13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 โดย พ่อท่านพระโพธิรักษ์ .docx
เนื้อหาในไฟล์
13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 โดย พ่อท่านพระโพธิรักษ์
ประกายธรรม (รวมบทความเก่าๆ ของพ่อท่าน)
สารบัญชื่อเรื่อง : 1. ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ระหว่าง "คน" กับ "ศาสนา" ในทุกวันนี้? 2. ใครแปลคำว่า "คน" คือ "ผู้ประเสริฐ" เรียกได้ว่า ผู้นั้นยัง "โง่" อยู่อย่างแท้จริง 3. เมื่อใด "คน" จึงจะมี "ค่า" แก่ผู้อื่น หรือโลก 4. "ยิ่งให้ไป ยิ่งจะได้มา" 5. ชาติหน้ามีจริงหรือ? 6. "พุทธศาสนา" วันนี้ มี "ค่า" ต่ำกว่าเมื่อวานนี้ 7. "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? 8. "อรหันต์" นั้นมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเป็น "อรหันต์" เชื่อหรือไม่? 9. "ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่บรรลุ เป็นพระอรหันต์เจ้า ซักที" 10. "เมื่อใดคนจึงจะเป็นผู้มีประโยชน์อย่างแท้จริง" 11. หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู 12. "ฌาน" ที่มีในคนยังลืมตา 13. ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทำอย่างไร 14. ทำดังนี้...จะมีแต่กำไร 15. เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งของผู้พึ่ง "ธรรม" 16. นั่งสมาธิหลับตากันทำไม? 17. ปลูกจิตปัญญา 18. "รู้ง่าย ทำก็ง่าย แต่คนไม่พยายามหัดทำ นั้นคืออะไรเอ่ย?" 19. "พุทธ" สอนให้เรียนรู้อะไร เมืองพุทธ ชาวพุทธ?! 20 . จะสร้างปัญญากันอย่างไร? 21. ประสบ "ธรรม" หรือ "รู้แจ้งธรรม" แท้ ๆ คือเช่นไร 22. ย่อความสภาวจิต 23. ระดับแห่งความเป็นมนุษย์ 24. จากบุคลาธิษฐาน แปลเป็น ธรรมาธิษฐาน
ประกายธรรม
เรื่องที่ 1. ใครลากจูงใครมากกว่ากัน ระหว่าง "คน" กับ "ศาสนา" ในทุกวันนี้ ? 25 มกราคม 2513
มีเหตุที่เรียกว่า ทำให้ "ศาสนาเสื่อม" ลง อยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน ที่นับว่าเป็น "เหตุ" ข้อใหญ่ๆ คือ เหตุข้อใหญ่ๆ ที่ทำให้ "ศาสนาเสื่อม" ลง : 1. เพราะความไม่รู้ว่า "เนื้อแท้ของศาสนานั้
อ่านต่อ
นคืออะไร?" 2. เพราะ "ความมักง่ายของคน" ด้วยเหตุ 2 ประการนี้เอง ทำให้ศาสนาเสื่อมลงทุกวันๆ ข้าพเจ้ากล้าพูดว่า "ศาสนาเสื่อม" ก็เพราะผลของศาสนานั้นน้อยลงๆ จนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีผลออกมาให้เห็นเลยในทุกวันนี้ ศาสนาที่ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้นั้น ข้าพเจ้ากำลังพูดถึง "ศาสนาพุทธ" เพราะ "ศาสนาพุทธ" เป็นศาสนาประจำชาติไทย เป็นศาสนาที่แพร่หลายกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย และเป็นการดีที่สุดแล้วที่ประเทศไทยรับนับถือเอาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะ… เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความถึงที่สุด เป็นศาสนาที่มีจุดสุดยอด เป็นศาสนาที่รู้แจ้งทะลุหมดสิ้นถึงที่สุดแล้ว ไม่ฝากสิ่งไม่รู้ไว้ให้แก่เทพเจ้าองค์ไหน เป็นศาสนาแห่งเหตุและผล ถ้วนทั่วเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน เป็นศาสนาที่รู้แจ้งถึงความจริงแท้ ไม่บิดพลิ้วแปรผัน ดังนั้น ประเทศไทย จึงได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่ฉลาดที่สุดประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศ และเป็นประเทศที่จะมีทุกข์น้อยที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะ "ศาสนาพุทธ" นั้น ที่สุดหรือจุดหมายของศาสนาคือ นำพาให้ผู้ปฏิบัติสิ้นทุกข์ทั้งมวล จึงน่าจะได้ลองนำมาคิดดูกันบ้างว่า คนทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนไทยมีทุกข์มากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งตามความเป็นจริงมันก็ต้องมี "ทุกข์" มากขึ้นเป็นธรรมดาอยู่ แต่ว่าผู้สิ้นทุกข์แท้จริงน่ะสิ มีมากขึ้นหรือน้อยลง? ผู้สิ้นทุกข์ในที่นี้ก็คือ ผู้รู้แจ้งเหตุที่ทำให้ทุกข์ แล้วก็ดับเหตุนั้นเสียได้ ผู้นั้นก็หมดสิ้นทุกข์ไปทันที คนผู้เป็นดังนี้ คนผู้อยู่ในลักษณะนี้ มีอยู่เท่าไรในเมืองไทยขณะนี้ คิดเป็นรายเฉลี่ยกันแล้ว มีมากขึ้น หรือน้อยลง? ข้าพเจ้าไม่ต้องตอบเองเลย ใครๆ ก็ต้องตอบได้ว่า บุคคลผู้สิ้นทุกข์จริงๆ ด้วยรู้แจ้งเหตุที่ทำให้ตัวเองทุกข์ แล้วก็ดับเหตุนั้นเสียนั้นมีจำนวนน้อยลงๆ ทุกวันแน่ๆ ทั้งๆ ที่สภาพของศาสนาพุทธทุกวันนี้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินคนเป็นจำนวนมากพูดกันว่า ศาสนาพุทธในเมืองไทยเจริญ "เจริญ" อย่างไร ศาสนาพุทธในเมืองไทย : คำว่า "เจริญ" หมายความว่า มีผลอันตรงตามเป้าหมาย ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายที่แท้ของพุทธคือ "จะต้องทำให้คนพ้นทุกข์" ดังนั้น คำว่า "เจริญ" ต้องมี "คนพ้นทุกข์" มากขึ้น จึงจะเรียกว่า "เจริญ" ข้าพเจ้ามองไม่เห็นตามที่คนเขาพูดกันเช่นนั้นเลย แต่ถ้าจะพูดว่า "วัด" ในเมืองไทยทุกวันนี้ มีมากขึ้น โบสถ์วิจิตรและเป็นตัวแสดงผลแห่งความเจริญทางวัตถุยิ่งๆ ขึ้น สิ่งประกอบในวัดสวยๆ งามๆ เป็นตัวเป็นตนมีมากขึ้น "พระสงฆ์" ในประเทศไทย เพิ่มจำนวนมากขึ้น ละก็ ข้าพเจ้าไม่เถียง "พระ" บวชเป็นอาชีพเลี้ยงชีวิต แล้วยังมีลาภ มียศ มีเกียรติต่างๆ : เพราะเป็นจริงแล้ว และนับวันจะจริงเพิ่มขึ้น ก็ทำไมจะไม่จริงล่ะ ในเมื่อทุกวันนี้ คนไทยที่บวชเป็นพระอยู่ในวัดต่างๆ นั้น รู้ตัวดีว่า "พระ" เป็น "อาชีวะ" หนึ่ง หรือเป็น "อาชีพ" หนึ่ง ที่ควรจะยึดถือได้ ด้วยเป็น "อาชีพ" ที่ทำให้ตนอยู่ได้อย่างดี นอกจากมีอาหารเลี้ยงชีวิตอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังมียศ มีเกียรติต่างๆ ให้แก่ตนอีก เพียงแต่ว่า เมื่อบวชแล้ว ก็ท่องบทสวดมนต์ให้เป็น ศึกษาประเพณี จารีตให้มาก หรือถ้าเก่งในทางดัดแปลง เพิ่มจารีตประเพณีให้มากได้ ยิ่งเก่ง พยายามสอบเอาประกาศนียบัตรนักธรรม หรือเปรียญให้ได้มากประโยค และขยันวิ่งๆ เต้นๆ วิธีการต่างๆ เหมือน "คน" เหมือนฆราวาสที่ไปเข้าโรงเรียนประจำ มีกฎข้อวินัยบังคับสำหรับโรงเรียนนั้น เมื่อเรียนจบก็มีงานให้ทำเสร็จ ไม่ต้องไปวิ่งเต้นหางานบรรจุ แล้วก็ประกอบการงาน "อาชีพพระ" นั้น ให้ก้าวหน้า เพื่อตนเป็นใหญ่ต่อไป ถ้ายิ่งมีความฉลาด(ในทางผิดคลองธรรม) ก็ยิ่งจะพอกพูนลาภให้แก่ตนได้อย่างดียิ่งด้วย "พระ" ผู้เป็นอยู่ดังนี้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจตนเอง ก็จงแน่ใจเถิดว่า "พระ" ผู้นั้น อยู่อย่างรู้มาก เอาเปรียบคนทั้งหลาย ถือว่ายังเบียดเบียนตนและผู้อื่นอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ และมีอบายภูมิ นรก อเวจี เป็นที่หวังได้อยู่อย่างแน่นอน ที่กล่าวถึงนี้ ตัวผู้เป็น "พระ" เองรู้ตัวดี จิตใจของตัวเองนั้น ไม่มีใครจะหยั่งรู้ได้ดีกว่าตัวเองได้ ดังนั้น ผู้ที่เป็นดังข้าพเจ้ากล่าวมาแล้ว ย่อมแจ้งใจตนเองได้ ขอเพียงใช้เวลาสักนิดเดียว เพียงไม่ถึงชั่วโมงหรอก "วิปัสสนา" ดูตัวเองเสียหน่อย อย่ามี "มานะทิฏฐิ" อย่ามี "โมหะ" เป็นต้องรู้ได้แน่ "พระ" ที่น่าเคารพนับถือ บวชจริง ตั้งใจจะหาทาง "พ้นทุกข์" จริง : สำหรับ "พระ" ผู้ที่น่าเคารพนับถือ คือ "บวช" จริง ตั้งใจจะหาทาง "พ้นทุกข์" จริง และได้เพ่งเพียรพยายามอยู่เสมอ มิได้ท้อถอย แต่ก็ไม่พ้นความเป็น "ปุถุชน" ไปได้สักที เหตุเพราะ "บุญบารมี" สั่งสมมาแต่เดิมน้อย นั่นก็เป็น "พระ" ผู้น่าสรรเสริญบูชายิ่งแล้ว แม้จะก้าวขึ้นสู่ความเป็น "พระอริยเจ้า" ไม่ได้ก็ตาม ชาติต่อไปถ้าจิตของท่านยังมั่นคง จงหวังเถิดว่า ท่านจะไม่พ้นได้เป็นพระอริยเจ้าอย่างแน่แท้ เพราะ "กรรม" นั้นย่อมสั่งสม จริง และ "จิต" นั้นสำคัญยิ่ง สำคัญจริงๆ ความจริงแท้ของผู้ใดก็ตาม ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย นอกจากในดวง "จิต" ของตนเอง โกหกใครๆ ในโลกนี้ โกหกได้ แต่จะโกหกตัวเองนั้น ย่อมไม่ได้ นอกจากว่า "คน" ผู้นั้น มีกิเลสอันได้แก่ "มิจฉาทิฏฐิ" และ "โมหะ" อยู่มาก หนาจนมองอะไรไม่ออกแม้ในตนเอง ก็อภัยเขาเสีย เพราะปกติเขาเป็นผู้โง่ แต่มีข้อสังเกตให้กับตนเองได้ง่ายๆ ข้อหนึ่ง คือ การปฏิบัติธรรมเพื่อหวัง "นิพพาน" นั้น ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ต้องปักใจแน่จริงๆ ขั้นกล้าตาย ถ้าทำเหยาะๆ แหยะๆ อยู่ ก็แพ้โลกอยู่ทุกขณะจิตที่เหยาะแหยะนั่นแหละ "พระ" ผู้ใดลงถึง "บวช" เป็นพระแล้ว ไม่มีความตั้งใจจะช่วยตน หรือทำตนให้สู่ความเป็น "พระ" จริงๆ แท้ๆ อันหมายถึงบรรลุเป็นพระอริยสงฆ์ให้ได้แล้วละก็ "พระ" ผู้นั้นก็คือ ผู้อยู่โดยอาศัยผ้าเหลืองเป็น "อาชีพ" ทั้งสิ้น ความเป็นอยู่ดี (อย่างคน ทั้งๆ ที่เป็นพระ) ความก้าวหน้าในตำแหน่งฐานะดี (อย่างคน ทั้งๆ ที่เป็นพระ) ความได้รับโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขดี (อย่างคน ทั้งๆ ที่เป็นพระ) ยังจะเป็นของ "พระ" ที่ถือเป็น "อาชีพ" อย่างเอาจริงเอาจังได้ และที่สังเกตได้ชัดๆ เจนๆ ก็คือ ผู้บวชแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาประกอบอาชีพ คือ เรียนปริยัติบ้าง เรียนปฏิบัติบ้าง (เรื่องการปฏิบัติ ก็เป็นการปฏิบัติที่ผิดศีล ผิดพรตอันแท้จริงของพระอริยเจ้าเสียด้วยเป็นส่วนมาก เพราะถ้าแม้นปฏิบัติถูกศีล ถูกพรตแล้วละก็ ท่านผู้นั้นปฏิบัติไม่นานนัก ย่อมจะต้องถึงธรรม หรือมีธรรมถึงใจได้อย่างแน่นอน) พากเพียรกระทำเอาจนได้ศักดิ์ ได้ศรี มีใบรับรอง มีความแพร่หลายเป็นที่ยอมรับ พอได้รับสิ่งเหล่านั้นเพียงพอสมควรแก่ความต้องการแล้ว ก็ลาออกจากการเป็น "พระ" (สึก)ออกมา เอาศักดิ์และศรีที่ได้ไว้แล้วในสมัยเป็น "พระ" มาเชื่อมโยงกับโลกของคน เข้าประกอบอาชีพต่อในโลกของคน เพื่อจะได้เสพความเป็น "คน" ครบทุกทวาร (เพราะนุ่งเหลือง ห่มเหลืองนั้น มีวินัย เสพ "กามคุณ" ได้ไม่ครบทุกทวารกาย) ผู้นี้แหละ เป็นตัวอย่าง เป็นหลักฐานที่นำมาพิสูจน์ นำมาอ้างได้ว่า ผู้บวชเป็น "พระ" ทุกวันนี้ ถือความเป็น "พระ" เป็น"อาชีพ" อย่างหนึ่งของ "คน" และเป็นนักเรียนกินนอน ที่ได้เปรียบ โก้ หรู แสนสุข กำไรท่วมบ้าน พอเรียนได้ฐานะ พอใจ สะสมทุนได้พอใจ ก็จะออกไปเป็นคนผู้เสพกามร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อไป แล้วจะให้ศาสนาเจริญไปได้อย่างไร ลองคิดดู ดังนั้น ควรจะมาพากันคำนึงกันเสียหน่อยดีไหมว่า ควรจะทำอย่างไรดี เราจะตัดไฟแต่ต้นลมได้บ้าง แม้ตัดไม่ได้หมด เพราะขณะนี้ เรามีน้ำอยู่น้อยเหลือเกิน ย่อมจะแพ้ไฟวันยังค่ำ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
วินิจฉัย เหตุใหญ่ ที่ทำให้ "ศาสนาเสื่อม" ลง : ประเด็น 2 ข้อ ที่ข้าพเจ้ายกขึ้นมากล่าวถึงแต่ต้นนั่นเอง 1. เพราะความไม่รู้ว่า "เนื้อแท้ของศาสนานั้นคืออะไร?" 2. เพราะ "ความมักง่ายของคน" นำมาวินิจฉัยกัน
ข้อ 1 เพราะความไม่รู้ว่า "เนื้อแท้ของศาสนานั้นคืออะไร?" ข้อนี้กว้างใหญ่ไพศาลที่สุด ทุกอย่างที่เป็นไป ที่เกิดขึ้น ที่ฉุดศาสนาให้เสื่อมลงทุกวันนี้ เพราะข้อนี้เป็นใหญ่ เนื่องจาก พุทธศาสนิกชนเราดูดายศาสนาของตน ไม่ศึกษาศาสนาของตนว่า เนื้อแท้ของศาสนาคืออะไร? ความถูก ความต้องในการปฏิบัติตน เกี่ยวกับศาสนานั้น ทำอย่างไร? จึงได้เกิดสิ่งที่ผิดเพี้ยน จนกลายเป็นฉุดศาสนาลงมา คำว่า "บวช" นั้น โดยแท้จริงไม่ใช่ "ประเพณี" โดยแท้จริง หมายถึง “การสละออกไป” แล้วไปจากการเป็นคน โดยแน่ใจ โดยจริงใจ จะไม่ประพฤติเอาอย่างคนทั้งหลาย แล้วท่านทราบแล้วหรือยังว่า "คน" คือผู้มีชีวิตอยู่เพื่อเสพกามคุณ 5 และสั่งสมยึดติดโลกธรรม 8 อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ ตั้งแต่เกิดจนตราบชีวิตจะหาไม่ ก็ยังไม่หยุด จะเกิดมาเสพมาสั่งสมใหม่ ดังนั้น ผู้ "บวช" ก็คือ ผู้ได้ตัดสินใจจะไม่กลับมาแล้ว จะไปเป็นผู้ละขาดจากกามคุณ 5 และโลกธรรมให้ได้ ต้องแน่ใจจริงๆ ว่า ตนตั้งใจแน่วแน่ มีความคิดเห็นดีงาม ในใจสละกามคุณ ลดละลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข แน่จริงๆ จะไม่คิดหวนกลับมาเสพกามคุณ 5 และไม่มัวเมาสั่งสมลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขอีกเป็นอันขาด ผู้นั้นจึงสมควรขอ "บวช" บวชแล้วก็ไปตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรเรียนรู้วิธีการจะตัดขาด จะละขาดจากกามคุณ 5 และการลดละลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ให้ได้ จนละได้จริง หมดสิ้นเรียบร้อย ก็เป็นจบ เป็นบรรลุ ถึงที่สุดตามความมุ่งหมายอันแท้จริง เป็นผู้พ้นทุกข์จากกาม พ้นทุกข์จากโลกธรรม ชื่อว่า ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบถูกต้องตามทาง ตามจุดหมายของพุทธศาสนา เป็น "อณู" หนึ่งที่จะสร้างความเจริญให้ "พุทธศาสนา" ถ้ามีผู้สำเร็จดังนี้มากๆ ก็จะมี "อณู" หรือ "หน่วย" แห่งผู้สำเร็จ หรือ "อณู" แห่งความเจริญแท้ของพุทธศาสนานี้มากขึ้น จึงจะเรียกได้ว่า ศาสนาพุทธเจริญ แต่ถ้ามีของสิ่งอื่นอันไม่ใช่ "พระ" ผู้บรรลุ มากมายอยู่ในกองสมบัติของศาสนาแล้วละก็ ไม่ได้ชื่อว่า ทำให้ "ศาสนาพุทธ" เจริญเลย ต้องมี "พระอริยเจ้า" มากๆ จึงจะแสดงว่า "ศาสนาพุทธ" เจริญ เพราะจุดของ "ศาสนาพุทธ" คือ แสดงให้เห็นว่า มีคนลดกามตัณหา ลดภวตัณหาได้จริงๆ มี "สันติ" มีความสงบเท่านั้นเป็นเอก ไม่ได้โชว์วัตถุใดๆ อื่นๆ เป็นแน่นอน และไม่ได้โชว์แม้ประเพณี อันเป็นไปอย่างคนที่แสดงถึงความสนุกสนาน เพลิดเพลินอะไรด้วย แล้วทุกวันนี้มีไหม? พระอริยเจ้า แค่ชั้นต่ำสุด "โสดาบัน" เท่านั้น ก็หายากขึ้นทุกทีๆ จากผู้ห่มเหลือง โกนหัว มีน้อยลงๆ ทุกวันแล้ว แล้วศาสนาพุทธในเมืองไทยเจริญอย่างไร? ดังนั้น "ประเพณี" การบวช 3 เดือน หรือ "บวช" โดยไม่จริงใจ ด้วยประการใดๆ ก็ตาม ที่ไม่ใช่การบวชที่แท้ จึงควรจะต้องหยุดกันเสียที เลิก "ประเพณี" ที่จะฉุดให้ศาสนาเจือจางลง หรือเสื่อมลงนี้เสียที และเป็นผลดีแก่ทางโลกด้วย คือ ไม่ทำให้เศรษฐกิจสูญเสียไป โดยมีคนแอบเข้าไปเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจให้ทรุด โดยไม่มีผลดีแลกเปลี่ยน เพราะเป็น "คน" อยู่เหมือนเขาทั้งหลาย แต่หลบไปเอาเปรียบคนอื่นๆ เขาทั้งหลาย เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ข้อที่ 1 และ ทีนี้ ผู้จะ "บวช" จริงๆ ก็ควรจะได้ปฏิบัติตามกฎวินัยบัญญัติของพระพุทธองค์อย่างจริงใจ ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อแค่เป็นพิธี แล้วก็ผ่านการ "บวช" เข้าไป ถ้าเช่นนั้น พระพุทธเจ้าคงไม่คิดอ่านตั้งพิธี "บวช" ขึ้นให้เสียเวลาหรอก ถ้าไม่ตั้งไว้เพื่อ "คัด" เพื่อ "เลือก" โดยจริงใจ สงสารพระบรมศาสดาบ้างเถิด อย่าได้ย่ำยีความตั้งใจ ความปรารถนาดี และมันสมองของพระพุทธองค์ให้มากนักเลย ถ้าจะสักแต่ว่า "ทำ" พอเป็นพิธีแล้วละก็ ไม่ทำเสียเลยก็ได้ มีผลเท่ากัน และมีผลดียิ่งกว่าตรงที่ไม่ต้องเสียแรง เสียเวลาอีกด้วย เพราะไม่ต้องไปท่องๆๆ ขานๆๆๆ แล้วก็นัดผู้คนให้ไปเสียเวลาดูการเล่นละครเรื่องการ "บวช" ไม่ต้องกลัวว่า ศาสนาจะไม่เจริญ เพราะมีพระน้อย หรือมีผู้เข้าวัดน้อย ถึงพระมาก มีผู้เข้าวัดมาก แต่ทำอย่างไม่ถูก มันก็ไม่ได้ชื่อว่าทำให้ศาสนาเจริญไปได้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยิ่งเป็นการฉุดศาสนาให้เสื่อมลง โดยฝีมือผู้ทำผิดนั่นแหละ สู้ให้ศาสนามีพระผู้ปฏิบัติถูกอยู่น้อยองค์ และไม่เสื่อมลง ทรงตัวอยู่เท่าเดิมดีกว่าเสียอีก เปอร์เซ็นต์คำว่า "เจริญ" จะได้ไม่ลด สักวันก็จะมีผู้ตั้งใจจริง ไปเพิ่มความถูกเข้าอีกเอง ความเจริญก็จะงอกงามออกมาเอง เพราะไม่มีคนฉุด ควรจะห้าม หรือตัดขาดผู้ฉุดนี่ออกไป จึงจะถูกด้วยเหตุนี้ ถ้าใครจะ "บวช" ละก็ จะต้องให้ไปอยู่วัดปฏิบัติธรรมวินัย ฝึกฝนทดลองก่อน หรือไม่ต้องอยู่วัด ก็ฝึกหัด ฝึกฝนเอาข้อธรรมวินัยมาปฏิบัติ เรียนรู้จุดหมายอันแท้จริงของพุทธศาสนาเสียก่อน เมื่อแน่ใจจริงๆ จึงค่อยให้บวช (แต่ก็นั่นแหละ แม้พระที่มีอยู่ขณะนี้เอง ก็หาพระอริยเจ้ายาก จึงควรจะยุบพระที่ไม่ใช่พระจริงๆ ให้หมดเสียก่อน ค่อยๆ ยุบได้ โดยคนธรรมดาก็มองออก เมื่ออยู่ในศีลในธรรมไม่จริง ก็ปลดออกๆ เหลือไว้แต่ที่ดี ที่แท้ ก็จะได้ที่ดีจริง ที่ถูกจริงขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่างก็คือ พระผู้ออกไปสอน "ธรรมวินัย" แก่คน หรือแก่พระเองก็ตาม ควรจะเป็นพระผู้เป็นพระอริยเจ้าแล้ว จึงจะไม่ผิดไม่เพี้ยน หากไม่ใช่พระอริยเจ้า ก็จะต้องเรียนปริยัติให้ถูกต้องที่สุด และแม้ไปสอนใคร ก็จะต้องระวังให้มากที่สุด โดยไม่อวดอุตริมนุสธรรมใดๆ หรือคือ ไม่กล่าวทิฏฐิของตนออกมาเอง ให้ผิดให้เพี้ยนจากปริยัติที่ท่องมา ถ้ายังขืนปล่อยให้พระชั้นต่ำกว่าพระอริยเจ้าสอนธรรมวินัยอยู่ต่อกันไปตราบใด ก็ย่อมจะผิดมากขึ้น เพี้ยนมากขึ้น ต่อและต่อบานออกไป จนไม่เห็นธรรมวินัยที่แท้จริงได้ แล้วจะปฏิบัติบรรลุได้อย่างไร? ดังนั้น ผู้เรียนรู้ "ธรรมวินัย" อันหมายถึงจุดโลกุตระ จึงควรเลือกครูเป็นอย่างยิ่ง และการสอนก็ต้องกำหนดตัวครูลงไปด้วย อีกอย่างก็คือ การสอบเอาใบประกาศนียบัตรใดๆ ทางตำแหน่งปริยัติธรรมนั้น เลิกล้มกันได้แล้ว เพราะนั่นมันคือยศชั้นทางโลก จึงได้เกิดกระทำแต่เพียงหวังผลทางโลกอยู่ ผิดทำนองคลองธรรมกันออกไปทุกวันๆ แต่เดิมเริ่มแรกนั้น ปริยัติที่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นคัมภีร์ เป็นตำราที่จะต้องท่อง ต้องจดจำนั้นไม่มี มีแต่ "พระธรรมเทศนา" คือคำอธิบายเราดีๆ นี่เอง อธิบายเพื่อให้ "คน" รู้ไปถึงจิตและแล้วนำไปปฏิบัติให้รู้เข้าถึง "จิต" แม้ภาษาศัพท์อะไรยังไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร แล้วค่อยศึกษาภาษาศัพท์กันทีหลัง เรียนพระอภิธรรมกันอย่างท่องจำ : ปริยัติที่ควรรู้ในเบื้องต้นนั้นคือ ปริยัติแค่หลักปฏิบัติขั้นต้นเท่านั้น นั่นคือ ค่อยเรียนพระอภิธรรมกันทีหลัง หรือเรียนคัมภีร์ (ลึกซึ้ง) กันทีหลัง เมื่อเป็น พระอริยเจ้าแล้ว เพราะพระอภิธรรมก็ดี คัมภีร์ต่างๆ ก็ดี เป็นภาษา เป็นชื่อที่บัญญัติออกมาใส่ "นามธรรม" ต่างๆ เพื่อจะได้นำมาประกอบคำอธิบายให้ "คน" รู้เรื่องได้เท่านั้น "คน" จะได้รู้บ้างว่า ความละเอียดของสิ่งที่พระท่านรู้ ท่านต้องพากเพียรนั้นมีอย่างไร ถ้ายังไม่แจ้งถึง "จิต" แล้วไปเรียนพระอภิธรรม หรือคัมภีร์ลึกๆ ก็คือ ท่องจำอยู่นั่นเอง ไม่ได้มีปัญญาทางธรรมอันใดแม้แต่น้อย และพลอยทำให้ติดยึดใน "ภาษา" ทั้งทำให้ผู้นั้นหลงตน ถือดีได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นจริงอย่างนั้นด้วย เพราะการเรียนรู้รายละเอียดพระอภิธรรมคัมภีร์นั้นมันยาก มันมาก ใครได้เรียนแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นของสูง ของยากยิ่ง ก็จะยกระดับสิ่งนี้ขึ้นไว้เป็นสิ่งสูง แล้วเมื่อเขามีความรู้ (แค่รู้ขั้นบัญญัติ) ในสิ่งสูงนี้ เขาก็ถือดี เขาก็หลงตน แล้วเขาจะรู้แจ้งสิ่งใดได้ง่ายกันอย่างไร ในเมื่อ "กิเลส" ดุ้นเบ้อเร่อขวางลูกตา ขวาง "จิต" เขาอยู่อย่างนั้น เขาก็มืดบอดตลอดกาลเท่านั้นเอง "พระอภิธรรม" หรือ "พระคัมภีร์" ยากๆ ลึกๆ จึงไม่ใช่เรื่องของ "พระ" ผู้ปฏิบัติจะไป "หลง" เริ่มต้นเรียน การเริ่มต้นต้อง "ปฏิบัติ"จริงๆ ด้วยความรู้ในศีลนั่นแหละ ง่ายๆ ศีลใดก็ได้ นำมา "ปฏิบัติ" ให้เกิดผลกับ "จิต" ไปเรื่อยๆ ตามลำดับ ดังนั้น การจะเรียนพระอภิธรรม หรือคัมภีร์ลึกๆ ก่อนนั้น ยกเลิกได้แล้ว อย่าเพิ่งนำมาสอน ไว้ถึงเวลาค่อยเรียน แม้พระพุทธองค์เอง ก็ไม่ทรงสอนพระอภิธรรมเลยในระยะแรก ตามตำนาน จะสอนต่อเมื่อผู้นั้นบรรลุแล้ว มีตาแห่งธรรมแล้ว จึงได้สอน (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สอนพระอภิธรรมไปทั้งปิฎก เป็นเพียงพระองค์ตรัสธรรมที่ละเอียด และสูงขึ้นให้ทราบเพียงบางหมวด บางคำเท่านั้น) เพราะเมื่อตายังไม่เห็น "ธรรม" ภายในแล้ว ไปขานชื่อ "นามธรรม" ตัวไหน ก็จับชื่อจับนาม (สมมุติบัญญัติ) มันใส่ถูกฝาถูกตัวไม่ได้ มันไม่ใช่ของเห็น ของรู้ได้ด้วยตานอก มันต้องเห็นด้วยตาในอันเรียกว่า "ตาทิพย์" หรือ "ตาธรรม" จึงจะเรียกชื่อมันถูก และมันยังมีตัวเล็กตัวโต มีตัวหยาบ ตัวละเอียดกันมากมายก่ายกอง แค่แต่ "นามธรรม" ตัวหยาบๆ ก็ยังวุ่นกันนักหนา ขืนตะลุยเรียนพระอภิธรรมทั้งขบวน ก็นั่นแหละ คือ "ผลร้าย" เหมือนนักเรียนชั้นประถมเรียนวิชาอะไรก็ต้องเริ่มเรียนหยาบๆ ก่อน แล้วค่อยนำความรู้นั้นไปใช้กับชีวิตเสียก่อน เมื่อสูงขึ้นๆ พร้อมทั้งกายใจ หรือพร้อมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เข้าใจแจ้งในขั้นต้นแล้ว จึงค่อยเรียนละเอียดไปตามลำดับ ถ้าเริ่มเรียนประถม ก็เอาความรู้ละเอียด เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ เอาหลักสูตรขั้นปรมาณูนิวเคลียร์ อันละเอียดสลับซับซ้อนมาให้เรียน รับรองว่า คนผู้นั้น จะไม่รู้เรื่องเลย นอกจากท่องได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง (แล้วหลังจากท่องได้ก็หลงตน) ความเข้าใจ แตกฉาน แจ่มแจ้ง แทงทะลุจะไม่เกิดได้ง่ายๆ เลย นั่นเพียงวิชาทางโลก ทางวัตถุด้วยซ้ำ ถ้าเป็นทางจิตทางใจอันละเอียดอ่อน ไม่มีตัวตน เช่น พระอภิธรรมแล้วละก็ ยิ่งจะไม่ได้อะไรเลยจริงๆ ดังนั้น จึงอย่าหลงเข้าใจผิด และอย่าอวดดีว่า ตนโตแล้ว มันสมองขยายใหญ่เต็มที่แล้ว จะต้องเป็นผู้มี "ปัญญา" เพียงพอ สามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้ทะลุได้เป็นอันมาก มันเป็นการไม่ประมาท และเป็น "วิปัสสนูปกิเลส" อย่างแรง อันจะพาคนพ้น "สีลัพตปรามาส" ได้ยากยิ่งจริงๆ แต่ผู้ปฏิบัติโดยไม่เรียนพระอภิธรรมเลยสิ เมื่อได้มรรค ได้"ผล"แล้ว จะเข้าใจพระอภิธรรมได้ทันที เมื่อหยิบขึ้นมาอ่าน นั่นแหละค่อยเรียนรู้ "สมมุติบัญญัติ" ในพระอภิธรรม ถ้าจะเรียน ถ้าจะไม่เรียนก็ได้ เพราะฉะนั้น ผู้เรียนพระอภิธรรม จึงเพลิดเพลินไปแต่ในรสของ "ภาษา" แล้วก็แปลภาษาสู่ภาษาแตกแขนง แยกแยะ รวนเร ระเนระนาด แตกความ แตกคำออกไปมากมายก่ายกอง ห่างจากตัว "นามธรรม" ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ แทนที่จะมีคำเรียกมันน้อยเข้า เพื่อให้ถูกตัวนามธรรมนั้นๆ เลย ยิ่งทำให้ห่างตัว "นามธรรม" อันแท้จริง ที่เป็นเรื่องสำคัญออกไปทุกที คนศึกษาชั้นหลังๆ ก็มืดตามผู้พาเข้าป่าเข้าถ้ำไปเท่านั้นเอง เพราะเรื่องของ "ภาษา" อันเรียกว่านิรุตติ และเมื่อใช้หลักตรรกศาสตร์ มันก็เกิดได้ และมีเหตุมีผล เป็นรสชาติในขั้นของมันได้อย่างดีเช่นกัน กว้างขวาง ยืดยาวมากมาย ไม่รู้จบได้ด้วย จึงเป็นเรื่องต้องเอาไปคิดให้ดี อย่ามีมานะทิฏฐิเลย นี่แหละ เหตุผลอีกข้อหนึ่ง ที่ควรตัดไฟแต่ต้นลม "พระอภิธรรม"นั้น เป็นคำบรรยายที่ขยายความละเอียดกว้างขวางออก แผ่กระจายไป ซึ่งไม่ใช่ลักษณะแห่งการ "ปฏิบัติธรรม" ของพระพุทธองค์เลย พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้สภาวธรรมทั้งหลาย ย่อม "ย่นย่อ" เข้ามาเป็น รูปกับนาม เท่านั้น รู้ให้ได้ รู้ให้แจ้ง ต้องปฏิบัติรู้ ไม่ใช่อ่านรู้ ฟังรู้ และต้องรู้ขั้นหยาบ ตัวโตๆ ไปก่อนด้วย จึงจะไปซอกแซก ชอนไชรู้ตัวเล็ก ตัวละเอียดที่บางเบาแทรกซ้อนอยู่ใน "นามธรรม" นั้นๆ อีกได้ จึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้คนฟุ้งซ่าน หรือปรุงแต่งสภาวธรรมให้บานให้กระจาย หรือให้ต่อเนื่องยืดยาวออกไปง่ายๆ ต้องรู้ ต้องจับตัวขั้นหยาบให้ได้เสียก่อน เพื่อเป็น "บาทฐาน" จึงจะให้แทงทะลุตัวนั้นต่อ ถ้าไม่ มีบาทฐาน ก็ไม่มีที่รองรับ เหมือนเราจะขึ้นบันได ถ้าไม่เหยียบขั้นต่ำก่อน จะสู่ขั้นสูงไม่ได้ ที่จริง เพียงนามธรรม แค่ 4 ขันธ์นั้น (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ก็ละเอียดพอแล้ว สำหรับปัญญาชนผู้จะรู้แจ้งแทงตลอด ถ้าผู้ใดรู้จักตัวจริงของนามธรรม 4 ขันธ์นี้ไม่ได้ ผู้นั้นยิ่งกว่า "เนยยบุคคล" จะไม่มีทางบรรลุหลุดพ้นเลย จึงอย่าพึงสอนให้เสียเวลาเปล่า นอกจากจะมีเวลาเหลือเฟือแล้ว หรือจำเป็นในบางกรณี แท้จริงแล้ว พระอภิธรรม คือการเก็บ หรือชักเอาหัวข้อธรรมของพระพุทธองค์ออกมาจากพระสูตรต่างๆ แล้วนำมาปะติดปะต่อกัน พร้อมกับขยายความขึ้นบ้าง ตามวิธีเขียนตำรา หรือต่อเรื่องราวปรุงแต่งขึ้นมา เป็นหมวดหมู่แห่งคำสอน แล้วเรียกเป็นอีก "ปีฎก" หนึ่ง ในพระธรรมคัมภีร์ จึงเป็นการจัดสร้าง "คำเทศนา" ที่ผิดลักษณะของแนวการที่จะให้คน "รู้" อย่างมาก มันค้านกับลักษณะการสอนของพระพุทธองค์ ดังได้กล่าวมาแล้ว ธรรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ : เพราะพระพุทธองค์ สอนคนตามระดับปัญญา มีเบื้องต้น-เบื้องกลาง-เบื้องปลาย ผสมอยู่ในคำสอนแทบทุกหมวด แม้พระองค์สั่งเสียพระอรหันต์เจ้าทุกองค์ ให้ไปสอนใครๆ ก็ให้สอนในเบื้องต้น-ท่ามกลาง-บั้นปลายไปตามลำดับทั้งนั้น (ธรรมวินัยน่าอัศจรรย์ 8 พตปฎ. เล่ม 23 "ปหาราทสูดว" ข้อ 109) มิใช่จะจับเอายอดคำสอนเบื้องปลายมายัดเยียดสอนคนไปเลยทันที มันเป็นไปไม่ได้ คนผู้เรียนก็ต้องพยายามวิจัยวิจารณ์ในเหตุและผลเหล่านี้เสียบ้าง มิฉะนั้น จะหลงงมงายอยู่กับอาการของคนไม่มี "พื้นฐาน" เป็นบ้านไม่มีเสา ลอยๆ อยู่อย่างนั้น ขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ได้ เลยไม่มีการ "จบ" กันสักทีในโลก แต่ก็เขื่องดี คือ มีรูปของบ้านอวดคนได้ ลักษณะอย่างนี้เอง คือ "วิปัสสนูปกิเลส" เป็นความไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในระดับขีดขั้นแห่งภูมิจิตของตนเอง เป็นสีลัพตปรามาส เรื่องสำคัญ ถ้าไม่ถอดถอนคนผู้นี้ ได้ชื่อว่า เป็นผู้มี "โมหะ" อย่างเต็มตัว ลักษณะของพระอภิธรรม มันเป็นการฟุ่มเฟือย เพ้อเจ้อออกไปเกินขอบเขตเบื้องต้น ต้องเป็นผู้ได้เรียนได้ปฏิบัติ รู้ผ่านขั้นกลาง เข้าขั้นปลายแล้วโน่นแหละ จึงจะสมควรรู้ ต้องเข้าใจข้อนี้ให้ดี พระโสดาบัน พระอริยบุคคลขั้นต้น: และพระอริยบุคคลขั้นต้นแค่พระโสดาบันนั้น ก็ไม่ต้องมีความรู้เรื่องรูปเรื่องนามละเอียดลอออะไรถึงขนาดจะต้องไปนั่งเพ่ง นั่งเพียรเอาในขั้นรูปภพ อันเป็น "ภวตัณหา" นิดละเอียดด้วย รู้จัก "กามคุณ 5" ที่เกี่ยวกับ "อบาย" แท้ๆ ให้ได้ รู้ "กามตัณหา" เสียก่อน รู้ตัวโตๆ จะๆ แจ้งๆ รู้ชัดคำว่า "สักกาย" หรือ "ตัวตน" ให้ได้ หรือให้แท้ก็คือ รู้จัก "คน" นี่ให้ได้นั่นเอง ว่ามันประกอบหรือปรุงแต่งอยู่ด้วยกายและจิตอย่างไร มันต้องการอะไรกัน ชั่วต่ำคืออย่างไรนั่นเอง ทุกวันนี้ ทั้งร่างกายและจิตใจเรา มันยังตั้งอยู่ได้นี้ มันเสพเอาอะไรมาปรุงแต่ง (ก็มี รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส นั่นแหละ คือส่วนที่ตั้งใจหลงเสพกันอยู่ และไปยุ่งอยู่กับเรื่องเลวๆ ต่ำๆ อันควรละได้ ก็ไม่รู้) รู้ให้ได้ เข้าใจให้ได้เท่านี้เอง ถ้าเห็นแล้ว แจ้งแล้ว ก็เรียกว่า พ้น "สักกายทิฏฐิ" และต้องเห็นจริงๆ เข้าใจจริงๆ ด้วย เห็นอย่างรู้ในโทษในภัยของมันด้วย และต้องรู้อย่างแน่นอนถึงใจ มิใช่รู้แต่เพียงได้ฟังมา หรืออ่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive