140700 ประกายธรรม 22 ย่อความสภาวจิต บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์90 KB
วันที่แก้ไข22 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 22 ย่อความสภาวจิต ภวังค์ : - จิตธรรมดา เมือเรมละทิงสภาพรอบกายภายนอก ไม่รับรู้สภาพภายนอก แต่กลับดิงเข้าไปอยู่ในจิตเอง ไปรับรู้เรองราวแต่ในจิตเอง เรยกว่า เรมเข้าสู่ ภวังค์ จิตตกภวังค์ คือจิตไม่รับรู้เรองภายนอก รู้แต่เรองภายในจิตเท่านัน - ถ้าเปนไปเองโดยธรรมชาติ เมือจิตตกภวังค์สนิท เรยกว่า หลับ เมือจิต ฟุงซ่านอยู่ในจิต เรยกเรองต่างๆ ทีจิตกําลังฟุงเฟอไปนันว่า ฝน (ถ้าไม่ใช่จิตของ ตนฟุงซ่าน มีจิตอืนมาแสดงให้จิตเราเห็น เรยกว่า นิมิต) หรอจิตของเราเอง สร้างรูป สร้างเรองขึนมาเอง ก็เรยกว่า นิมิต (แต่ต้องเปนจิตบรสุทธิ และกล้าคม) - ถ้าเปนไปโดยเจ้าของจิตทําเอาเอง คือตังใจทําจิตให้เปนสภาพเดียวกัน กับภวังค์ นีแหละคือให้เรมละ สลายจากการรับรู้ภายนอก เมือทําได้โดยเราไม่ รับรู้ภายนอกได้จรง มีแต่จิตอยู่กับจิตตัวเองเท่านัน รับรู้อาการของจิต รับรู้ ความฟุงซ่านของจิตตัวได้ นันแหละ คือ ฌาน ผิดกับหลับ ตรงทีเราทําเอาเอง 140700 ประกายธรรม 22 ย่อความสภาวจิต บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 และอยู่ในสภาวะรู้ตัว จงใจ เรยกว่า มีสติประกอบอยู่ ถ้าไม่มีสติประกอบอยู่ เรยกว่า หลับไหล (ดังทีพระพุทธองค์ตรัสเรยกเลยทีเดียว) (หมายเหตุ : ฉาน ทีกล่าวในทีนีหมายถึง ฌานอย่างฤาษี ฌานอย่างโลกีย์ ) - เมือเปนฌานแล้ว เราตังใจทําให้สติขาดจากจิต คือทําให้ขาดการรับรู้ลง ไปเสีย แม้แต่สภาพภายในเมือสติก็ขาดลง การรับรู้ใด ๆ หมดลง ไม่รับรู้อะไร ทังภายนอก-ภายใน เมือนันเรยกว่า นิโรธ หรอแม้เราจะไม่ตังใจให้จิตขาดการ รับรู้ ในขณะทีเรากําลังเจรญฌานอยู่นัน แต่ถ้าจิตมันขาดการรับรู้ลงไป ก็เรยก ว่านิโรธเช่นกัน แต่จะเปนนิโรธทีเกิดเอง เปนเอง โดยเจ้าตัวไม่รับรู้ จึงเปน นิโรธนอกแบบฝกหัด ถ้าจะเกิดในขณะจิตเปนฌานตืนๆ

อ่านต่อ

นิโรธนันก็จะเปนนิโรธ ตืนๆ ผ่านวูบเดียว ก็จะกลับจิตคลายถอนออกมาสู่สภาพจิตตืน สภาพอย่างนีจะ เปนกับผู้ปฏิบัติใหม่ ๆ เสมอ บางครังเหมือนสัปหงก บางครังเหมือนผวา บาง ครังก็วูบไปเฉย ๆ - ดังนัน ถ้าจะให้นิโรธนีตังอยู่ได้นาน คงทน ก็ต้องให้จิตดิงเข้าสู่ฌานทีลึกๆ แล้วค่อยปล่อยสติให้จิตเข้าสู่นิโรธ จึงจะได้นิโรธ ทีนานและลึก - เมือผู้ใดเข้าสู่สภาวะนิโรธ ก็เมือนัน คือผู้นัน กําลังท่องเทียวอยู่ในนิพพาน - วปสสนา คือ การกระทําอย่างไร? ก็คือ เมือจิตเรมเข้าสู่ฌาน ก็พยายาม อย่าให้จิตเข้าสู่นิโรธ ต้องมีสติอยู่กับจิตเสมอ เพ่งพิจารณา สภาพจรง ๆ ทีจิต เปนไปตลอดเวลา เราก็จะได้รู้ความจรงแท้ตลอดเวลา จากน้อยเปนมากขึน 140700 ประกายธรรม 22 ย่อความสภาวจิต บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 มากขึน แต่รู้สภาวะของแท้ทีเรยกว่า ปรมัตถ ไม่ใช่ภาษา และไม่ใช่รูปร่าง เปน สภาวะจิต สภาวะนาม สภาวะธรรม ทีไม่มีตัวตน จากเบืองบน คือ ตังแต่ชันแรก ๆ ทีเรยกว่า หยาบ ก็จะได้รู้สภาวะจิตที ละเอียดขึนเรอย ๆ ตามลําดับ จะรู้อะไรก่อนหลังก็แล้วแต่เจ้าของจิต กําหนดไม่ ได้ และบอกไม่ได้ด้วยว่าจะได้รู้อะไร แต่จะให้รู้เอง แม้คําว่า นาม และคําว่า กิเลส หรอคําว่า ฟุงซ่าน จนจิตมีกําลังดี คือ เปนฌานชันสูงแล้ว เมือเราตังจิตอยากจะรู้อะไรไว้ จิต ก็จะพยายามทํางานส่งให้เรารู้เสมอ เปนแต่ว่าเจ้าของพยายามตามอ่านให้ออกก็ แล้วกัน ส่วนมากไม่รู้เรอง ตามอ่านไม่เปน อ่านไม่ออก ทังๆ ทีจิตพยายามพา ไปรู้สิงนันๆ แล้ว นีแหละคือความยาก ยากกันอยู่ตรงนี การทําฌานสมาธิเฉย ๆ นัน มันไม่ยากนัก ทําได้ทุกคน แต่ว่าอ่านจิตไม่ เปนกันนีแหละ จึงไม่แจ้งธรรม หรอ ไม่แจ้งสภาวะธรรม แต่ถ้าผู้ใด เรยนฝกมา ทางสร้างนิมิตประกอบ ก็จะอ่านจิตจากนิมิตได้ แต่มันยากแก่การจะรักษาความ บรสุทธิ เพราะถ้านิมิตเกิด ก็คือ เราต้องช่วยประกอบนิมิตนัน ถ้าขณะใด เราไม่ ประกอบด้วยกิเลสจรง สิงนันก็แท้ แต่ถ้าประกอบด้วยกิเลส สิงนันก็ปลอม ดังนัน พระอรยเจ้า ผู้พ้นกิเลสแล้ว อยากทราบเรองราวใด ๆ ก็ประกอบ เรองราวเปนนิมิตได้ง่าย และจรงด้วย เพราะท่านสินกิเลส จึงไม่มีการเอากิเลส ไปประกอบนิมิต เหมือนคนธรรมดา ผู้ยังมีเชือกิเลสอยู่ในจิต 140700 ประกายธรรม 22 ย่อความสภาวจิต บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 — ⃠ — หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) 140700 ประกายธรรม 22 ย่อความสภาวจิต บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน