131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งของผู้พึ่ง 'ธรรม' บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์127 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2568
รายละเอียดไตรลักษณ์ เส้นเลือดใหญ่ หรือลำธารสายใหญ่ ที่จะนำพาไปสู่ “นิพพาน” , วัฏฏะ, เกิด, ตั้งอยู่, ดับไป, สืบพันธุ์, ปรุงแต่ง, นักบวชต้องตัดขาดจากเมถุนธรรม , ผู้จะมองเห็นไตรลักษณ์ ต้องเข้าใจรูปกับนามให้ถ้วนทั่ว , รูปกับนาม ผสมพันธุ์ หรือ "ปรุงแต่ง" หรือสืบพันธุ์อะไรก็เรียกได้ , การ "ตั้งอยู่" นี่แหละจึงเรียกว่า "การเกิด" , พระพุทธองค์ตรัสว่า "การเกิด" เป็นทุกข์ , ถ้าใครไม่ให้มีการเกิด ไม่ต่อการเกิดให้ยืดยาวแตกแขนงใหญ่โตขึ้นได้เท่าใด ก็พ้นทุกข์ไปได้มากเท่านั้น , ยิ่งไม่ต้องการแม้ลาภ-ยศ-สรรเสริญได้ด้วย ก็เท่ากับเราตัด "การเกิด" ไปได้เพิ่มให้ตนอีกอักโข , ลาภ ก็คือ โลภะอย่างแรง ยศก็คือ โลภะอย่างกลาง และสรรเสริญ ก็คือ โลภะอย่างละเอียดอ่อน , โมหะก็คือ ความหลงเข้าใจผิด หลงว่าเราจะต้องโลภะ เราจะต้องโทสะ , โลภะ คือ กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ , โทสะ คือ ปฏิฆะ มานะ , คนผู้ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ต่างหาก จึงจะเป็นผู้มีสุข ถูกต้องถูกตรงอย่างแท้, อย่าให้มี "โลภะ" เกิด อย่าให้มี "โทสะ" เกิดอยู่ในจิตของเราได้ ก็เป็นการ "ดับ" เจ้า "การเกิด" ผู้อยู่สุขอย่างแท้จริง เป็นผู้พ้นภาระ เป็นผู้จบเรื่องที่จะต้องทำให้ตนเองแล้ว , มีเพียง อุทธัจจะ และคุมอุทธัจจะนั้นไว้ด้วย "วิชชา" หรือ "ปัญญา" , โมหะตัวโตตัวหยาบใหญ่ หลงผิดอยู่ในเรื่องของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ต้องเอร็ดอร่อย ต้องถูกใจ , แก่นสารของชีวิต ปัจจัย 4 ของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต , อะไรอื่นนอกจาก(ปัจจัย 4)นี้ เป็นของนอกประเด็นทั้งสิ้น

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 15. เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" 27 พฤศจิกายน 2513 เส้นเลือดใหญ่ หรอลําธารสายใหญ่ ทีจะนําพาไปสู่ “นิพพาน” : ท่านผู้ศึกษาธรรมะ และเคยได้ปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้ว คงจะต้องเข้าใจดี ว่า เรองของไตรลักษณ์นัน เปนเรองสําคัญ เปนเส้นเลือดใหญ่ หรอเปนลําธาร สายใหญ่ ทีจะนําพาผู้ปฏิบัติธรรมให้ไปสู่จุดสูงสุด คือ "นิพพาน" ทีเดียว ดังนัน ลองฟงเรองของ "ไตรลักษณ์" ในแง่หนึง มุมหนึง ซึงข้าพเจ้าได้ ลองแยกแยะออกมาเล่าสู่กันฟงนีดูบ้างซิ จะพอเปนประโยชน์ได้บ้างหรอไม่? ไตรลักษณ์ของรูปและนาม : เรองของ ไตรลักษณ์ เปนเรองสําคัญต่อจากเมือรู้จักรูปกับนามอย่างดีแล้ว การเดินทางและเปนไปอยู่ หรอมีชีวตอยู่ของรูปและนาม เราเรยกว่าไตรลักษณ์ เช่นเดียวกับคําว่า "ชีวต" ถ้าจะสมมุติ "วงชีวต" (วัฏฏะ) แต่เพียงวงแคบๆ ระหว่าง ผู้ชายคนหนึง กับผู้หญิงคนหนึง นันก็คือ ผู้ชายหมายถึงรูป หมายถึงผู้ 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 มีความดึงดูดน้อย เปนสิงทีมีความรู้สึกน้อย เปนตัวดีดดินน้อย หรอถ้าจะพูดให้ ถูกกับลักษณะของ "รูป" โดยตรง ก็คือ ผู้ชายเท่ากับสิงทีตายแล้ว หรอคือ "ดับ ไปแล้ว" และโดยนัยนีแต่เปนทางตรงกันข้าม ผู้หญิง ก็คือนาม คือผู้กําลังดีด ดิน เร่งเร้า เปนผู้ยังมีชีวต โดยตรงก็คือ สิงทียังไม่ตาย หรอคือ "เกิดขึน" นันเอง เพราะฉะนัน ถ้าโลกนีมีผู้ชายคนนีคนเดียว ดังทีสมมุติ และก็มีผู้หญิงคน นีคนเดียวด้วย ถ้าผู้หญิงคนนีต้องการจะให้โลกยัง "มีชีวต" ต่อไป ผู้หญิงผู้ยังไม่ ตายนี จึงจะต้องเดือดร้อนดินรน และจะต้องพยายาม "ปลุก" หรอทําการใดๆ เพือให้ได้ผสมพันธุ์กับผู้ชาย หรอผู้ทีเรากําลังเข้าใจอยู่ว่า "ตาย" แล้วนีให้ได้ และทีจรงผู้ชายทีว่าตายน

อ่านต่อ

ัน ก็ยังไม่ตายหรอก แต่มี "ความเปน" น้อยกว่า ผู้หญิง ดังนัน เมือไม่ตายจรง จึงต้องถูกผู้หญิงพยายามเร่งเร้าดึงดูดให้วงเข้าไป ผสมสืบพันธุ์จนได้ แล้วก็จะก่อเกิดเปน "ลูก" ออกมา ในช่วงทีเรยกว่าดินรนเร่งเร้าของผู้หญิง และเวลาพร้อมๆ กับเรองราว หรอ ปรากฏการณ์ทังหมดทีเกิดขึน จนกว่าผู้ชายจะไปผสมพันธุ์กับผู้หญิงนันแหละ เราเรยกว่า "ตังอยู่" หรอการ "มีชีวต" หรอการเปน "ชีวต" เพราะถ้าผู้หญิงไม่ ดินรน ปล่อยให้ผู้ชายทีถือว่าตายแล้วนันตายไป ตนเองไม่ช้าก็จะต้องตายตาม อย่างสูญพันธุ์ แล้ว "โลก" ก็จบ ทุกสิงทุกอย่างก็ไม่มีความเกิด จึงจบอยู่ได้ใน ลักษณะนี 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 ดังนัน ย่อมพูดได้สันๆ ว่า ผู้ชาย คือรูป ผู้หญิง คือนาม เมือรูปกับนาม ผสมกัน ก็เปนวญญาณ แล้วก็มีตัวตนใหม่ขึนมา ไตรลักษณ์ ก็คือ ผู้หญิง- ผู้ชาย-และการดีดดินให้เปนไป เพือจะได้ผสมพันธุ์นันเอง ถ้าผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี แต่งงานกัน ก็จะมีแต่การ "ก่อเกิด" คือจะมีแต่สร้าง "วญญาณใหม่" ให้ตัวใหม่ เกิดขึนอยู่นันเอง จะไม่มี "ดับไป" ได้ง่ายๆ และถ้าผู้ชายกับผู้หญิงคู่ใด ยังไม่ได้ แต่งงานกัน แต่กําลังติดต่อกันอยู่ด้วยความเปนคู่รักกัน เอาอกเอาใจกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง กระเง้ากระงอดกันบ้าง ต่างๆ นานา จนสุดท้าย ก็แต่งงานกัน หรอแม้จะไม่ได้แต่งงานกัน เพราะลงเอยกันไม่ได้ แล้วต่างก็ไปหาคนอืน จับคู่ กับคนใหม่ อะไรต่างๆ เหล่านีแหละ คือ บทบาทของ "ชีวต" คือการยังเปนไป การดีดดิน การยังไม่ยอม "ตาย" การยังไม่ยอม "ดับไป" ยังมีความฟุงซ่าน คิด หวังจะก่อ "การเกิด" ใหม่อีกให้ได้ อันเรยกรวมได้ว่า "ตังอยู่" นันเอง (ไตรลักษณ์ คือ 1.เกิด 2.ตังอยู่ 3.ดับ รวมเปน 3 ลักษณะ) ฉะนัน ถ้าใครเกิดมาแล้ว ไม่ดีดดิน หรอไม่คิดถึงเรองจะสืบพันธุ์ หรอไม่ คิดว่าจะต้องมีคู่ จึงเปนผู้ทีเกิดและดับในตัวแล้วในช่วงหนึงของความแท้จรงแห่ง ชีวต เพราะเท่ากับเกิดแล้วก็ดับไปแล้ว ตัด "ทุกข์" อันคือ การ "ตังอยู่" ของชีวต ออกไปได้จํานวนหนึง เปนก้อนโตเสียด้วย ดังนัน ผู้นีจะมีชีวตอยู่ก็เพียงคิดถึง แต่ตัวเอง และความเกียวข้องในวงทีเกิดแล้วเปนแล้ว อันคือ ญาติพีน้อง มีพ่อ แม่เปนสําคัญเท่านัน ทีจะต้องดีดดิน เปนบ่วงแห่งชีวต จึงดีดดินน้อยลง มี ความเปน "ชีวต" น้อยลงจรงๆ (ทีจรง สําหรับหลักการของพระพุทธองค์แล้ว พอ 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 ใครเรมบวช ก็จะต้องตัดขาดจากเมถุนธรรม เลิกเรองสืบพันธุ์ หรอเรองมีผัวมี เมียกันอย่างเด็ดขาดทันที ใครแตะต้องเปนถูกจับสึก และแม้ความเปนญาติ ก็ ยังให้ตัดขาดลงไปด้วย) ดังนัน ทีสําคัญทีสุด ก็คือ "ตัวเอง" ซึงมันยังโง่ ยังดีดดิน เพือความอยู่ รอดของคําว่า "ชีวต" และเมือเหลือแต่เพียง "ตัวเอง" ก็ไม่ต้องคิดเผือแผ่ไปอืนให้ เปนเรองมากมายหนักหนา จึงเท่ากับตัดวัฏฏะ หรอตัดวงโคจรทีตัวเองจะต้อง วง ต้องเต้น ต้องดีดดินเอาเงินทอง เอาสิงทีจะนํามาปรุงแต่งให้ตัวเอง และส่วน ทีตัวเองยังยึดเอามาเกียวข้อง เพือให้อยู่รอดด้วยลงไปได้ ตัวเองจึงน้อยลง คํา ว่า "ตัวตน" จึงเล็ก จึงแคบเข้า มีชีวตแคบลง เล็กลงโดยความเปนจรง ดังนี ถ้ามีครอบมีครัว มีลูกมีเต้า มีญาติเพิมขึนไปอีก ความดีดดินจึงต้องทวตาม ความ "จบสิน" จึงจะมีได้ยากขึนไป ตามความเปนจรง ผู้จะมองเห็นไตรลักษณ์ ต้องเข้าใจรูปกับนามให้ถ้วนทัว นอกจากใน ลักษณะทีได้เล่าให้ฟงนี ชีให้เห็นความเปนไตรลักษณ์แล้ว แม้ช่วงชีวตทีสันกว่า นี ก็เปนไตรลักษณ์ตัวเล็กตัวละเอียดตัวทีมีวงแคบ วงสัน ตามลําดับลงไปทังสิน เช่น ถ้าจํากัดวงชีวต (วัฏฏะ) หรอความเปนอยู่ของเด็กสักคน อายุเพียง 2-3 ขวบ เขาก็ไม่มีหน้าทีอะไรทีจะรับผิดชอบ หรอจะต้องดีดดิน คิดค้น เพือ ความอยู่รอดมากนัก เขาจะยังไม่รู้จักคําว่าคนอืน นอกจาก "ตัวเอง" ดังนัน ความสําคัญของเขาก็คือ ต้องได้อาหารมาใส่ปาก เปนตัวดีดดินทีสําคัญทีสุด ถ้าขาดอาหาร ก็ "ดับไป" ก็เท่านัน 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 เรองอืนจะไม่ทําให้เด็กคนนีดับง่ายๆ เปนต้นว่า แม้เด็กคนนีจะไม่ได้วงเล่น จะไม่ได้นุ่งห่ม จะไม่ได้มีทีอยู่อาศัย ดังนันความสําคัญชันทีหนึงของเด็กคนนี ก็ คือ "อาหาร" เท่านัน ตัวเขาจึงเปน "นาม" ต้องดีดดินหาอาหารมาใส่ปากเข้า ท้องของเขาให้ได้เพืออยู่รอด และอาหารก็เปน "รูป" ไป เมือเขาได้อาหารมา ผสมเข้าในร่างกาย หรอจะเรยกให้ฟงยากๆ ว่า ได้อาหารมาสืบพันธุ์เข้ากับ ร่างกายของตน อันคือ ได้อาหารมาปรุงแต่งร่างกาย ก็เหมือนกันนันเอง ใน ความหมาย ตัวเด็กคนนีก็จะ "ตังอยู่" ไม่ "ดับไป" จะยังมีความ "เกิดขึน" ความเกิดขึนทีว่านีก็คือ ชีวตของเขา "เกิด" (ตังอยู่ หรอโตขึน) จากก่อนทีจะได้ กินอาหาร เหมือนรถยนต์นํามันหมด เรยกว่า รถยนต์ตาย พอไปเอานํามันมาใส่ รถยนต์ก็ติดเครองได้ รถยนต์ก็ "เกิด" ใหม่ ดังนี การเปนอยู่เพียงช่วงสันนี ก็เปนวงวัฏฏะทีเล็กละเอียด ซ้อนวงวัฏฏะใหญ่ๆ เข้าไปอีก แม้ในจิตในใจ ก็มีรูปกับนามผสมพันธุ์ หรอ "ปรุงแต่ง" หรอสืบพันธุ์ อะไรก็เรยกได้ ถ้าเข้าใจลักษณะความแท้จรงของเรองนัน ของสิงนัน ได้ถูกฝาถูก ตัว การ "ตังอยู่" นีแหละจึงเรยกว่า "การเกิด" พระพุทธองค์ตรัสว่า "การเกิด" เปนทุกข์ ก็คือสิงนีเอง ดังนัน ถ้าใครไม่ให้มีการเกิด ไม่ต่อการเกิดให้ยืดยาว แตกแขนงใหญ่โตขึนได้เท่าใด ก็พ้นทุกข์ไปได้มากเท่านัน สิงแวดล้อมข้างนอก ถ้าเราตัดการเกิดทีจะแผ่ขยายออกไปอย่างทีว่านีได้ ก็เท่ากับเราตัดไฟแต่ต้นลม ไปได้เปนระดับๆ 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 ยิงไม่ต้องการแม้ลาภ-ยศ-สรรเสรญได้ด้วย ก็เท่ากับเราตัด "การเกิด" ไป ได้เพิมให้ตนอีกอักโข และสุดท้าย ก็มาตัด "การเกิด" แต่เพียงภายในจิตของเรา เอง การเกิดภายในจิต ก็ไม่มีอะไรมากแล้ว ก็เหลือโลภะ โทสะ โมหะอย่างอ่อน อย่างเบาเท่านันเอง เพราะลาภ ก็คือ โลภะอย่างแรง ยศก็คือ โลภะอย่างกลาง และสรรเสรญ ก็ คือ โลภะอย่างละเอียดอ่อน มีความสําคัญกับชีวตแท้ ๆ จรง ๆ ไล่ลงไปตาม ลําดับ และทีเรายังตัดไม่ได้ ก็เพราะยังมี "โมหะ" ตัวเดียว โมหะก็คือ ความหลงเข้าใจผิด หลงว่าเราจะต้องโลภะ เราจะต้องโทสะ จึง จะเรยกว่า "คนผู้มีสุข" แท้จรงคนผู้มีสุขนัน ไม่ใช่คนผู้ทีมีโลภะมีโทสะ คนผู้ไม่ มีโลภะ ไม่มีโทสะ ต่างหาก จึงจะเปนผู้มีสุข ถูกต้องถูกตรงอย่างแท้ เมือรู้แจ้งดังนี ก็หมดโมหะ แล้วก็พยายามใช้จิตตัวเอง อ่านตัวโลภะ กับ โทสะ ทีมีในตัวเองน้อยเต็มทีนันให้ออก (โลภะ ก็คือ กามราคะ, รูปราคะ, อรูป ราคะ, และ โทสะ ก็คือ ปฏิฆะ, มานะ) พร้อมกันนันก็ "ดับ" หรอ ฆ่าเจ้าตัวโลภะ และโทสะ ออกไปให้หมดสินจากจิตใจของเรา อย่าให้มี "โลภะ" เกิด อย่าให้มี "โทสะ" เกิดอยู่ในจิตของเราได้ ก็เปนการ "ดับ" เจ้า "การเกิด" ตัวทีเล็กละเอียด ได้หมดสิน ก็เปนผู้อยู่สุขอย่างแท้จรง เปนผู้พ้นภาระ เปนผู้จบเรองทีจะต้อง ทําให้ตนเองแล้วทังสิน จะเหลือก็แต่ความเปน "ผู้รู้ (พ้นอวชชา)" และอยู่โดย ควบคุมความมีชีวต หรอควบคุมจิตทียังจะต้องรับกระทบสัมผัสกับ "โลก" ทีเรา 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 ยังไม่ดับจากไปจรง ๆ อยู่เท่านัน (คือ ปล่อยให้มีเพียง อุทธัจจะ และคุมอุทธัจจะ นันไว้ด้วย "วชชา" หรอ "ปญญา" อันถูกต้องเหมาะควรนันเอง) ก็แล้วเจ้า "โลภะ" กับ "โทสะ" 2 ตัวนี มันยังเกิดอยู่ทีผู้ใด? เพราะ "เหตุ" อะไร? นีสิสําคัญทีควรรู้ ก็เพราะเหตุว่า ผู้นันยังมี "โมหะ" ตัวความหลงอยู่ใน จิตใจอยู่ โมหะ หรอหลงผิดอยู่ในอะไร? ก็หลงผิดอยู่ในเรองของ รูป รส กลิน เสียง สัมผัสนันเอง ถ้าผู้ใดยังเห็นว่า รูปสวยก็ยังต้องการ รสอร่อยก็ยังต้องการ เสียง ไพเราะก็ยังต้องการ สัมผัสเสียดสีถูกใจก็ยังต้องการ ผู้นันแหละ ยังได้ชือว่า ยัง ไม่หมดโมหะ ดังนันเมือโมหะตัวโตรู้แจ้งหมดแล้ว ก็ต้องรู้จักโมหะตัวเล็กลงไปเรอยๆ ให้ ได้ เมือรู้ว่า มันไม่ใช่ของทีเราจะต้องมีต้องได้ มันไม่ใช่แก่นสารของชีวต มันไม่ ใช่ของจําเปนอะไร เหมือนเด็กคนทีได้ยกตัวอย่างแล้วว่า เขาไม่ได้วงเล่น เขาก็ไม่ตาย เขาไม่ ต้องมีเสือผ้า ก็ยังจะไม่ตาย แม้จะไม่มีทีอยู่ ก็จะยังไม่ตาย เพราะฉะนัน ผู้ใหญ่ก็ เหมือนกัน แม้จะไม่ต้องมีความสวย ไม่ว่าตัวเองสวยด้วยตบแต่งให้สวย หรอหา เสือผ้าสวยมาให้ตนอะไรก็ตาม ก็เปนเรองเกียวพันกัน เปนเรองเดียวกันทังสิน ไม่ใช่เรองจําเปนอะไรเลย ไม่ต้องมีสิงเหล่านันก็ไม่ตาย 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 ถ้าเราจะมีเสือผ้า ก็สักแต่ว่ามีใส่พอกันอุจาด กันร้อนหนาว กันสัตว์แมลง มีชุดเดียวก็ได้ ถ้าเก่งจรงเหมือนอย่างพระ ท่านมีไตรจีวรเพียงชุดเดียว และ อาหารทีจะกินเข้าไปในร่างกาย อะไรก็กินได้ เมือเปนอาหารแท้ อาหารจรง ทีคน พึงกินกัน โดยไม่ต้องเห็นว่า อร่อย หรอไม่อร่อยทังสิน สักแต่ว่ากินก็แล้วกัน และทีอยู่ก็สักแต่ว่า ทีหลบนอน ทีอาศัยกันแดดลม กันร้อนหนาว ก็เท่านัน ส่วน ยารักษาโรค ถ้าไม่มีโรค ก็ไม่จําเปนเลย เพราะฉะนัน สรุปแล้ว อะไรอืนนอกจาก(ปจจัย 4)นี เปนของนอกประเด็น ทังสิน เปนเรองทีเรยกว่า ขาดจากกันได้โดยเด็ดขาดแน่แท้ แม้จะไม่ต้องเห็น ต้องพบสิงอืน ๆ เหล่าใด อันพึงมีในโลก นอกจากอาหาร ทีอยู่ เสือผ้า ดังกล่าวนี ก็จะไม่ตายเปนอันขาด จะอยู่ได้อย่างสุขแท้จรง ถ้าใจผู้นันบรสุทธิผุดผ่อง หมดโมหะ คือ เข้าใจได้ถ่องแท้อย่างนี แล้วก็ ปฏิบัติให้ได้อย่างนี ผู้นันก็ไม่มี "การเกิด" ทีใหญ่โตจนเรยกว่า ทําทุกข์ให้แก่ตน นันคือ ถ้าอยากจะยังไม่ "ตาย" จรง ๆ ก็หาปจจัยแท้ ๆ เพียง 3-4 สิงนีให้ตน เท่านัน นอกนันไม่พึงเปนสิงทีสําคัญอะไรกับตัวเองอย่างจรงอย่างแท้ ถ้าไม่ อยากอยู่ คือ ไม่อยากได้ชือว่า "เกิดอยู่" คือ "ตาย" นันเอง ก็ไม่ต้องใช้แม้แต่ ปจจัย 4 นี อยู่อย่างไม่อนาทรอะไรจรง ๆ อาหารก็ไม่ต้องกิน เสือผ้าก็ไม่ต้อง เอาใจใส่ ทีอยู่ก็ไม่อีนังขังขอบ ยาก็ไม่ต้องใช้ เมือได้เวลาร่างกายนันและจิตใจ นัน ก็จะแยกจากกัน ออกจากร่างกายไปอย่างสงบทีสุด บรบูรณ์ทีสุด เปนการ "จบ" ชีวตทีเรยบร้อยสันติทีสุด จึงเรยกว่า หมดสินเชือแห่งการเกิด นันคือ 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 เมือพระอรหันต์ท่านใด คิดว่าตนเองถึงเวลาแล้วทีควรจะตาย ก็จะทําตน อย่างนี แล้วก็จากไป อย่างหมดเชือดังนี การเกิดด้วยเชือใดก็ไม่มีอีก — ⃠ — หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) 131127 ประกายธรรม 15 เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึงของผู้พึง "ธรรม" บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน