570611_พ่อครูเทศน์ ทวย. อโศกรำลึก เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไรตอนที่ 4.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570611_พ่อครูเทศน์ ทวย. อโศกรำลึก เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร?ตอนที่ 4 วันที่ 11 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเทศน์ จะได้เอาคำว่า บุญ กับ กุศล มาสาธยายกันอีก เพราะมีความซับซ้อนทั้งสภาพความแตกต่างทั้งด้านกว้างและลึก เราต้องทำความชัดเจน
อาตมา ได้สาธยายคำว่า บุญ กับ กุศล จนถึงคำว่า อมตะแล้ว คำว่า อมตะ นี้ ในพุทธศาสนาเป็นเรื่องลึกล้ำ ที่ใช้แค่ปฏิภาณปัญญา หรือเดาเอาไม่ถูกง่ายๆ เพราะว่ามีนัยที่วนลึกของสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อาตมาพูดถึงบรรยายธรรมะใหม่ๆ เขียนในหนังสือทางเอกว่า คัมภีราวภาโส มันหมายถึงความชัดเจน กระจ่างแจ้งในความลึกซึ้ง สว่างชัดทะลุทะลวง ไม่ได้บ่งถึงสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนใดๆเท่าไหร่ แต่มาวันนี้ อาตมาได้คำที่ตรงกับสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนกว่าคือคำว่า ปฏินิสสัคคะ
มันวนซ้อนของความเป็นสภาวธรรม ที่เป็นสภาวะที่ใช้พยัญชนะว่า อมตะ มันจะวนซ้ อนกันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และมันก็ซับซ้อน ไปมาขึ้นไปเรื่อยๆ ปฏิ แปลว่า วนซ้อน นิสสัคคะ แปลว่า สวรรค์ นิสสัคคะ แปลว่า ไม่มีสวรรค์ พอเข้าใจแล้วก็รู้สวรรค์เท็จ สุขหลอก จากชั้นต้น กลาง ปลาย เราได้ชั้นต้นก็รู้แล้ว ชัดเจน แล้วในรอบนี้ก็ขึ้นรอบใหม่ ก็หมุนซ้ายขวาไปเรื่อยๆ หลุดพ้นจากชั้นนี้ ตายจากชั้นนี้ มันตายจากความรู้ความเห็นความสุขเก่าๆ มันตายจากเรา เราขึ้นสู่สวรรค์ชั้นใหม่ที่จริงกว่าเก่า
ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วนเวียน หายใจออกหายใจเข้าวนเวียนเช่นนี้ แต่เราทำใจให้หลุดพ้นไม่วนไปเรื่อย ขึ้นไปเรื่อยๆ
อมตะ เขาแปลกันว่า ไม่ตาย คำว่า ไม่ตายนี่เป็นความซับซ้อน คือเราได้ฆ่าเหตุ ในโลกเก่าที่เรายึดถือว่าเป็นจริงเป็นจัง พอเราสามารถฆ่าเหตุได้ มันก็ตาย พอเหตุตาย จิตก็หลุดพ้น ก็ไม่มีจิตที่จะไปตายอีก จิตตัวที่หลงผิ
อ่านต่อ
ด มันล้างออกไป ชำระออกไป คือ ปุญญะ ได้ชำระล้างออกไป ก็ขึ้นไปอีกชั้น จิตไม่มีกิเลสนั้นอีกแล้วและของพุทธนั้นไม่เกิดอีกเลย นานเท่าไหร่กิเลสนั้นก็ไม่เกิดอีก แต่พุทธไม่เรียกนิรันดร แต่กิเลสตายนี่ ตายนิรันดร แต่ไม่เรียกนิรันดร เพราะจิตไม่นิรันดร เจริญขึ้นได้อีกเป็นขั้นๆ จากโสดาฯ เป็นสกิทาฯ เป็นอนาคาฯ เป็นอรหันต์ อรหันต์คือชั้นสุดยอด ไม่ตาย สุดยอดแล้ว
ยืนยันว่า พุทธเรียนรู้ถึงขั้นนิรันดรได้
ทุกวันนี้พุทธมิจฉาทิฏฐิ เพี้ยนไปแล้ว สายเจโตก็ไปสอนให้ดับจิตเป็นนิโรธดับ เป็นอสัญญีสัตว์ เสร็จแล้วก็ไม่รู้ ไม่รู้จนกระทั่งเข้าใจในความหมายของคำว่า ไม่ตายไม่เกิดไม่ได้ เขาดับไปหมดนิ่งเฉย ไม่มีอะไร ก็เข้าใจว่าเป็นอนัตตา สุญญตาบ้าง เข้าใจจนสุดท้าย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่นิรันดร สายศรัทธาเข้าใจว่าอรหันต์ไม่เกิดอีก ไม่มีนิรันดร สลายแยกธาตุหมดเลยในจิตนิยาม
ซึ่งพลังงาน ของ เราสังเคราะห์กันมาตั้งแต่เป็นนิยาม 5 เป็นอุตุ เป็นสสาร เป็นวัตถุธาตุ เป็นพลังงานฟิสิกส์ ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ที่คนเราค้นไม่พบ มีอยู่ในมหาจักรวาลเอกภพ พระอาทิตย์ก็มีวิจิตรพิศดารมากหลาย โลกเราก็รับพลังงานมาใช้ส่วนหนึ่งเท่านั้น มันมาแต่ว่าคนเอามาใช้ไม่ได้ก็เยอะ ในอุตุนิยามทั้งหลาย คนดึงมาใช้งานได้ไม่น้อย แต่ไม่หมด ไม่ใช่ชีวะ แต่พอสังเคราะห์มาเป็นพีชะนิยามเป็นพืช ก็ไม่มีวิญญาณครอง อนุปาทินกสังขาร ไม่มีกรรม ไม่มีวิบาก ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนา แต่เป็นรูปร่างได้ เช่น หมากแวง จะเรียก ลิ้นจี่น้อยก็ไม่เข้าท่า เนื้อก็ติดกับเม็ด
มันมีการสังเคราะห์ธาตุกันตามสูตรของมันไม่ผิดเพี้ยนเลยนะ แล้วต่อมาพัฒนาเป็นจิตนิยาม ก็เป็นสังขารที่มีวิญญาณครอง มีเวทนา สังขาร วิญญาณ เป็นสัตว์มีการสั่งสมกรรม มีรัก ชัง มีวิบาก เดรัจฉานมันก็พัฒนาตัวมัน เดรัจฉานที่เป็นใหม่ๆก็ไม่มีกิเลสมาก
จิตวิญญาณสัตว์เดรัจฉานอยู่ในมนุษย์ก็มี ในมนุษย์นี่ฉลาดกว่าเดรัจฉานและลงต่ำเลวร้ายได้มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน นับเท่าไม่ถ้วนเลย คนจึงเป็นสมบัติของมหาจักรวาล สร้างโลกได้ ทำลายโลกได้ แล้วก็มีศาสดามาตรัสรู้ว่า ผู้สร้างและทำลายโลกก็คือ จิต
สายเจโตก็ไม่ค่อยชัด เป็นการศึกษาแบบ Prophecy ศึกษาได้มากสุดเป็นศาสดาพยากรณ์ Prophet ชี้ชัดเปรี้ยงๆไม่ได้เหมือนพระพุทธเจ้า ได้แค่พยากรณ์ แต่ก็มีประสิทธิภาพสูง ขออภัยไม่ได้ลบหลู่ศาสนาอื่น มันเป็นความเข้าใจของอาตมาเช่นนั้น
แม้สายของพุทธที่เก่งทางเจโต ก็ไม่ชัด แต่สายปัญญาก็ไปเป็นพวกPhilosophy หนักเข้าก็เพี้ยนไปเป็นจินตนาการสูง สุดท้ายสายเจโตของพุทธก็เป็นอุจเฉ ท ทิฏฐิ
อรหันต์มีหลักประกัน ละกิเลสได้กิเลสไม่มีเกิดไม่มีตายกับท่านแล้ว ท่านก็เป็นคนมีประโยชน์แก่โลก มีโลกอบาย โลกกาม ท่านรู้เจนแจ้งจบแล้ว มีโลกวิทู พระพุทธเจ้าได้แต่บอก เก่งสุดได้แต่บอก เปิดเผยความจริงได้ชัดที่สุด แล้วให้คนอื่นเข้าใจได้ดีที่สุดก็เท่านั้น นอกนั้นคุณก็ไปทำเอง
สายปัญญาฟุ้งซ่านไปสร้างอนาคต ส่วนเจโตดับหมดทั้งอดีตและอนาคตไม่มีอะไร ส่วนทางปัญญาฟุ้งซ่านไปสร้างวิมานปรุงแต่ง ไว้หลอกกัน อะไรก็สมมุติมาเป็นสมมุติสัจจะ เช่น สมมุติว่า สวย สมมุติว่า อร่อย สมมุติว่า สนุกสนาน หลงสุขเท็จ ไม่มีอะไรซักอย่าง
สายปรุ่งแต่งก็ปรุงมาก หลอกจนคนมารู้ร่วมมายึดถือร่วม เมื่อยึดถือก็เกิดขึ้นในโลก แล้วบานปลายพอกเพ ิ่ ม ส ิ่ งที่เป็นอรูป ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลมเกิด คุณก็ไปเดาเอาแล้วไปสร้างปั้นเอา เช่น สวรรค์ ชั้ นนั้นชั้นนี้ พอนั่งหลับตาสะกดจิตไปก็มีวิมานมากมาย อย่างสำนักธรรมกาย มีเทคโนโลยีสร้างภาพมากมาย สวรรค์ต่างๆนานา คนก็อยากได้อยากมีอยากเป็น จนไม่มีจบ กลายเป็นนิรันดร
ส่วนสายเจโตเป็นอุจเฉ ท ทิฏฐิ ตายแล้วสูญ ส่วนสายปัญญานี้เป็นสัสสตทิฏฐิ ตายแล้วไปอยู่ในพุทธเกษตร มีทั้งพระอรหันต์ ทั้งพระพุทธเจ้าอยู่ในนั้น ตั้งชื่อตั้งเสียงไว้เยอะ อาตมาพยายามจำนะ จำได้แต่อมิตภพระพุทธเจ้าก็เป็นการสร้างภพสร้างชาติ
จิตนิยามนี่ มีกรรมมีวิบาก เรียนรู้กรรม เรียนรู้วิบากได้ กรรมที่สั่งสมกิเลส กับกรรมที่ทำแล้วเป็นสิ่งที่ผิดกับสิ่งที่ถูก จนมาเรียนรู้แล้วว่าสิ่งไหนผิดก็ไม่ทำอีก ทำจนขนาดอรหันต์จะล้างสัญญา กว่าจะเป็นอรหันต์นั้นซับซ้อนเยอะ ละเอียดเยอะ
พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับภิกษุว่า ส ิ่ งที่เป็นสัญญา เป็นความหลังเก่าดับเชื้อมันยาก กว่าจะสะอาดนานมาก ผู้ใดไม่เข้าใจแล้วไปสั่งสมกรรม กรรมอดีตแล้วแก้ไขไม่ได้ ต้องแก้ไขปัจจุบันเท่านั้น อนาคตก็มาไม่ถึง ตัวปฏิบัติต้องเป็นปัจจุบัน ศาสนาพุทธที่ไปนั่งหลับตานั้น น่าสงสารมาก ไม่มีปัจจุบัน จึงผิดพลาดในการปฏิบัติธรรมไปหมดแล้ว
อย่าไปคิดว่าการไปนั่งไม่ต้องใช้ทวารนอกกระทบเกี่ยวข้องไม่มีประโยชน์นะ เป็นการทำเตวิชโชได้ และทำการศึกษาจิตในการนั่งเข้าภวังค์ หรือจะพักสงบ การนั่งสมาธิหลับตามีประโยชน์คือ
1 . พักผ่อน 2 . ศึกษาจิตในภวังค์ 3 . ทำเตวิชโช 4 . เอาไปเล่นฤทธิ์เดช
ที่เป็นอุปการะคือ 3 อย่างนี้ ทบทวนไปสิ มันคนละความเชื่อถือเลย สิ่งที่เราเป็น เรายืนอยู่ อันโน้นมันไปจนเราลืมแล้ว กรรมจึงเป็นตัวตั้งของการเปล ี่ ยนแปลง กรรมปัจจุบันเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด
ขนาดเป็นพระพุทธเจ้า เศษกรรม เศษวิบาก เศษอกุศลกรรมที่เหลือยังมาเล่นงานท่านแต่ก็เบาลง จะให้หมดเกลี้ยงไม่เหลืออะไรมาเล่นงานเราเลยไม่ง่าย ขนาดพระพุทธเจ้ายังมาเล่นงานได้เลย แต่มันก็เบาลง
ทุกปัจจุบันไม่มีอีกแล้วจะสั่งสมอกุศลไปอีก อนาคตมีหลักประกันไม่ผิดเพี้ยนเลย จะอยู่ไปนานอีกเท่าไหร่เป็นอรหันต์แล้วไม่มีตกต่ำ อนาคตก็มีแต่ดีๆๆๆ
ธรรมคือการทรงไว้ ฐานโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ส่วนปุถุชนไม่มีฐาน หรือจะเป็นเว็จ ที่ภาษาอีสานเรียกว่า ฐาน เขาไม่เรียกห้องส้วมนะ เพราะคนอีสานนี่เรียกห้องพิเศษที่ให้ลูกสาวนอนนี่เรียกว่า ห้องส้วม
ปุถุชนไม่ได้สร้างฐานให้แก่ตัวเอง มีแต่สวรรค์เท็จ สวรรค์หลอก จนได้โสดาบัน ก็มีฐานของตนเอง สูงมาเป็นลำดับ จนเป็นอรหันต์ก็รู้จักการตาย กิเลสตายสูญไปเลย ตั้งแต่โสดาบัน ...ไปจนถึงอรหันต์ก็มีกุศลจิต แต่อกุศลจิตไม่มีอีกแล้ว อมตะแล้ว แต่ร่างกายไม่ตายกุศลกรรมก็ไม่ตาย เป็นคนไม่ตายแต่ตายได้ แต่ยังไม่ตาย
ถ้าวนกลับไปกลับมาในระนาบเดียว ไปซ้ายไปขวา สำหรับปุถุชน แต่ก็มีขึ้นมีลง มีความไม่เที ่ ยง เช่น พยายามรักษาความสุขไว้ให้นาน ไม่ให้หายไปก็ไม่มีทางทำได้
ในขณะล่วงพ้น (สมติกกมะ) หรือจะใช้ว่า วิมุติก็ได้ ในขณะยังไม่สูงสุดวิมุตินี่คล้ายกับกุศล ใช้สูงสุดได้ ส่วนล่วงพ้นไม่ถึงที่สุดใช้ สมติกกมะ
ปฏินิสสัคคะ คือ ทวนมาสวรรค์ แต่ก็ไม่มีสวรรค์ คือดับเหตุแห่งสวรรค์ชั้นเก่าแล้วมาสวรรค์ชั้นใหม่ เป็นสมมุติเทพ มาเป็นอุบัติเทพ จนหมดจดเป็นวิสุทธิเทพ เลื่อนวนขั้นเป็นก้นหอย เลื่อนขึ้นใช้ภาษาว่า จุติ และคำว่าจุตินี้หมายถึงตายด้วย ตายจากสวรรค์เก่ามาเป็นสวรรค์ใหม่
ส่วนอุบัตินั้นไปแปลว่า เกิด จุตูปปาตญาณ คือ ญาณที่รู้จักการตายของจิตวิญญาณและเลื่อนชั้นขึ้น ปฏิ คือ การวนไปวนมาแต่เจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ คนไม่รู้จัก เขาก็วนกับของเก่า
เจริญขึ้นเรื่อยๆเขาเรียกว่า สัมปรายนะ หรือเป็น สัมปรายภพ เป็นภพที่เลื่อนไปข้างหน้าเป็นแดนหน้า สัมโพธิปรายนะเป็นคุณสมบัติของโสดาบัน หรือแม้แต่สกิทาคามี อนาคามีก็มีจุดที่เป็นสัมปรายนะคือไม่ถอยหลังอีกแล้ว เดินหน้าอย่างเดียว ผู้รู้ไม่พอก็จะวนไปวนมา
คำว่า ปฏินิสสัคคะ นี้เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่วนขึ้นไป ลึกซึ้ง เป็นภัมภีราวภาพ เป็นลักษระของการรู้สวรรค์แต่ละชั้นๆ แต่พูดอย่างนี้ไม่ได้ว่าเราไม่รู้สวรรค์ชั้นต่ำ พูดได้พูดถูกกับคนที่พูดรู้เรื่อง
คนเป็นอนาคามีก็สอนคนเป็นสกิทา คามี โสดาบันได้ ไม่ใช่ว่าสอนไม่ได้ เป็นอรหันต์แล้วตายสูญไม่ใช่ อย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นศาสนาไม่มีการสืบทอดแน่
บุญ มีลักษณะแคบแต่ลึก แต่ว่ากุศลนั้นมีลักษระกว้างแต่ไม่ลึก บุญเน้นเข้าหาแกน เป้ามีทิศทางไปสู่ความจบ ส่วนกุศลมีทิศทางกว้าง มีทั้งโลกียะและโลกุตระได้ มีลักษณะให้คนอาศัยมาก แต่บุญนั้นไม่ถอย ได้โสดาบันแล้วไม่ถอยไปปุถุชน ได้สกิทาฯแล้วไม่ถอยไปสู่โสดาบัน ได้อนาคา มี แล้วไม่ถอยไปหาสกิท าคามี ได้อรหันต์แล้วไม่ถอยไปหาอนาค ามี แต่ลงมาหาต่ำได้เพื่อช่วยเขา
แต่พอความรู้พุทธธรรมเสื่อมก็ไปเรียก บุญ ว่าเป็นความดีงามเหมือนกุศล ซึ่งมันก็จริง ละกิเลสได้ก็ดีงาม ทีนี่คนเรา สภาวะของการได้ความดีงามระดับดับกิเลสได้ กับความดีงามทั่วไป อันไหนประเสริฐกว่ากัน ดีงามอย่างบุญหรือกุศลอันไหนเหนือกว่า ก็ต้องบุญดีงามกว่าสิ คำว่าบุญก็เป็นพระเอกขึ้นมาเรื่อยๆ คำว่า บุญ ก็เลยเอามาใช้แทนกุศลไปหมด แค่ทำทานได้กุศลไม่ได้บุญก็ไปเรียกว่าบุญหมด ทั้งที่ล้างกิเลสไม่เป็น สับสนปนเปกันไปหมด
ธรรมใด วินัย ใดเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต ถ้าสมมุติว่าอาตมาอ้วน อาตมาก็ต้องใช้ผ้าผืนใหญ่ อาตมามีบ้านเล็กๆ แต่ลูกอาตมามีเยอะก็เลยต้องมีบ้านหลังใหญ่ ไหนว่าอโศกมักน้อย แต่ว่าทำไมแจกเอาแจกเอา คนรวยมีแต่ไม่แจกด้วย ทำทาน ยกตัวอย่าง บ้านราชฯทำถนนให้เขา ยกตัวอย่างถนนสายข้างโรงเรียน เราก็ไปเทปูนให้ มันมากกว่างบประมาณที่รัฐให้มา พวกนั้นเขาก็มองไอ้พวกนี้มันต้องรวย ที่จริงเงินที่เราไปทำให้เขาเราไม่ได้มีเป็นตัน เช่น เราไปสร้างบล็อกคอนเวิร์ตให้เขา เขาให้มาไม่เท่าไหร่เป็นแสนแต่เราทำให้เขาเป็นล้าน เราทำงานทุกวันก็มีหมุนไปให้เขาได้
ทุกวันนี้ใช้คำว่า บุญ มาหากิน ทั้งที่กุศลเป็นของไม่เที่ยง แต่บุญเป็นของเที่ยง กุศลเป็นเพียงความดีงาม ไม่ใช่บุญ
พจนานุกรมภาษาไทยแปล บุญ เหมือนกับกุศลหมด เหลือแต่พจนานุกรมบาลีที่มีแปล บุญต่างจากกุศล ในพจนานุกรมไทย ฉ.ราชบัณฑิตแปล บุญ ว่าเป็นการกระทำดีตามหลักศาสนา หรือแปลว่า คุณงามความดี กุศลเกื้อหนุนมาแต่ในอดีต หรือเอาคำว่า บุญไปผสมกับคำอื่น เช่น บุญตา บุญธรรม แต่จะไปหมายถึง บุญธรรมว่าไม่ใช่ของจริง เช่น ลูกบุญธรรม หมายถึง ลูกที่ไม่ใช่ของจริง บุญปลูก บุญศรี บุญสา บุญมา บุญมี บุญนี่ เอาไปใช้เสียเละเลย ตกลงเลยคำว่า บุญ ถูกคนไทยเอามายำเสียเละเลย แล้วจะให้เกิดปรินิพพานได้อย่างไร เอาบุญมาทำเละเลย เวรกรรมแท้ๆ หมดค่าเลย ทั้งๆที่คำว่าบุญนี่มีลักษณะจำเพาะชี้ชัดไปสู่จุดสูงสุดมีที่หมายไม่มีลงต่ำ แต่นี่เอาไปกระจายเป็นบุญสีบุญสาบุญเละบุญเทะเลย
เหลือในพจนานุกรม บาลี-ไท ยอยู่ บ้าง รุ่นหลังไปแปล บุญ ว่ามาจาก ปุญญะ แปลว่าความดีความงาม ความสะอาด แปลว่ากุศล กรรมที่ดีงามเป็นประโยชน์
ทีนี้บางฉบับ แปลว่า ชำระกิเลสในสันดานให้หมดจน เครื่องชำระสันดาน ความผ่องแผ้วแห่งดวงจิต ก็ยังแปลเข้าท่า เป็นความหมายของปรมัตถ์ เป็นอาริยธรรม เป็นโลกุตระ
เฉโก แปลว่า ฉลาดแกมโกง ทุกวันนี้ คำว่า เฉโกหายไปเลย บาลียังมีการใช้ แต่ว่าไทยไม่ใช้เลย อย่ามาชมฉันว่าฉลาดแบบนี้ เหมือนคำว่าบุญก็เอามาใช้แทนกุศล ต่อไปคำว่ากุศลก็จะหายไป เอาบุญมาแทนหมดเลย จะเจริญแบบไหนก็แล้วแต่เรียกว่าบุญหมด เพิ่นนี่บุญหลาย คือมีบุญมากเพราะท่านได้เป็นเจ้าเป็นนาย ได้ร่ำได้รวย
แต่มันมีซ้อนอยู่อันหนึ่ง มันเป็นกุศลแต่ไปเรียกว่า บุญ คือเขาทำวิบากกุศล พอเกิดมาก็ได้บัลลังก์กุศล เลยเรียกว่า บุญเก่า ไม่เรียกว่า กุศลเก่า เพราะคำว่าบุญนี่ใช้กันทั่วเลย เหมือนกับชาตินี้ได้เป็นคนรวยหรือเป็นคนชั้นสูง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นคนดี
พระอรหันต์ที่ทำแต่บุญไม่ได้สร้างกุศล เกิดมาเป็นอรหันต์ที่จน เป็นขอทานได้ แต่ว่าคนทำแต่กุศล แต่ไม่ได้ทำบุญก็เกิดมาเป็นคนรวย แล้วใช้อำนาจซับซ้อนทำบาปได้ จนเรางง เป็นลูกเจ้าลูกนายแท้ๆแต่ทำไมทำได้อย่างนี้ มันจึงไม่ใช่หลักประกันเลยในการสร้างกุศล แต่ที่พูดนี้ถ้าใครทั้งลดกิเลสทำบุญและสร้างกุศลด้วย แม้มีเงินก็ไม่ใช้เงินในการสร้างบาป หลักประกันคือบุญไม่ใช่กุศล กุศลเป็นเครื่องอุปการะสงเคราะห์ ไม่ต้องอะไรมาก อาตมากับคุณจำลอง คุณจำลองยังมีกุศลเก่ามากกว่าอาตมา อาตมาหมากลางตลาด ต้องหลบปังตอ หลบน้ำร้อน แต่คุณจำลองไปที่ไหนก็มีแต่คนเสนอให้เป็นต้น
มันมีคำที่จะทำให้เราชัดขึ้น คือ โอวาทปาติโมกข์ สัพพปาปัส สะ อกรณัง ท่านไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลัสสูปสัมปทา คือ ทำกุศลให้ถึงพร้อม ไปให้ถึงในกุศลตลอดไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านไม่สันโดษในกุศล แต่ว่าท่านไม่เคยพูดว่าท่านไม่สันโดษในบุญ สจิตตปริโยทปนัง คือ ทำจิตให้ขาวรอบ ล้างกิเลสให้หมดจนนั่นเอง หมดบาปเพราะคุณทำบุญ ชำระกิเลส พอชำระกิเลสหมดก็ไม่ต้องทำบุญทำบาป เรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ คือ สิ้นบาปสิ้นบุญ
พระพุทธเจ้าตรัสตอนเป็นโชติปาละ ที่ไปละลาบละล้วงพระพุทธเจ้าที่ต้องไปบำเพ็ญทุกรกิริยา ต้องไปใช้หนี้ บาปที่ไปละลาบละล้วงกัสสปะพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ตรัสในสูตรนี้ว่า ท่านสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว คือ ผู้จบกิจไม่ต้องทำบุญทำบาปแล้ว แต่กุศลนั้นทำได้เรื่อยๆ
เมื่อไม่เข้าใจคำว่าบุญ ว่าบาปถูกต้อง ก็เลยไปอธิบายอภิสังขาร 3 ไม่ถูก ปุญญาภิสังขาร หมายความว่า การจัดการกับจิตของเรา เป็นอภิสังขาร เป็นสังขารอย่างยิ่ง ลึกซึ้ง สูง ท่านก็ปรุงแต่งจัดการกับจิตให้เป็นบุญ ให้มีการชำระจิตให้ได้ เป็นเสขบุคคล จิตเข้าสู่โลกุตระแล้ว ยิ่งชำระกิเลสได้ก็ยิ่งทำเป็น เป็นส่วนแห่งบุญไปเรื่อยๆ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ละอุปาทานจากขันธ์ให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆจนกว่าหมดอาสวะอนุสัย
โลกุตระนั้นอากาสาฯก็ลืมตา เพราะบรรลุแบบพุทธนั้นมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อโลกา(แสงสว่าง) มีจักขุมาปรินิพพุโพติ ปฏิบัติธรรมมีตาเปิด มีนิพพาน สู่นิพพานอย่างลืมตา เมื่อปฏิบัติธรรมไปแปลสัญญาเวทยิตนิโรธว่าดับเวทนา ดับสัญญา แล้วอธิบายว่า การดับสัญญา คือ ผู้ไม่มีความรู้ตัวหรือความรู้สึก แปลว่า อสัญญี ว่าไม่รู้สึก ไม่กำหนดหมาย คือ สัญญาไม่ทำงาน สัญญาดับไม่กำหนดรู้อะไรเลย แสงกระทบตา เข้าไปสู่ข้างในก็จะเกิดภาพที่จอตา แต่จิตคุณไม่กำหนดรู้ คุณไปคิดอะไรไม่รู้ จิตไปกำหนดรู้เป็นวิมานอะไรไม่รู้ แสงไม่ได้วิ่งไป อยู่ที่คุณคิดนะ สัญญาไม่ได้กำหนดหมายที่จอตาคุณนะ ภาพไปตกกระทบที่จอตา คุณไม่ได้กำหนดรู้เลยที่ตา มันอยู่ต่อหน้าคุณก็ไม่เห็น แปลสัญญาเวทยิตนิโรธว่าไปดับสัญญาก็ผิดหมดเลย
สัญญาทำงานแล้วส่งให้วิญญาณ สังขารและเวทนาก็ส่งไปให้วิญญาณ แต่คุณไปเป็นอสัญญีสัตว์ เป็นวิญญาณฐีติ หรือเป็นสัตตาวาสข้อที่ดับ ในอากิญจัญญายตนะ เหมือนอาฬารดาบส หรืออุทกดาบส
สามอย่างที่พระพุทธเจ้าว่า ไม่มีอิ่มไม่มีเต็ม
1 .เสพเมถุน 2 .นอน 3 .เมา คำว่าเมานี่ไม่ได้หมายถึง แค่เมาเหล้านะแต่เมาทุกอย่างเลย
เราศึกษาย่อมาที่ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค ส่วนวิมุติ กับวิมุติญาณทัสสนะเป็นผล