581116_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ฉลาดในโลกแต่โง่ในธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
581116_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ฉลาดในโลกแต่โง่ในธรรม
พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558 รายการธรรมะธรรมะสงคราม อาตมาตอนนี้อายุ 45 ปี 9 วันแล้ว ก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ยังแข็งแรงก็เป็นไปตามวัย 45 ปี ขนาดนี้ใช้ได้คนอื่นเขาจะว่ายังไง ก็ยังหมั่นไส้อาตมาเลย จริงๆแล้วอาตมามั่นใจเรื่อง อิทธิบาท ของพระพุทธเจ้า รวมถึง โพชฌงค์7 ที่ท่านให้มา โดยใช้อิทธิบาท และโพชฌงค์ 7 มี สติธัมวิจัยวิริยะ คือเป็นธรรมองค์รวม ตัว โพชฌงค์ คือ ธรรมะที่เป็นการก้าว ส่วน มรรรค คือทางเดินที่เป็นรูป ส่วนโพชฌงค์นี้เป็นนาม เป็นการก้าวเป็นการเคลื่อนไหวดำเนินไป ที่เป็นพลังงาน โพชฌงค์ เป็น พลังงาน ส่วน มรรค เป็น สสาร ให้พลังงานอยู่กับรูปได้เป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสม โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ต้องไปด้วยกัน เพราะมรรคองค์ 8 ทั้งกว้าง ส่วนโพชฌงค์เป็นตัวกลาง เป็นตัวจัดการเป็นตัวประสาน เป็นตัวดำเนินบทบาทกันไปหมด ถ้าเราเข้าใจสภาวะธรรม ที่พูดนี้ก็เป็นภาษาไปแทนสภาวะแล้วก็ขยายสู่ฟัง ถ้าใครตามได้เข้าใจได้ก็วิเศษเลย อาตมาก็ใช้ความจริงพวกนี้มาปฏิบัติ ก็ได้ผลอยู่มาถึงวันนี้แล้ว อาตมาทำมาคนเดียวซึ่งไม่เหมือนใคร คนอื่นที่เป็นปราชญ์ทาง ศาสนา ก็เล่นงานอาตมา ได้รับทั้งลูกปืนทั้งลูกซองที่ยิงมาเสียบอาตมา ถ้าอาตมาไม่หนังเหนียวจริงๆป่านนี้พรุนไปหมดแล้ว ก็ยังดำเนินไปได้ และยังเห็นอัตราการก้าวหน้าในการแสดงธรรม ในการเปิดเผยทำ และเกิดผลตามมา มั่นใจมากคือ เกิดชาวอโศกที่มากันแล้ว เข้าใจรู้ว่าชีวิตเราจะมาเปลี่ยน จากโลกียะ ทุกคนใครบ้างมาหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุขทั้งกาม และอัตตามันมีมา เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเราเข้าใจแล้วมาทางนี้ ผู้มีบารมีจะรู้ว่าง่าย แต่ผู้ไม่มีบารมีจะรู้ว่ายาก หลายคนบอกว่ายิ่งนาน ก็จะเข้าใจว่ามาได้อย
อ่านต่อ
่างไรนะเนี่ย เรามาขนาดนี้แล้ว ต้องลองทบทวนดู ยิ่งตอนนี้มีเทคโนโลยีช่วยบันทึกไว้อย่างดี ที่พูดนี้ไม่ได้มาอวดอ้างหรืออวดดี แต่มันมีหลักฐานที่เป็นจริงในมนุษยชาติ และสังคมที่พากันมาเป็นเช่นนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง สละโลกียมหาโลกุตระได้อย่างที่เป็นที่มีนี้ จนกระทั่งเห็นว่าคนเรามารถและดีกว่า ไปแย่งชิงไปร่ำไปรวย พูดให้ฟังง่ายๆแล้วมันจริง อย่างในภูมิรู้ความเข้าใจ ไม่ต้องไปแย่งชิงนี้มันสงบสุข จะเห็นความจริงอย่างเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ มาถึงวันนี้แล้วก็รู้สึกว่าเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งปีนี้ที่บ้านราชสามารถทำนาได้อย่างเป็นผลสำเร็จงดงาม ที่อยู่เต็มหน้าอาตมาที่เอามานี่คือฟ่อนข้าว ที่เกี่ยวกันมา ทำนาได้ร้อยกว่าไร่ มันมีผลงามขนาดนี้ เห็นต้นข้าวที่สูงท่วมหัวยื่นมือไปก็ยังไม่พ้น ก็ขอบอกกล่าวว่ายังมีอีกหลายแปลงมากที่ยังไม่ได้เกี่ยวใครจะมาช่วยกันเกี่ยวก็มา อาตมากลับมาจากไปมาหลายชุมชน เกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา กลับมาก็ออกไปดูเขาปรับพื้นที่ ตอนนี้ปรับที่นาออกไปกว้างไกล อาตมามั่นใจว่าเราจะต้องกลับมาสู่ความเป็นชาวไร่ชาวนา สู่ความเป็นคนติดดิน ใครจะไปกว้างไกลอย่างไรก็แล้วแต่ อาตมาว่าจะเดินแบบเขาจะได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขที่เป็นโลกีย์ แม้จะสุขอย่างไร กิเลสก็หนา ไปติดยึดในการเสพโลกีย์เป็นอารมณ์ ยิ่งเสพสุขเสพอบายไปใหญ่ แต่อาตมาว่ามันยิ่งยากยิ่งซับซ้อน มันยิ่งนานยิ่งใหญ่ ต้องมาล้างจางคลายยากขึ้น แม้จะทำอย่างสุจริตก็ตาม ก็ทำได้ แต่กิเลสมันหนาขึ้น ซึ่งคนสุจริตนั้นรวยไม่ได้รวยยาก แต่คนสุจริตที่รวยได้คือ คนที่มีโลกุตระอย่างซับซ้อน และมีบารมีส่งเสริมให้รวย แล้วผู้ที่รวยด้วยเป็นอาริยบุคคลจะรวยแล้วไม่เอาจะรวยถึงขีดหนึ่ง ก็จะรู้ว่าเราจะไม่รวยต่อ จะไปในทางลดละต่อไปอีก จะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีบารมีจริงที่รวย และซื่อสัตย์สุจริต จะรวยมากกว่าคนที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตได้ แต่ท่านไม่แข่งไม่เอา เพราะเรื่องอะไรจะต้องเป็นหนาไปติด มีกิเลสหนาขึ้นติดไปกับเขา เพราะปัญญามันก็รู้แล้วว่า ทำไปกิเลสก็หนาขึ้น ก็จะล้างได้เอาออกได้ก็ยาก แล้วทำไมจะต้องไปเติมกิเลสเข้าไปอีก คนเรามันไม่ได้โง่ มีปัญญาญาณ ศาสนาพระพุทธเจ้าให้คนมีปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ที่มีบารมีจริง จะไม่แข่งรวยกับเขา ก็สงสารคนที่ไปรวยและมีอบายมุข อย่างเช่นความสวยก็ปรุงแต่งกันไป ให้จัดจ้านสวยไม่รู้กี่ตลบ ไปสร้างค่านิยมให้คนหลงใหล เขาก็ไม่รู้ว่าคืออบายมุข อย่างนั้นก็เหมือนกันมันก็ติดก็ยึด เป็นกิเลสหนา กิเลสหยาบ ไม่มีอะไรได้ แต่ปั้นสร้างมามอมเมาคนไม่มีความจริงอะไร แล้วมันก็ยาก อาตมาก็มีความจริงใจที่จะมาเปิดเผยสัจธรรมในยุคนี้รู้ว่าทำได้ไม่ง่ายนักหนาสาหัส ได้มาแค่นี้ก็ใครเก่งกว่าจะมาก็มาทำเถอะน่า เรามาตั้งใจเป็นชาวนามาช่วยกันทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความรู้ในด้านอื่นที่โลกทำกัน ไม่ว่าจะด้านที่โลกมีเป็นความรู้สมัยใหม่ จะเจริญขึ้นไปด้วยเหตุปัจจัยต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ทางสังคมศาสตร์ และทางอื่น ที่จะมีมากขึ้น แม้ทางเศรษฐกิจก็จะเป็นไป แต่เศรษฐกิจเป็นแกนของมนุษยชาติแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะปรุงแต่งใหม่ได้ ยิ่งปรุงแต่งเป็นเศรษฐกิจซับซ้อนให้รวยมากขึ้นซับซ้อน นี่เป็นความโง่ซับซ้อนความบ้าซับซ้อน ขออภัยที่ต้องพูดความจริง เขาหลงว่าเขาฉลาด แต่เขาทำร้ายตนเอง และทำร้ายสังคม ทำร้ายตนเองคือ ให้ตนเองได้เปรียบเอามามากๆ ให้ตนรวยก็รวยจริงๆ ทำได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นคนที่หลงไหลไปตามเขานั้น ก็เป็นความบาปซ้อนชนิดหนึ่ง เป็นตัวอย่างให้คนเขาหลงตาม แล้วสร้างกิเลสให้ตัวเองหนาขึ้นไป กลายเป็นมวลรวมกันไปทำร้ายสังคม ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งระดับหนึ่งเขาทุกข์ทรมาน มันก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่คุณสร้างเวรสร้างกรรมให้แก่ตัวเอง ทางวิทยาศาสตร์ เขาจะไม่หยุดหรอก ทำมากจนเกินกินเกินใช้ แต่ที่จะต้องกินต้องใช้อาศัยจริงๆคือ ทางด้านกสิกรรม ส่วนทางวิศวกรรมนั้นเกินกินเกินใช้ แล้ววิทยาศาสตร์ทำให้คนเอาเปรียบกันมาก วิศวกรรมก็ด้วย แต่ส่วนกสิกรรมนั้นเอาเปรียบไม่ได้มากเท่า ให้ตายอย่างไรก็เอาเปรียบมากๆไม่ได้ เพราะมันเป็นแกนของชีวิต ส่วนวิศวกรรมไม่ใช่แกนของชีวิต แต่มันเป็นเชิงได้เปรียบที่คนไหนได้เปรียบแล้วก็จะยิ่งยินดีชอบใจที่ได้เปรียบ คนที่ไปยินดีที่ได้เปรียบ เรียกโดยโลกคือฉลาด แต่เรียกโดยธรรมคือคนโง่ คนได้เปรียบเรายินดีปรีดาในความได้เปรียบคือ คนโง่โดยธรรมดาเรียกตัวเองว่าฉลาด ทั้งโลกเขาจะยินดีว่าคนนี้ฉลาด แต่ในทางธรรมคุณไปได้เปรียบ และได้สำเร็จด้วย คนฉลาดไปเอาเปรียบเขาทำไมคือ ฉลาดโง่ ความฉลาดทางโลก เอาเปรียบเขาคือความโง่ทางธรรม ใครรู้สึกตัวชัดเจนก็มองตัวเองว่ากำลังทำความฉลาด ที่เอาเปรียบเขาอยู่หรือเปล่า อาตมาบอกว่าโง่ คุณจะบอกว่าฉลาดก็เชิญไปคิดดีดีนะ นี่ไม่รักกันจริงไม่บอกนะ ทุกวันนี้โลกเดือดร้อนมาก อยากจะเก่งวิทยาศาสตร์ ออกไปนอกโลก ได้ซึ้งละเอียด แต่ทางกสิกรรมมีความรู้ลดลงลดลง แต่ว่าคนกิน วิศวกรถือว่ากินข้าว คุณจะกินพืชพรรณธัญญาหาร หรือจะกินเครื่องมือเทคนิค คุณก็กินข้าว คุณมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือเทคนิคเยี่ยมยอด กับอีกคนหนึ่งมีก้อนข้าวแล้วไปในทะเล หมดทางจะรอดแล้วต่างคนก็ต่างมีสมบัติ ใครจะตายก่อนกัน คุณมีเครื่องมือเทคนิคราคาหลายล้านบาทกับอีกคนหนึ่งมีก้อนข้าวราคาไม่กี่บาท นี่คือสัจจะตัวแท้ มีหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บอกว่า “เงินทองเป็นของมายาข้าวปลาคือของจริง” นี่คือปราชญ์แท้ เราก็ไม่ได้ดูถูกเงินทอง ที่เป็นตัวแทน ที่จะมาใช้งานเป็นตัวแทนพลังงานชนิดหนึ่ง เราทำค่านี้ให้เขาแล้ว เขาก็มีอะไรตอบแทน ก็เลยถือนี้เอาไว้เพื่อไปแลกคืนมา ทวงคืนมาบ้างเป็นตั๋วแลกเงิน ก็เป็นสิ่งที่เป็นแลกค่า สิ่งที่ควรได้โดยสุจริต มันก็ใช้เหมือนถ้วยเหมือนชาม เหมือนเก้าอี้ก็เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องวิเศษวิเสโสอะไรเราก็ใช้ตามควร พวกเราเข้าใจแล้ว ก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งเหล่านั้น ทำงานสร้างสรรค์ไปกินใช้ในชีวิต เราไม่เกี่ยงในเทคโนโลยี เราก็ใช้จากสิ่งที่เฟ้อเกินของเขา เราก็ทำอย่างไม่หลง แต่คุณก็มาเมากัน ฆ่าแกงกันซับซ้อน คนทำบาปตลอด สร้างกสิกรรมเป็นของไร้สารพิษ มีวิตามิน มีสารอาหารที่ดีๆไปเลี้ยงดูคนให้มีชีวิตให้ดี อย่างที่เราทำ กับที่คุณทำอันนั้นมา มีผล 2 ด้าน ทั้งเป็นโทษและเป็นคุณในเทคโนโลยีนั้น มีคุณมากก็มีโทษมาก แต่การกสิกรรมนี้ยิ่งทำไปยิ่งเป็นประโยชน์ ยิ่งทำไร้สารพิษ ให้มีแต่คุณค่าประโยชน์ มีวิตามิน มีสารอาหารทำให้ดีขึ้นไปเท่านั้นเลย เพราะฉะนั้นจงภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นไทยอโศก ข้อสรุปสิ่งที่ได้ทำมา 45 ปีกับอีก 9 วันแล้วตอนนี้ก็มาทำงานต่อ
มาดู sms 0893867xxx ต้นข้าวยักษ์บ้านราช ใครได้ได้กินคงตัวสูงใหญ่เท่านักบาสเก็ตบอลNBA. หรือนักมวยปล้ำUSA. สูงกว่าข้าวพันธุ์ บิ๊กไบส์เบ้อเริ่มเทิ่ม! ข้าวยักษ์ พันธุ์บิ๊กไบส์ ปลอดสารพิษ ใครได้กินคงมีพลังใจเข้มแข็ง พละกำลังกายแข็งแกร่ง เหมือนข้าวยักษ์พันธุ์พิชิตกิเลส พิฆาตโรคาพยาธิ! สู้ๆ กิจการงานใดๆที่ทำด้วยจิตวิญญาณ! ปลูกด้วยใจ! ผลิตผลที่ออกมาก็เสมือนเป็น ดอกธรรมะที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ สาธุ
ตอบ อาการของคนที่ปลื้มในธรรม กับการปลื้มในโลกียะแบบธรรมกาย ที่ได้ไปรวย กับการปลื้มในธรรม ที่มีปิติปิติมีทั้งแบบโลกียะ และแบบโลกุตระ ผีย่อมยินดีในอาหารผี อาหารอบาย อาหารกิเลส ให้กิเลสหนา กิเลสโต มันยิ่งดีใจมันเป็นเรื่องจริง แต่การปิติในแบบโลกุตระเป็นเรื่องสามัญ สำหรับผู้ที่ ยั งไม่จบกิจ แต่ผู้ที่จบกิจแล้ว พระอรหันต์ที่ตั้งจิตไม่ต่อแล้ว ก็มีแต่จะสงบไปจะเฉย ปิติจะไม่เพิ่ม ผู้ที่เป็นอรหันต์ แล้วไม่ต่อภูมิเป็นพระโพธิสัตว์ต่อไปแต่พระอรหันต์องค์ใดที่บรรลุแล้ว มีการตั้งจิตต่อเป็นพระโพธิสัตว์ ก็จะมีปิติที่เจริญขึ้น ความปิติของโลกุตระซึ่งต่อเนื่องก็จะเกิดเป็นความซาบซึ้ง น้ำหูน้ำตาไหลได้ แต่พระพุทธเจ้าก็เตือนว่า ในปิติ 5 อย่าง ๑. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ๒. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) ๓. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ๔. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ๕. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
หากไม่เรียนรู้ จัดการกับปิติ ก็จะปล่อยให้มันมีมากขึ้นๆ จนเป็น อุพเพงคาปีติ เหมือนพวกนักฟุตบอลที่เตะเข้าโกลและดีใจมาก สักวันหนึ่งเส้นโลหิตในสมองแตกตาย ช็อคตายได้ เส้นประสาทแตกตายได้ จะเห็นได้ว่าจะปิติจนกระโดดโลดเต้น จนตนเองเจ็บตัว พระพุทธเจ้าให้ทำอย่าง ผรณาปีติ พระพุทธเจ้าให้ทำฌาน แล้วจะมีปิติให้แผ่ซ่านกระจายไปทั่ว ก็จะบางเบาไม่มีฤทธิ์แรงอะไร แต่เป็นพลังงานที่อาศัยเป็นสุขเล็กๆ ซึ่งมีแรง แต่อาศัยได้ มันก็จะไม่ชวนให้ติดยึดอะไร ก็อาศัยเป็นพลังงานช่วยและชูใจ คนที่ไม่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าก็จะบอกว่ามาทางธรรมนี้จะแห้งเหี่ยว แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้สงบ ผู้รู้ผู้ตื่น และเป็นผู้เบิกบาน ในอานาปานสติสูตร ท่านให้ธรรมสังขารให้สงบ กายสังขารัง ปัสสัมภยัง แล้วก็ต่อด้วยอภิปโมทยังจิตตัง จงทำจิตให้ร่าเริงเบิกบานให้เป็นผรณาปีติ ให้แผ่ซ่านไป ในฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ก็จะมีปิติมีสุข จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่น เอิบอาบซาบซึม ด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้องฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุข เกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอ ทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิด แต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพาน สลายไป คุณก็ต้องมีเครื่องอาศัย ไม่ใช่อย่างอาลัยนะ เพราะฉะนั้น การอาศัยนี้พระพุทธเจ้า ให้ใช้งานอย่างพอดีได้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็จะรื่นเริง เบิกบาน อรหันต์ระดับต้นต้นอย่าผยองว่าตนเองจะต้องรื่นเริงเบิกบานอย่างอาตมาทำ เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง คุณอนุโลมไม่ได้หรอกเดี๋ยวคุณหลงเพลิด แต่อาตมาอนุโลมได้ สำหรับอรหันต์ ผู้ปฏิบัติจริง ก็ไม่ยิ้มมากให้ยิ้มนิดนิด หัวเราะมีเสียงก็ไม่ได้ อรหันต์นี้จะไม่หัวเราะมีเสียง จะไม่ยิ้มเห็นฟันอย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาพูดนี้พูดให้เข้าใจจริงๆ อย่าไปเข้าใจว่าหลงตัวเองสูง แล้วปล่อยตัวเอง ให้ระวังไว้ ให้น้อยไว้ก็ดี สำหรับอาตมาจะสงบก็สงบได้ แต่ทุกวันนี้มาถึงวันนี้แล้วอาตมาก็รู้ว่าจะต้องประมาณขนาดไหน อาตมาแสดงออกขนาดนี้ยังสู้พระพยอมไม่ได้ ที่ตลกมากกว่า ที่เขาใช้วิธีการสุนทรียศิลป์ วิธีการหลอกๆผสมผสานเข้าไป ทุกวันนี้เขาเน้นแต่เทคนิค เรื่องของสุนทรียศิลป์ แต่ไม่มีแก่น มีเนื้อ คนเลยหลงติดแต่เปลือก คนไปหลงซื้องานศิลปะ เขาไปลงซื้อแบบเปลือกๆ ก็ไม่ได้รู้ว่าเนื้อหาจริงมีอะไรด้วยซ้ำไป เป็นโลกียะ หรือเป็นโลกุตระก็ไม่รู้ ศิลปินที่แท้จริงที่เป็นโลกุตระ จะไม่เอางานศิลปะไปทำมาหากิน ไม่ให้คนมาตีราคาทางโลกในงานของเรา ไม่จำเป็น แต่ศิลปินที่ลึกซึ้งในโลกวัฒนธรรมนั้นราคายิ่งแพงกว่า ศิลปะโลกุตระไม่จำเป็นต้องตีราคา คนรู้ค่าเท่านั้นที่จะมีปัญญารู้ คนละลดมา มาแต่ตัวกับหัวใจพร้อมความจริง นั่นคือสุดยอดราคา คนที่บอกว่าจะไปหาเงินมากๆมาช่วย คุณก็ไปพร้อมกับเงิน กว่าจะได้เงินนั้น คุณไม่ได้มาหรอกจะตายก่อน แล้วมันซับซ้อน คุณไปเอาเปรียบเขากว่าจะได้เงิน ถ้าไม่เอาเปรียบเขามันก็ไม่ง่าย ยิ่งตั้งเป้าไว้สูงสูง จะต้องได้พันล้านหมื่นล้าน คุณไม่มีหวังจะได้มาหรอก มันไม่ง่ายนะจะหาหมื่นล้านเข้ามาถ้าไม่ใช่วิธีการโลกโลก เอาเปรียบเอารัดเขาหลอกคนให้คนเขาหลง เช่นค้าน้ำเมามันก็รวยค้าการพนันมันก็รวยเร็ว ไม่เห็นยากอะไร
ถาม _ สาวกพระพุทธเจ้าทั้งโลก มีหลายนิกาย องค์ทะไลลามะปฏิบัติแนววัชรยาน! ติชนัทฮันห์แนวมหายาน! พุทธทาสประยุกต์เอาหัวใจมหายานวัชรยานมาเข้ากับพระธรรมวินัย! ของพ่อครูเรียกว่าอโศกยานหรือเปล่า? ตอบ ... ก็ไม่ได้คิดจะไปวิจารณ์กับทางโลกกว้าง อาตมาเอาแค่แวดวงไทยเรา อาตมาพาทำคือ กิเลสลด ให้รู้ชัดว่า กิเลสระดับไหนอย่างไร เพื่อจะไปยกระดับจิตใจ ให้ละเลิกกามคุณ 5 หรือกามที่นอกเหนือกามคุณ 5 เป็นโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ส่วนกามคุณ 5 ไปเสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เสพรสชาติคือ ราคะ ส่วนลาภยศสรรเสริญ มันเป็นอรูปอัตตา ไม่ใช่ของสัมผัสเสียดสี เป็นลาภของกู เป็นยอดของกู สรรเสริญของกู มันไม่ใช่สัมผัสเสียดสี แต่มันได้มาเป็นโลภ ไม่ใช่ราคะ อาการของจิต จิตโลภ จิตราคะ มีอาการ ลิงค อย่างไร อาการพยาบาทก็ตรงกันข้าม มันผลักออก มันทำลาย ตรงกันข้าม จะรู้อาการจิตของเราชัดเจน ตั้งแต่หยาบ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ตั้งแต่หยาบแล้วให้ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็จะไม่ผิด แม้นามธรรมที่ไม่มีรสรูปเสียงสีสันอะไร มีแต่อาการ อาการโกรธ อาการโลภ อาการราคะ คุณต้องกำหนดเอง เรียกว่าต้องใช้ปัญญา หรือใช้สัญญา ว่าอาการอย่างนี้มันต่างกันอย่างนี้ คุณกำหนดเอาเองต่างกันคนละตระกูล เช่น ราคะกับโทสะ มันคนละตระกูล หรือต่างกันในระหว่างดีกรีของมัน ว่ามันมากมันน้อยมันเบามันหนักกว่า คุณก็เข้าใจเอาเอง ต้องรู้ลักษณะอาการที่มันต่าง แล้วทำให้ถูกต้องตรง ถ้าปฏิบัติให้อ่านจิตเป็น เข้าใจอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ลดมาได้จะรู้จักเหตุปัจจัยสมุทัย ว่าเป็นเหตุเป็นสิ่งประกอบที่ต่อกันไป ต่อเนื่องกันเป็นสาย ก็รู้ว่าเรื่องราวชีวิต การสืบต่อสังขาร วงจรการดำเนินชีวิตของเรา จะอยู่กับสังคมอย่างไร ตัวเราเองมีความเบาว่าง ถูกตรง สบายเบาดี หรือยึดติดลดลง กิเลสลดลงก็เห็นความจริง อย่างมีญาณปัญญา รู้จริงๆ ไม่งมงายไม่เพ้อพกเป็นวิมาน ไม่ใช่อย่างที่ว่า อาจารย์รู้คนเดียว คนอื่นไม่เข้าใจตนเอง ก็เชื่อฉันอย่างเดียวพอแล้ว ให้อาจารย์จูงจมูกไป พระพุทธเจ้าว่าอย่าเชื่อ แม้แต่เป็นอาจารย์ หรือเป็นครูของเรา ต้องปฏิบัติให้เป็นกุศล สิ่งที่ได้สิ่งที่ดีของเราเอง ถึงจะยืนยันดูได้ด้วยตนเอง นี่คืออิสระเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า แฟร์ขนาดนี้ ไม่ต้องให้มานับถือว่าเป็นอาจารย์เลย คุณจะยอมรับ เชื่อถือเอาไปปฏิบัติได้ผล ก็เชื่อด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่าตรงกับของอาจารย์ ตรงกับของหมู่กลุ่ม ส่วนคุณจะรู้สึกว่าเป็นกตัญญูกตเวทีของคุณ ก็เป็นเรื่องของคุณ ถ้าคนมีธาตุดี ก็จะดีเอง ถ้าคนไม่มีธาตุดี อกตัญญูก็แล้วไป ซึ่งพระอรหันต์ท่านไม่ได้มีตัวตน มีเรา ก็ทำอะไรไม่ได้น้อยใจเสียใจ แต่ใครที่เขาดีก็ทำดีของเขาเอง ท่านก็มีมุทิตาเห็นดีด้วย อาตมาก็ชื่นใจที่ในหลวงของเรา มาให้เอาแบบคนจน อโศกเราไม่เป็นหนี้ เราเป็นจริงได้เกื้อกูลกันไป มีเงินหนุนเงินเกื้อกัน คนไหนไม่เกื้อแล้วก็ให้คนอื่นเขาเกื้อ เราไม่มีการหาดอกเบี้ยในหมู่พวกเรา มีแต่การเกื้อกูลกัน เงินที่ให้ยืมเราก็มีเงินหนุน ไม่ใช่เรียกว่าเป็นหนี้ เราไม่เรียกการกู้ แต่เราเรียกว่าการเกื้อ เราทำมาทุกวันนี้ก็เป็นไปได้ เราก็เห็นว่า แบบของเรานี้ ทำได้ เป็นแบบคนจน ในยุคพระพุทธเจ้ามีพระมหาวีระ จนมาก มักน้อยกว่าพระพุทธเจ้า ไม่นุ่งผ้าไม่สะสมอะไรเลย ในทรัพย์สินศฤงคาร ทุกวันนี้ก็ยังมีเป็นลัทธิเชน ก็จะเห็นได้ง่าย แต่ของเรานี้ซับซ้อน ยิ่งยุคนี้เราจะมีพอสมควรเพื่อจะอาศัย เราอยู่กับสังคม ไม่ใช่อยู่อย่างไม่พอแล้วอยู่ไม่ได้ แต่อโศกเราเองกลายเป็นว่าจะซื้อเขาต้องซื้อแพง แต่ถ้าจะขายให้เขาต้องขายให้ถูก นี่คืออโศกอยู่ในฐานะนี้จริง เพราะเราไม่อยากขายของแพง เราต้องขายให้ถูก เป็นเรื่องสัจจะอย่างจริงใจ ไม่ต้องแปลกใจว่า เราให้เขาเอาเปรียบโง่ฉิบหาย ซื้อมาแพงแต่ขายถูก มันต้องเป็นเช่นนั้น เป็นตถตา เราก็อยู่อย่างพอเพียง แบบในหลวง ให้พอ เป็นต่อไป ตอนนี้เราอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว แล้วเราสร้างตัวในระบบทุนนิยม มันต้องใช้เวลามาก ถึงต้องอดทนพากเพียร กว่าจะตั้งหลักได้ต้องใช้เวลา ต้องขยันอุตสาหะไป มันไม่เสียหาย หน้าที่เราต้องขยันอุตสาหะ มันเป็นกุศล ไม่ใช่อกุศล ถ้าคุณเสียเปรียบ ก็อย่าไปเสียใจ แต่เราไม่ควรจะได้เปรียบ เพราะคนที่ได้เปรียบไปจะเพิ่มกิเลส มาสอนที่คนไปได้เปรียบคนที่เสียสละ ค่าเป็นลบนั้น ที่ไปเอาเปรียบเป็นค่าไม่ดีนั้น จะราคาแพงกว่าไปเอาเปรียบคนที่ไม่เสียสละ เป็นค่าของสัจจะ ซึ่งมีค่าลดหลั่นกันไป ใส่บาตรกับพระโสดาบัน 1 ครั้ง ก็เท่ากับใส่บาตรกับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ใส่บาตรกับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ก็เท่ากับใส่บาตรกับพระอนาคามี 1 ครั้ง ทำทานกับพระอนาคามี 100 ครั้งก็เท่ากับทำทานกับพระอรหันต์ 1 ครั้ง ก็อัตราต่อเนื่องไปถึงพระพุทธเจ้าไปอีก สุดท้ายการทำทานแบบไม่เจาะจง ทำกับหมู่สงฆ์ เป็นสังฆทาน คือได้อานิสงส์สูงที่สุด อาตมาก็ไม่ไปวิจารณ์กับข้างนอกเยอะ เพราะทางมหายานจะออกไปทางอนุโลมเยอะ อย่างเช่นธรรมกายนี้ ทำไมมหาเถรสมาคมไปคบได้ โกหกก็ชัดๆ โกงก็ชัดๆ แต่ถูกเขาครอบงำอยู่ใต้อำนาจจะเหลืออะไร ไม่ได้ไปว่า แต่ให้สติท่าน ถ้าไม่ปรับตัวไม่แก้ไข ก็จะต้องกระหน่ำอีกในอนาคต
ถาม_ ดูพ่อท่านทุกวัน แต่ดิฉันเป๊นโรคหัวใจ กินดีบัวมากไปอันตรายหรือเปล่าคะ ทรมานมากจะกินตัวไหนดี ที่ดูแลตัวเองใด้ยามฉุกเฉินช่วยด้วยนะคะ รอคำตอบ ตอบ ... อันนี้ตอบไม่ได้ขอโทษด้วยไม่มีปัญญาตอบได้ไม่มีความรู้
ถาม_ ธรรมะพระพุทธเจ้า ที่พ่อครูกล่าวคือ นัตถิฌานัง อปัญญัสสะ,ปัญญานัตถิ อฌายโต, ยัมหิฌานัญจะ ปัญญาจ,สเวนิพพานสันติเก! มีในพระไตรปิฎก เล่ม25 ข้อ35! ตอบ. .. ปัญญา ไม่ใช่สัญญา ปัญญาคือความรู้ที่รู้จักภายนอกมาหาภายใน แต่ถ้ายังอยู่ภายในเรียกว่าสัญญา ผู้ใดมีฌาน ก็ต้องมีปัญญา คือต้องมีภายนอกด้วย ผู้ใดไปนั่งหลับตามีแต่ภายใน มีแต่สัญญา ไม่มีปัญญา ฌานหลับตาไม่มีปัญญา ฌานหลับตามีแต่สัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ปัญญามีภายนอก เป็นหลักคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า เว้นผัสสะเสีย ไม่มีฐานะที่จะเป็นได้ ต้องมีเวทนา ถึงมีผัสสะ มีทวาร ๖ ครบ มีอายตนะ ๖ ตัณหา ๖ มีเวทนา ๖ วิญญาณ ๖ ต้องเรียนรู้วิญญาณจากตา หู จมูก ลิ้น กายใจ แม้แต่เวทนากับตัณหา ก็ต้องเกิดจากการสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ การนั่งหลับตาแล้วนึกว่าเป็นแกนของศาสนาพุทธที่จะไปนิพพานก็ไม่ใช่ การนั่งหลับตาสมาธิอันไกลแสนไกลจากนิพพาน ที่พูดนี้ไม่ได้รังเกียจการนั่งหลับตา ก็เคยทำมากันทั้งนั้น ก็เป็นสิ่งอาศัยได้ มีสมณะสิกขมาตุ ช่วยพาทำ สิกขมาตุก็เอาภาระได้ แม้ฆราวาสหญิง ชาย แม้แต่สิกขมาตุ ฆราวาสชายนั้น ก็สามารถกราบเคารพได้อย่างบริสุทธิ์จริงใจ คำว่าสัญญานั้น เน้นภายใน ส่วนปัญญานั้นภายนอก เช่น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร ต้องมีการปฏิบัติธรรม มีกรรมการงาน เป็นมรรคมีองค์ 8 มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็เดิน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ตรวจสภาพเจริญขึ้น เกิดสมาธิที่เจริญขึ้นจากประธาน มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานตัวต้น และปฏิบัติต่อมา จะเกิดส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เจริญขึ้นไปเรื่อย สัมมาทิฏฐิก็จะเจริญขึ้นด้วย เลยส่งมาเป็นพลังงานเสริมเรียกว่ามีปัญญินทรีย์ มีปัญญาพละเป็นตัวจบ แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับตาและปัญญาจะปึ๊งเกิดขึ้นมาเอง ไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ แต่นี่หาเหตุไม่ได้ บอกว่าสักวันหนึ่งปัญญาก็จะเกิดขึ้นเอง สรุปแล้ว ฌานกับปัญญา ต้องเกี่ยวข้องกับปัญญา ไม่ใช่แค่สัญญาเท่านั้น
ถาม_ โรคหัวใจทานน้ำมะตูมไม่หวานทุกวันห้ามเครียดนะ ใครกำลังป่วยโรคาพยาธิใดๆจับจักรยาน2ล้อมาปั่นๆๆๆ ขี่ทุกๆวันโรคภัยไข้เจ็บ อันตธานมลายหายสิ้น เบอร์คุณใบแก้วจะติดต่อเรืองโรงทานมังสวิรัติไม่ทราบว่าเบอร์0873912449 หรือ0873918449คะ ขอบคุณค่ะ ตอบว่า. .. เบอร์ที่ถูกจริงคือ 0873918449 0818305xxx ฝนกำลังตกใส่ข้าวที่เกี่ยวไว้ที่บ้านราชครับ ถาม_ 0893867xxx ป่วยโรคใดๆอย่าเอาแต่พึ่งยาอาหารสมุนไพรอย่างเดียว!เอากายมาสู้โรคด้วยการ ออกกำลัง!เอาใจมาอยู่กับ ธรรมะเกิดพลังจิตรักษาตนเป็นยาที่วิเศษที่สุดแล้ว! 0854945xxx พอท่านเคยสร้างบ้านแปลงเมืองมาหลายรอบแล้วใช่บ่คะ 0893867xxx ออกกำลังกายไม่มีคำว่าแก่เกินกำลัง!ใครเคยดูพ่อครู80กว่าปียังเดินแกมวิ่ง!ว่ายน้ำ!ค้ำถ่อเรือ!เข็นรถปุ๋ย! สมณ50ฤา60ปีตามไม่ ทัน!พวกเราไม่ถึง60ต้องตามให้ทันพ่อครูฯ 0890499xxx ลูกไม่ค่อยได้ดูเดินทางบ่อย ไม่มี3G คนรากมะพร้าวง่ะ 0849240xxx ที่ท่านพ่อครูไม่ไอเลยเนื่องจากท่านลดระดับเสียงลงจนไม่เกิดระคายเคืองกล่องเสียงและคอ,ถ้ารักษาระดับเสียงได้ไอไม่เกิดขึ้น ตอบ_ อาตมาต้องใช้อภิสังขารมากคือ การปรุงแต่งสังขาร รูปนามต่างๆจากเหตุปัจจัยจัดสรรขึ้นมา จากเรื่องจัดเราขึ้นมาเพื่อให้เกิดผลดี โดยทั่วไปคนก็จะมีกิเลสเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้สังขารเป็นเบื้องต้น วิชามีสังขารเป็นปัจจัย มีวิญญาณ มีนามรูป มีอายตนะ ผัสสะ ตัณหาอุปทาน จนถึงภพชาติ ถ้าอ วิชชา ก็จะเป็น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส แต่ถ้าลดอวิชชาได้ ก็จะลดการเกิด อะไรเกิด ก็กิเลสเกิด ทำกิเลสลดได้ การเกิดก็ต้องลดลง และ ปฏิจจสมุปบาทตามสายก็ต้องลดลง สรุปว่า กิเลสลดได้ ต้องอภิสังขาร มีอปุญญาภิสังขาร มีอปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร ถือศีลแล้วปรุงที่ใจให้ได้ ถ้ามีศีลแล้วได้แค่กายวาจา ก็ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น การถือศีลต้องให้เกิดผลที่ใจคือ เกิดความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ๔. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) ๕. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) ๖. สมาธิ (จิตมั่นคง) ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) ๘. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ๙. วิราคะ (คลายกิเลส) ๑๐. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๑ , ๒๐๘) อภิสังขารคือ การจัดการปรุงแต่งกายวาจาใจให้ดีขึ้น ต้องเข้าใจว่ากาย คือจิต คือมโน คือวิญญาณ แต่เขาอธิบายกันหลายอย่าง ออกนอกทิศทาง เพี้ยนไปหมดน่าสงสาร ที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูกใคร ไม่ได้ลบหลู่ใคร แต่เห็นใจที่เขา พากเพียรกันเป็นครูบาอาจารย์ จนต้องขออภัยที่ต้องพูดว่า ไม่เหลือสัมมาทิฏฐิกัน ขออภัยที่ต้องพูดถึงขนาดนี้ จนกระทั่งปราชญ์ที่นับถือว่าเป็นปราชญ์ของศาสนาพุทธ ก็ยังแปลอภิสังขารไม่ถูก ไปแปลว่าอปุญญาภิสังขาร ว่าการสังขารอย่างเป็นบาปอีก ก็วนไปวนมาไม่มีทางสูงขึ้นได้เลย และมีสังขาร 3 อีก คือ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร ในวจีสังขารเป็นส่วนสำคัญที่ต้องรู้ แยกกาย แยกจิตได้ เมื่อไม่เข้าใจสภาวะ ไม่เข้าใจโลกุตรธรรม ก็เลยเข้าใจอภิสังขาร ที่เป็นอุตริมนุสธรรม ต้องเข้าสู่กระแส ทำให้กิเลสลด รู้สักกายะ ลดสักกายะได้ รู้รูปนาม ตั้งแต่ตัวอย่างที่เป็นอบายมุข ก็ลดได้ทุกตัวทุกตน พ้นจากสังโยชน์ 3 ในเบื้องต้นได้ แต่ท่านไม่รู้ ไม่มีสภาวะอาตมาก็เห็นว่าขนาดปราชญ์เช่นนี้ยังไม่เข้าสู่โลกุตระ มันจะทำอย่างไร ในเมืองไทยอาตมาก็เลยว่า ก็ไม่ได้ลบหลู่นะ ท่านเข้าใจพยัญชนะหลายอย่าง อาตมาก็ได้รับอานิสงส์
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive