580520_ธรรมาธรรมะสงคราม ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580520_ธรรมาธรรมะสงคราม ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๔
พ่อครูว่า... วันนี้วันที่ ๒๐ พ.ค. ๕๘ เป็นวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน๗ ปีมะแม วันคืนก็เคลื่อนไปเป็นธรรมชาติ เราก็ว่ากันไปกับการศึกษา อาตมาไม่หยุด แต่ท่านหยุดแล้ว ...อะไรกันยังไม่ถึงที่ ก็หยุดแล้ว คนละสำนวนกับของพระพุทธเจ้า เราก็ว่าไปเรื่อยๆ ตราบที่อาตมายังมีเรี่ยวแรง ความตั้งใจของอาตมายังมีเต็ม ล้นๆด้วย ที่เราจะพากเพียรเรื่องนี้ เพราะจริงๆ อาตมาพูดย้ำ ว่าไม่เห็นอะไรจะดีไปกว่าธรรมะ
คนภายนอกฟังอาตมาก็ว่าพูดดี พูดโก้ เท่ บางคนก็ว่าเพ้อเจ้อ โลกไปถึงไหนแล้ว งมงายกับธรรมะ แล้วธรรมะช่วยอะไรได้ เขาก็พูดจริงในปรากฎการณ์ว่า ธรรมะไม่เห็นช่วยอะไร เพราะมวลธรรมะที่จริงยังไม่มีกำลังมากพอที่จะไปช่วยเขาได้
แต่ถ้าช่วยได้มากจนเขาเห็นได้เขาก็จะเห็นว่าดี หรือว่าเขามีปัญญารู้ว่าโลกุตรธรรมเป็นเช่นนี้ และมีปัญญาเข้าใจลึกว่า มันประเสริฐมันดีจริงๆ แล้วไม่เหมือนที่เราเป็น มันจะสำนึกเลยว่า ตนเองเพิ่งจะรู้ว่าธรรมะคืออะไร ธรรมะโลกุตรธรรมจะคนละทิศทางกับทั่วไปเลย
เขาอาจรู้ภาษาบัญญัติว่า ไปนิพพานมันคนละทางกับโลก แต่ว่า เขาจะรู้สภาวะหรือไม่ ความรู้สึกที่เป็น เนกขัมสิตเวทนา นี่คืออย่างไร เนกขัมมะ ท่านแปลว่าออกบวช คำว่าบวชคือ ปวชะ คือคนมีความคิดต้านโลกธรรมจริง ตั้งแต่โลกที่เขาวนอย่างต่ำๆ แล้วก็เข้าใจว่าจิตเป็นเนกขัมมะเป็นอย่างไร เข้าไปเกิดปัญญาญาณรู้ยิ่งเห็นจริง ว่ามันไม่เที่ยง มันทุกข์ มันไม่มีคุณค่าพอจะเอา ทั้งที่เขาเคยสุขและติดมันมากเลย
เช่นคนติดบุหรี่ คนเขารู้ว่ามันไม่ดี แต่ความรู้สึกเขาไม่มีขีดความเจริญถึงขั้นว่า ถ้าออกมาได้มันเป็นธรรมรส จะรู้ว่า ที่ไปติดมันเป็นรสเก๊ ที่เคยติดเคยอยากได้อยากมีอยากเป็น ในสิ่งที่เป็นโลกียรส กามรส เขายังไม่ชัดเจน
อ่านต่อ
ก็รู้แต่ภาษาบัญญัติ มันไม่เข้าไปในใจหรอก มันแค่ข้างใจ คนฉลาดมีปัญญาก็จะเกิด ข้างใจได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้
ผู้มาได้จริง แล้วมีปัญญาธาตุ มันเข้าไปในใจจริงๆ ชัดเจน มันก็เบา ปฏิบัติตามจนละล้างได้ มันก็จะเป็นตัวอย่าง ให้คนเห็นว่า สิ่งไม่ดีไม่งาม พอจิตพ้นได้มันจะรู้สึกเลยว่า มันพ้นภาระ ไม่เป็นทาส ไม่เห็นโหยหาอาวรณ์อะไร ไม่เห็นว่าเสียอะไร ดีไม่ดีไปติดมันก็เสียเวลา แรงงานทุนรอนด้วย
และจริงๆ ก็คือเสียศักดิ์ศรีมนุษย์ด้วย เพราะที่ไปติด นี่คือ อบายภูมิ ๔ คือ สัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน วินิปาต เราพ้นอบายได้ ก็จะรู้ว่า แต่ก่อนทำไมเราโง่ คือกอบกู้ศักดิ์ศรีมนุษย์ได้ ใครไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เขาจะถล่มทลายด้วย
อย่างทุกวันนี้อาตมาประกาศตนว่าเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ระดับ ๗ ด้วย เขาก็ไม่เห็นสนใจ ไม่เข้าใจ อาตมาก็ไม่ได้น้อยใจเลย เขาเห็นเหมือนไก่เห็นพลอย เขาว่าสู้ข้าวเปลือกไม่ได้ อาตมาประกาศไปก็ไม่มีคลื่นต่อต้านอะไรมาก ทั้งที่เขาหวงตำแหน่งอรหันต์นะ เขาว่าเป็นสิ่งต้องกราบไหว้นะ แต่นี่มีวิ่งเข้ามากราบไหม? ไม่มีเลย เห็นไหมมันซ้อนสภาวะย้อนแย้งอยู่ ก็สบายๆ เพราะอาตมาได้คัดคนเหล่านั้นได้ดีแล้ว
ถ้าอาตมาไปหลอกคนเขา ว่าเป็น ทั้งๆที่ไม่เป็น แล้วเขาเข้ามาคุณก็จะได้ แต่ก็จะได้คนที่ถูกหลอกมา ส่วนอาตมานี่ คนจะได้ต้องไม่ถูกหลอก ฉะนั้นคนไม่รู้เขาก็ไม่รู้ว่า อันนี้เป็นเพชรพลอยจริงหรือ เขายังเป็นไก่อยู่อย่างเก่า มันมีค่ากว่าข้าวเปลือกจริงไหม? เขาก็ยังคงเป็นไก่
มันจึงคัดคนที่เห็นจริง เป็นข้อสอบด้วย ว่าทำไมอาตมากล้าพูด คนที่ฟังนี้จะต้องเข้าใจด้วย ว่ากล้าประกาศนะ เป็นพระด้วยกันก็จะบอกว่าไม่กลัวปาราชิกหรืออย่างไร? ถ้าใครมาซัก ใครมาเอาจริงจัง คนรู้เขามีนะ มาซักถามเอา จะตอบไหวไหม? แล้วก็ไม่เห็นมีใครมาซัก ถ้ามาอาตมาก็จะได้ตอบ ที่ไม่มาเพราะอะไร เพราะไม่เชื่อ หรือเพราะว่าพอมีปัญญาพอฟังรู้เรื่อง คือถ้ามาแล้วเราจะโดนย้อนกลับให้หน้าแตก ก็เลยกลัวหน้าแตกก็ไม่มา หรือถ้าจะมาซักแค่ความเป็นโสดาบันก็ได้ ไม่ต้องถึงอรหันต์....เพราะเขาไม่รู้ไม่มีจริงนั่นเอง
ตีนบันไดของโสดาบันคือ กาย เขายังไม่เคยถึงตีนบันไดนี้เลย ไปหลงบันไดอื่น เขาได้แต่อัตวาทุปาทาน เป็นอัตตาที่เขายึดถือ เป็นอุปาทาน แล้วเขาก็ไม่เคยคลายทิฏฐินี้ แล้วความเข้าใจหรือทิฏฐิเขานี้ มิจฉาทิฏฐิด้วย เขาก็ยึดทิฏฐุปาทานนี้ตลอดเวลา คนเหล่านี้มีอัตวาทุปาทาน และก็มี ทิฏฐุปาทาน และ ทฤษฎีที่เขายึดถือว่านี้ถูกต้อง แล้วที่อาตมาพูดไปนี่ และพวกเราปฏิบัติกัน เขาไม่มาทำหรอก เขาก็ทำตามเขา เพราะฉะนั้น ศีลพรต คือข้อปฏิบัติตามทฤษฎีที่เขาเข้าใจ เขาก็ปฏิบัติตามที่เขาเข้าใจ เช่นย่างหนอ ก้าวหนอ อย่าส่งจิตออกนอก นั่งเข้าไปจนก้นแตก เขาก็คือสีลัพพตุปาทานนั่นเอง
เขาก็ไม่รู้แม้ติดกามรสขั้นหยาบ เขาก็ยังอยากได้ ได้มาก็เป็นรสเป็นชาติ เขาก็ว่า เขาได้มาก็ไม่ได้ติดยึด เขาเอามาช่วยประชาชน เขาก็ทำกับประชาชน แต่เขาเสพรส เป็นกามรสจริงๆในอะไรก็แล้วแต่ที่มันซ้อนทั้ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ยิ่งทางลิ้นนี่ก็ติดหนักไม่รู้เลย
ในโภชเนมัตตัญญุตา นี่ก็ต้องสัมผัสสัมพันธ์ตลอดชีวิตเลย เพราะต้องกินอาหาร แต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อื่นๆ ไม่ต้องไปแตะต้องตลอดชีวิตก็อยู่ได้สบาย แต่สิ่งที่จะต้องเอามาแตะลิ้นคืออาหาร ไม่มีอยู่ไม่ได้ แต่สมัยนี้จะเอาใส่ท่อเข้ากระเพาะเลยก็ได้
แต่เขาจะรู้ว่า ของพุทธนี้ สัมผัสอยู่ แต่ก็รู้แยกรสได้ อันหนึ่งรสธรรมดาสามัญ อีกอันหนึ่งคือ รสทิพย์ พระอาริยะจึงจะอ่าน รสทิพย์ นี้ออก นี่คือ โสตทิพย์ (วิชชาข้อที่ ๔) ได้ยินเสียงกลองมาแต่ไกลระยะไกล แม้ไกลก็รับได้ แล้วก็แยกออกด้วยว่า อย่างนี้เสียงกลอง แยกลิงค(เพศ)ของกลองได้ว่าต่างกัน อันนี้ตะโพน อันนี้เปิงมาง นี่กลองบัณเฑาะว์ แยกชนิดได้ ได้ยินแค่เสียงก็แยกออก หมายความว่าเป็นเรื่องละเอียด ไกล ลึก แล้วก็มีลักษณะที่เรารู้นิมิต เครื่องหมาย โดยการกำหนดหมาย ตัวอาการของเสียง เราแยกออก
ฉันเดียวกัน มันมีอารมณ์ เมื่อแยกออกได้ก็รู้ว่า ความเป็นทิพย์เราก็แยกได้ เรารู้ได้ว่าโลกียรสนั้นเพศหนึ่ง ส่วนโลกุตรรสนั้นก็อีกเพศหนึ่ง เราแยกโลกียรส ออกจากรสธรรมดาที่ทุกคน ที่มีประสาทสัมผัสปกติ จะรับรสได้เหมือนกันหมด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหมือนกันหมด แต่อาการที่ประกอบร่วมอยู่ เป็นอาการละเอียด เป็นอาการโลกียะ ที่แฝงมานี้ นี่คือเราอ่านทิพย์ออก รู้ทิพย์ นี่คือของปลอม เป็นรสอร่อย รสวิเศษที่เราต้องได้ต้องมีต้องเป็นต้องยึดต้องเอา รสที่เราแสวงหาไม่ว่า ทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
ที่ว่า ๒ คือธรรมะ ๒ รวมลงที่สัมผัสรู้ เรียกว่า "เวทนา" (สโมสรณา) ทำให้รสทิพย์นี้หมดทิพย์ ไม่มีมารไม่มีทิพย์ เป็นกลางๆสามัญ สงบ ให้มันลดได้ เมื่อลดได้เป็น ๑ ไม่มี ๒ คือเหลือธรรมชาติ ธรรมดา ที่เขาว่าธรรมะคือ ธรรมชาติ คือ กลิ่นมะม่วง รสมะม่วง รสระกำ ก็เป็นของมันเช่นนี้ สีแดง สีเขียว สีเหลืองมันก็เป็นเช่นนี้ ใครมีประสาทสัมผัสปกติก็รับได้เหมือนกันหมด แล้วคุณจะตั้งชื่ออะไรหรือสมมุติชื่ออะไรก็แล้วแต่ ตามภาษาบัญญัติ เป็น อธิวจนะ เหมือนที่เขาติดสติกเกอร์ว่ารสคันนี้สีขาว ทั้งๆที่รถคันนี้สีดำ ใครเห็นก็เห็นว่าสีดำ แต่บัญญัติจะเรียกอะไรก็แล้วแต่
แต่ทิพย์นี่รสทิพย์มันไม่ตรงกันทุกคนหรอก อาจคล้ายกันได้เพราะครอบงำความคิด ฝรั่งมาเมืองไทยถูกครอบงำให้กินพริกก็ติดพริกได้ คนกรุงไปอีสานก็ติดปลาแดกได้ เขาไม่รู้กามุปาทาน
กามตั้งแต่อบายมุข รสจัดจ้าน เข่น ของเสพติด น้ำชากาแฟ หมากพลู บุหรี่ ของง่ายๆ กามหยาบๆยังไม่รู้ว่าเป็นรสอบาย สิ่งเสพติด แค่นี้ไม่รู้จะไปพ้นกามุปาทานได้อย่างไร อาตมาเองก็นึกถึงหลวงพ่อคูณ ใครว่า หลวงพ่อคูณกับมหาบัว สิ้นชีพลง สองรูปนี้ คนฮือฮามากกว่ากัน ....หลวงพ่อคูณ
มหาบัวไม่ทำเครื่องรางของขลังน่าจะได้รับการนับถือมากกว่า เขาก็พูดแรงพูดจัดเหมือนกัน แต่ไม่หยาบอย่างหลวงพ่อคูณที่พูดกูมึง เรียกว่าหยาบถาวร เหมือนคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เป็นพระอาริยะไม่น่าโง่ขนาดนี้ ทำไมไม่เปลี่ยนแปลง ไปพูดกับเจ้า ก็พูดอาตมาก็ได้ เป็นพระทำไมพูดกู มันอะไรกันนักกันหนา ดูแล้วเหมือนหลวงพ่อค ูณ แย่กว่าท่านมหาบัวเยอะ แต่กลับ คนเคารพ เพราะอะไรไหม? ลึกซึ้งมากเลย....
หลวงพ่อคูณนี่ จริงใจมากกว่ามหาบัว ซื่อมากกว่ามหาบัว ซื่อจริงๆ ยึดอะไรยึดเป๊ะ แล้วก็มั่นใจว่าไม่ผิด มันซับซ้อนอะไรเยอะแยะเลย
โดยบัญญัติภาษาภายนอก สมมุติสัจจะก็น่าจะรู้ แค่คำหยาบ แต่หลวงพ่อคูณไม่มีคำส่อเสียด แต่มหาบัวไม่มีคำส่อเสียด หยาบสู้หลวงพ่อคูณไม่ได้ คำว่าหยาบกับส่อเสียด คำส่อเสียด เลวกว่าคำหยาบ แต่คนรู้คำหยาบได้มากกว่าส่อเสียด คนจะทำส่อเสียดได้ง่ายกว่าคำหยาบ แต่เขาไม่เข้าใจคำส่อเสียด
ส่อเสียดคือ พูดกระทบแล้วเกิดความวุ่นวาย แต่หยาบนี่รู้ง่าย ว่าตัวเราเสีย แต่ส่อเสียดทำให้คนอื่นเสีย ทำให้วงแตก เป็นพิษภัยเยอะ และอาตมาว่า ความซื่ออาตมาว่า ที่จะไม่ค่อยมีอะไรไม่ตรง หลวงพ่อคูณซื่อกว่า ไม่มีแฝงซ่อนอะไร นี่นัยอะไรหลายอย่าง
ในความตื้นเหมือนคนตื้นๆ หลวงพ่อคูณนี้ตื้นมาก ถ้าจะพูดหวัดๆโดยภาษาก็คือ ซื่อจนเซ่อ แต่มหาบัวนี้ฉลาดกว่า ขออภัยที่เอาเกจิอาจารย์ที่คนนับถือมาวิเคราะห์ ก็ขอขอบพระคุณต่อท่านอาจารย์ทั้ง ๒ ก็ไม่ได้เคารพหรือลบหลู่เกินกว่าควร อาตมาก็ยอมรับนับถือ ในชีวิตของคนที่บวชมา ๗๐ กว่าพรรษาด้วยกันทั้งคู่ ไม่บ้า ไม่ตาย ไม่สึก ก็ต้องนับถือแล้ว ก่อนอื่นเลย แล้วที่ชัดๆคือว่าไม่ได้เลวจนเกินการเลย แต่ถ้าเลวจนเกินการ จนปาราชิกก็ไม่น่าเคารพ แต่นี่ก็ไม่มี แต่สังฆาทิเสสเรารู้ไม่ได้กับท่าน แต่ปาราชิก ๔ ท่านไม่น่ามี แต่ท่านอยู่กับเงินเล่นกับเงินกันทั้งคู่จะมีไหม ก็ไม่อาจรู้ได้
มันมีปาราชิก ๔ เรื่องผู้หญิงทั้งคู่ก็ไม่มีอะไร สำหรับหลวงพ่อคูณก็ไม่มีแว่วมาเลย แต่หลวงตาบัวก็มีแว่วนิดหน่อยจริงๆ แต่เรื่องเงินทองยากที่จะรู้ ปาราชิกเรื่องฆ่าคนทั้งคู่ก็ไม่มีปัญหา หลวงพ่อคูณไม่อวดอุตริมนุสธรรม ในอสุสาสนีย์ปาฏิหาริย์เลย แต่ไปอวดอิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ส่วนหลวงตาบัวอวดอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์
ที่พูดนี้มุ่งทำความเข้าใจในพุทธธรรม ไม่ได้อวดเบ่งข่มใครเลย ก็ไม่บังคับให้ใครเชื่อ ก็ได้แต่พูดสิ่งที่เห็นว่าเป็นจริงเป็นสัจธรรมสู่กับฟัง
ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้
คนที่มีสุรภาโว สติมันโต เขาอยู่ในฐานะจะปฏิบัติธรรมได้ทั้งสิ้น ถ้ามีสัตบุรุษ บรรยายให้เขาฟัง จนเข้าเชื่อถือ เชื่อมั่น เชื่อฟังได้ เขาก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ถ้าเขาจะมีได้ก็ต้องโยนิโสมนสิการให้ถูก ก็ต้องมีทิฏฐิที่สัมมาด้วย ทิฏฐิจะสัมมาก็เพราะเขาต้องโยนิโสมนสิการได้ถูกต้องจริงๆ
ส่วนปรโตโฆษะนั้นถ้าคนมิจฉาทิฏฐิ ไม่ฟังคนอื่น ปิดประตูเหมือนกันเลย ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิแล้วก็ไม่ต้องฟังคนอื่น แล้วถ้าสัมมาทิฏฐิก็ต้องโยนิโสมนสิการ เป็นตั้งแต่ทำทานเลยก็ต้องสัมมาทิฏฐิ ต้องมี อัตถิยิฏฐัง ต้องมี อัตถิหุตัง เลย แต่นี่ไม่เห็นท่าทีที่จะถูกต้องเลย
การทำทานคุณทำใจเป็นไหมให้ลดโลภ ไปทำสมาธิคุณก็ไปสะกดจิต แช่แข็งจิต เอาความว่างความใสเป็นกสิณ เกาะยึดอะไรก็แล้วแต่สะกดจิตทั้งนั้น ไม่มีจิตวิเคราะห์ถึง เจตสิก รูป นิพพานแล้ว โดยเฉพาะไม่รู้ จิต มโน วิญญาณ ในขณะมีกาย
กายคือ genome ที่มีอยู่ในทุกนิวเคลียส จนคนที่จะทำgenome ให้เป็นกายทิพย์ เป็น สัมโภคกาย คือกายที่จะอาศัยบริโภคได้ เป็นนามธรรมขั้นโลกุตระ บริโภคอาหารขั้นโลกุตระ เรียกว่าสัมโภคกาย ส่วน นิรมานกาย (มาน = ใจ , นิร = ไม่) คือกายที่สร้างขึ้นมาได้เอง คนที่ไม่สามารถมีญาณหยั่งถึง คำว่านิรมานกายหมายถึงไม่มีใจ ไม่มีภาวะให้คนอื่นรู้เห็นได้ ส่วน อาทิสมานกาย คือไม่รู้เห็นสิ่งที่จะดูได้ ถ้าที่จะดูนี้เป็นนิรมานกายก็ยิ่งดูไม่ได้เลย
คนที่ทำหายตัว ยิ่งกว่า invisible man ไม่มีอะไรให้เห็นเลย คนก็เลยไม่เห็น เป็นกายที่ไม่มีใครเห็นได้ คือ อาทิสมานกาย ส่วนสัมโภคกายคือ กายที่ต้องอาศัย ถ้ากินก็เรียกว่าบริโภค หรือใช้ก็คืออุปโภค
อาหารมีสอง คืออาหารใน คือกินเข้าไปเป็นกวฬีการาหาร และมีอาหารนอกคือเครื่องใช้ภายนอก
ผู้จะทำอาหารให้บริโภค อุปโภค สามารถทำได้ จึงเรียกว่ากายที่เราเนรมิตมาอาศัย เป็นสัมโภคกาย เป็นเรื่องลึกซึ้งไม่ลึกลับ ผู้มีภูมิจะทำได้จริง
อาตมาจะขยายความ มูลสูตร ให้ฟัง ใน ๑๐ ตัวนี้เป็นเค้าต้นของทุกอย่างเลย ในมนุษยชาติทุกอย่างต้องมีเค้ามีต้น ๑. มี ฉันทะ (ความยินดี) เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ต้องยินดีในโลกุตระ เช่นเข้าใจว่าต้องมาเอาออก มาเป็นคนไม่มี มาถูกปอกลอกออก คนที่จะปอกลอกออกไปจนไม่มี ตั้งแต่เริ่มต้นคือวัตถุธาตุที่ใจยึดอยู่ จนกระทั่งใจไม่ยึดแล้ว เข้าใจว่าต้องมาเอาออก อย่างน้อยต้องเอาวัตถุออกก่อน หรือกรรมกิริยาขี้โกงทุจริตเลวร้ายต้องเอาออกก่อน วัตถุโกงทีละแสนล้านนี้ ตกนรกหมกไหม้แน่ แล้วมีเจ้าหนี้ทั้งประเทศ เพราะโกงเงินป ระชาชน นักการเมืองโกงเงิน ประชาชน ๑ บาท ก็คือ มีคนเป็นคู่เวรของคุณนี่ ๖๕ ล้านคน ในเงิน ๑ บาท เพราะฉะนั้นมันไม่น่าไปโกงเงินของรัฐเลย
คุณไปโกงเงินของควายตัวหนึ่ง อันนี้เขาฝากธนาคารไว้ให้เป็นสมบัติของควายตัวนี้ คุณไปโกงเงินของสัตว์ยังบาปน้อยกว่า แล้วสัตว์ตัวเดียวด้วย หรือไปโกงเงินของคน ๑ คน คุณมีคู่หนี้คนเดียว แต่ไปโกงเงินประเทศ ก็มีเจ้าหนี้ คือคนทั้งประเทศเลย มีเจ้าหนี้คนเดียวก็หลบง่าย แต่มีเจ้าหนี้ เป็นคนทั้งประเทศนี้จะหลบไปไหนได้ แล้วคนยึดมั่นถือมั่นว่าเงินกูนี่เขาฆ่าได้เลยนะ คุณก็ไม่รู้ว่าคนไหนเหี้ยมโหด อาตมาเคยยกตัวอย่าง ขนมหม้อแกงชิ้นละสลึง แย่งกันก็ฆ่ากันตายเลย
การเป็นนักการเมืองนี้เสียงบาปมหาศาล อาตมาถึงนิยามนักการเมืองว่าคือไปทำงานรับใช้ประชาชน แต่เขาตั้งเงินเดือนให้ข้าราชการนี้ บาปแล้ว ฉ้อฉล เขาตั้งกันเองด้วย ป ระชาชน ไม่มีสิทธิ์ไปตั้งได้เลย ทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจห่างไปเรื่อยๆ คนที่ต่ำก็ถูกเหยียบติดดินไปเรื่อยๆ คนขึ้นเงินเดือนก็ขึ้นไปเรื่อย
ถ้าคุณมาทำงานเพื่อให้ได้ ๐ คือคุณปลอดภัยแล้ว ทำงานฟรี พ้นลาเภนลาภัง นิชิงคิงสนตา คือสุดยอดคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะมีในใจ แต่รูปธรรมคุณไม่ได้ทำเลย ยิ่งล้างใจได้ก็ไม่ทุกข์ร้อนไม่มีกลมถะ จบเลย คนมาทำงานฟรีที่นี่ แม้ใจจะกดข่มไม่หมด แต่ก็ล้างใจไปสิ เป็นอนาคามีภูมิลำลองแล้ว ยิ่งคุณสบายๆแล้วก็วัดภูมิได้ แม้อยากก็ไม่ได้แรงอะไร บางทีต้องการบ้าง แต่เขาไม่ให้ ก็ไม่ทุกข์ ไม่ลำบากยุ่งยากอะไร อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่เราจะตายเขาก็ไม่กล้าจ่ายเงินรักษา คนก็ตายไป จิตคุณก็สงบ ไม่ทุกข์ แต่ถ้าคุณมีจิตว่า กูจะตายก็ยังไม่ให้อีก ถือสาในจิต ก็ได้จิตที่ทุกข์ไป เป็นกรรมเป็นของๆคุณ แม้ใครไม่รู้กับคุณ แต่คุณทำอาการจริง มันก็เป็นของคุณสิ
การมนสิการนี่แหละคือตัวจริงที่ขยายความก็มาที่ มนสิการ เริ่มที่มีฉันทะ ยินดีปฏิบัติมาเป็นลำดับ ถ้าคุณทำใจไม่เป็นนี่ คือไม่โยสิโนฯ
๒. มี มนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) คำว่า มนสิการ คือ ทำใจในใจ คุณทำเป็นหรือเปล่า? ถ้าคุณไม่รู้ ใจมันจะเป็น ก็เป็นเอง มันไม่รู้ เป็นอย่างไรใจมันร้อน คุณก็ทำใจให้เย็นสิ แล้วจะเอาใจไปแช่แข็งหรือ? ถ้าสมถะก็ทำให้มันเย็นได้ แบบสมถะก็อาศัยได้ แต่ถ้าทำเป็นจริงๆคือ อ่านเจตสิกออกได้ ดับเพราะปัญญา ดับเพราะเจโต ดับสักกายะ มันบางเบาลง จนหมดจริงๆ อย่างเห็นๆเลยว่า มันลดลงไม่เท่าเดิม มันมีอินทรีย์ที่เป็นกิเลสลดหรือเพิ่ม ก็อ่าน อาการ ลิงค นิมิต ว่าเป็นปุถุชนหรืออาริยชน ถ้าเนกขัมมะกิเลสก็จะลดลงๆๆ ก็รู้ความแตกต่างของลิงค
การได้บวกกิเลสก็คือ มีอิตถีเพศ เราไม่ได้พูดตัวตนบุคคลเราเขานะ เราพูดนามธรรม ถ้าคุณแม้เป็นผู้หญิงก็เป็นปุริสภาวะได้ เป็นอุตมปุริสะได้ การทำใจในใจ จึงเป็นตัวสำคัญในภาคปฏิบัติ ตั้งแต่เริ่มจนจบเลย มีฉันทะนี่คุณเข้าประตูมาแล้ว แล้วคุณทำมนสิการตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่? การทำนี่ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย
๓. มี ผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ถ้าไม่มีผัสสะ ใครหลบหนีผัสสะก็แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธแล้ว บุญคือ ต้องมีข้าศึกให้กำจัด แต่ถ้าเล่นหลบข้าศึกหนีไปก็ ไม่มีผัสสะ ไม่มีสมุทัยในการปฏิบัติ การปฏิบัติที่ไม่มีผัสสะไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ต้องมีผัสสะ ๖ มีสังขาร มีวิญญาณ ๖ มีนาม ๖ มีเวทนา ๖ มีอุปาทาน ๔ มีสังขาร ๓ ตัณหา ๖
ถ้าไม่มีวิญญาณ ๖ ไม่มีสัมผัส ๖ ไม่มีกาย มีอายตนะ ๖ มีตัณหา ๖ นี่แหละคือมีกาย
คนเข้าใจเอียงไปกว่า กายคือ มีแต่ภายนอกเท่านั้น พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ ภาคปฏิบัติสามารถรู้กาย ในขณะมีวิญญาณ วิญญาณเกิดเพราะมีผัสสะ ๓ เกิดมาเป็นวิญญาณ แล้วทำธรรมะสอง ที่ขึ้นไปเป็น ๓ นี่ทำให้เป็นหนึ่ง
คนจะมนสิการได้ต้องมีผัสสะเป็นของจริง ไม่ใช่เอาแต่ข้างในคือ สัญญา แต่เอาทำข้างนอกไปเรื่อยๆ มีสัมผัส ๓ แล้วรู้ว่ามีพลังงานที่จะ อปรโคยาน ที่จะโคจรของตัวGenome เป็นพลังงานตลอดเวลา อปรโคยานคือ เป็นอื่นอีกไปเรื่อยๆ จนสามารถทำให้ทิศทาง ไปสู่ความดับ ได้คือ อมรโคยาน แล้วจะรู้ว่ามีอปรโคยานหรืออมรโคยานที่ไหน? ก็ที่เวทนา
๔. มี เวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) แล้วจัดการตรงนี้ให้เป็นสมาธิ ให้เป็นนิโรธเป็นวิมุติ ทำกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ทำจนเป็นจิตสะอาด ทำได้เรียกว่ามีฌาน พอจิตสะอาดก็ตกผลึกเป็นสมาธิ เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นสมาธิ
๕. มี สมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) ผู้ใดทำสมาธิเป็น สัมมาสมาธิ ก็เท่ากับเจริญสติ กับเจริญปัญญา ตัว สติ และ ปัญญา เป็นเหมือนผู้ช่วย หวังเฉา หม่าฮั่น ช่วยท่านเปาตลอดเวลา มีสติมันโตที่รู้รอบตลอดเวลาทั้งนอกและใน จนมีอำนาจทั้งภายนอกภายใน เรียกว่ามีอธิปไตย
๖. มี สติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) สติเราเองรู้รอบ รู้จริง ตื่นรู้ไม่ใช่ไปหลบไม่รู้ แต่รู้เต็มๆ รู้ทุกอย่างได้ไม่เกรงกลัวอะไร แล้วก็มีปัญญาด้วย รู้ว่าเป็นเช่นนี้ อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้จึงเรียกว่า โลกุตระ ผู้ยิ่งปฏิบัติสัมมาทฺิฏฐิ จะยิ่งเป็นอุตระมากขึ้นเป็นปัญญา
๗. มี ปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง พัฒนาทั้งสติและปัญญาไปเรื่อยๆเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนแก่โลกได้ สติก็จะมีอำนาจอยู่เหนือโลกได้ สามารถเป็นผู้บรรลุแก่น เป็นสาระ เป็นวิมุติ
๘. มี วิมุติ เป็นแก่น (สาระ) ผู้พ้นจากโลกีย์ก็คือ คนอมตะ จากอมรโคยานเป็นคนอมตะ
๙. มี อมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน ถ้ายังอยู่ก็อยู่ไปเป็นอนุพุทธ เป็นอนิยตโพธิสัตว์ยังไม่เที่ยงก็สั่งสมไป จนสอบเข้าได้เป็นนิสิตของพระพุทธเจ้า เป็นนิยตโพธิสัตว์คือสอบได้ แต่จะถูกรีไทร์เมื่อไหร่ไม่รู้ อาตมานี่สอบซ่อมไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถูกไล่ออกนะ มีแต่ตั้งจิตเป็นพระพุทธเจ้า ต่อไป แต่อนิยตโพธิสัตว์ยังสอบไม่ได้ สอบได้ก็เป็นนิยตโพธิสัตว์หากสอบได้ก็เป็นมหาโพธิสัตว์ เที่ยงแล้ว ค่อยไปเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า แล้วถึง สัมมาสัมพุทธเจ้าที่สุดได้ ซึ่งสามารถรีไทร์ได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นเพศหญิงไม่มีสิทธิ์เป็นพระพุทธเจ้าหรือมีอนันตริยกรรมก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้สูงสุดได้แค่ ปัจเจกพระพุทธเจ้า
๑๐. มี นิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘) สามารถไม่เกิดอีกได้เลย เหมือนพระพุทธเจ้า ตรัสว่า ใครจะเห็นเราในขณะเราไม่ปรินิพพาน แต่เราปรินิพพานแล้ว เหมือนพวงมะม่วงหล่นจากขั้วตกลงมาแตกกระจาย จะไม่มีใครเห็นรูปหรือนามของเราอีกเลย เหมือนอาตมาอธิบายเรื่อง การสลาย H 2 O ที่แตกตัวแล้วได้ เป็น Hydrogen และ Oxygen แล้วไม่เหลือความเป็น H 2 O แล้ว เหมือนมะม่วงไปติดกับกิ่ง ก็ไม่เหมือนเดิม
ท่านไม่ได้ตรัสว่าท่านสูญสลายไปนะ แต่ว่าองค์ประชุมของมะม่วงพวงนั้นไม่เหลือแล้ว พระพุทธเจ้าสามารถแยกธาตุได้ ท่านรู้ถึง genome ว่าเป็นพลังงานที่ปรุงแต่งกัน ขนาดไหน?อย่างพีชะนี่ไม่มีอปรโคยาน มันมีชีวะของมันเท่านั้น ปรุงแต่งเฉพาะของมัน มันจึงไม่ไปทำร้ายใครเลย พลังงานของมันไม่ไปเบียดเบียนใคร มันเอามาปรุงแต่งของมันเท่านั้น ซึ่งมันไม่เรียกตัวตน เพราะไม่มีตัวร้ายอะไร มันมีประโยชน์แก่โลกเลย บางอย่างดูเหมือนมันทำลายเป็นพิษนะ แต่เป็นเรื่องอธิบายต่อไม่ไหว
สรุปว่าพีชะไม่มีเวทนา ไม่มีอารมณ์ยึดมั่นถือมั่นเป็นตน ไม่มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา ไม่มีอารมณ์ชอบหรือชังอะไร มีแต่สัญญา รับมาปรุงแต่งตามรหัส โดยตัวของมันก็เป็นตัวตนแค่นี้
พอมาเป็นสัตว์ สัตว์ที่ไม่รู้ genome ไปปรุงเป็นอื่น อปรโคยาน ไปเรื่อยๆจะไม่จบนะ หมุนเวียนสุข/ทุกข์ในวัฏสงสาร มันน่าเบื่อนะ อย่างอดีตหัวหน้าอาตมาบอกว่าผมไม่ไปนิพพานหรอก คุณรักจะไปนิพพานก็ไปเถอะ เขาก็ไม่คิดหยุดอะไร อาตมาไปยื่นใบลาออก เขาก็กล่อมระงับ หลายที อาตมาก็เลยไปเลย ยื่นใบแล้วไปเลย เขาก็รู้ว่าเอาจริง คนที่ไม่รู้สึกว่า จะต้องเอานิพพานเขาก็สนุกกับโลกีย์ ที่จริงคุณจำนงค์เป็นคนดีมากซื่อสัตย์สุจริต มีแต่คนเข้าใจผิดคุณจำนงค์ ทั้งเรื่องกาม เรื่องเงินทอง ถ้าแกไม่ซื่อ ก็เละแล้ว เพราะแกอยู่กับผู้หญิงทั้งนั้น แต่แกซื่อสัตย์
ผู้ยังไม่รู้ genome ไม่รู้อปรโคยาน แล้วไม่สามารถแยกเพศได้ แล้วไม่สามารถทำให้พลังงานอิตถีเพศดับ ไม่เกิดอีก จนกระทั่งมันเกิดใหม่ก็ไม่ทำให้เกิดเพศหญิงได้ ควบคุมในปัจจุบันทุกปัจจุบันได้ สามารถทำให้ไม่เกิดอิตถีภาวะ ทั้งในอนาคต ทำgenome ให้หมดเพศ เป็น นปุงสกลิงค์ ได้ ก็ควบคุมพลังงานได้ นี่ยอดกว่าไอสไตน์ที่เขาควบคุมพลังงานไม่ได้
ในอะตอม มี Electron มี Proton มี Neutron คนที่คุมอปรโคยานได้คือ คุม electron ได้ ถ้าจะใช้ก็ใช้อย่างพอดีได้ ถ้ามันเป็น electron ตัวเลวก็ระงับไม่ให้เกิดได้เลย แต่ทำงานต้องอาศัยทั้ง ๓ เส้า ทั้งบวกและลบ ส่วน ๐ เป็นตัวกลาง ในมหาจักรวาลก็มีแค่นี้แหละ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่คุมพลังงานอะตอมได้ ด้วยประการฉะนี้แหละ
ต้องมนสิการเป็น แล้วต้องฝึกด้วยผัสสะ พัฒนาเวทนา ๑๐๘ ให้เป็นหนึ่ง แล้วยังมีส่วนสองใช้ proton และ electron ทำงาน แล้วประมาณให้เหมาะในการทำงาน ให้น้อยไว้ก่อนดีปลอดภัย แต่ถ้ามากไปจะฉิบหาย น้อยไว้ปลอดภัย มากไปเป็นภัย หรือมากไปบรรลัย นี่คือสุดยอด
ในอะตอม มีนิวเคลียสเป็นแกนกลาง ในนิวเคลียสมีแต่ โปรตรอน นิวตรอน ดังนั้นในอะตอมก็ประกอบด้วย นิวเคลียสกับอิเล็คตรอน เท่านั้น
ในอะตอม มี genome อะตอมคือ DNA ส่วน นิวเคลียส ถ้าเป็นเพศชาย มันก็เป็น ๐ ถ้าเป็นเพศหญิงก็เป็น ๑
พอเวลาจะทำงาน เขาก็มาใช้เพศ ๑ เพราะเอกบุรุษสามารถอยู่ที่ ๐ หรือ ๑ ก็ได้ ส่วนเพศ ๑ นั้นยังทำ ๐ ไม่ได้ ส่วนบุรุษเพศนี้ทำ ๑ ก็ได้ ทำ๐ ก็ได้ พระอรหันต์จึงสามารถอนุโลมปฏิโลมได้ ส่วนเพศหญิงยังไม่บริบูรณ์
ควบคุมอรปโคยานได้ ทำกุศลได้ ร่วมกันเป็นสามเส้าสมบูรณ์ ระหว่าง Electron Proton Neutron
ให้รู้บัญญัติไปก่อน แล้วไปทำให้จิตวิญญาณเป็นดังที่กล่าว คือคนที่บรรลุจริง ในโลกเขาสามารถรู้พลังงานนี้ เอานิวเคลียสมาได้ แต่เขาควบคุมมันไม่ได้ แต่ก็สามารถแตกตัวมันได้ แต่อย่างควบคุมมันไม่ได้ พลังงานทางวัตถุเหล่านี้ ถ้าเขาเข้าใจอันนี้แล้วมาฝึกจิตเขาจะเข้าใจเช่นนี้ อย่างไอสไตน์นี้มีสภาวะ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หลงใหลจินตนาการ แกไม่ได้ทำเองนะ แกคิด คนเขาก็รับไป จนจริงเรื่อยๆ คนก็ยอมรับของแก แม้แต่ E=mc 2 แต่เขาเอาไปทำแล้วควบคุมพลังงานไม่ได้ ทำให้เกิดระเบิดร้ายแรง
แต่ของพระพุทธเจ้านี้ควบคุมได้ ไม่ให้เกิดพลังงานอกุศลได้เลย พลังงานบวกเป็นpotential energy อยู่กับ พลังงานศูนย์ แต่พลังงานลบวิ่งอยู่นอกนิวเคลียส เราก็คุมตัวลบนี่แหละ ถ้าคุณทำ ๐ ให้แก่ตัวเองได้แล้วนะ แล้วทำอย่างไม่อวดดีด้วย เพราะลาภ สักการะ สรรเสริญเป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้พระอรหันต์ขีณาสพ อันตรายต่อตนคือ เสียหน้า เพราะประมาณผิด เป็นวิบากได้ ทำคนอื่นเสียหายก็เป็นวิบาก ถ้านายกฯทำผิดนิดเดียวนี่หน้าแตกหมอก็ไม่รับเย็บนะ แต่คนงานคนนี้ทำผิด ก็ไม่หน้าแตกเท่ากับนายกฯทำผิดนะ คนงานคนนี้โกงหมื่นบาทไม่เสียหน้าเท่าไหร่ แต่นายกฯนี่โกงหมื่นบาทนี่เสียหายเสียหน้ามากนะ
พลังงานที่หยุดแล้วเป็น พลังงานแห้ง ส่วนพลังงานที่เคลื่อนไปได้อยู่คือ พลังงานสด
พลังงานสด cytoplasm กับ protoplasm ถ้า cytoplasm ก็คือพลังงานที่สดที่ไม่นับนิวเคลียส รวมเต็ม ส่วน protoplasm เป็นส่วนที่รวมตัวของมันเป็นส่วนสำคัญของเซลล์ไปด้วย ซึ่งจะมี cytoplasm กับ nucleoplasm เจตนาที่จะสื่อคือพลังงานสด ไม่ใช่พลังงานแห้ง ถ้าแห้งนี้ไปหาเหี่ยวหาเน่า ต้องใช้พลังงานสด
cytoplasm มันไม่คำนึงถึงนิวเคลียสเลย เป็นองค์รวมของปรโคยานเป็น genomeไปเรื่อย ส่วน protoplasm เป็นตัวเข้มข้นรู้ลักษณะ แล้วตัว protoplasm มันอยู่กับ ๐ ด้วย อยู่กับ nucleoplasm ด้วย
อย่างพระอรหันต์สามารถควบคุมตั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive