570605_พ่อครูเทศนาในวันครบรอบ 80 ปีที่ริมมูน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570605_พ่อครูเทศนาในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปีที่ริมมูน เรื่อง ถ้าไม่เจออุปสรรคไม่ใช่ของจริง วันที่ 5 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก เจริญธรรมทุกๆคน มันเป็นเหตุการณ์ที่อาตมาไม่รู้ว่าจะมีการปฏิญาณ มีการตั้ังใจลงทุนลงแรงกันขนาดนี้แล้วธรรมชาติก็เป็นธรรมชาติจริงๆ ก็มีฝนตก ก็ไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรหรอก ท่านก็ตกของท่าน แต่เราก็ตีกินว่า ท่านคงทดสอบเรา และเราก็ได้ทดสอบ แดดเราก็ตากได้ ฝนก็เหมือนกัน ฝนก็เย็นกว่าแดดด้วยซ้ำ ตากแดดร้อน เหงื่อโทรมไหลก็เปียกแฉะเหมือนกัน ตากฝนนี่เย็น ก็แฉะเหมือนกันเป็นน้ำ มันก็เป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปตามธรรม เป็นการพิสูจน์ใจคนด้วย พวกเรานี่ว่ากันจริงๆแล้ว มีมรรคผล อาตมาขอกล่าวตรงนี้ไม่ได้พูดประเล้าประโลมเอาอะไรจากพวกเรา จะเห็นได้ว่าอาตมาไม่ได้พูดอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนต้นๆ แต่มาตอนหลังนี้ก็พูดบ้าง พูดย้ำหนักขึ้นและจะพูดย้ำหนักขึ้น เพราะเป็นความจริง เหมือนพระพุทธเจ้าที่ท่านจะพูดเน้นหนักประตูเดียวเลยว่า ท่านเป็นสุดยอดแห่งมนุษย์ในมหาจักรวาลนี้ ไม่มีใครที่จะรู้ยิ่งเท่าท่าน ท่านครอบงำโลกทั้งหมด ถ้าใครได้อ่านพระไตรปิฎก ท่านตรัสจริงอย่างพระทัยของท่านไม่ใช่ว่าท่านมาหลอก พูดประเล้าประโลมเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ ไม่ใช่ ขออภัย แม้แต่อาตมาเองก็ไม่ได้มีจิตที่จะพูดเพื่อให้ใครๆมาเชื่อ โดยเฉพาะมาเชื่อดายๆ เชื่ออย่างตื้นๆ เชื่อว่าอาตมาเป็นผู้เก่ง มีอำนาจ ผู้มีอิทธิฤทธิ์ วิเศษอะไรอย่างนั้น ไม่ใช่ อาตมายอมรับอย่างเดียวว่า อาตมามีความรู้ทางธรรมะ อันนี้อาตมาไม่ปฏิเสธ อาตมาไม่ได้มีฤทธิ์เรื่องลึกลับ ไม่มีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชอย่างที่คนเข้าใจว่าเป็นความรู้ความสามารถของผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ เป็นอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ ว่านั่นคือ คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะได

อ่านต่อ

้ ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้เอาส ิ่ งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องยืนยัน ชี้วัดว่านั่นคือการบรรลุธรรม การบรรลุธรรมนั้น ตามธรรมที่พระพุทธเจ้า ส อน เช่น สอนว่าอย่าฆ่าสัต ว์ ศีล 5 เป็นต้น อย่าเอาทรัพย์ที่ไม่ใช่ของเรา อย่าผิดผัวเขาเมียใคร อย่าพูดปด เวลาเรามีสิ่งที่อยาก ระดับอบายภูมิ ถ้าผู้ใดฟังแล้วเข้าใจ ตรวจตัวเอง แล้วสังวรสำรวมตัวเองให้มีสัมมัปป ธ าน 4 สั งวรปธาน ปหานปธาน ให้เกิดผลภาวนาปธาน แล้วก็รักษาผลอนุรักข น าปธาน ทำได้เช่นนั้นเรื่อยๆไป ผลที่ได้ที่เกิดจากการสำรวมอินทรีย์ 6 ที่เกิดยามกระทบสัมผัสต่ออะไรก็แล้วแต่ เช่น กระทบสัมผัสกับสัตว์ ตั้งแต่คนหรือตั้งแต่สัตว์เล็กสัตย์น้อย อื่นๆใดๆที่มันมีชีวะ เราก็ไม่ฆ่าแล้วอย่างหยาบที่สุดคือ เราไม่ฆ่า อย่างรองก็ไม่ทำร้ายเขา ละเอียดลงไปกว่านั้นก็ไม่ทำให้เป็นการเบียดเบียนเขา อย่างนี้เป็นต้น สุดท้ายอย่าว่าแต่เบียดเบียนเลย เรามีใจเกื้อกูลช่วยเหลือ แม้เขาจะเป็นศัตรูกับเรา แม้เขาจะมาทำร้ายเรา เขาจะตั้งจิตทำร้ายเราก็ตาม เราก็ไม่มีจิตเคืองแค้น ไม่มีจิตไม่ชอบใจหรือชิงชังเขา ไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะอาฆาตโกรธแค้นทำร้ายเขาตอบ หยาบอย่างนั้นเราไม่มี หรือแม้แต่จะเกิดจิตใจ ไม่ชอบใจ ขัดเคือง ขัดอก ขัดใจที่เขาทำร้ายเรา ทำร้ายเราอย่างแรงก็ตาม จิตใจเราก็ไม่เกิดอย่างนี้เป็นต้้น ถ้าเราสามารถอ่านใจตนเองเป็น แล้วก็อ่านความรู้สึก อ่านจิตในจิตของเราได้ แยกเวทนาในเวทนา จิตในจิตของเราได้ สามารถแยกได้จริงๆ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ได้ มีความสามารถวิจัยสู่การตรัสรู้เลยเป็นโพชฌงค์ เมื่อสามารถได้จริงเป็นจริงเช่นว่านี้ แล้วเราก็รู้วิธีปหาน กำจัดกิเลสตัวที่เรารู้เราเห็นว่า มีกิเลสเกิดจริงนะนี่ อยู่ในจิตเราแล้วเราก็ลดละไป เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีลข้อ 1 จริงหรือข้อ 2 ก็ตาม หากทำได้จริงก็มีผลจริง แล้วกิเลสก็ลดละกิเลสได้จริง นี้คือ อนุสาสนีปฏิหาริย์ คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ลดกิเลสได้นั่นแหละ คือ ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ว่าเก่งเหาะเหิน เดินน้ำ ดำดิน หรือว่าหยั่งรู้ใจคนนั้น หยั่งรู้ใจคนนี้ สามารถทายใจ ทายคนหายของหาย หรือว่ามีพลังจิตที่จะไปดลบันดาลอะไรได้อย่างนั้นไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลย จะมีความเก่งความสามารถอย่างนั้นของใครก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบริภาษไว้ด้วย ถึงมีก็อย่าทำ อย่าแสดงออก มันมีได้ถ้าฝึกเรียนรู้ก็มีได้ ทำได้พ ระพุทธเจ้า ก็ปราม แม้จะมีก็อย่าทำเป็นต้น

ผู้ที่เข้าใจอ นุส าสนีปาฏิหาริย์ ก็จะต้องทำให้เกิดปาฏิหาริย์ทางอนุสาสนีย์ อนุสาสนี คือ คำสอนของพร ะพุทธเจ้า แล้วท่านสอน ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล คือ หลักเกณฑ์แต่ละระดับ ศีล 5 เป็นเบื้องต้น หรือศีลข้อเดียวก็ตาม แล้วเราก็เรียนรู้ ศีลที่ท่านบอกว่า อันนี้ให้ระมัดระวัง อย่าไปทำ ต้องละ ต้องลดต้องเลิก แล้ ว ก็ทำกันจริงๆ ปฏิบัติเรียนรู้แล้วก็เกิดโยนิโสมนสิการ เกิดการทำใจในใจเป็น ทำใจในใจก็คือปฏิบัติใจของเราเอง สามารถทำให้ใจของเรามีทั้งปัญญา มีทั้งเจโตหรือจิต ปัญญาก็คือ มันรู้กิเลสเป็นต้น มีธัมมวิจัยรู้กิเลส จับกิเลสได้ แล้วก็รู้ทฤษฏีที่จะปหาน ลด ละพิจารณา ทั้งการกดข่ม กดข่มนั้นเป็นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว คนเราก็ทำอยู่แล้วเป็นเรื่องมนุษยชาติ ก็เป็นอุปาระแต่ไม่ได้เป็นผลอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้เป็นผลให้เกิดการดับหรือการตายไปอย่างมีประสิทธิภาพเด็ดขาด เพราะฉะนั้นต้องมีปัญญา เห็นความจริงว่า สิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องหลอก เป็นเรื่องยึดถือ เป็นเรื่องสมมุติ มันไม่ใช่เรื่องที่มีจริง เป็นจริง ซึ่งท่านใช้หลักไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน มันไม่มีจริง มันไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตนอะไรจริงเลย ความโกรธก็ไม่จริง ความรักความโลภก็ไม่จริง มันไม่ใช่ของจริงเลย แต่คนมันมีจริง แล้วก็ล้างมันไม่เป็น แล้วหลงเชื่อว่า มันเป็นนายแท้ๆด้วย หลงนายชั่วๆนั่นแหละเป็นตัวเอง เป็นตัวเรา เราเป็นตัวชั่วตัวนั้นเลย เรามีโลภจัดๆที่มันเป็นนายเรา แล้วเราก็หลงว่า เรานั่นแหละคือตัวชั่ว ตัวโลภจัดๆ มีโกรธจัดๆ แล้วเราก็หลงเชื่อว่า โกรธจัดๆนั้นเป็นตัวเรา แล้วเราก็ยึดถือว่าตัวนั้นเป็นตัวเรา แล้วเราก็จะเป็นอย่างนั้น ความเป็นจริงแล้วมันไม่มี เราไปยึดว่า มันเป็นมันมี มันก็มี ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ ฟังอาตมาพูดนี่จะเข้าใจยาก นอกจากเข้าใจยากแล้วก็อาจจะไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า พระพุทธเจ้าสอนเช่นนี้ เพราะไปเข้าใจว่า จิตจะเป็นอธิจิตสูงขึ้น ก็ต้องไปนั่งสมาธิหลับตาสะกดจิตเอา สมาธิไม่นั่งหลับตาแบบนี้มีสัมผัส สัมผัสสัตว์ สิ่ งของที่ไม่ใช่ของเรา สัมผัสสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยในกาม สัมผัสกับอะไรๆแล้ว เช่น สัมผัสกับคนแล้วเราก็พูดปดกับเขา สัมผัสส ิ่ งที่ยั่วย้อมมอมเมาเรา แล้วเราก็เรียนรู้ปฏิบัติอย่างที่อธิบายไปคร่าวๆแล้ว ก็ลดกิเลสได้นั้น เขายังไม่เชื่อว่า นั่นคืออาการการประพฤติปฏิบัติ ทำสัมมาสมาธิ คือสมาธิของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตรว่า ต้องปฏิบัติมรรค 8 องค์นี้ มีผัสสะเป็นปัจจัย ท่านสอนไว้เยอะมากมาย โดยเฉพาะในปฏิจจสมุปบาท ต้องมีผัสสะ 3 คือ ประสาทของเราแล้วกระทบกับสิ่งที่กระทบ เรียกว่า โคจระ ประสาททางตา หู จมูก ลิ้น กาย เราไปกระทบกับรูปนอก มีทวารให้ประสาทกระทบ เมื่อกระทบแล้วก็เกิดวิญญาณ แล้วอ่านวิญญาณนี่แหละจะมีหมดทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร มันปรุงแต่งขึ้นมาปุ๊บๆ เราก็อวิชชาทั้งนั้น เมื่ออวิชชาจึงไม่รู้จักสังขาร พอมาเรียนรู้สังขารแล้วตั้งแต่ กายสังขาร คือ สังขารที่รวมทั้งหมด รูปและนาม คำว่า กาย คำนี้จะสาธยายต่อไปในอนาคต คำนี้สำคัญมาก ทุกวันนี้เข้าใจผิด ไปเข้าใจว่า กาย ก็คือ สรีระ เป็นโครงร่างภายนอกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ การเข้าใจอย่างนี้แหละที่ทำให้ปฏิบัติไม่บรรลุธรรม เพราะเข้าใจไม่ได้ อาตมานำคำว่า กาย จากที่ท่านตรัสไว้ ระบุไว้เช่น คำว่า กายสักขี ก็เป็นสายศรัทธา สายเจโต ซึ่งปฏิบัติข้างในมาหาข้างนอก ไม่เป็นไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย ไปเข้าใจว่า ปฏิบัติธรรมต้องไปนั่งสมาธิ แต่ที่อาตมาสอนนี่มีผัสสะสิ่งที่ยั่วย้อมมอมเมาแล้วเราปฏิบัติลด ละได้ เขาจะไม่เชื่อว่าการทำเช่นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิในมรรคองค์ 8 ที่พระพุทธเจ้าสอน ที่ว่าต้องมีผัสสะ 3 มีประสาทของเรา แล้วกระทบรูปภายนอก แล้วมีการรับรู้ มีวิญญาณเกิด ในวิญญาณจะมีทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร มันปรุงแต่งก็เกิดสังขาร เรามาเรียนรู้แต่กายสังขาร คำว่ากายนี้สำคัญมาก ถ้าเข้าใจผิดก็ไม่บรรลุธรรม สายเจโต ปฏิบัติจากในมานอก ไม่เป็นไปตามลำดับ ไม่ปฏิบัติตั้งแต่กามภพ มาภวภพ แล้ววิภวภพ แต่ไปปฏิบัติรูปภพ อรูปภพแล้วมาหาภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสจึงกำชับว่า ปฏิบัติต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจะเข้าใจได้ง่าย แต่วันนี้จะไม่แจกแจงรายละเอียด เพราะเวลาล่วงไปแล้ว

อาตมาปางนี้ ชาตินี้ มีวิบากจะต้องเจอกับอุปสรรค ถ้าไม่มีวิบากไม่ใช่โพธิรักษ์ ใครจะร่วมปฏิบัติธรรมกับอาตมาชาตินี้ปางนี้เตรียมใจไว้เลยว่าจะต้องเจอกับอุปสรรค ถ้าไม่เจออุปสรรค ไม่ใช่ของจริง ถึงขนาดนั้นนะ อย่างเราปฏิบัติกัน ตลอดเวลาอาตมาพาปฏิบัติก็เจออุปสรรคมาตลอด แม้อาตมาพยายามพากเพียรที่จะนำพามาจนถึงวันนี้ ทุกวันนี้เขาก็ยังพูดยังออกอากาศ อย่างโทรทัศน์ช่องแดงก็ยังพูดยังว่าอาตมาอยู่ตลอดเวลา เช่นหลักฐานชิ้นนี้ ลงในนสพ.ไทยรัฐ 10 มีนาคม บ้าง 22 มีนาคม บ้าง เป็นต้น และอาตมาไปเจอโดยบังเอิญ ที่จริงกระดาษแผ่นนี้เป็นกระดาษหน้าเดียว ที่เขาพิมพ์รายการวันนี้ให้อาตมา แต่หน้าหลังติดอันนี้มา อาตมาก็เห็นว่ามีอันนี้ด้วยหรือ? ดร.เมธาพันธ์ (พอกล่าวชื่อดร.เมธาพันธ์ก็มีเสียงฝนตกดัง) ยอมๆๆ ยอมแล้ว จะแกล้งยังไงก็ยอม จะเฮี้ยนก็ได้ จะว่าขลังก็ได้ มีฟ้าร้องด้วย เราไปห้ามไม่ได้เลย เราไม่มีอิทธิฤทธิ์หรืออำนาจไปหยุดยั้งธรรมชาติพวกนี้ ถึงแม้มีจริงๆอาตมาก็ไม่ทำ ไม่จำเป็นต้องเสียแคลอรี่ มีคนบอกว่า วันนี้เป็นวันส ิ่ งแวดล้อมโลก แล้วทำไมสิ่งแวดล้อมถึงทรมานขนาดนี้ ที่จริงไม่ถือว่าทรมานหรอกนะ เพราะว่าน้ำนี่ เราก็ใช้นำ้จัง น้ำมันตามธรรมชาติจะร้อนเกินไปจะหนาวเกินไป น้ำมันเย็นอย่างประเทศที่มีภูมิประเทศอย่างนั้น มันก็ไม่ขนาดนั้น น้ำมันร้อนก็ไม่เป็น ก็พอเป็นไปได้ ก็ลองดู คนไหนรู้สึกว่าตัวเองสุขภาพไม่ดีแล้วก็เข้าในเต็นท์เรามีที่มากพอ คนของเราไม่มากเท่าที่คะเน อาตมาคะเนว่าจะมีคนมามากกว่านี้ พวกเราก็ทำเต็นท์ทำที่พักไว้รอรับไว้มากพอ กะว่าจะประมาณนั้น แต่เสร็จแล้วมีประชาชนมาจริงๆในงานนี้ นี่วันที่ 2 แล้ว ก็ไม่มากเท่าที่คะเน เพราะฉะนั้นเต็นท์ก็มีที่เหลือ ไม่ว่าใครถ้าไม่ไหวแล้วก็อย่าฝืน สุขภาพจะเสีย เรารู้ว่าเราไม่ไหวแล้วก็เข้าไป ถ้าใครที่อยากจะลองของดูบ้างก็พอไปได้ อาตมาจะลองพูดไปทั้งที่ฟ้าฝนเป็นอย่างนี้ อาตมาเองเห็นหลักฐานอันนี้ของ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้นำพระสงฆ์ 30 รูปขึ้นเวที นปช.แดง ขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แล้วครั้งที่ 5 นี่มาแถลงการณ์เลยว่า ขอให้รัฐบาล ตั้งแต่ก่อนนี้ แต่รายงาน 22 มีนาคม ที่ผ่านมา เขาแถลงการณ์บอกร่วมกับสงฆ์ 30 รูป บอกว่า รัฐบาลควรยุติการใช้สื่อรัฐ สร้างความแตกแยกในสังคม เสร็จแล้วก็พาดพิงมาถึงสันติอโศกว่า สันติอโศกก็ออกมาร่วมมือกับรัฐบาล (ฟังดีๆนะ หมายความว่าเราสันติอโศก ออกมาร่วมมือกับรัฐบาล ทั้งๆที่เราออกมาไล่รัฐบาล) แต่เขาก็บอกว่าเราออกมาร่วมมือกับรัฐบาลในการล้มล้างพระสงฆ์ไทย อย่างนี้จะปล่อยให้รัฐบาลอยู่ได้อย่างไร กลายเป็นว่า คณะสงฆ์กับดร.เมธาพันธ์ จะล้มล้างรัฐบาลเสียเอง ซึ่งตนได้ทราบมาว่า รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณให้สันติอโศกถึง สี่พันล้านบาท เขาบอกว่า รัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์นี่แหละ ก็ขอเรียกร้องให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติไปดำเนินคดีกับสันติอโศก ไม่ใช่มาดำเนินการกับพระสงฆ์ไทย เขาก็บอกว่า เครือข่ายเสื้อแดงช่วยกันประโคมความเท็จเหล่านี้ออกไปเยอะแยะเลย เขาบอกว่า สันติอโศก? หวังตั้งตนเป็นศาสดาองค์ใหม่? โคไมนี่? ตั้งพรรค ? เพื่อฟ้าดิน? ระบุ รัฐบาล? ทักษิณ? พลาดท่า คบคนพาล ประเคนงบกว่า 4 พันล้านให้ มารศาสนาไปตั้งตัว สร้างอาณาจักรจนออกมาป่วนเมือง มาขออีกแต่ไม่มีงบประมาณให้ จึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ! สันติอโศก หรือ ที่เราเรียกว่า ลัทธิสันติอโศก เกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมของประเทศไทย เริ่มจาก พ.ศ.2513 มาจนถึง 2551 ผมจะสรุปง่ายๆอย่างนี้นะครับ เมื่อปี พ.ศ.2513 ปรากฏบุคคลคนหนึ่ง ชื่อ โพธิรักษ์ ได้มาบวชเป็นพระในธรรมยุติกนิกาย แล้วไปบวชเป็นพระในมหานิกายในปี 2516 ต่อมาปี 2518 ท่านประกาศตัวเป็นอิสระจากคณะสงฆ์ ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ เพราะท่านบอกว่า คณะสงฆ์กับตัวของท่านเองมีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา ท่านก็พยายามขยายบทบาทของตัวเอง และก็ขยายแนวการสอนของตัวท่านที่ท่านบอกว่า ท่านรู้เองเห็นเอง เป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด ใช้เวลาในการเผยแพร่จนได้สาวกเอกคนสำคัญคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ระหว่างนั้นท่านได้ส่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ลงเล่นการเมืองในกลุ่มพลังธรรม ครองความเป็นผู้ว่าฯ กทม. อยู่ 8 ปี จนกระทั่งปี 2531 ครับ โพธิรักษ์ คิดมักใหญ่ใฝ่สูง ได้ประกาศตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วบอกว่าตัวเองนั้นเป็นยิ่งกว่าโคไมนี่ ท่านได้ตั้งพรรคพลังธรรมขึ้นมา แล้วส่ง ส.ส. ลงยึดพื้นที่ใน กทม.ได้เกือบทั้งหมด ในนามพรรคพลังธรรมซึ่งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อจารีตประเพณี วัฒนธรรมของคณะสงฆ์อย่างรุนแรง แม้แต่บ้านเมืองยังเดือดร้อนครับ จนกระทั่งทุกฝ่ายในบ้านเมืองได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแล้วมีการพิจารณา คณะสงฆ์ได้ปกาสนียกรรมให้โพธิรักษ์พ้นจากความเป็นพระเมื่อปี 2532 ในปีเดียวกันศาลมีคำพิพากษาว่า โพธิรักษ์ เมื่อพ้นจากความเป็นพระแล้วไม่สามารถที่จะแต่งกายเลียนแบบพระได้ บุคคลใดที่ท่านบวชให้มีความผิด ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 เดือนเฉพาะโพธิรักษ์ โดยการรอลงอาญาไว้ 2 ปี แต่ว่าท่านไม่ได้หยุดไว้เพียงเท่านี้ครับ ท่านยังใช้บทบาทของท่านสนับสนุน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แล้วที่สำคัญที่สุด จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นท่านมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นสาวกเอกของโพธิรักษ์ ท่านจึงได้ตั้งพรรคขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของโพธิรักษ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จนกระทั่งนำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเมื่อปี 2544 และในช่วงปี 2544 ถึง 2548 นี้เอง คือ ช่วงที่โพธิรักษ์และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ใช้ความพยายาม ใช้ความใกล้ชิดกับท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร โดยที่ท่านไม่รู้ ซึ่งนายกฯ สมัคร สุนทรเวช บอกไว้คำหนึ่งว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ผิดอยู่อย่างเดียวคือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด 2544 ถึง 2548 อดีตนายกฯ หลงไปคบกับโพธิรักษ์ และ พล.ต.จำลอง แบบไม่ลืมหูลืมตาต้องบอกว่าอย่างนั้นนะครับ จนกระทั่งโพธิรักษ์สามารถที่จะ 1.ตั้งโรงเรียนผู้นำ 2.ตั้งศูนย์ส่งเสริม และพัฒนาพลังชีวิตเชิงคุณธรรม ที่เราเรียกกันว่า ศูนย์คุณธรรม ดูดเอาเงินงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องเอาไปให้ปีละ 4 พันล้าน แล้วทำการขยายสาขาออกไป เป็นศูนย์ต่างๆ มากมายมหาศาล จนกระทั่งไปครอบครองที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ จ.กาญจนบุรี แล้วพยายามที่จะให้นายกฯ ทักษิณช่วยในเรื่องนี้ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าช่วยไม่ได้แล้ว จึงทำให้เกิดอาการฟาดงวงฟาดงา จนกระทั่งลูกๆ ของท่านขายหุ้น พล.ต.จำลอง บอกว่า ขอสัก 2 หมื่นล้าน ได้ไหม เพื่อที่จะเข้ามาสู่การขยาย และเผยแพร่กิจกรรมของสันติอโศก ท่านไม่ยอมอีก นั้นคือที่มาว่าทำไมเมื่อปี 2548 จำลองถึงได้ถอนตัวจากการสนับสนุน อดีตนายกฯ ทักษิณ ทำไมโพธิรักษ์ถึงต้องดึงเอาสันติอโศกออกมา 2549 แน่นอนครับ กองทัพธรรมของ พล.ต.จำลองได้เป็นกองทัพหลักในการออกมาล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และก่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นคือ อวสานของรัฐบาลทักษิณ และระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอวสานของรัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับหนึ่งของโลก นี้คือจุดจบครับ หลังจากนั้นเราหวังว่า หลังวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทุกอย่างจะเดินเข้าสู่ภาวะปกติ หลังมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองของเราจะต้องสุขสงบ ความรุ่งเรืองของบ้านเมืองเราจะต้องกลับคืนมา เพราะว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว แต่เปล่าเลยครับ 25 พฤษภาคม 2551 โพธิรักษ์ พล.ต.จำลอง พร้อมกับสมณะทั้งหลายได้นำคณะออกมาร่วมกับพันธมิตรฯ ยึดถนนมัฆวานฯ ปิดทำเนียบ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทีนี้เป้าหมายของเขาคืออะไร สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ 1.ต้องการยึดอำนาจรัฐ 2.ต้องการปฏิวัติสังคมไทยทั้งหมดให้เป็นแนวทางของสันติอโศก 3.ต้องการล้มมหาเถรสมาคม หรือคณะสงฆ์ไทยทั้งคณะ 4.ต้องการล้มสถาบันหลักของประเทศไทย และสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์ ทางด้านทหาร 1.มีกองกำลังชัดเจน วันนี้สันติอโศกมีสาขาทั่วประเทศไทย มีสมาชิกกว่าแสนคน และบุคคลเหล่านี้พร้อมที่จะเสียสละตัวเองเพื่อชัยชนะ ขอให้เป็นคำสั่งจากโพธิรักษ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อไรเมื่อนั้น ยุทธศาสตร์ทางการเมือง วันนี้ไม่มีพรรคพลังธรรม แต่วันนี้ โพธิรักษ์และ พล.ต.จำลอง ได้ตั้งพรรคการเมืองชื่อว่า"พรรคเพื่อฟ้าดิน" ขึ้นมา แน่นอนสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบทั้งทางด้านพระพุทธศาสนา ด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง และความมั่นคงของชาติ ผลกระทบต่อเรื่องของวัฒนธรรมทั้งหมด ซึ่งแต่ละท่านจะได้ลงรายละเอียดในแต่ละประเด็นต่อไป

ศูนย์คุณธรรมนั้น ทักษิณตั้งขึ้นโดยที่เราไม่รู้ว่าเขาตั้ง เสร็จแล้ว คุณจำลองจะมาตั้งองค์การศาสนา ก็ไปคุยกับทักษิณ คุณทักษิณก็บอกว่าผมตั้งแล้วตอนนั้นคุณทักษิณเป็นนายกฯ เขาก็ให้คุณจำลองมาเป็นประธานศูนย์คุณธรรมคนแรกเลย ส่วนผอ.คือ อ.นราธิป ตั้งแต่นั้นมาเป็นคนแรก เขาก็เลยโมเมว่าเราเลยทั้งที่เรื่องเงินนั้นเราไม่เคยแตะต้องเลย อาตมาพยายามระมัดระวังมากเลยเรื่องนี้ เราทำอย่างจริงใจ บริสุทธิ์สะอาดของเรา แต่เป็นเรื่องที่เขาหาเรื่องก็เอาแพะชนแกะไปเรื่อย ส ิ่ง เหล่านี้เป็นเรื่องจริงต้องเกี่ยวพันกัน เราไม่ใช่คนที่ไปหนีสังคมไปอยู่ป่าเขาถ้ำ แบบไม่เอาเรื่องเอาราวกับสังคมเลย เราไม่ใช่คนแบบนั้น ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสังคมอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นเรื่องดีทั้งนั้นเลย เรื่องนี้อาตมานำมาพูดวันนี้ก็เพื่อให้เห็นว่า อุปสรรคของชาวอโศกมีมากมาย แม้ทุกวันนี้ก็ยังรุนแรงมี คุณสะอาด จันทร์ดี, มหาโชว์ เป็นต้น หลายดร.ก็เล่นงานพวกเรา เป็นดร.ทางศาสนาด้วยนะ ตั้งข้อกล่าวหาหนัก หาว่าจะตั้งตนเป็นศาสดา จะมาเป็นสังฆราช จะมาล้มลางพุทธกระแสหลักต่างๆนานา ซึ่งอาตมาขอยืนยันบอกว่า แม้แต่นิดหนึ่งในจิตใจก็ไม่เคยมีเลย ที่จะไปล้มล้างกระแสหลัก เราไม่มีสิทธิ์ เราไม่คิดจะทำ หากใครจะล้มก็เพราะเขาล้มของเขาเอง ฟังตรงนี้ให้ดี ใครจะล้มก็ล้มของเขาเอง ไม่ใช่ว่าเราไปเจตนา ขัดแข้งขัดขาเขา หรือไปทำอะไรต่ออะไรกระทบกระเทือนเขา เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เขาล้มของเขาเองเพราะเขาสู้สัจธรรมไม่ได้ เมื่อสัจธรรมเกิดปรากฏ ทำให้คนเกิดปัญญา แล้วเขาก็ไม่เอาสิ่งที่เป็นอสัจจธรรม เขาก็มาเอาสัจธรรม เมื่อคนมานิยมสัจธรรม ดังนั้น อสัจธรรมก็ไม่ได้รับความนิยม เขาก็ย่อมต้องลดลงๆ สุดท้ายก็ล้มไปเองอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมที่ไม่ง่ายในการอธิบาย แต่อาตมาก็พยายามอธิบายให้ฟัง เราไม่ได้มีจิตใจรังเกียจ แต่เราเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงมาอธิบาย เราเห็นว่าไม่ควรมี แต่เราไม่ไปทำเขา เราไม่ไปเบียดเบียนเขา เราไม่ไปล้มล้างทำร้ายเขา อันนี้เราไม่ทำแน่นอน เราทำแต่สิ่งดี เราชนะความไม่ดีด้วยการทำแต่ความดีอย่างเดียว สัจธรรมนี่ชนะความไม่ดีด้วยการทำดีอย่างเดียว เราทำดีโดยไม่แข่งกับสิ่งไม่ดี แ ต่สิ่งที่ดีทำให้คนมีจิตวิญญาณที่มีปัญญาเข้าใจเห็นจริงแล้วไม่เอาสิ่งไม่ดีเอง คนทุกคนมีอิสรเสรีภาพ เขามีสิทธิ์เลือกไม่เอาสิ่งไม่ดีตามภูมิของเขา เลือกเอาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา เป็นพฤติกรรมของสัจจะ ไม่ใช่เรื่องไปทำร้ายใครเลย เพราะฉะนั้นเมื่อคนมีปัญญาเห็นจริงเลือกสิ่งที่ดีไม่เอาส ิ่ งที่ไม่ดี เมื่อสิ่งใดเป็นสัจจะไม่ดีจริงผู้มีปัญญาก็ไม่เอา และผู้มีปัญญาจึงเข้าหาส ิ่ งที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ไม่ดีอยู่ได้ไม่นาน เพราะอะไร? เพราะส ิ่ งที่ไม่ดีนั้น มักมากมักใหญ่ ฟุ้งเฟื้อฟุ่มเฟือย เปลืองผลาญ ต้องอาศัยความมักใหญ่เปลืองผลาญบำเรอ แต่สิ่งดีนั้นมักน้อย สันโดษ มีนิดๆหน่อยๆก็อยู่ได้ก็อยู่รอด คนที่มีปัญญาทิ้งส่วนที่ไม่ดีออกไป มาเอาส่วนดีมีไม่มากนักหรอก ส่วนที่ไม่ดีเขามักมาก เขาใช้เปลือง ใช้แพง ใช้มากผลาญพร่าเพราะอวิชชาของเขา มันก็ร่อยหรอกไม่พอ เพราะเขามักมากใช้เป ลือ ง ใช้แพง ใช้มาก พอมาลดลงนิดหน่อย เขาก็อยู่ไม่รอดแล้ว จิตเขายึดมั่นถือมั่นเขาติดต้องเปลืองต้องผลาญ เขายึดว่า ต้องได้ ถ้าไม่ได้เขาต้องตาย ถ้าไม่ได้เขารุนแรง ถ้าไม่ได้เขาเกิดบ้า เขาเดือดร้อนมาก เพราะฉะนั้นลดนิดหน่อยเขาก็อยู่ไม่ได้แล้ว ส่วนฝ่ายดีแม้จะต้องน้อยจะต้องอดทนจะต้องสู้หนักหนาเหน็ดเหนื่อย สายตัวแทบขาด มันก็เป็นไปได้ หรือไม่ต้องอดทนเพราะเราได้ฝึกแล้ว ซึ่งเป็นคุณลักษณะเป็นคุณธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อน จะเห็นได้ว่าส ิ่ งที่ไม่ดีนั้นอยู่ได้ยาก เพราะฉะนั้นคนไปติดความรวย ไปติดสิ่งที่จะต้องได้มาก เพราะไปติดสิ่งที่จะต้องบำเรอบำรุงอะไรมากนี่ จึงตายง่ายอ่อนแอ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ตาย อะไรอะไรหน่อยก็เสื่อม พังทะลายแล้ว นี่คือสัจจะสองด้าน ที่อาตมาหยิบมาพูดให้ฟังง่ายๆ เพราะฉะนั้นส ิ่ งไม่ดีไม่มีวันชนะสิ่งดี ขอให้เป็นสิ่งดีจริง แม้น้อย ขอย้ำยืนยัน สิ่งที่ดีแม้น้อยก็ชนะสิ่งไม่ดีแม้มาก มีนัยลึกซึ้งกว่านี้ที่หยิบมาพูดเล็กๆน้อยๆนะ

อาตมาขยายความไปเรื่อยๆยังมีอีกเยอะมากที่เห็นว่า อาตมาจะต้องทำหน้าที่ขยายความอธิบายรายละเอียดอีกเยะ อาตมาเคยได้ยินสมณะกรรมกร กุสโล พูดเข้าหูอาตมา พูดว่า...โอโห ผมรู้หมดเลยอะไรก็รู้หมดแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ามีอะไรที่จะให้ผมรู้ต่อไปอีก ผมรู้หมดแล้วนะ ท่านกุสโลพูดเช่นนี้ คราวนี้เจ้าตัวได้ยินอาตมาพูดก็ยืนยันก็แล้วกันนะ แต่กับตัวอาตมานั้นความรู้สึกนี้ก็เคยมี เคยมีว่า เรารู้อะไรนี่รู้ไปหมดเลย แล้วเราจะต้องไปรู้อะไรอีก อยู่ไปเพื่อรู้อะไรอีกมันรู้ไปหมดแล้ว แต่ที่ไหนได้ โอ้โห บัญญัติ สมมุติมันเยอะมากเลย ทุกวันนี้อาตมาไม่สงสัยเลยว่าสมมุติโลกมันมากเยอะเลย แล้วคนก็ไปหลงสมมุติโลก ไม่รู้จักสมมุติโลกอีกเยอะมากเลย แม้แต่ภาษาคำกล่าว บัญญัติต่างๆก็มีละเอียดซับซ้อนอีกเยอะเลย แม้แต่คำว่า บุญกับกุศล นี่อาตมากำลังขยายความ ฟังดีๆเถอะ มันละเอียดลึกซึ้งมากเลย แต่ก่อนนี้อาตมาก็ว่าลึกซึ้งขนาดนี้เอามาอธิบายกัน แต่ตอนนี้โอโห … มันลึกซึ้งกว่านั้นอีก คำว่า ตัณหา นี่ ในความหมายไทยคือ คำว่า อยาก อยาก คำนี้เป็นกุศล ทุกตัวเลย ความใคร่อยากนี่เป็นกุศลทั้งนั้น แล้วจะต้องเจาะกุศลนี่อะไร อยากนี่ ใคร่ในธรรมนี่คือธรรมกาโม อาการจิตของคนอยาก มันไม่ใช่ว่าเป็นของเสีย แต่คนเข้าใจไม่ได้ ก็เลยไปเข้าใจว่าต้องไปลดความอยากให้หมด ถ้ามีความอยากเป็นอรหันต์ไม่ได้ แล้วถ้าใครจะไปเป็นอรหันต์แล้วคุณอยากได้นิพพาน อ้าวแล้วคุณไปอยากได้นิพพาน คุณมีกิเลสแต่ต้นทาง อยากได้นิพพานก็เป็นกิเลสแล้ว ก็เป็นตัณหา เป็นกามใคร่อยาก คุณก็เจ๊งแต่ต้นทางแล้วอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นความลึกซึ้งมากเลย อย่างคำว่า ตัณหามันมี 3 อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นตัณหาอุดมการณ์ เป็นตัวสำคัญ คำว่า อยากที ่ เป็นกุศล วิภวตัณหาเป็นตัณหาที่เป็นกุศล เป็นตัณหาที่ต้องการฆ่ากิเลส ทำบุญ กำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสได้ก็ชื่อว่า บุญ เพราะฉะนั้นคุณต้องอยากฆ่ากิเลสให้ได้ เมื่อฆ่ากิเลสหมดก็ทำบุญ ก็เหลืออยากแต่ที่เป็นกุศล เพราะฉะนั้น สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา จึงเป็นหลักที่สำคัญของศาสนาพุทธ จบแล้วหมดบาปหมดบุญไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว เพราะกิเลสหมด กิเลสไม่เป็นเหตุให้ทำอกุศลอีก หมดไม่ทำอกุศลอะไรอีก แต่อยากทำกุศล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ท่านยังไม่สันโดษในการทำกุศล ท่านไม่พอในกุศล พระพุทธเจ้าก็ต้องอยากสร้างศาสนา อยากให้ศาสนาครบพร้อมด้วยพุทธบริษัท 4 ที่ท่านตรัสกับมาร จะต้องครบสมบูรณ์ด้วย อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี แล้วทั้งสี่ฐานะนี้ จะต้องเก่ง บัญญัติ จำแนกอธิบาย ต้องสามารถใช้ความจริงนี้ปรับปวาทะกับผู้ที่เข้ามาค้านแย้งได้ ถ้ายังไม่เกิดสิ่งเหล่านี้สำเร็จ เรายังไม่ปรินิพพานหรอกมาร ท่านมีเจตนามุ่งหมายอยากทำอันนี้ แล้ว พระพุทธเจ้า ก็ทำจนสำเร็จ เพราะฉะนั้น อาการที่มีความต้องการอยาก จึงไม่ใช่อาการอกุศลไปทั้งหมด เป็นกุศลด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน