนอานิสงส์ พรหมจรรย์นี มิใช่มีความถึงพร้อมแห่ง "ญาณทัสนะ" (ปญญา) เปน อานิสงส์ ภิกษุทังหลาย ก็ "เจโตวมุติ" อันไม่กําเรบอันใดมีอยู่ พรหมจรรย์นี มีเจโต วมุตินันนันแหละ เปนประโยชน์ทีมุ่งหมาย "เจโตวมุติ" นันแหละ เปนผลสุดท้าย ของพรหมจรรย์" จากพระพุทธพจน์บทนี จึงแยกละเอียดความเปนผู้ถึงพร้อมแต่ละขัน แต่ละระดับออก และแท้จรงนักปฏิบัติธรรมะใด ๆ ก็รู้กันว่า ต้องดําเนินการ "ปฏิบัติธรรม" หรอ "สร้างปญญา" กันด้วยไตรสิกขา อันมีศีล-สมาธิ-ปญญา และสุดท้ายก็คือ "วมุติ" อันหมายถึง "เจโตวมุติ" หรอคือ "ดับสิน" แม้แต่ "ปญญา" นันเอง แต่จะมีความละเอียดลออกันเปนระดับอย่างไร ก็ลอง ๆ มาพิจารณาดูกัน หรอวจัยก

อ่านต่อ

ันดูสักนิดเปนไร 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 ขันแรก ต้องเข้าใจกันให้หมดเสียก่อนว่า "พุทธศาสนา" นันมีทีสุดอยู่ด้วย "วมุติ" และก็จะต้อง "วมุติ" ทัง 2 ส่วนด้วย คือ มีปญญาวมุติ กับ เจโตวมุติ อันเรยกว่า "อุภโตภาควมุติ" คือ หนึง หลุดพ้นด้วย "รู้" (ปญญา) สอง หลุดพ้นด้วย "เกิดจรงเปนจรงที ใจ" (เจโต) ไม่ใช่สักแต่ "รู้" แบบฟงมา ท่องมา หรอแค่นํามาคิดมาคาดคะเน มา คํานวณประมาณเอา แล้วก็เข้าใจว่า "ลงตัวแล้ว" จนถึงชันทีเรยกว่า "วมุติ" หรอ "นิโรธ" (ดับสนิท) ได้แล้ว แต่แท้จรง ยังสัมผัสสภาวะ ยังลูบคลําสภาพที ยังไม่ว่าง ไม่ดับนันอยู่ ด้วยรสชาติต่าง ๆ ถ้าผู้ใดเข้าใจสภาวะธรรมทีเกิดขึนกับใจ จนเรยกว่าผ่าน "วปสสนาญาณ" ไปจนได้ถึงขัน "มรรคญาณ" และ "ผลญาณ" จรง ๆ จะเข้าใจได้ทันทีว่า "มรรค ญาณ" นันคือตัว "ปญญา" คือแสงสว่าง คือวชชา คือตัวรู้ และ "ผลญาณ" นัน คือ "ตัวเกิดจรง ๆ เปนไปจรง ๆ ในจิต" คือการลอกคราบจากจุดเก่ามาพบกับ จุดใหม่ เหมือน "การชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงเห็นอย่างนีว่า นีหญ้า ปล้อง (มรรคญาณ) นีไส้หญ้าปล้อง (ผลญาณ) ต่างเปนคนละอัน แต่ไส้ก็ชักออก จากหญ้าปล้องนันเอง (ดู สํานวนนีจากพระไตรปฏก - มโนมยิทธิญาณ ) อีกนัยหนึง เปรยบเหมือนบุรุษ จะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็น อย่างนีว่า นีงู นีคราบ งูอย่างหนึง (เจโต) คราบอย่างหนึง (ปญญา) แต่งูก็ชัก ออกจากคราบนันเอง" 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 และการขาดจากกันของหญ้าปล้องกับไส้ หรอการขาดจากกันของงูกับ คราบ ก็คือ การตัด "โคตรภูจิต" จากกันส่วนหนึงด้วย เปนการแยกกันจรง ๆ คือ แยกจิต แยกกายได้จรง ๆ เปน 2 ส่วน ถอด "จิต" ออกจาก "กายรูป" ได้จรง ๆ มิใช่เพียงคิดเอาคาดเอา ตราบใด "ปญญา" เปนเพียงแค่ "สุตมย ปญญา" (ฟงมา) หรอแม้ "จินตามยปญญา" (คิดทบทวนเอา) ก็จะยังเกิดการ ผ่านไปสู่จุด "เกิดใหม่" (บรรลุ) ในคนนันจรง ๆ ไม่ได้ "ปญญา" จึงจะต้องให้ถึง ขัน "ภาวนามยปญญา" (ทําให้เกิดจรง ๆ มีโอปปาติกโยนิจรง ๆ) แล้ว "ปญญา" มันจะเลือนขึนเปนชัน ๆ เปนชัน ๆ ตามลําดับ ปญญา 3 การเกิดปญญา (ความรู้ มี 3 อย่างคือ 1. สุตมยปญญา (ปญญาสําเร็จด้วยการฟงบัณฑิต) 2. จินตามยปญญา (ปญญาสําเร็จด้วยการคิดทบทวน) 3. ภาวนามยปญญา (ปญญาสําเร็จด้วยการกระทําจนเกิดผล ด้วยการอบรมจิต จน เห็นแจ้ง-รู้จรง ในผลการปฏิบัติทีละได้ของตน) (พระไตรปฎก เล่ม 11 "สังคีติสูตร" ข้อ 228) 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 ดังนัน "มรรคญาณ" อันคือ จิตปญญา คือ รู้ แล้วก็จึงจะเปน "ผลญาณ" อันคือ จิตผุดเกิดเปนจิตดวงใหม่ ผ่องใสกว่าเก่า เรยกว่า จิตเกิดจรง เปนจรง (เจโต) และการเกิด "ปญญา" ทังการกระทําให้บรรลุ "เจโต"นัน มันมีมากมาย หลายชัน หลายรอบนัก มีหยาบ ๆ ไปหาค่อย ๆ ละเอียดขึน ๆ เปนระดับเปนชัน ๆ ด้วย ก็ลองทําความเข้าใจกับการสร้าง "ปญญา" ทีจะพยายามยกตัวอย่างให้เห็น ประกอบไล่ลําดับไปเรอยๆ นี ดูบ้าง ปญญาชันที 1. คนเรา "รู้" ได้ หรอมี "ปญญา" รับ มา "รู้" ก็ด้วยประสาท สัมผัสภายนอกธรรมดา ๆ เรยกว่า ปญญาชันต้น เปนการ "รู้" ได้ง่าย ๆ ตืน ๆ มีกันได้ทุกคน เช่น หูได้ยินเสียงก็รู้ จมูกได้กลินก็รู้ ตาเห็นรูปก็รู้ ลินสัมผัสรสก็ รู้ ผิวกายทุกส่วนสัมผัสของแข็งของอ่อนความร้อนความเย็นก็รู้ และแม้เคยรู้มา แล้วอย่างนัน นํามาคิดเองขึนในใจก็รู้ ถ้าใครจําได้มากก็เรยกว่า ผู้นัน "รู้" มากกว่าได้ด้วย นีแหละคือ "สุตมยปญญา" เปนปญญาชันต้นของความรู้ รู้ ธรรมดา ๆ มีความจรงเพียงรู้กายภายนอก และกายภายในบางอย่างตืน ๆ เต็มที คนผู้นียังไม่รู้ว่า "ใจ" หรอ "จิต" คืออะไร? รู้ได้ด้วย "ตาเนือ" แท้ ๆ "เจโต" ยัง ไม่มี หรอปญญาทางจิตยังไม่เกิด เรยกว่าสักแต่ว่า "รู้" จากรับมาคือ "เวทนา" แล้วก็จําได้ คือ "สัญญา" โดยแยกไม่ออกว่าควรรับ หรอควรจําหรอไม่ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 ปญญาขันที 2 ก็คือ คนทีช่างคิด ช่างค้น ช่างคํานวณหาเหตุหาผล ก็นํา สิงทีเคยเห็น เคยได้ยิน เคยได้สัมผัส มาค้นคิดหาเหตุแห่งการเปนมา รู้ผลของ สิงนันๆ ได้ ด้วยปญญาแห่งการค้นคิด พินิจ พิจารณา ซึง(แต่ละคน)ก็รู้ได้มากน้อยไม่เท่ากัน เช่น คนบางคนช่างคิดแค่ว่ากับข้าว อย่างนี เขาทํายังไงจึงอร่อย แล้วก็นํามาคิดค้น จนรู้ว่า ทําอย่างนันอย่างนี มีไอ้ นันผสมไอ้นี คนนีก็คิดค้นได้แค่ขันนี บางคนช่างคิดไปจนถึงว่า "นํา" นีมันมี อะไรผสมกับอะไร? จึงเปน "นํา" หรอ "นํา" มันเกิดมาจากอะไร? เขาก็ไป คิดค้นหา โดยฟงคนพูดมาบ้าง และไปอ่านจากตํารามาบ้าง (แต่ยังไม่ได้ไปแยก ธาตุนําดู) เพียงนํามาคิดถึงมุมถึงเหลียมถึงเหตุและผล อันควรเปนของมัน เท่านัน ดังนี เปนต้น แต่ทีคิดกันอยู่มากทีสุด ก็คือ ทําอย่างไร? เราจะรวย ทํา อย่างไร? เราจะเอร็ดอร่อย สนุกเพลิดเพลิน สะดวกสบาย ทําอย่างไร? เราจะมี ลาภอุดม มียศสูง มีสรรเสรญมากล้น นีเรยกว่า ปญญาขันคนธรรมดา และสูงกว่าคนช่างคิดธรรมดาๆ ขึนมาได้ บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยเปนนักปฏิบัติ คือยังไม่ลงมือ นําสิงทีสงสัยมาวจัยวเคราะห์ แยกธาตุ หรอทําการผสมปรนปรุงมันออกมาให้เกิดผลกับตนจรงๆ เลย แม้การ จะก่อให้เกิดลาภ เกิดยศ เกิดสรรเสรญกับตนก็ตาม ก็เพียงคิดฟงฟุงเฟองไว้ เท่านัน แถมเต็มไปด้วยเหตุผลน่ารวย น่าได้ยศ น่าได้สรรเสรญด้วยซําไป แต่ยังไม่เคยลงมือ จะเรยกว่า มีผลเปน "เจโต" ไม่ได้ มันได้แค่ขันเรยกว่า "จินตามยปญญา" เปนปญญารู้กายภายนอก และกายภายใน ลึกขึนมาบ้าง แต่ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 ก็ยังไม่รู้ "จิต" หรอ "ใจ" อยู่นันเอง จึงเปนการ "รู้" ด้วย "ตาเนือ" ขันละเอียดขึน มาหน่อย ยังไม่มีการตัด "โคตรภูจิต" แม้ "จิต" ตัวหยาบ ๆ รอบสัน ๆ จึงยังไม่มีจิต ตัวใดเกิด มีแต่ "จิต" ตัวเก่าทีถูกคิดค้นปรนปรุง อันเรยกว่า "สังขารธรรม" แล้วก็ "รู้" ได้ เปน "ผล" จากการคิดนัน สิงทีรู้ได้จากผลแห่งการคิดนี เรยกว่า "วญญาณ" ก็ยังเปนการ "รู้" ทียัง แบ่งไม่ออกอยู่ดีว่า อะไรควรแยกเปนอะไร คงได้รับเอาไว้หมด จึงคงฝงแน่นอยู่ ในจิต เปนอุปาทาน ปญญาขันที 3 ก็คือ คนผู้นันได้ลงมือนําสิงทีคิด ทีสงสัย หรอทีได้ "รู้" นันมาวเคราะห์ แยกธาตุจรง ๆ หรอทําการผสมปรนปรุงจรง ๆ เช่น กับข้าว อย่างนีมันอร่อย อย่างนีทําอย่างไร ก็นํามาทําจรง ๆ จนเห็นกับข้าวนัน "เกิด" ขึนมาโดยตนเอง ทํากับมือเองจรง ๆ หรอทีสงสัยว่า "นํา" มันเกิดมาจากอะไร? ก็นํามาแยกธาตุ จนพบไฮโดรเจน 2 หน่วย กับ ออกซิเจน 1 หน่วยจรง ๆ เห็น ตัวตนของไฮโดรเจน กับ ออกซิเจน ทีเปน "ตัวตน" อันละเอียด เปนลม เปน แก๊สได้จรง ๆ และแม้สงสัยว่าทําอย่างไรจะรวย? ก็คิดค้นเห็นทางจนแน่ใจว่า ค้าขายจะรวย ก็ลงมือค้าขายจรง ๆ หรอแน่ใจว่าทําราชการจะได้ยศ ก็ลงมือทํา ราชการให้ได้จรง ๆ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 การทํากับข้าวนันมันง่าย ก็จะเห็นผลง่าย เร็ว การแยกธาตุนํา ยากขึนมา หน่อย แต่ก็จะเกิดผลได้เห็นได้สัมผัสได้จรง ๆ เหมือนกัน และถึงอย่างนัน ก็จะ ยังรู้มากกว่านีไม่ได้ คือไม่รู้ว่าทําไม? กับข้าวนัน เอาสิงนันผสมกับสิงนันโขลก อย่างนัน ยัดอย่างนี จึงเรยกว่า "อร่อย" หรอ ไฮโดรเจน 2 หน่วย มันทําปฏิกิรยา กับอ๊อกซิเจน 1 หน่วยยังไง เหตุผลอย่างไร มันจึงรวมตัวกันแล้วแปรสภาพมา เปน "นํา" ก็ยังเข้าใจลึกซึงไม่ได้ ยิงการค้าขาย เมือคิดว่า จะทําให้รวย พอไป ค้าขายจรง กลับขาดทุนย่อยยับก็มี หรอบางทีก็รวยได้ แต่ก็ยังไม่รู้ได้ว่าทําไมถึง รวย เพราะบางคนเขาทําอย่างเราเหมือนกันก็ไม่เห็นรวย แต่บางคนทําอย่างเรา รวยกว่าเราก็มี เรยกว่า เห็นผล เกิดผล สัมผัสผลจากลงมือทํา ดังนี จึงเรยกว่า "ภาวนามยปญญา" ตาทีรู้เห็นได้ ขันนีจึงตังชือว่า "ตาทิพย์" คือ เห็นรูปการณ์ได้จรง ๆ แม้ การมีบทบาทเดินทาง คลีคลายการ "เกิดผล" ในสิงทีหยาบ ๆ ก็พอรู้ แต่การ เดินทาง หรอคลีคลายของไฮโดรเจนกับออกซิเจน จะยังไม่เห็นไม่รู้แน่ จะเห็นได้ สัมผัสได้ก็แต่ "รูป" ของมัน แม้มันจะเล็กจะละเอียด ก็ยังอุตส่าห์เห็น ."รูป" มัน ได้ ถึงขันทีกล่าวได้ว่า เห็น "รูปทิพย์" หรอตัวตนของสิงเล็กละเอียด ดังนี จึง จะเรยกได้ว่า ถึงขัน "ปฏิเวธธรรม" ถ้าปฏิบัติ "ฌานจิต" ก็จะเห็น "รูปสัญญา" หรอ "รูปนิมิต" ได้ทีเดียว ถ้า ปฏิบัติ "สติปฏฐาน" ก็จะรู้เห็น "กิเลส-ตัณหา" ได้ ขันนีแหละ เรยกว่า "เจโต" 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ปญญาขันเห็นจิตจรง รู้ "ตัวตนของอุปาทาน" หรอ "สัญญา" หรอ "วญญาณ" ได้ อันเปน "ตัวตนของจิต" ทีเรยกว่า สมมุติทีหลงยึดมันกําหนดจํา ไว้ ไม่ยอมปล่อยทิงนันเอง แต่คนผู้นี ก็ยังไม่ปล่อย เพราะเพิงรู้ได้ชันต้นยังไม่ แน่ใจ จึงยังมี "วจิกิจฉา" อยู่ ปญญาขันที 4 ก็คือ คนผู้นัน รู้แจ้งเหตุผลของกับข้าวทีทําได้แล้วว่า "อร่อย" เพราะมันมีนําปลาดี ผสมได้ส่วน มีเนือดีได้ส่วนพอดี มีผักดีได้ส่วนพอ เหมาะ ทีจะปรุงออกมาเปน "รูป" นัน ๆ ได้ตามต้องการ และจะให้ "รส" อย่าง นันด้วย หรอไฮโดรเจน 2 หน่วย มีพลังงานเท่านัน ออกซิเจนหน่วยหนึง มีอํานาจ เท่านัน ฤทธิของสองสิงนีทําปฏิกิรยากันได้รอบหรอได้ "พลังงานก่อตัวสัมบูรณ์" ถึงขีดของมัน มันก็แปร "รูป" มาเปน"นํา" ได้ และรู้ได้ว่า ทีค้าขายรวย เพราะเรานําของเหมาะสมมาทําการ เรามีจังหวะ ดี โอกาสดี อยู่ในย่านดี หรอเราฉลาดหาเหลียมหามุมอย่างนันอย่างนี ก็เปนอันรู้เหตุและผลลึกซึง ขึนมาได้อีก การรู้อย่างนีก็เปน "ปญญา" ขันลึก เรยกว่า "รู้นามธรรมใน นามธรรม" หรอเห็น "นาม" ได้แม้ทีซ่อนอยู่ใน "รูป" อันเล็กละเอียดอีกที เห็นการคลีคลายเดินทางของ "รูปละเอียด" ได้ จึงเรยกว่า เห็นด้วย "ตา ธรรม" แม้เห็น "รูปสัญญา" หรอ "รูปนิมิต" นัน ๆ ก็เห็น "เวทนา" หรอความ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 รู้สึกใน "รูปนิมิต" ได้ หรอรู้ "ใจ" ของ "รูปนิมิต" นัน ๆ ขันนีแหละจึงจะเรยกว่า เห็นกายในกายแท้ ๆ หรอ เห็นจิตในจิต เปน "ปญญาวมุติ" แท้ ๆ ขันตัด " โคตรภูจิต" กันจรง ๆ ถอดคราบออกมาเปนจิตใหม่ มี "จิตเกิด" ตัวใหม่ เรยก ซ้อนลงไปก็ได้ว่ามี "ปญญาวมุติ" เปน "โสดาปตติมรรค" ("มรรคญาณ" และ จะมี "เจโตวมุติ" เปน "โสดาปตติผล" (ผลญาณ) การจะเห็นแจ้งดังนีได้ ก็ด้วยการเพ่งแทงด้วย "สมาธิจิต" อันมีพลังจรง ๆ เรยกว่ามีแสงสว่างพร้อม (ค่าของพลังจิต) มีตาอันใสคม (ค่าของสติปญญา) มี สิงทีจะเห็นได้จรง(รูปละเอียดแท้) จึงจะ "เกิดผล" แท้ได้ (เปน "เจโต" ตัวใหม่) รู้อย่างนี เรยกว่า รู้อย่างนับเปนผู้มี "ปญญาญาณ" หรอเกิด "ญาณทัสสนะ" พุทธศาสนานับ "จิตรู้" ตัวนีเปน "ปญญา" ตัวที 1 คือ พ้นโง่แล้ว มี "ปญญา" จรง ๆ เสียที มีการตัด มีการลอกออกได้แล้วหนึงชันจรง ๆ ปญญาชันที 5 ก็คือ รู้แจ้งชัดยิงกว่านันมากขึน ไปอีก จนดูเปนการ "หักมุม กลับ" ไปเลยว่า ทีอาหารมันอร่อย ก็เพราะไป "หลง" มันเข้า ไปเชือตามคนทัง หลายเขาชวนเชือว่า ถ้ามีผักเปรยวหวาน ทีประกอบด้วยของทีปรุงอย่างนีๆ และ จะอร่อยอย่างนีนะ ก็ไปจํามา ไปหลงเชือเขามา (มีโมหะ) พอมาได้กินอาหาร อย่างนีเข้า และผลปรากฏตรงกับทีได้ไปหลงจํามา หรอหลงเชือมา ก็เลยสมใจ ถูกใจ พอใจ เรยกสิงนีว่า "อร่อย" แล้วก็ยึดถือ ผูกพัน (อุปาทาน) จะต้องกินให้ได้ อย่างนี จะต้องหาอย่างนีมาให้ได้เสมอ มากๆ ยิงดี ทุกเวลานาทียิงดีใหญ่ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 แต่ถ้าไม่ไป "หลง" (ถูกหลอก) จํามา "หลง" (โง่) เชือมา "ความอร่อย" มันก็ ไม่มี ภาษาเรยกว่า "อร่อย" ก็ไม่มี ก็ไม่เห็นจะต้องอยากกินผัดเปรยวหวานนัน กินอะไรก็ได้ เพราะรู้แจ้งเสียแล้วว่า ทีแท้ก็ "การปรุง" (สังขาร) อย่างหนึงเท่านัน เอง เราจะเอาเนือ เอาผัก เอานําปลาอย่างนันไปทําเปน "แกง" มากินก็ได้ หรอแม้ จะนํามากินโดยวธีต้มจืด ๆ แล้วก็กิน นําปลา นําเปรยว นําหวาน กินทีหลังก็ได้ มันก็ไอ้กินธาตุของผัก ของเนือ ของนําปูนําปลาต่าง ๆ ชนิดเดียวกันลงไปใน กระเพาะเท่านันเอง ก็เหตุเพราะไปหลง "การปรุง" (สังขาร) นันแหละ จึง "ทุกข์" และไฮโดรเจน 2 หน่วย กับออกซิเจนหน่วยหนึง ทีรวมตัวกันจนเปน "นํา" นัน ก็คือ ธาตุชนิดหนึง ทีมีออกซิเจนกับไฮโดรเจน โดยมันรวมกันเปน "ตัวตน" (อัตตา) มีไฮโดรเจนเปน "นาม" และมีออกซิเจนเปน "รูป" เกาะกันแน่นด้วย พลังงานจํานวนหนึง (อุปาทาน) ถ้าตราบใดไม่มีพลังงาน ทีมีค่าสามารถทําลาย พลังงานแห่งการยึดเกาะ (อุปาทาน) ของ "นํา" นีได้ มันก็จะยังคงดํารงตัวอยู่ใน "รูป" ของนํา ถ้าใครสามารถหาพลังงานทีมีค่าขันสามารถทําลายตัวตนของนํา ออกได้ เขาก็จะได้ออกซิเจน และ "ตัวตน" ของนําก็สลายไป ดับสูญ (นิพพาน) ไปด้วย ดังนี และในคนมีพลังงานนี ทังในร่างกายของคนก็ต้องใช้นํา เพราะมันมีออกซิเจน อันเปนธาตุสําคัญ ทีเราต้องใช้ พร้อมกันนัน มันเปน "นํา" (ธาตุนํา) มันก็ยังเปนธาตุทีร่างกายเรา ต้องใช้ด้วย จึงรู้มากขึนกว่าแต่ก่อนว่า ของนีมีประโยชน์กับร่างกาย แต่ก็ไม่ไป หลงมัวเมา ปรุงมันเล่น หรอแยกธาตุมันเล่น จะเอามันมาใช้จรงๆ กับเรา ก็ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 เพราะเมือเราต้องใช้มัน มากไปก็ไม่เอา น้อยไปหน่อยก็หาเติม ก็เท่านันเอง ส่วนธาตุอืน ๆ หรอของอืน ๆ เช่น ท่อนไม้ ตะกัว ไซยาไนด์ อะไรต่าง ๆ อันไม่ จําเปนเลยสําหรับร่างกายเรา เราก็ไม่เอา ไม่อยากได้มา แม้จะเปนทองคํา เพชร พลอย มีมาให้เรา เราก็ไม่รับ หรอแม้จะมีอยู่เปนของตน ก็แจกแก่ผู้อืนให้เหมาะ สม เปนประโยชน์ทีสุดไปกับผู้อืนเท่านัน เราไม่ "หลง" ในของไม่จําเปนอย่างแท้จรง อันจะเกือกูลร่างกายและความ เปนอยู่ให้เกินความเปนไปอย่างพอดี จะรับอยู่เฉพาะปจจัย 4 ซึงมี อาหาร- เครองนุ่งห่ม-ทีอยู่-ยา แต่เพียงพอเหมาะ ไม่มากไปเปนอันขาดด้วย และแม้การค้าขายจนรวยนัน ก็เข้าใจได้อย่างแจ้งด้วยว่า เรายังบังเบียดผู้ อืนอยู่ เรายัง "โลภ" อยู่ เราต้องเหน็ดเหนือย เพราะต้องการ "รวย" อยู่ แท้จรง เราค้าขายเพียงพอดีๆ เพือให้มาพอใช้สอย คุ้มปากคุ้มชีวตให้เปนไปพอดี ๆ ก็ พอแล้ว หรอถ้ามีทางทีเหมาะควรกว่า เช่น เห็นทางว่า แม้เราจะไม่ค้าขาย เราเอา ชีวต "ของเราไปช่วยเผยแพร่ความจรง" อันนีให้คนอืน ๆ ทีเขายังไม่รู้ ได้รู้ตาม และตัวเราเองยังชีพอยู่เพียงเล็กน้อย กินเพียงวันละมือ หรอสองมืออย่างมาก เครองนุ่งห่มก็แค่ผ้าพันกาย ทีอยู่ก็เพียงพออาศัย กันแดด กันฝน กันลม กัน หนาวก็พอแล้ว เราก็จะหยุดค้าขายออกบวชได้ แล้วก็เผยแพร่ความรู้ ความ แท้จรงอันนีให้คนอืนรู้ตาม โดยนัยเดียวกัน การจะหายศหาสรรเสรญโดยวธีใด ๆ ก็จะไม่รับมา 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 "ปญญา" ขันนีแหละ คือ พระอรยเจ้า ซึงจะมีสูงขึน ๆ เปนระดับ ๆ จาก พระสกิทาคามีไปเปนพระอนาคามี และเปนพระอรหันต์กันในขันทีเรยกว่า รู้ เหลียมของทุกข์ พร้อมทังรู้เหตุ รู้วธีดับเหตุได้ และก็ดับมันได้ด้วย ลอกออกที ละชัน ๆ เล็กลง ๆ หรอละเอียดเข้า ๆ หรอสูงขึน ๆ ตามลําดับขันของความเปน "อรยะ" ขันสูงขึน ๆ นัน ๆ ตาทีเห็นได้ดังนี เรยกว่า "ตาปญญา" แท้ ๆ และมี "ปญญาวมุติ" เปน "มรรคญาณ" กับ "ผลญาณ" เกิดปะติดปะต่อกันไปตามแรง "ภาวนา" ของผู้ได้ "กระทํา" ให้ "เกิด" นัน ปญญาขันที 6 นัน เปนขันสูงสุด ยอดเยียม เรยกว่า รู้ชัดเจนจนสินรอบ เปน "ปรวัฏสาม" ซึงมิได้หมายความว่า สิน 3 รอบแบบง่าย ๆ แต่หมายความว่า ละเอียด-กลาง-หยาบ หรอ เบืองต้น-ท่ามกลาง-บันปลาย เบืองในตอนกลาง- ข้างนอก สูง-กลาง-ตํา อดีต-ปจจุบัน-อนาคต เร็ว-ปานกลาง-ช้า ฯลฯ อันอาจ จะแบ่งเปนสิบรอบ ร้อยท่า พันวถี ก็ได้ และแท้จรงนัน ยิงกว่าพันรอบ หมืนวถี ทว่า ในภาษาก็พูดได้เท่านี หมายถึง วัฏน้อย (สภาพน้อย) วัฏกลาง (สภาพ ประมาณปานกลาง) วัฏใหญ่ (สภาพยืดยาวกว้างไกล) อันจะเข้าใจหยาบๆ ก็ได้ และละเอียดลึกซึงก็ได้ สําหรับปญญาขันนีนัน นับเปนการรู้แจ้งครบทุกสภาพ รู้แจ้งโลก รอบ มหาจักรวาล เรยกว่า "โลกวทู" รู้ชัด แม้การเกิดของสิงอันใดใช้พลัง "นาม" เท่าใด จึงจะได้รอบแห่งความเปน "รูป" (อัตตา หรอมวล) ถ้าจะทําลาย "รูป" นันให้แตกดับสลายไป พ้นสภาวะรูปนันไปเปนอืน จะต้องใช้ "พลัง" เท่าใด? เมือ 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 ไปตกในสภาวะ "รูป" ในวัฏใหม่ จะเล็ก-ใหญ่เท่าใด? จะทําลาย "รูป" นันอีกได้ ด้วย "พลัง" เท่าใด? จนทีสุดถึง "สุญญตาแห่งความไม่มี"ความเปนสิงนัน และ ท้ายสุดแห่งการไม่เปนสิงอันใดอันหนึงอีกเลยนัน ย่อมไม่มีในทีไหน ๆ นอกจาก การเคลือนไป การแปรไปของความเปนสิงนัน ๆ เท่านันในโลก นันคือ ทุกสิง ทุกอย่าง ครองไว้ด้วย "อนัตตา" ไม่มีความแท้เทียง ไม่มีความยึดครองมันคง โดยไม่เปลียนแปรในทีไหน ๆ ปญญาชันรู้ได้ดังนี เรยกว่า "ตาพุทธะ" ผู้ซึงสามารถทําลาย "อัตตาของจิต" ทีมันเล็กยิงกว่า "อัตตาของยูเรเนียม" ให้สลายตัวได้ แล้วใครทีเคยเรยนรู้ทางวทยาศาสตร์มาแล้ว ก็ช่วยคิดด้วยว่า พระพุทธองค์ มี "อัตราเร่ง" เท่าใด ไปยิง "มวลทางจิต" ให้สลาย และจะได้ "พลัง กัมมันตภาพรังสี" ออกมาเปนเท่าใด? นันแหละคือ "ประภามณฑล" (ขอบเขต ของเอกภาพและสนาม) ของพระพุทธองค์ ในวาระทีทรงกระทํา "ปรนิพพาน" แต่ออกฤทธิและรส "เย็น" ไม่เผาผลาญ เพราะรังสีนันเปน "สันติรังสี" แท้ ๆ อันเปนปฏิภาคกลับของ "กัมมันตภาพรังสี" ทีโลกใช้อยู่ขณะนี — ⃠ — หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 ภาคผนวก : พระไตรปฎก เล่ม 9 อัมพัฏฐสูตร วชชา 8 มโนมยิทธิญาณ ภิกษุนัน ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพือนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ นิรมิตกายอืนจาก กายนี มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรย์ไม่บกพร่อง ดูกรอัมพัฏฐะ เปรยบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนีว่า นีหญ้า ปล้อง นีไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึง ไส้อย่างหนึง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนันเอง อีกนัยหนึง เปรยบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนีว่า นี ดาบ นีฝก ดาบอย่างหนึง ฝกอย่างหนึง ก็แต่ดาบชักออกจากฝกนันเอง อีกนัยหนึง เปรยบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนีว่า นีงู นีคราบ งู อย่างหนึง คราบอย่างหนึง ก็แต่งูชักออกจากคราบนันเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนันแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพือนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอืนจากกายนี มีรูปเกิดแต่ ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรย์ไม่บกพร่อง แม้ข้อนีก็เปนวชชาของเธอ ประการหนึง. 140624 ประกายธรรม 20 จะสร้างปญญากันอย่างไร ? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน