240617-491 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ026.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 17 มิถุนายนพุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระโพธิรักษ์นำพิจารณาธรรมะปัจจะเวกก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกให้เราได้ย้ำยืนยันในหลักการปฏิบัติองค์ 8 เพื่อที่จะให้รู้ละเอียดลึกซึ้งรอบถ้วนในความหมายของสัมมารีมรรคองค์ 8 ให้ชัดเด่นยิ่งเราได้ปฏิบัติธรรมมานานเรายิ่งจะรู้ชัดรู้แจ้งว่าความหมายคำว่าสมมาตรองค์ 8 นั้นไม่ได้ตื่นเขินเลยลึกซึ้งอย่างยิ่ง อธิบายได้ยากมากกว่าจะเข้าใจกว่าจะรู้ก็ต้องมีสิ่งที่รองรับมีบุคคลรองรับมีการกระทำจริงยืนยันจึงรับรองจึงว่าเป็นจริงได้จริงมีผลโดยเฉพาะการสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิอันประเสริฐหรือสัมมาสมาธิของพระอริยะที่เป็นสมาธิที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบสมาธิอันนี้ปฏิบัติได้ทันทีทุกบริบทได้มากเวลายิ่งกว่าระบบของฤาษีและปฏิบัติแล้วได้จริงยิ่งกว่าเพราะเห็นทันทีรู้ทันทีเข้าใจทันทีล้างละกันทันทีมันจะสูงขึ้นสูงขึ้นละเอียดยิบยับขึ้นไปจนกระทั่ง ตัวเป็นสมาธิลืมตาเป็นสมาธิที่ทรงหมั้นเป็นการทรงจิตที่เป็นสมาธิตลอดเวลาเสมอๆไม่ใช่ไปทำเอาจะเกิดสมาธิอัตโนมัติจะเกิดสมาธิที่แข็งแรงมีได้ทวนรอบเราจะเข้าใจถึงการตัดกิเลสหรือเรียกว่าสมาธิเป็นตัวเดียวกันเป็นลักษณะเดียวกันจะอธิบายว่าสมาธิคือการทำให้ปราศจากนิวรณ์ 5 ก็ด้วยจะอธิบายว่าสมาธิคือจิตที่ไม่มีกิเลสปราศจากกิเลสมันก็อันเดียวกันราคะโทสะโมหะออกไปชั่วคราวที่ห้อมล้อมกั้นไว้ก็เป็นเป็นสมาชิกอย่างหนึ่งส่วนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ออกรถออกจางออกทั้งๆที่รู้และสัมผัสสัมผัสอยู่กับตัวเหตุแห่งกิเลสเราก็สามารถที่จะอยู่เหนือศาสนาพระพุทธเจ้าจึงได้ยืนยันว่าศาสนาของท่านเป็นโลกุตตรธรรมเป็นธรรมะเหนือโลกไม่ใช่ธรรมะหนีโลกไม่ใช่ธรรมะหลบโลกแต่เป็นธรรมะประจำกับโลกเผชิญกับโลกอยู่กับโลกแล้วก็ยังแถมเป็นประโยชน์ให้กับโลกพาชาวโลกพามนุษย์โลกเป็นสุขเข้าหาแก่นส
อ่านต่อ
ารที่แท้ด้วยปัญญาที่รู้รอบตัวถึงเหตุถึงปัจจัยถึงตัวทุกข์เหตุแห่งทุกข์การดับทุกข์ดับที่ไหนดับอย่างไรชัดแจ้ง ในระบบการปฏิบัติการประพฤติสมาธินะคง 7 เพื่อสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะนั้นจึงเป็นเรื่องที่วิเศษเป็นทฤษฎีที่สำคัญเป็นหลักการที่เมื่อไม่เข้าใจแล้วก็พูดโดยอธิบายความหมายกลายไปเป็นโลกียะกลายเป็นเรื่องอื่นกลายเป็นความหมายที่เข้าใจได้ง่ายๆก็เป็นได้อยู่แต่จะให้เป็นผู้ที่รู้จักสัมมาจริงความเหมาะความพอดีความลงตัวและความเข้าใจเหตุประกอบและก็ปรับปรุงหรือว่าทำให้มันเข้ารูปเข้าร่องทั้งไม่ว่าจะเป็นความนึกคิดไม่ว่าจะเป็นวาจาไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกายวาจา เรามีสัมผัสทั้ง 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจมีสัมผัสเป็นปัจจัยและเราก็จัดแจงปฏิบัติควบคุมสังวรณ์ให้กายกรรมออกไปก็ให้ดูพอเหมาะพอดีกรรมออกไปก็ให้ดูพอเหมาะโดยเฉพาะใจจะต้องรู้ถึงรายละเอียดอีกมากมายแล้วก็จัดแจงทำให้มันเกิดกายกับวาจาที่พอเหมาะพอสมมีกำลังแรงมีปัญญารู้เป็นปัญญาวิมุติเป็นเจโตวิมุตติสอดคล้องอยู่ในตัวสม่ำเสมอจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆใดๆดังที่เขาได้ดูถูกดูแคลนกว่าจะพูดก็รู้เรื่องต้องมีสภาวะรองรับต้องมีบุคคลรองรับต้องมีเหตุการณ์ ต้องมีสิ่งที่เป็นสภาวะธรรมจริงๆเข้ามารองรับเป็นหลักเป็นฐานนานช้าพอสมควรที่เราได้กล่าวกันได้อธิบายฉันได้ยืนยันกันมาจนป่านนี้โดยการปฏิบัตินั้นเราก็จะใช้หลักปฏิบัติศีลสมาธิปัญญามีอยู่ในสมัยพระองค์ 8 การปฏิบัติสัมมารีมักองค์ 8 หรือปฏิบัติสติปัฏฐานก็ดีก็เป็นเรื่องเดียวกันดังที่เคยได้ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วตั้งแต่เริ่มต้นเราจะทำตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 ไปจนกระทั่งยันโพธิปักขิยธรรม 37 จบด้วยสมาชิกองค์ 8 มันก็เป็นเรื่องเดียวกันแต่ขยายความหมายกว้างขึ้นรอบมีรายละเอียดอีกเยอะเพราะฉะนั้นจะบอกว่าปฏิบัติสัมมารีพระองค์ 8 ไม่ใช่ สถานะเป็นความแคบตื้นของผู้ที่ศึกษายังไม่ครบพร้อมจะบอกว่าปฏิบัติสติปัฏฐานไม่มีไม่ใช่สมาธิวัดองค์ 8 ก็เป็นความแคบตื้นของผู้ที่ศึกษาไม่รอบตัวโดยเฉพาะแม้แต่คำว่าศีลสมาธิปัญญาไม่ได้เอาไปประกอบเข้าไปก็ดีแต่ก็ปฏิบัติธรรม 37 นั้นก็คือการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาศีลก็คือสัมมาทิฏฐิศีลก็คือสัมมาทิฏฐิที่เราจะรู้สึกกายมีความเห็นแจ้งที่จะรู้ตัวรู้ตนเข้าใจถูกต้องว่าสิ่งนี้เป็นตัวร้ายเริ่มต้นตั้งแต่โสดาคุณคือความฉลาดเบื้องต้นแล้วก็รู้สีรถที่จะเอามาปฏิบัติ กับสักกายะทิสติกของเราคือรู้สัตยารู้ตัวทุกข์รู้เหตุแห่งทุกข์รู้เรื่องราวของเราแล้วอย่างไม่สงสัยไม่วิจิตรอิจฉารู้ว่าพุทธะท่านรู้อย่างนี้คือรู้ทุกข์ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้เป็นสิ่งที่จะต้องละการละละได้อย่างไรละได้ด้วยการตั้งศีลตั้งพรตขึ้นปฏิบัติให้เคร่งครัดปฏิบัติให้ขัดเกลาเราก็ตั้งศีลตั้งโต๊ะขึ้นปฏิบัติแล้วก็ให้มันได้จริงๆอย่าสักแต่ว่ามีศีลเป็นศิลปะปรามาสเป็นศีลเพราะที่สักแต่ว่าลูกๆซ้ำๆสักทีว่ายึดยึดถือสักแต่ว่าทำตามรูปแบบพิธีสักแต่ว่าทำตามไปอยู่เฉยๆไม่เกิดผลถึงขั้นขัดถึงขั้นกล่าวอันนั้นเรียกว่าไม่มีศิลปกรรมมาก กูจะให้ผู้ใดปฏิบัติโดยสัมมาทิฏฐิเข้าใจในสังโยชน์ 3 เข้าใจในลักษณะอย่างนี้อย่างถูกตรงแล้วก็ลงมือสัมมาวายามะสัมมาสติทำไม่ถูกตามความเห็นความเข้าใจในสังโยชน์ 3 ที่เราจะต้องละพ้นให้ได้นี้ให้จริงแล้วก็จัดการปฏิบัติไปเดิมซ้ำมีสัมมาวายามะสัมมาสติห้อมล้อมอยู่ทำงานไปแล้วก็ปรับให้มันสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะให้มันพอเหมาะพอเหมาะได้ไปเรื่อยๆเรื่อยๆคำว่าพอเหมาะหรือสัมมานี้จึงไม่ใช่เรื่องตายตัวแล้วก็จะต้องพิจารณามากไปหรือน้อยไปไม่พอเหมาะพอสมควรทำให้มันดูดีดู ยากเหลือเกินแต่เราก็ต้องฝึกหัดทำทำไปจิตใจเราก็จะเกิดปัญญาด้วยเกิดการกระทำได้มีอำนาจทางจิตเรียกว่าเจโตว่า 10 ปัตโตได้จริงๆรู้เห็นแจ้งว่านิวรณ์ลดลงนิวรณ์ลดลงเป็นฌานชั้นสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นวิมุตก็เข้าถึงไปเข้าถึงไปก็ถึงไปเห็นรู้อยู่ในจิตปัญญาก็เกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเป็นวิมุตติญาณทัสสนะบ้างหรือเป็นปัญญาที่รู้แจ้งแทงทะลุรอบในความรู้หลากหลายความเกี่ยวข้องพิสดารเป็นปฏิภาณเป็นนิติต่างๆดูสาระของมันรู้ฉันรู้เชิงของมันรู้อย่างยิ่งอยู่อย่างนั้นขึ้นไปเรื่อยๆก็เป็นการปฏิบัติที่เกิดมาแต่สัมมารามองค์ 8 ทั้งสิ้น เมื่อเกิดสมาชิกทีมเมื่อเกิดสัมมาวายามะเมื่อให้มีสัมมาวายามะให้มีสัมมาสติดังที่กล่าวแล้วแล้วก็สั่งสมการ 7 แล้วก็จะเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะอย่างนี้เป็นทฤษฎีสำคัญเป็นลักษณะที่ไม่เหมือนฤาษีใดๆที่ค้นพบแต่ต่างกันกระทำได้ไม่ง่ายเลยแต่กระทำแล้วได้ผลมากกระทำถูกตรงก็ทำแล้วมีคุณค่าสูงมีประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปในพร้อมๆกันในการปฏิบัติธรรมพร้อมมีเวลาปฏิบัติได้มากกว่าการที่จะไปปฏิบัติอย่างฤาษีอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นเราก็เรียนรู้อุปการะจะปฏิบัติอย่างฤาษีซึ่งเป็น คลิปเคยเกิดมาก่อนเราก็ปฏิบัติได้จะเอาความรู้ของพระพุทธเจ้าเข้าไปประกอบในสมาชิกของฤาษีชายคนฤาษีเราก็เข้าใจได้อีกซับซ้อนเข้าไปอีกก็เป็นอุปการะกันและกันสูงขึ้นสูงขึ้นแต่ทฤษฎีตรงของพระพุทธเจ้านั้นคือสมาธิองค์ 8 ดังที่กล่าวแล้วเอามาย้ำเตือนเอามาอธิบายแจกแจงให้พิสดารให้เห็นลึกซึ้งขึ้นในแง่ในมุมที่ละเอียดเติมเข้าเติมเข้าเติมเข้าผู้ใดฟังธรรมด้วยดีผู้ใดใช้วิจารณญาณอย่างแยบคายทำความเข้าใจตามไปด้วยดีจะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งเราได้เป็นนักปฏิบัติมีหลักฐานที่ยืนยันยืนอิงและเราก็เอาทฤษฎีต่างๆเอา ไม้ทำภาษาต่างๆเข้าไปวัดไปเทียบสภาวะธรรมที่เราเคยผ่านเคยพบเราก็ยิ่งจะเห็นจริงยืนหยัดยืนยันได้อย่างแน่แท้ผู้ใดปฏิบัติตามนี้จึงเป็นผู้ที่มีกรรมเป็นที่สุดคือมีการงานมีการกระทำเป็นที่สุดสุดท้ายเราจะกลายเป็นเจ้าแห่งการงานหรือเป็นพระเจ้าที่เด็กเคยสรุปให้ฟังแล้วว่าตัวพระเจ้านั้นคือตัวกรรมเราจะแก้กรรมนั้นเราก็จะแก้เราจะเป็นผู้แก้เองเราจะเป็นเจ้ากรรมนายจะเป็นนายเวรเราจะเป็นพระเจ้าเป็นผู้บรรยายเป็นผู้สร้างสรรค์เป็นผู้ที่จะทานจะให้จะเสียสละเราเองทั้งสิ้นเป็นผู้รู้ความจริงและเป็นผู้ทำได้จริงทั้งสิ้นด้วยจิตอันซื่อสัตย์บริสุทธิ์หรือจิตอันบริสุทธิ์ผ่องใสที่แท้จริง มีความคดไม่มีความโค้งมีแต่ความซื่อตรงมีแต่ความจริงใจที่เป็นเรื่องของจิตบริสุทธิ์ที่แท้เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าย่นย่อเอาคุณลักษณะของพระเจ้า 3 ประการเอาไว้ก็จะเป็นจริงมีจริงเราจะเห็นได้เราจะเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะดังนั้นตามที่กล่าวนั้นถูกถ้วนทุกประการเราจะทำได้จริงเราจะแก้กรรมแก้เวรของเราได้จริงเราจะมีลิขิตโดยตัวเราเองเป็นเพราะพรหมเองลิขิตชีวิตของเราเองให้มันสมบูรณ์ให้มันพ้นทุกข์แล้วเราก็จะเป็นตัวการงานที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์โลกอย่างหลากหลายและเราก็ไม่เป็นคนที่มีทุกข์มีร้อนเลยชีวิตมนุษย์เกิดมาพบสุดยอดอย่าง เราชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เป็นมหาบุรุษที่มีคุณธรรมหลักใหญ่ 4 ประการตั้งแต่พหุชนะกี่ตาและพระองค์ชนะสุขาไปจนกระทั่งถึงมีแต่ต่อวัตถุมีฌานเป็นสุขมีวิมุติเป็นพลังได้ครบครันถูกถ้วนแล้ว