580624_พ่อครูเอื้อไออุ่นชาวดินหนองแดนเหนือ จ.อุดรธานี .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580624_พ่อครูเอื้อไออุ่นชาวดินหนองแดนเหนือ จ.อุดรธานี
พ่อครูว่า... ดินหนองแดนเหนือถ้ามีคนสักเท่านี้ จะดีมาก ป่านี้จะอบอุ่น น่ารื่นรมย์ขึ้นมา ตอนนี้ได้ข่าวว่าอาตมาจะมาที่นี่ ทหารก็มาเยี่ยมก่อนเลยนะ เขาถามว่ามาทำไม?...ทำไมไม่บอกว่ามาชุมนุม นานๆมาที แล้วเขาได้ข่าวไวนะ ได้ข่าวทางไลน์ ซึ่งพ่อครูว่า ถ้าเขาจะทำเรื่องไม่ดีเขาก็ปิดบังสิ (มีโยมบอกว่าตอนแรกเขาได้ข่าวว่า พระธัมมชโยจะมาที่นี่ แต่ดิฉันว่า ฉันไม่ยอมมาหรอก เขาก็เอาไลน์มาให้ดู ดิฉันก็เห็นว่า เขียนว่าพ่อครูสมณะโพธิรักษ์จะมา แต่เขาก็ว่า พระธัมมชโยจะมาอีก) ....
พ่อครูว่า คนหนึ่งรวยจะตาย อีกคนจนจะตาย มันคนละฟากฟ้าแดนดินเลย.... เดี๋ยวนี้อาตมากลายเป็นเป้า ขนาดทางการก็ได้ข่าว ที่จริงผู้ใหญ่ก็รู้ว่าใคร แต่ทหารก็ดูอย่างไรว่าเป็นใครมา ไม่ใช่ธัมมชโย แม้ในไลน์ก็เขียนว่าโพธิรักษ์ ก็แสดงว่าชัดเจน เขาจะเกรงว่า เราจะทำอะไรที่ทำให้เขาลำบากใจ แต่ที่จริงเราเชียร์อย่างกับอะไรดี
แต่อย่างไรก็ดีตามประสาอาตมา ความก้าวหน้าของชาวอโศกทำให้ผู้บริหารประเทศเข้าใจได้มากขึ้น แม้จะดูระแวงแต่ในแนวลึก อาตมารู้ว่ามีกระแสที่เขาเข้าใจเราเพิ่มขึ้นเยอะ เราทำแต่สิ่งที่ดี แม้เขาจะเข้าใจเปลือกๆว่าเราไปประท้วงทางการเมือง แต่เราก็ประมาณแล้วที่ออกไปประท้วงในนามกองทัพธรรมหรืออโศก ที่มานี่เขาก็รู้ แต่พวกเรามีน้ำหนัก
น้ำหนักนี้มีรวมไปทางธรรมะ ไปในทางที่ลึกๆเขาอาจจะรู้ว่าน้ำหนักนี่เป็นพลังชนิดหนึ่งของมวลชน แต่เขาไม่รู้ละเอียดถึงพลังมวลชนของเราว่าเราไม่เหมือนพวกโลกๆที่ทำให้ปั่นป่ว น เราไปชุมนุมนี่เราไปทำให้สงบ ทหารเขาไม่น่าจะเกรงความสงบ เพราะว่าเรายืนหยัดยืนยันว่าเราทำสงบ อาตมาก็เห็นผลของความสงบสยบความรุนแรง ครั้งนี้ชัดเจนว่าคราวข้างทำเนียบ เราทำกับตำรวจ แต่คร
อ่านต่อ
ั้ง ๑๘ กพ.ดูชัดกว่า ครั้งที่แล้วก็ดูสงบแต่ครั้งนี้ก็ชัดอีก รุนแรงยิงกันตายจริง เสร็จแล้วก็สงบหยุด อย่างเราไม่ได้ตอบโต้ด้วยส ิ่ งเป็นพิษภัยเลย คนจะดูออกว่าเราต่อสู้ด้วยสวดมนต์สงบ เราไปช่วยเขาอีกด้วย ไม่ได้มองเขาเป็นศัตรูด้วย ทางฝ่ายโน้นบาดเจ็บเราก็ไปช่วยเขาขึ้นรถเข็นด้วย เป็นส่ิงบอกปัญญาอันประเสริฐลึกซึ้ง คนมีภูมิปัญญาจะรู้
เขารู้ว่าเรามีน้ำหนักมีมวลแน่น แต่ลึกๆ บางคนเขาก็จะรู้ว่า นี่เป็นสิ่งประเสริฐแม้เขาไม่รู้ชัด เพราะคนเราเข้าใจไม่ได้ว่า ความสงบสยบความรุนแรง เขาว่ามีแต่ในหนังจีน เพราะในชีวิตเขาเข้าใจแค่ว่า ต้องรุนแรงกว่าสยบรุนแรงเท่านั้น แต่นี่เราทำได้มีความจริง ไม่ใช่แบบฝันๆเพ้อๆลอยๆ แต่เป็นเรื่องจริง
คนก็อาจไม่ชัดนัก อาจว่ามีเหตุอื่น ที่สงบลงไม่ใช่ว่าเราแสดงความสงบหรอก ที่ยุติสงครามได้มันมีเหตุ ก็แน่นอน ว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ แต่จะเหตุอะไรก็แล้วแต่ นั่นคือพลังธรรมะให้เขาหยุด เลิก ถอย ทั้งที่เราไม่ได้ทำร้ายเขาตอบเลย ฟังดีๆ ถ้าใครอยู่ในเหตุการณ์จะเข้าใจ ว่าทำไมเขาหยุดถอยออกไป ไม่ใช่ว่าฝ่ายเราเป็นฝ่ายยิงเขาตอบจนเขาแพ้ไปไม่ใช่เลย แต่เรามีแต่มือเปล่าเลย เขาถอยหนี จะมีอะไรอีกเล็กน้อยสมมุติว่ามีคนมาแทรกยิงตอบ จะมีสักกี่คน แต่ทางโน้นเขายิงเอาๆ แต่ทำไมถ้าจะมีคนยิงตอบก็มีไม่กี่คน ทำไมเขามีอาวุธมีคนเยอะกว่าถึงหนีไปล่ะ มันมีเหตุที่เหนือกว่า จะอะไรก็แล้วแต่ ส่วนที่เขาเองออกมาขนาดนี้ต้องทำให้สำเร็จ ไม่สำเร็จก็เสียหน้า ไม่มีใครทำหรอกถอยหนีแบบนี้
จะมีสิ่งที่เหนือกว่าทำให้เขาถอย นี่คือธรรมะ เพราะไม่ได้เอาความโหดไปชนะ ไม่ได้เอาความรุนแรงหรือเลวร้ายไปชนะ อาตมาว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่คนจะวิจัยในอนาคต หลายคนมองไม่ออกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ความสงบสยบความรุนแรงได้ เขายังไม่เข้าใจ เขารู้ว่ามันหยุด เพราะคนปฏิบัติเขารุกรานแล้วถอยไปเอง คนก็ไม่ค่อยรู้สึกมหัศจรรย์เขาก็รู้ว่ามันหยุดแต่ไม่รู้ว่านี่คือมหัศจรรย์ เขาเอาไปว่ามีผู้ใหญ่มาสั่งให้หยุด แล้วที่มายิงนี่ผู้ใหญ่สั่งไหม? แล้วผู้ใหญ่ไหนอีกสั่งให้หยุด
อาตมาว่าเขาไม่ได้ถอยกลับเพราะเราตอบโต้จนเขากลัวลนลานไม่ใช่ มันมีอะไรเหนือกว่านั้น ที่มันไม่รู้ เป็นพลังธรรมะ ที่ลึกซึ้ง พลังสงบไม่รุนแรง เป็นคำสั่งใครก็แล้วแต่ แต่เขาถอยไปอย่างไม่เป็นระบบเลย ถอยทั้งหมดพร้อมกันเลย แสดงว่าได้รับคำสั่งจากผบ.ว่าให้ถอย ไม่ได้แพ้แบบสู้ไม่ได้กลัวหนีไม่ใช่ ไม่ใช่แพ้เพราะกลัวตายหรอก เขาแบกปืนออกมากลัวตายก็ขายหน้าตายเลย เขาไม่ทำหรอก ปืนก็อยู่ในมือ แล้วที่วิ่งหนีไปก็หนีคนไม่มีปืน น่างงไหม? ถือปืนมายิงเขา แล้วถือปืนวิ่งหนี หนีใคร ก็หนีคนไม่มีปืนก็ดูงงงง
สิ่งเหล่านี้คือธรรมชนะอธรรมไปเรื่อยๆ อาจจะยังไม่มากไม่ชัดไม่ยิ่งใหญ่แต่ก็ก้าวหน้าไปเรื่อยๆค่อยๆเป็นค่อยๆไป ทุกวันนี้อาตมาเทศน์หนัก แรง กระทบคนผิดด้วย เป็นการทดสอบด้วยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่เขาก็เงียบ ที่เงียบเพราะเป็นสัจจะความจริงที่ไม่อาจโต้ตอบ โต้แล้วตนเสีย นี่คือสัจจะ
สรุปที่อาตมาพูด ธรรมะชาวอโศกกำลังเดินไปดี ธรรมะที่เห็นชัดเจนอีกฝ่ายก็คือ ธัมมชโย ก็โดน เขาทำของเขาเอง เราไม่ได้ไปอะไรเขาหรอก เป็นส่วนรวมสังคม เขาก็โดนไป นี่คือเครื่องชี้บ่งอันหนึ่งว่า ธรรมะอันไหนก้าวหน้า ธรรมะอันไหนถอยหลัง เราดูด้วยปฎิภาณปัญญา จะเห็นได้ว่า ชอบกลๆ เขาทำพฤติกรรมต่างๆนานา เป็นเรื่องเสียหายเลวร้ายดื้อดึง แสดงส่ิงไม่น่าทำไม่น่าเกิดเลย
อย่างอาตมาพาทำธรรมะนี้ เขาจับอาตมาตั้งข้อหา ข้อหาอะไร? ข้อหาว่าผิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วมันไม่ได้เป็นความผิดอกุศลเลย เป็นความผิดที่เขาตั้งข้อหาขึ้นมาเองทั้งนั้น เช่น สั่งให้อาตมาสึก แล้วอาตมาไม่สึก เป็นความผิด ...ข้อหาสึก ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อวดอุตริมนุสธรรมเป็นต้น
อาตมาก็ยืนยันว่า ธรรมะของเราถูก ธรรมะของเขาผิด เขาก็ว่าเราผิด แต่ไม่มีใครตัดสิน แล้วเขาจับอาตมาด้วยข้อหาไม่ใช่เรื่องธรรมะ ที่อาตมาแพ้แล้วติดคุก ก็คือ เขาสั่งให้สึกแล้วไม่สึกภายใน ๗ วันมีความผิด อันนี้เป็นมาตราให้อำนาจพระสังฆราช ก็ตั้งขึ้นมาเอง กฎหมายสงฆ์ ๒๕๐๕ แล้วอาตมาก็ยืนยันว่าไม่สึก จะเอาธรรมะมาสึกอาตมาก็ไม่ได้อาตมาไม่ได้ผิดธรรมวินัย ก็พูดถึงเรื่องข้อหาธรรมะ พูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่อง ให้ฆราวาส จะเป็นผู้พิพากษาใหญ่ขนาดไหน มาตัดสินอธิกรณ์ของพระ มันมีแบบอย่างที่ไหนในโลก เขานั้นแหละทำผิดวินัย ทำไม่ได้ เขาก็เลยมาตัดสินอาตมาด้วยข้อกฎหมายแล้วมีแค่นี้ อาตมาก็จับประเด็น อาตมาก็แพ้คดีนะ ไม่สึก เพราะยืนยันว่าอาตมาเป็นพระ เป็นภิกษุ เป็นนักบวชอยู่ เพราะศาลรับรองนะ อาตมาไม่สึกก็เลยยังเป็นสมณเพศเหมือนเดิม ไม่ได้สละเพศ ศาลรับรองด้วย อาตมาอยู่ได้ เขาเถียงไม่ได้ว่าอาตมาเป็นพระ
อาตมาไม่แพ้เพราะอาตมาไม่ใช่พระ แต่แพ้เพราะกฎหมายคุณตั้งมาเอง มาใช้กฎหมายสั่งให้สึก แล้วอาตมาไม่สึก ส่วนรายละเอียดในด้านธรรมะสวยงามหมดทุกอย่าง เราตอบไปหมด แม้แต่หลักฐานที่เราลาออกมา ทางโน้นไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องอธิกรณ์เราได้ ในข้อธรรมวินัยเราสวยงามเขาไม่กล้าเถียง แม้อาตมาเดินเรื่อง เขาตัดสินให้อาตมาแพ้ อาตมาก็เขียนหนังสือยืนยันว่าเราไม่ได้ผิด ออกไปเป็นหมื่นเล่ม หนังสือ ประนีประนอมด้วยนานาสังวาส ก็บอกหลักฐานรายละเอียดชัดเจน ออกไปเขาก็เงียบไม่มีเสียงค้านเลย ทั้งที่เขาโดนว่าเสียแต้ม เสียรังวัดมากนะ เพราะระบุว่าเขาผิดตลอดสาย
มาถึงวันนี้อาตมาว่าธรรมะได้หยั่งลงในประเทศไทย หลักธรรมพระพุทธเจ้าจะเป็นไปตามสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แม้ในหลวงตรัสหรือแบบเราทำนี่ก็ตาม เดินไปในทิศทางนี้ทั้งนั้น ที่ในหลวงตรัส อาตมาประกาศสองทฤษฎีในหลวงว่าจะเป็นทฤษฎีที่ย่ิงใหญ่ในอนาคตของโลก
จะต้องทำอย่างไรให้คนมาเข้าใจการอยู่รวมกันแบบมาจนคือเจริญ ถ้าไปรวยนี่ไปเสื่อม มาลดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ลดการสะสมแต่มากด้วยการสะพัดแจกจ่ายเกื้อกูลออกไป นี่คือสัจธรรม ความเจริญของสังคมมนุษย์นั้นต้องคนมีสำนึกว่าอย่าไปกอบโกย เอาเปรียบกันนะ แต่ให้มาเสียสละ มาเกื้อกูลช่วยเหลือกันนี่สิคือสิ่งประเสริฐ คนตั้งใจทำแบบนี้คือคนเจริญ แต่คนเอาแต่รวย ปลุกเร้ากันไปรวยมาก รวยไม่สิ้นสุด อย่างบางสำนักคือพวกอวิชชา โมหะ เพราะเขาเร่งเร้าปลุกเร้า ก็อยากรวยแย่งรวยก็เดือดร้อนสิ ค้านแย้งในหลวงตรัสคนละขั้วเลย มันเป็นไปไม่ได้โลกจะสงบด้วยแบบนี้
ยุคต่อไปคนจะเป็นปัญญาชน เขาแสวงหาทฤษฎี ให้มาอยู่กับสังคมคนจน สร้างสรรเสียสละ เป็นสาธารณโภคี แต่เขาอาจไม่เชื่อว่าเป็นได้จริง แต่พวกเราพิสูจน์ทำมาจริงได้ แม้จะเป็นชุมชนที่ไม่ใหญ่โตอย่างชุมชนนี้ ปริมาณคนอาจไม่มากทันตา แต่ก็แน่น คนเข้าใจที่รู้ก็มากขึ้นอยู่ เห็นได้จากการอ่านพฤติกรรมสังคม เจริญขึ้น มันจะยืนหยัดยืนยันทฤษฎียิ่งใหญ่ขึ้น คอยดูต่อไป อาตมาไม่ได้พูดเล่น รักษาชีวิตให้ดีๆ คือทฤษฎี ขาดทุนคือกำไร และแบบคนจนนี่แหละ
คนเอาเปรียบสังคมนี่ดีหรือ แต่คนมาเสียสละทั้งๆที่รู้นี่คือประเสริฐกว่า เป็นความจริง เราทำได้อย่างอยู่ได้ด้วย เราขาดทุนให้สังคมได้ แล้วไม่อดอยากเดือดร้อน เป็นทฤษฎีทวนกระแสโลกที่ลึกซึ้งประเสริฐ คนที่มีปัญญาดีๆก็เข้าใจได้ ยิ่งเห็นจริงแล้วมาอยู่ได้คือคนเข้ากระแสอาริยะ
เรามีสถานที่่ส่วนกลางรอเรามาอยู่ผู้ใดเห็นจริงก็อย่าช้า มาช่วยทำให้เกิดแล้วช่วยกอบกู้สังคม อาตมาบอกว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ใช่พูดเล่นนะ เป็นเรื่องไม่ใช่เล่นๆนะ ถ้าไม่จริงอาตมาไม่พูดหรอก ที่บอกว่าไอสไตน์ คานธี ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์นะ
หนังสือประวัติไอสไตน์อาตมาก็ไม่ได้อ่านมากมาย รู้เผินๆ แต่ว่าจับพฤติกรรมแนวคิดเขา ว่าคนธรรมดาไม่ได้หรอก ต้องระดับโพธิสัตว์ ยิ่งอาตมาเอาหลักฐานมาเรื่อยๆ อย่าง จดหมาย A bomb of love ที่ได้มาล่าสุด ยิ่งเห็นสื่อว่าไอสไตน์เป็นพระโพธิสัตว์ ทิ้งจดหมายไว้ให้ลูกแล้วรู้ว่าสังคมยังไม่เข้าใจตอนนี้ ต้องรอเวลา อย่าง E=mc 2 ที่ยิ่งใหญ่คือพลังงานแห่งความรัก A bomb of love
อาตมาเอามาอธิบายต่อได้เลย พวกเรากำลังทำอะไร อาตมาก็หยิบมาอธิบาย ว่าพวกเรากำลังทำส่ิงที่โลกต้องการอย่างยิ่ง ต้องการอย่างมาก แล้วสิ่งที่โลกต้องการ ก็แน่นอนใครก็ต้องการสิ่งประเสริฐยอดเยี่ยม และก็คืออันนี้แหละ เป็นพลังงานแห่งความรัก ที่ไอสไตน์พูด อาตมานี่เป็นเจ้าแห่งรัก รู้หรือเปล่าว่าอาตมาชื่ออะไร รัก รักพงษ์ คือรักพงษ์เผ่าด้วยนะ
อาตมามีนามปากกาว่า รัก พงษ์มงคล คำว่ามงคลคือสิ่งประเสริฐ รักสิ่งประเสริฐ แล้วอาตมาก็ทำจริงไม่ใช่พูดเล่น ทำสิ่งประเสริฐจริง พวกคุณก็รู้ อาตมาไม่ได้แจกเพชรแจกทองนะ แต่แจกความประเสริฐ ฟังดีๆจะได้ปัญญา ชวนมาบูรณะดินหนองแดนเหนือให้เป็นแดนอาริยะ มีที่ดินตั้งเป็นร้อยไร่ แต่ให้ต้นไม้อยู่ คนไม่มา ก็ต้องเข้าใจธรรมะให้ดี ว่าชีวิตนี้จะเอาอะไร ใครสงสัยอีกว่าจะต้องสะสม ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้เท่าไหร่แล้วตายไปจะเอาไปอย่างไร ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ใส่ปี๊บไว้หรือยังหรือว่าส่งไปโลกหน้าแล้ว คิดให้ดี ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี มันเป็นเท็จ ลาภ ยศ สรรเสริญเป็นเหตุให้คนหลงติด แล้วเป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแก่พระอาริยะแม้พระอรหันต์ โสดาฯสกิทาฯอนาคาฯก็เป็นอันตรายอันแสบเผ็ด
ผู้ใดมาไม่ต้องสะสมลาภ ยศ สรรเสริญ คือคนจน โลกเขาจะเอาไปเสพสุข เขาก็ล่า แย่งชิง ทำให้บ้านเมืองสังคมแย่งชิงฆ่าแกง ทำให้สังคมไม่เจริญ ต้องมาเอาแบบในหลวงตรัส แต่คนเข้าใจยาก ก็ไปหลงแบบโลกๆหมด อาตมาก็เอามาเปิดเผย ก็ได้เท่านี้ ยุคนี้แล้ว แม้สมัยพระพุทธเจ้าคนก็เสื่อมมากแล้ว มายุคนี้ยิ่งเสื่อมหนักกว่าอีก ผู้ใดมีปัญญาอย่าช้า ถ้ายังมีผู้สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกจะไม่ว่างจากอรหันต์
ตั้งแต่โสดาบัน เราก็จะรู้ว่า เรามีอำนาจเหนือโลกหรืออัตตาอันใด โลกหรืออัตตาไม่มีอำนาจต่อเรา เราอยู่เหนือ ถ้าปฏิบัติได้จริง เป็นคุณสมบัติของอาริยบุคคลก็เป็นจริง อยู่ได้อย่างไม่เป็นพิษภัยต้องกราบเคารพบูชาสรรเสริญ
คนไม่แย่งลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ขยันทำขยันสร้างไม่เอาเปรียบ จะมีมากก็ไม่เอาไปขายแพงได้เงินมากๆเอาไปออกดอกผลก็ไม่ใช่ แต่ได้มาก็แจกจ่าย เรากินใช้แค่นี้ก็พอแล้ว น้อยลงไปอีกก็สบายเพ่ิม อีก ยิ่งไม่สะสมเลยก็ยิ่งสบาย คุณจะพิสูจน์ได้เลยอย่างเห็นชัด ที่พูดนี้เป็นสัจจะว่าเป็นได้จริง
อาตมาก็ประกาศตนหมดในอาริยะ ก็ไม่เห็นตื่นเต้นอะไร ถ้าเผื่อว่ามันไม่มีธรรมฤทธิ์ ประกาศไปอย่างนี้ฝ่ายที่เขารักสัจธรรม แต่เขาต้องยอมนะ ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ หากเขาไม่เชื่อจะหาว่ามาลบหลู่ เขาก็ว่าเราทำแบบนี้มันไม่ใช่อาริยะ แล้วมาตู่ความเป็นอาริยะของเขาก็เท่ากับลบหลู่ มาประกาศละเมิดลิขสิทธิ์ของอาริยะที่เขาเข้าใจ มันไม่ใช่ก็เป็นของปลอม แล้วมาประกาศอาริยะหรืออรหันต์ปลอม เขาก็ตื่นตัวฟ้องร้องเอาตาย เพราะมาปลอมความเป็นอาริยะยิ่งใหญ่ของเขา เราประกาศว่าเราเป็น เขาก็จะว่าของปลอม เขาเอาตายแล้วแต่ก็เงียบ ปล่อยให้อาตมาปลอมอยู่ได้ คือเขาไม่เชื่อ แต่เขาไม่กล้า ถ้าจะเถียงฟ้องร้องจะแพ้ไหมก็ไม่กล้า เพราะถ้าฟ้องครั้งนี้ต้องเถียงด้วยธรรมนะไม่ใช่เอากฎหมายมาพูด
เขาฟังแล้วแม้เขาไม่รู้เรื่องเขาก็ต้องงงว่า ทำไมอธิบายได้ลื่นไหล แล้วถ้าเขาจะอธิบายบ้างก็จะตกม้าตายได้ อาตมาพูดอย่างไม่ได้เหลิงด้วย เขาจึงเงียบ อาตมาประกาศไม่รู้กี่ครั้งแล้วด้วย ส่วนพวกเราเงียบเพราะไม่ต้องประกาศก็รู้อยู่แล้ว ก็เลยเงียบเช่นกัน เงียบทั้งสองแบบ
แม้แต่อาตมาลาออกมา อาตมาก็ไม่ได้ทำผิด เขาหาเรื่องอาตมาแท้ๆ จับอาตมาขึ้นศาล จริงๆแล้วเป็นเหตุการณ์ที่ดีมาก ได้พิสูจน์ความจริงทุกอย่าง จนถึงวันนี้แล้ว ที่อาตมาเขียนหนังสือว่า เถรสมาคมผิดทั้งยวง ออกหนังสือไปก็เงียบเลย ที่พูดนี้ไม่ได้เหลิงใจนะ แต่เป็นการอธิบายสัจธรรม ว่าความจริงควรชนะความไม่จริง
มีผู้ถามว่า ปีนี้พ่อท่านอายุ ๘๒ ปี พ่อท่านเอาพละกำลังมาจากไหน? พ่อท่านว่า...เคยดูหนังแซมซั่นไหม หรือเฮอคิวลิส เอาพลังมาจากไหนนะ เป็นพระเจ้าแห่งพลัง นัยเดียวกันอาตมาได้พลังจากพระเจ้า เป็นพลังแห่งความรักมวลมนุษยชาติตามไอสไตน์บอกไว้ว่าเป็น A bomb of love เป็นพลังแห่ง
ออกบาทบาทให้เห็นว่า มีเมตตากายกรรมไหม มีเมตตาวจีกรรม มโนกรรมไหม มีสาธารณโภคี มีศีลสามัญตามีทิฏฐิสามัญตาไหม? ที่ทำงานออกไป อาตมาว่าอาตมาทำงานดี แล้วก็มีใจที่ได้จากการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ใจก็เลยมีกำลัง อยากได้ไหมใจแบบนี้ อยากได้ก็มาเข้ามาเลย มาเป็นมวลสมาชิกของที่นี่จะได้กำลังชนิดนี้จริง มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องนิยายประโลมโลกนะ แต่จะได้จริง ได้พลังเหมือนเฮอคิวลิส แซมซั่น เขาว่าได้จากพระเจ้า แต่อาตมาสะสมความเป็นพระเจ้าเอง มีความรักมิติที่สูงขึ้นๆ ได้จริง อ้างอิงทั้งสูตร ไอสไตน์และสูตรพระพุทธเจ้า เข้าใจไหมว่าได้พลังจากไหน? บอกแล้วอยากได้ต้องปฏิบัติเอา
โลกเขาเอาพลังอะไรทำงาน เขาเอาอามิส ลาภ ยศ สรรเสริญสุขมาเป็นตัวล่อให้อยากได้แล้วมีพลังไปทำงาน มีเครื่องล่อ เหมือนลาโง่ คนหลอกให้เดินตามหญ้าปลอมผูกไว้หน้าลา มันก็เดินตามกินหญ้า แต่หญ้ามันก็นำหน้าตลอด นี่คือพวกคนอวิชชา เหมือนลาโง่ ต้องได้หญ้าถึงมีกำลังเดิน ถ้าไม่ได้หญ้านี้มันไม่มีแรงเดินหรอก แต่คนไม่ได้เอาอะไรมาล่อแล้ว ทำด้วยปัญญาเข้าใจ ทำด้วย เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ที่เป็นพลังของพระพรหม
อาตมาไม่ได้เสแสร้งแกล้งนะ แต่ก็เอาตามเหมาะควร โหลดมากก็ไม่ดี เราไม่พักเราไม่เพียร เราทำตามควร ....สาธุ