330401 ปฐมนิเทศงานพุทธาฯ ครั้งที่ 14-พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข10 พฤศจิกายน 2567
รายละเอียดสมาทาน, สมะ สงบอย่างมีปัญญา, วูปสโมสุข, นิรามิสสุข, สุขที่ไม่ต้องบำเรอ, มุทุ, มุทุภูตธาตุ, นิมิต 3, สมาธินิมิต, ปัคคาหนิมิต, อุเบกขานิมิต, ปฏินิสสัคคานุปัสสี, เทวนิยม, กรรมนิยม, วิปัสสนา, ทดลองฝึกสมาธิแบบเจโตสมถะ, เรียนรู้ปรินิพพาน

เนื้อหาในไฟล์

330401 ปฐมนิเทศงานพุทธาฯ ครั้งที่ 14 พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ศาลีอโศก

หมายเหตุ สารบัญ ท้ายบทความ

ปฐมนิเทศงานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 14 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2533 เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก

พ่อครูว่า… ปฏิญาณกันสะก่อนนะ หรือถือศีลนั้นเอง ใช้ภาษาแตกต่างไปนิดหน่อยเท่านั้น โดยจริงก็คือสมาทานศีล 8 กันนะ โดยจริง แต่เราก็พูดว่าเราจะปฏิญาณในงานพุทธาภิเษกนี้ เราก็พูดไปโดยภาษา แต่โดยเนื้อแท้ของมันก็คือ เราจะตั้งใจสมาทาน เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามจริงๆ นะ ตั้งอกตั้งใจว่า โดยการตั้งใจที่จะทำให้ได้ประโยชน์คุณค่าทั้งทางด้านจิตสำนึกของเรา และเรารู้แล้วมาด้วยปัญญา เรามาด้วยความเข้าใจ ว่าเราจะมาเอาอะไร เรามาทำอะไร เพื่ออะไร ให้เกิดคุณค่าประโยชน์นะ เพราะฉะนั้น ก็ทำให้มันตรงนะ “สมาทาน” ยึดมั่นไว้ด้วยดี : การกล่าว ที่กล่าวปฏิญาณ หรือว่าการสมาทาน คำว่า “สมะ” + “อาทาน” นี้ “สมาทาน” หมายความว่า เราจะฉวยเอาไว้ คำว่า “อาทาน” นี่แปลว่าฉวยเอาไว้ แปลว่ายึดเอาไว้ ฉวยเอาไว้ ยึดเอาไว้ ให้มันอยู่อย่างต่อเนื่อง ให้มันอยู่อย่างด้วยดี “สมะ” นี้อยู่อย่างต่อเนื่อง อยู่อย่างเป็นผลที่ดี เป็นผลที่ลงตัวอย่างสูงสุดนะ เราเรียกว่า สมะ หรือแปลว่า สงบ ก็ได้ สมะ นี้ แปลว่าสงบเรียบร้อยแล้ว สมะ ยึดต่อเนื่องอยู่ มีอยู่ ทรงอยู่ต่อเนื่องไป มันก็มีสภาพที่ดำเนินไปได้อยู่ มันเป็นเรื่องของธรรมะ “ธรรมะ” แปลว่า “สิ่งที่ทรงไว้” “ตัวตน” สิ่งที่ติดยึดเกาะกุมแน่น : ถ้าสิ่งที่เป็นธรรมะหรือสิ่งที่ทรงไว้นี่ มันอยู่กับเรา มันก็ต่อเนื่องอยู่กับเรา เพราะทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมากๆ อยู่กันอย่างที่เรียกว่า “แน่

อ่านต่อ

น” เขาเรียกว่า “ตัวตน” หรือเรียกว่า สิ่งที่ติดที่ยึด หรือสิ่งที่เกาะ ที่กุม กุมกันอยู่ ก็เรียกว่า ตัวตน ที่นี้ ถ้าสิ่งที่มันอยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่ใช่เกาะกุมกันหรอก ที่จริงมันก็อยู่รวมๆ กันอย่างแน่น อย่างต่อเนื่อง หรืออย่างมีฤทธิ์มีแรง ยังไม่สลาย ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป เราก็เรียกว่ามันต่อเนื่องกันอยู่ มันสืบเนื่องกันอยู่ มันมีบทบาท มันมีสภาพ มันมีสภาวะ ที่ดำเนินสภาพของมันไปอยู่ เราก็อาศัยมัน

เรียนรู้สิ่งที่มันมีอยู่ ให้เราได้อาศัย : เราเป็นมนุษย์นี่ เราเรียนรู้ แล้วเราก็จะเกิดความรู้หรือเกิดความเฉลียวฉลาด เข้าใจว่าสิ่งอะไรที่มันมีอยู่ในสังคมในโลก ทุกอย่างนั่นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม สิ่งที่มาสังเคราะห์กันอยู่ เป็นไปด้วยกันอยู่ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เราก็มานำสิ่งที่มันจะมารวมกันอยู่ มาสังเคราะห์กันอยู่ แล้วก็มีฤทธิ์แรงบทบาทที่ดี ให้เราได้อาศัย เมื่อเราทำได้สำเร็จ เราก็จะมีสิ่งนั้นได้อาศัย ถ้าเราทำไม่สำเร็จ มันก็จะเป็นอย่างที่มันเป็นนั่นแหละ มันเป็นได้อย่างไรล่ะ มันเป็นส่วนไม่ดี มันก็จะเป็นสิ่งไม่ดีให้เราอาศัย ถ้ามันเป็นสิ่งดี ก็เป็นสิ่งดีให้เราได้อาศัย แล้วก็รู้ความจริงให้ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นจริงเป็นจัง ที่จริงมันจริงในขณะที่เราอยู่อาศัย แต่มันที่ว่าไม่จริงก็คือว่า มันไม่ใช่ตัวนี้อันนี้อย่างนี้นิรันดร์กาล มันไม่มีนะ มันเปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้นนะ มันจะอยู่คงทนยืนนานได้ ก็เพราะว่าเราเข้าใจแล้วว่าเราจะทำอย่างไรให้มันคงทนยืนนาน เราก็ทำให้มันคงทนยืนนาน เรียนรู้ปรินิพพาน ที่จะไปสู่ความไม่มี ไม่เหลือ : ถ้ายิ่งเรามาเรียนรู้ปรินิพพาน หรือว่ารู้สิ่งที่จะไปสู่ความไม่มี ไม่เหลือ ให้มันสอดคล้องกับความว่า มันไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้เป็นที่สุด ถ้ามันเกิดอยู่ เป็นอยู่ มันก็อยู่อย่างทุกข์ร้อน เดือดร้อน ก็มารับรู้รับเป็น ถ้าเรากลายไปเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ เราก็ไม่มีทุกข์ เป็นดิน ดินมันไม่มีวิญญาณ มันไม่ทุกข์ละนะ เป็นน้ำ มันก็ไม่ทุกข์ ลมอากาศอะไร มันก็ไม่ทุกข์ ถ้าเราจะหมดวิญญาณไป หมดความรับรู้ หมดธาตุรู้ที่จะรับรู้รับผิดชอบในสิ่งที่เรามันมาสัมพันธ์กัน อย่างมนุษย์นี่ มันมีจิตวิญญาณที่มันมาเกาะกุม เมื่อมันมาเกาะกุมแล้ว มันก็มารับรู้ แล้วมันก็มามีเจตนารมณ์ มันเป็นธาตุรู้ แล้วมันก็ไม่จบสิ้นได้ง่ายๆ ไม่มีทางปรินิพพานหรือจะสูญตัวเองได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้ามาค้นพบว่า อ๋อ! จิตวิญญาณก็ไม่ใช่ตัวตน จิตวิญญาณก็ไม่ใช่ของเที่ยงแท้ โดยเฉพาะที่มันหมุนเวียนกันไปอยู่แล้วมันพาทุกข์ร้อน ก็เพราะว่ากิเลส ความโง่ เมื่อเราเอากิเลสออกไปจากจิตวิญญาณ เหลือจิตวิญญาณ แล้วมันก็เป็นตัวธาตุอันหนึ่ง ที่มาเกาะกุมรวมกันอยู่ด้วยภาวะที่เป็นจิตเองนั่นแหละ มาให้มันเกาะกุมกันอยู่ ถ้าจิตนั้นไม่มีกิเลสเป็นตัวที่จะมาดึงให้เกาะกุมโดยความไม่รู้แล้ว จึงมีอำนาจเหนือที่จะปล่อยวางละเลิกได้ ก็สูญสลาย จิตวิญญาณก็ไม่มี เมื่อเหตุปัจจัยสลายตัว เช่นพระอรหันต์ เมื่อบรรลุถึงขั้นขีดเป็นอรหันต์ที่แท้จริงแล้ว มีอำนาจจิต จิตนั้นสะอาด มีอำนาจเหนือกิเลส กิเลสไม่มีฤทธิ์ ไม่มีในตัวตนท่าน กิเลสคือความหลงและดึงดูดให้เกาะกุมเป็นตัวเป็นตน เมื่อล้างกิเลสตายหมด กิเลสก็ไม่มีฤทธิ์จะมาดึงเป็นตัวเป็นตนได้ ก็เหลือแต่ธาตุจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ เมื่อถึงนิพพานเป็นสอุปาทิเสสนิพพานแล้ว เป็นผู้ที่จะมีสิทธิ์ปรินิพพานได้ ก็เหลือแต่ที่มันยังตกค้างอยู่กับร่างกาย ชีวิต เป็นขันธ์ 5 เท่านั้นเอง เมื่อท่านไม่ปรารถนาจะต่อออกไปอีก วางปล่อยได้ ท่านก็มีฤทธิ์มีความสามารถจริงๆ ที่จะไม่ต่อ แล้วก็สลายไป จิตวิญญาณก็สลายไป เพราะมันไม่ใช่ตัวตนอะไร เพราะกิเลสมันไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะมาต่อให้มันยืนตัวอยู่อีก เป็นตัวตนอยู่อีก มันไม่มีเป็นความจริงนะ มันไม่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีอะไรที่จะมีฤทธิ์ที่จะให้มันต่อเนื่องไปอีก มันก็สูญ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติจริงนั้น ยังไม่มีวิชชาที่แท้ที่จะทำให้กิเลสมันตายจนหมดฤทธิ์ กิเลสมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่ มันก็จะต้องต่อเนื่องอยู่ อยากให้ตายยังไง อยากให้สูญให้ตายยังไง มันก็ไม่สูญ เพราะสู้กิเลสไม่ได้ กิเลสมันไม่ยอมตาย แล้วเราก็ไม่มีฤทธิ์แรงจริงๆ เลยที่จะฆ่ากิเลสได้ กิเลสมันก็ยังเป็นตัวตนอยู่ มันก็พาหาทุกข์หาสุขของมันไปตามเรื่องตามราว ยิ่งโง่มากก็ยิ่งหาทุกข์มาก สั่งสมทุกข์เวรภัยใส่ตัวเองมาก มันก็เท่านั้นเอง พูดไปนี่เป็นทฤษฎี เป็นภาษาหลักการเท่านั้น คุณจะเห็นจริงด้วยไหม คุณอยากจะมาพิสูจน์ไหม ก็อยู่ที่ของคุณเอง ถ้าบอกไม่มาเป็นหรอก อย่างนั้นไม่ต้อง เราอยู่กับโลกเขาเนี่ย เขามีวิธีการที่จะได้เปรียบ เขามีวิธีการที่จะเป็นสุขอยู่เยอะแยะไป วิธีการที่จะอยู่กับโลกเขาอย่างเป็นสุข เขาก็ไปทำเอา เอาเปรียบเอารัดอย่างที่เขาเป็นอยู่นั่นแหละ หาวิธีการที่จะได้เปรียบ เขาก็ไปอยู่ เขาก็ว่ามันเป็นสุข ถ้าจะมาเข้าใจอย่างพุทธเลย หรืออย่างศาสนาเลยนะว่า ให้ เสียสละโดยไม่ต้องสะสม ไม่ต้องกอบโกย ก็เพราะว่าเราเองมาล้างกิเลส นั่นเป็นตัวจะพิสูจน์

วูปสโมสุข เป็นนิรามิสสุข สุขที่ไม่ต้องบำเรอ : ตัวไปติดอร่อย หลงว่ามันเป็นสุข และเราก็ต้องไปบำเรอมัน บำบัดมันมา เราก็ได้เคยมาแล้วทั้งนั้นแหละ มาพิสูจน์สิว่า เลิกได้ไหมอ่ะ กิเลสมันเป็นตัวยังไง แล้วคุณติดอยู่ ต้องบำเรอบำบัดมันอยู่เนี่ย มันเป็นยังไง คุณมาปฏิบัติลดละออกจนกระทั่งไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัด ขาดได้ ล้างได้ เลิกได้ สบาย คุณก็จะเห็นความที่ไม่ต้องมีอามิสสุข เป็นนิรามิสสุข หรือเป็นวูปสโมสุข เป็นสุขที่ไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัด สงบแล้ว ว่างแล้ว อุปสมะ เมื่อกี้พูดแล้ว “สมะ”+“อาทาน” เป็นสมาทาน นั่นนะ มันจะเป็นตัวสงบ ตัว “สมะ” นี้ ตัวต่อเนื่องอยู่ ที่ต่อเนื่องอย่างมีปัญญา อย่างรู้เลยว่า ความไม่มีคืออะไร กิเลสไม่มี ไม่มีบทบาท ไม่มีฤทธิ์แรงแล้ว แล้วในเมื่อมันไม่ได้บำเรออย่างที่ก่อนเคยบำเรอ เราก็เปรียบเทียบได้ว่า เออ แต่ก่อนมันบำเรอมันเป็นสุขอย่างนั้น เราก็พอจำได้ ตอนนี้เราไม่ต้องบำเรอแล้ว มันก็เป็นสุขอย่างสงบอย่างนี้ คุณจะเอาอันไหนล่ะ อันไหนมีคุณค่ากว่ากัน เป็นมนุษย์อยู่ก็มีคุณค่าประโยชน์และก็ไม่เป็นภาระ ไม่ต้องไปใช้หนี้ใช้สินอะไรมันอีก ไม่ต้องอะไรๆ อีกหลายๆ อย่าง เรียบร้อยกว่า ดีกว่า เจริญกว่า อาตมาก็พูดอย่างนี้แหละว่า เจริญกว่า คุณไม่เห็นด้วย คุณอาจจะบอกว่า เฮ้ย! สู้ไม่ได้หรอก ไปเสพโลกียะสุข มีอามิสสุขอย่างนั้น มันส์กว่า มันก็เป็นความเห็นของคุณ เป็นอิสรเสรีภาพ ไม่ได้บังคับกัน คุณเห็นดีคุณก็ไปเอาอันโน้น ไม่เอาอันนี้ ขอให้เลือกมันให้ถึงที่ทั้ง 2 อย่างเถอะน่ะ พิสูจน์ให้มันได้ทั้ง 2 อย่าง แล้วคุณค่อยๆ เลือกเอา ถ้าคุณจะไปเอาอันโน้นก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ก็เรื่องของคุณ ถ้าคุณจะเอา บอก เออ นี่ วูปสโมสุข นี่ นิรามิสุข พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสนะ นิรามิสุขนี้ยอดเยี่ยม เยี่ยมยอดกว่า วูปโมสุขนี่เยี่ยมยอดกว่าโลกียสุข เยี่ยมยอดกว่ากามสุข ท่านก็ตรัสอย่างนี้ จะบอกว่าท่านเข้าข้างเหรอ ยกแต่ตัวยกแต่ตน อ้าว! พูดได้อย่างนี้ ก็มันดีกว่าอ่ะ จะบอกว่า ยกพระพุทธเจ้า ก็ยกมาแต่ไหนแล้ว ท่านก็ว่าอันนี้เหนือกว่า เป็นปรมังสุขังนะ เป็นความสุขที่เยี่ยมยอดกว่า ไอ้อย่างนู้นไม่เยี่ยมยอดเท่า จะบอกว่าข่มก็ข่ม ท่านก็ตรัสตามที่ท่านเอา ท่านเลือกอันนี้นี่ อาตมาเป็นลูกของพระพุทธเจ้าก็เลือกอันนี้ จะหาว่าคุยตัว ไปเป็นเบ่งข่มทางโน้นเขา ไม่เบ่งไม่ขมมันก็เหมือนเบ่งเหมือนข่ม พวกคุณนะโฆษณาตัวเองไว้อย่างโน้นสุขกว่ามากกว่าเราด้วยซ้ำ เอะอะ เฮฮา ฉลองเฉลิงอะไรกันอยู่ตั้งไหนๆๆ ที่ก็มีหมู่มีพวกมากด้วย มากนะ มีหมู่มีพวกมากเป็นก่ายเป็นกอง แล้วเราจะทำบ้าง หาว่าเราไปข่ม มันข่มได้จริงๆไหมล่ะ ยอมว่ะ ยอมให้ข่มหรือเปล่า ก็ไม่ยอม พอข่มก็ว่าเรา ที่เราจะว่าบ้าง ว่าย้อนเราอีกแน่ะว่า ยกตัวข่มท่าน ถึงไม่ต้องยกมันก็ข่มอยู่แล้ว เพราะมันดีกว่าอ่ะ จริงๆ แต่ของคุณ คุณก็ยกของคุณได้ เราก็ยกบ้างสิ ต่างคนต่างยกก็อย่าว่ากันสิ ที่นี้ทางด้านโน้น เขาจะมาพิสูจน์เพื่อที่จะเลิกละกิเลสนี่ มันไม่ง่าย ให้มันสูญ ให้มันสงบระงับ ไม่ต้องบำเรอนี่ ถึงขั้นจริงๆ นะ หมดอัสสาทะ หมดรสอร่อย แล้วจิตมันก็ว่างแล้วนะ แล้วคุณก็เลือกอีกที คุณจะเอารสอย่างโน้นหรือจะเอารสแบบนี้ อันนี้เป็นวิมุตติรส อันนู้นเป็นโลกียรส คุณจะเอารสไหนล่ะ คุณก็เลือกเอา ขอให้ได้จริงๆ ปฏิบัติให้ถึงขีดถึงขั้นเถอะ แล้วเลือกเอา ถ้าคุณจะเอาทางโน้นก็เอา จะเอาทางนี้ก็เอา จริงๆ อย่างนั้นนะ ทางโน้นเขาจะเอาถึงขั้น จะมาปฏิบัติให้ถึงขั้นมีวิมุติรส นี่มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ใดได้แล้วนี่นะ มีทั้ง 2 อย่างให้เลือกแล้วนี่นะ อาตมาไม่ว่าหรอก แต่ที่ยังไม่ได้เรื่อง ยังไม่ได้เห็น 2 อย่างนี่สิแล้วมาว่า ไอ้อย่างนั้นเราก็รู้นะ ไอ้รสอย่างนั้นน่ะ ปัดโธ่! ก็เละมาแล้ว เคยเละมาเหมือนกัน เคยรับมาแล้วทั้งนั้นนะ แล้วจนกระทั่งเรามาได้ 2 อย่างที่เลือก เขาไม่มีของเลือก เขาไม่มีทางเลือก เขาได้อย่างเดียว อย่างนี้เขาทำไม่ถึง ทำไม่ถึงมันยาก เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นจึงมีอยู่จำนวนมาก แล้วก็มาเที่ยวได้ตู่ต่อว่าอะไรๆ อยู่ตลอดเวลา ผู้ที่มาทำได้ถึงด้วยกันแล้วจริงๆ อย่างที่อาตมากล่าวนี้แล้วนี่นะ อาตมาค่อนข้างจะแน่ใจด้วยนะว่า พระพุทธเจ้าตรัสถูกต้อง ว่ามันเลิศกว่า รส วิมุติรสมันเลิศกว่าโลกียรส พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าของท่านดี อาตมาว่าท่านตรัสไว้ถูกแล้ว ท่านพูดถูกแล้ว เพราะอาตมามาเอาทางนี้ ได้อย่างนี้บ้าง อาตมาไม่เลือกเอาทางโน้น อาตมามาเอาทางนี้ อาตมาก็ว่าจริง ขอให้มันถึงเถอะ นอกจากปฏิบัติไม่ถึงแล้วมันก็อย่างนั้นแหละ โมเมๆ เวลา แรงงาน ทุนรอน ความรู้ ปัจจัยการทำงาน : อาตมาว่ายังไม่ต้องขนาดถึงขั้นสมบูรณ์หรอก พวกเรามาทดสอบดูแล้ว นี่ก็เห็นแล้วว่า มันเบา มันว่าง มันสิ้นภาระ มันมีคุณค่ากว่ากัน ไม่ต้องไปเสียเวลา ไม่ต้องไปเสียแรงงาน ไม่ต้องไปเสียทุนรอนที่จะต้องไปจับจ่ายบำเรอตนด้วยไอ้อย่างนั้นน่ะนะ แล้วเราเอาเวลามาสร้างสรร เสียสละ ทำอะไรอื่นๆ ให้คนอื่น มันเป็นคุณค่า เป็นเหตุเป็นผลชัดๆ อยู่แล้ว ดีกว่า แรงงาน นอกจากขี้เกียจใช่ไหม? ยิ้ม ถามว่าใช่ไหม ยิ้ม ไม่เถียง แต่ก่อนนี้ต้องใช้เวลา ใช้แรงงาน ใช้ทุนรอนนะ หลงอะไรที่มันราคาแพง โลกมันโกงกันได้ โฆษณาต้องไปจ่ายแพงๆ ยังเอาเลย ยังเอา หลงแล้วก็ไปติดอย่างนั้นน่ะ ทีนี้เราเลิกความติดได้แล้ว เราก็ไม่ต้องเปลือง เวลา เราต้องใช้เวลาจริงๆ นะ แรงก็ต้องใช้ ต้องใช้แรงงานทางกาย ทางสมอง ไปประกอบการบำเรอสุขอย่างนั้นด้วย ใช้ทุนร้อนด้วย เมื่อเราเลิกมาได้ แล้วเราก็เอามาสร้างสรรสิ่งที่ดีกว่านี่ มันเห็นชัดๆ นี่แหละ แล้วมาสร้างสรรนี่ เราไม่ได้ไปเอาของคนอื่นเขาด้วย ของเรา เวลา 24 ชั่วโมงมีทุกคนเท่ากัน เมื่อไม่ไปใช้เวลาทางโน้น ก็เอามาใช้ทางนี้ เรามีสิทธิ์นะ แรงงานของเราก็อยู่ของเราของตัวเรา แรงงานทางความรู้ แรงงานทางกาย อะไรก็ตาม เราก็เอามาใช้ของเราทางนี้ เราไม่ได้ไปแย่งชิงใคร ทุนรอน ถ้าทุนรอนเป็นสิทธิของเราจริงๆ เราก็เอามาใช้ประโยชน์คุณค่าทางนี้ ซึ่งเราก็พยายามที่จะสอนกันว่า อย่าไปสะสมเลย ทุนรอนก็อย่าไปสะสม แต่สะสมแรงงาน สะสมนะ อย่าให้แรงงานมัน แหม! “บ่อลั๊ก” ลงเรื่อยๆ (บ่อลัก ภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า ไม่มีแรง หมดแรง) เป็นคนไม่ค่อยมีแรงลงไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่เอา สะสมแรงงาน สะสมแรงงานทางฝีมือ สะสมความสามารถแรงกาย สะสมแรงงานทางความรู้ เหล่านี้สะสม เรายิ่งออกกำลังกายก็ได้กำลังกาย เรายิ่งทำงานมีการวินิจฉัย มีการคิดค้น มีการเรียนรู้ มันก็ยิ่งเรียนรู้ มันก็ยิ่งสะสมแรงความรู้มากขึ้น มันอยู่ในตัวเรานี่แหละ ใครโกงก็ยากนะ โกงเอาไปไม่ได้นะ เรารู้อย่างนี้มาโกงเอาไปเลย โกงเอาไปเลยเลยถ้าโกงได้ ความรู้ ฝีมือ โกงไม่ได้หรอก เอาไปไม่ได้หรอก ของใครของมัน เวลาก็เท่ากัน เวลาก็มีกันทุกคนนะ แล้วแต่จะแบ่งใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อะไรแค่ไหน แล้วเราก็เอามาใช้ในทางที่รังสรรค์พวกนี้ เวลาไม่ต้องไปทำอะไรมันหรอก เวลาไม่ต้องไปสร้าง คุณเลิกกิจกรรมพฤติกรรมที่มันไม่ได้คุณค่าที่ต้องไปใช้เวลา แล้วก็มาใช้กับกิจกรรมมาทำกิจกรรมที่ไอ้เวลานั้นน่ะ เวลาเดียวกันนั่นแหละ เอามาทำสิ่งที่ดีนี้เท่านั้นขึ้นมา ใช้ทุนรอนอันนี้สร้างขึ้นมา แล้วก็ไม่ได้สอนให้สะสม ทำได้ก็ไม่ได้ให้สะสมไม่กอบโกย นอกจากไม่เอาเปรียบเอารัดใครอื่นแล้ว ไม่สะสม ท้าทายดูซิว่า เป็นคนไม่สะสม จะต้องมี นี่ฉันมีล้านหนึ่งแล้วนะ 2 ล้านแล้วนะ 10 ล้านแล้วนะ 20 ล้านแล้วนะนี่ นี่แบ่งไปซื้อไอ้หินชนิดหนึ่งมาติดไว้เนี่ย เห็นไหมเนี่ย ซื้อมาตั้ง 5 ล้านนะ ไอ้เม็ดนี้ 5 ล้าน ใครจะซื้อต่อ ฉันจะเอามากกว่านี้นะ เอาไหมขายต่อ 7 ล้านเอาไหม เอามาติดไว้นี่ ก็ตีราคามันไว้ สมมติแทนไว้เท่านั้นแหละ มันจะราคาตกหรือราคาขึ้นก็แล้วแต่เถอะ สังคมก็ยอมรับกันเองนะ เอามาแบ่งซื้อทองบ้าง ซื้อเพชร ซื้อพลอย ซื้ออะไรก็แล้วแต่ของสมมุติ บางอย่างซื้อมาแล้วราคาโต๊ก ตกนะ ซื้อมาไว้แล้ว โอ๊ย! ราคาไม่ขึ้นเลย ตกก็แล้วแต่เถอะ คุณแบ่งไปซื้อมาไว้ มันก็เป็นสิ่งแทนทั้งนั้นแหละ ชอบใจก็เอามาเสพ เอามาเสวย เอามาได้สมใจ มีมากอวดเบ่ง ฉันมีไอ้โน่นเขาว่าดีนะ เนี่ยเขาว่ามีรูปเขียนของแวนก๊อกมาติดบ้าน ราคาตั้ง 500 ล้านเนี่ยรูปหนึ่ง พอติดเข้าไป โอ้โห! เนี่ย 500 ล้านนะ ไม่รู้มันอะไรกันนักกันหนา ไอ้รูปเขียนรูปหนึ่ง ไม่รู้มันพาให้เหาะได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ซื้อกันมา ใครจะบอกว่ามันมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ สัมผัสแล้วก็เกิดทำให้คนเจริญขึ้นดีขึ้น อาตมาก็ไม่ว่านะ ภาพก็มีอิทธิพล รูปเขียนก็มีอิทธิพล แต่รูปเขียนเหล่านั้นมีอิทธิพลให้เปลี่ยนแปลงคนเนี่ยให้มันเกิดการพัฒนาขึ้นมาได้ไหม ถ้ามันได้ เอ้อ! 100 ล้านถ้ามันคุ้มกันก็ซื้อ แต่อาตมายังไม่เห็นรูปเขียนไหนเลย ที่จะมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้คนเจริญ เพลงดังๆ เพลงดีๆ มาเปิดฟัง แล้วพัฒนาให้คนมันเจริญขึ้นมา เอ้อ! เพลงนี้ราคาแพงหน่อย ก็ไม่ว่า กับเพลงที่พัฒนาคนได้ ส่วนมากมันไม่ค่อยได้ราคา แต่เพลงไหนที่ฟังแล้วมีแต่กิเลส แหม! ซาบซึ้ง ประทับใจ อกหัก อกพัง แล้วฟังเพลงไอ้พวกนี้แล้ว โอ๊ย! มีคู่ เอ้ย มีเพื่อนแล้ว พวกศาลาคนเศร้าด้วยกันอยู่ โฮ! ประทับใจ ไอ้อย่างนี้กลับขายดี แล้วก็จะได้ไปหม่นไหม้ หมองหม่น อาลัยอาวรณ์ โศกเศร้า อาดูรอยู่ด้วยกันนั่นแหละ หมกลงไปอยู่ด้วยกันนั่นแหละ โอ้! ขายดี ไอ้เพลงที่ให้พัฒนา ให้หายเศร้าหายโศก ให้มีกำลังวังชา ให้รู้จักสัจจะ ให้เกิดการไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องร้อน ขายไม่ออก ยัดเยียดให้ฟังยังไม่ค่อยฟังเลย กลับเป็นอย่างนั้นเสียด้วยซ้ำ เอา ก็ไม่มีปัญหา อาตมาไม่มีปัญาหรอกก อาตมารู้ ที่ไม่มีปัญหาเพราะอาตมาเข้าใจ นี่ยกตัวอย่างประกอบ การสร้างสรรอะไรอยู่ในสังคมนี้ ให้ฟัง จะเป็นรูปภาพรูปเขียน นี่พูดถึงแง่ศิลปะ จะเป็นเพลงเป็นการ คำกาพย์ คำกลอนกวี เดี๋ยวนี้ก็เฟ้อ โน้น ดูต้นไม้ สายลม อะไรๆ ไป ฝันเฟืองอะไรๆ ไป แต่ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรหรอก ไม่ได้มาสร้างสรรอะไร เขาพูดถึงธรรมชาติว่ามันน่าจะเจริญงอกงามนะ แต่ตัวเองกลับไม่ได้อะไรกับธรรมชาติ ธรรมเชิดอะไรหรอก รำพึงรำพันรำเพ้อไปอย่างนั้นแหละ เสร็จแล้วก็บำเรอตนด้วยของปรุงแต่งอยู่อย่างนั้นแหละ ก็เพลิดเพลินไปชั่วอารมณ์ ชั่ววูบชั่งวาบ ว่ามันดู มันดี ก็มอง เพ่งไปมองเห็นเหลี่ยมเห็นมุมมันยังไง แล้วก็เอามาใช้เป็นภาษาโวหาร เขียนขายได้เงินได้ทอง ก็มาบำเรอสุขตัวเอง อยากจะไปได้วัตถุดิบอีก ก็ไปเที่ยวในที่มันมีใบไม้ใบไร่แตกต่างกันไป มีมุม มีนั่น ก็ไปดูมุมดูเหลี่ยมแล้วเอามาเขียนขายอีก

บูรณะสร้างสรรธรรมชาติแวดล้อม เพื่อเราได้อาศัย : ความพยายามที่จะบูรณะธรรมชาติ มาสร้างสรรธรรมชาติ เมื่อมันขาดแคลนก็สร้างสรรขึ้น เมื่อมันเสื่อมโทรมก็บูรณะขึ้น มาลงมือทำ ไม่หรอก ไม่ทำหรอก อย่างเก่งก็มีเงิน แล้วก็เอาเงินไปซื้อธรรมชาติ เสร็จแล้วก็ไปนั่งเสวยธรรมชาติ ไปนั่งอยู่ตรงนั้นนะ รัก ใครอย่ามาแตะต้องนะ แต่มันก็เสื่อมโทรมไปตามธรรมอีกแหละ ถ้าเมื่อไม่พยายามบูรณะปฏิสังขรณ์ ไม่มีปัญญาบูรณะสร้างสรรค์ก็เท่านั้นเอง รักอย่างเก่งก็รักษาไว้ แต่ไม่สร้าง สร้างไม่เป็น ไม่เข้าใจธรรมชาติ สร้างธรรมชาติขึ้นมาไม่เป็น ไม่ทำ มันขาดแคลน มันพร่อง มันหมดไปเรื่อยๆ แล้วธรรมชาติ สร้างให้มันก็ได้ เป็นคนสร้างให้มันขึ้นมา แต่สร้างไม่เป็น ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีเรี่ยวแรงจะสร้าง เอา ก็ยังดี รักษาไว้บ้างก็ยังดี สร้างไม่เป็น ทีนี้ เราทั้งรักษา แล้วเราทั้งสร้างให้เป็นธรรมชาติขึ้นมาด้วย มาที่นี่ อาตมาเข้ามา โอ้! ต้นไม้ปีนี้สูงขึ้นมาก ไปนึกถึงเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โอ๊ย! ที่นี่ มีต้นตาลอยู่เยอะ ตาลเตี้ยๆ และมีต้นยางเหียง มีต้นอะไรอยู่บ้าง ต้นสะเดาก็พอมีบ้าง นอกนั้นนะ เศษแก้ว เศษขยะเต็มไปหมด ต้นหมากรากไม้สูงๆ อย่างตอนนี้ ไม่มีหรอก ก็ไม่ได้เขียวอะไร ร้อนแรง ดินระแหง เราก็มาช่วยกันบูรณะขึ้นไปเรื่อยๆ ปรับขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้แล้ว มันต่างกันไกลลิบเลย เป็นสถานที่ร่มรื่นขึ้น ทั้งๆ ที่มันร้อนนะที่นี่ มันกันดาร ทางไพศาลีนี่ นี่ต้นหมากรากไม้มันก็สู้ทนของมันได้ บางปีนี่มันตายเป็นกอๆ เลยนะ กอไผ่ยังตายเลย ต้นไม้ก็ตายไป แต่เราก็พยายาม พยายามที่จะบูรณะ พยายามทำให้มันขึ้นมา จนกระทั่งค้นมันโตเขียวชอุ่มขึ้นมาได้ขนาดนี้นี่ นี่ก็เราสร้างธรรมชาติ ช่วยมันขึ้นมา บูรณะมันขึ้นมา แล้วเราก็ได้อาศัยมัน มันพื้นดินของไพสาลีมันมีสิ่งนี้มันก็มีสิ่งนี้

สิ่งทั้งหลายอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน : ถ้ามันมีอย่างนี้มากๆ นะ ไม่ไปตัด ไม่ไปทำลาย มีแต่สร้างขึ้นมาหลายๆ หย่อม หลายๆ ที่ ต่อไปไอ้พื้นแผ่นดินที่นี่มันก็จะชุ่มชื้น เพราะว่าธรรมดาแล้วก็ เ สือพี เพราะป่าปก ป่ารก เพราะเสือยัง ดินเย็น เพราะหญ้าบัง หญ้ายัง เพราะดินดี มันพึ่งกัน เสือมันพีเพราะป่าปก ป่ามันปกมันมิดให้เสือ แล้วคนก็ไม่เห็น อะไรจะมาทำร้ายมันก็ไม่ค่อยได้ ทีนี้ป่ามันปก เพราะเสือมันยัง คนก็กลัวเสือ เพราะมันมีเสือ คนก็เลยไม่ไปทำลายป่า ป่าก็เลยยังเขียวอยู่ ยังปกอยู่ได้ มันก็พึ่งกัน ป่ามันก็พึ่งเสือ เสือมันก็พึ่งป่า ดินเย็นเพราะหญ้าบัง ดินนี่มันเย็นเพราะหญ้ามันบัง ดินก็เลยเย็น ทีนี้ไอ้ดินมันเย็น มันก็ชื้นมันชุ่ม มีน้ำมีท่า ไอ้หญ้ายังก็เพราะดินนี่เย็นดี ดินมันดี ดินมันเย็น มันชุ่มมันชื้นอยู่ มันไม่แห้งไม่แล้ง มันก็พึ่งกัน หญ้าก็พึ่งดิน ดินก็พึ่งหญ้า นะ เป็นธรรมดาธรรมชาติ นี่เราก็ได้อาศัยมัน มันก็อาศัยเรา ถ้าเรามีอย่างนี้ในอำเภอนี้มากๆ มันก็ให้คนอาศัย คนก็ต้องช่วยมัน คือหมายความว่า คนได้อาศัยมัน มันก็ได้อาศัยคน คนก็ต้องช่วยมันบ้างมันก็จะได้อาศัย มีแต่คนไปทำลายมันจะสู้อะไร เอามีดตัดมันก็จะโน้มกิ่งมาตีหัวคนก็ไม่ได้ มันก็ทำไม่เป็นใช่ไหม คนตัด มันก็ยืนให้ตัด แล้วมันก็ตายง่ายๆ มันจะตีหัวคน มันก็ไม่ได้อย่างนั้นนะ ฉะนั้นคนก็ต้องช่วยมันซิ ต้องรู้ว่ามันเป็นคุณค่า มันเป็นอะไรๆ อยู่ตามสัจจะของมันอย่างนั้น พึ่งพาอาศัยกัน เราไม่รักต้นไม้ ไม่รักดิน ไม่รักน้ำ ไม่รักลม ไม่รักไฟ อะไรที่เป็นธรรมชาติซะแล้ว ไม่เข้าใจว่าเราเองเราต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ไปสร้างอะไรมานอกเรื่องนอกราว ไปสร้างไอ้สมัยใหม่ เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สร้างขึ้นมาทดแทนเข้ามา เปลี่ยนแปลงเข้ามา ทำให้อะไรต่ออะไรที่มันเป็นวงจรที่มันเคยเป็นเคยมีสมบูรณ์มา กลายเป็นสิ่งที่ทำลายวงจร ทำลายองค์ประกอบของมัน มันก็เลยไม่สมดุลแล้วก็เลยไม่บริบูรณ์ แล้วเราก็พยายามที่จะมาเรียนรู้มาสร้างมาอยู่ให้มีนิเวศวิทยา ให้มีองค์ประกอบของธรรมชาติ ให้มีสิ่งที่มันช่วยเรา มันช่วยเรามากๆ นะ แต่เราไม่รู้คุณค่าของมัน ไม่เข้าใจ เสร็จแล้วก็ไปผลาญพล่า ไปทำลาย ไปทำอะไรต่ออะไรร้ายกาจขึ้นมามาก มันก็เลยไปไม่รอด เพราะฉะั้น ปีนี้ ปี 2533 อาตมาพยายามจะให้เป็นปีที่พวกเราพยายามเรียนรู้ธรรมชาติกันให้มากขึ้น แล้วจะต้องกำจัดขยะหรือตัวร้าย ตัวพิษ สิ่งที่มันจะเป็นส่วนที่มันทำพิษ เราจะเรียกมันว่าขยะ บางทีขยะมันก็เป็นปุ๋ยได้ ขยะมันก็เป็นปุ๋ยได้ แต่เข้าใจในความหมายคำว่า ขยะ ขยะคือของที่มันทำลาย ขยะคือของที่มันทำลาย มันทำลาย อันใดที่จะเป็นขยะ เป็นของเสีย ของทิ้ง ที่เราคิดว่าเสีย ว่าทิ้ง ทิ้งจากที่นี่แต่มันก็ไปเป็นประโยชน์ที่อันนั้น จากเป็นประโยชน์กับอันนั้น อันนั้นอันไหนเราก็ต้องเข้าใจ บางทีต้นไม้ก็ต้องการขยะ ต้องการปุ๋ย ต้องการสิ่งนั้นๆ เป็นธาตุ เป็นตัวแปรต่างๆ นานา ดินต้นไม้ต้องการ ต้นไม้ต้องการน้ำ ที่จริงน้ำ มันไม่ต้องการสิ่งเน่าสิ่งเหม็นอะไรมากมาย น้ำมันเป็นธาตุสะอาด แต่ทุกวันนี้มันไม่สะอาด เพราะคนไม่เข้าใจน้ำ น้ำที่บริสุทธิ์ น้ำที่สะอาดคืออะไร ต้นไม้ ดินที่มันงาม ดินงามไม่ใช่ดินที่มันไม่มีธาตุอะไรเลย ไม่ใช่นะ ดินงามจะต้องมีธาตุ ปุ๋ยนี่บางทีมีอะไรหลายๆ อย่างปนเปอยู่ตั้งเยอะแน่ะ บางทีเรานึกว่าเป็นขี้ ใช่ มีขี้ มีธาตุอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เราเรียกมันอย่างนั้น ผสมได้สัดส่วน เพราะฉะนั้นเราต้องไปศึกษา ดินก็ดี น้ำก็ดี ลมก็ดี ไฟก็ดี อะไรต่างๆ นานาอากาศธาตุ หรือลม เป็นอากาศหรือเป็นลมที่ไม่มีมลพิษ มันคืออะไรบ้าง อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราเรียนรู้ ที่จริงเรามีปัญญา เราก็พยายามศึกษาเรียนรู้ แล้วเราก็ทำให้มันได้ อะไรมันจะช่วยเรา ต้นไม้ช่วยสังเคราะห์อากาศไหม ดินนี่มันจะช่วยสังเคราะห์อากาศด้วยไหม คนเองนี่แหละจะช่วยสังเคราะห์อากาศด้วยไหม ช่วย โดยเฉพาะคนช่วยสังเคราะห์อากาศได้อย่างมากเลย คนนี้ไปรับเอาพิษอะไรต่ออะไรมาร้ายแรงมาก เป็นขยะที่ไม่มีปัญญารู้ ไปรับเอามาจนกระทั่งกลายเป็นเชื้อโรคออกมาทางหายใจ ออกมาทางโน้น ทางนี้ ออกมาทางอะไรๆ อีก มันก็ไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าเผื่อว่าเราทำให้มันสะอาด เป็นคนสะอาด ที่รู้อยู่ว่าธาตุที่พอเป็นไป มันก็อย่างนี้ๆ ไม่เป็นพิษ จะไปเอาธาตุพิษจากข้างนอกเข้ามาที่เขาสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ อะไรต่างๆ นานา เป็นพิษอย่างไร เราก็เรียนรู้ได้ ความร้อน อุณหภูมิ เย็นมากไป ร้อนมากไป ไม่ได้สัดส่วน อะไรต่างๆ นานา เราก็พยายามปรับ ทุกวันนี้นี่แพ้ แพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง แพ้อะไรต่ออะไรแพ้ แพ้อุณหภูมิ แพ้ไปหมด เพราะว่าคนเรามันทนไม่ไหวแล้ว แม้แต่อาตมาเองก็ยังไม่แข็งแรง ยังมีโรคแพ้อยู่ในตัวเหมือนกัน อาตมานี่แพ้นะ ไม่ใช่ิ “แพ้ชะตากรรมทราม” อย่างเดียวนะ (เสียงผู้ฟังหลายคน หัวเราะ เพราะสำนวนนี้มาจากเพลง “ผู้แพ้” พ่อครูแต่ง) มันยังแพ้ไอ้วัตถุมลพิษบางอย่างอยู่นี่ด้วย แพ้จริงๆ อาตมาเองยังไม่แข็งแรงถึงขนาดนั้นนะ และแพ้ไวด้วยนะ อาตมานี่ หมอพจน์ เขาบอก เหมือนกับมิเตอร์ชนิดที่ละเอียด เร็ว พออะไรเปลี่ยนปั๊บ เอาก่อนเขาแล้ว อากาศเปลี่ยน ไอ้อะไรๆ มันเปลี่ยน มีบรรยากาศที่มันไม่ค่อย เอาก่อน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน