570609_พ่อครูทวย.งานอโศกรำลึก พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เรื่อง โพธิปักขิยธรรม ๓๗.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570609_พ่อครูทวย.งานอโศกรำลึก พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เรื่อง โพธิปักขิยธรรม 37 วันที่ 9 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก

วันนี้พายุฝนได้พัดกระหน่ำ ในช่วงเวลา 17.45 น.ก่อนจะทำพิธีบูชาฯ เป็นเหตุให้ทีมงานแสงสีเสียงต้องย้ายมาข้างในเฮือนศูนย์สูญ ...

ฝนก็ต้องตก เป็นธรรมชาติเป็นไป เรื่องธรรมชาติกับเรื่องนามธรรม มันจะลงตัว รูปธรรมกับนามธรรมจะลงตัวสอดคล้อง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประสูตรก็มีแผ่นดินไหวทุกพระองค์ จะว่าหมอดูก็ตามเถอะ แต่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่ลงตัวกัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็วันเพ็ญเดือนหก ประสูตรและปรินิพพานก็วันเพ็ญเดือนหก เป็นเรื่องสัจจะที่เดาไม่ได้

เช่นเดียวกันสิ่งที่มันจะลงตัว เราเองปฏิบัติธรรม พิจารณาเวทนาในเวทนา รู้เหตุ ที่เป็นอกุศลจิตอยู่ในเวทนา เป็นตัวปรุงแต่ง สสังขาริกัง ผู้ที่กำจัดตัวสมุทัยได้ ก็หมด นี่แหละต้องปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรม 37

ต้องกำหนดศีลให้ตัวเอง แล้วทำเหตุให้สูญ เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาได้ จากมโนปวิจาร 18 และ 36 เมื่อเราปฏิบัติเคหสิตเวทนา กำจัดเหตุให้เป็นเนกขัมมะ ต้องรู้ทั้งสองอาการ จนทำได้รู้แล้วว่าทำเช่นนี้ก็ทำซ้ำ ทำอีก เป็นปฏินิสสัคคานุปัสสี คือทำเวทนา 36 ทำสั่งสมเป็นอดีต ทุกปัจจุบันเราปฏิบัติเรียนรู้สั่งสมเป็นอดีตทุกปัจจุบัน ส่วนอนาคตนั้นไม่มีในชีวิต อีก 36 ต้องทำทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต 36 ทำให้กิเลสสูญ เด็ดขาดๆ เป็นปฏินิสสรณปหาน เด็ดขาดทุกปัจจุบันจะเป็นตัวที่ชี้บ่ง ชี้วัดเป็นดัชนีชี้ค่าว่าเราทำได้สำเร็จ จนเป็นตถตา เป็นเองโดยไม่ต้องปฏิบัติ เหตุแห่งกิเลสจะมาท่าไหน เรารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม กิเลสก็เกิดไม่ได้ มันสูญเอง เป็นตถตา เป็นความจริงที่ลงตัว อัตโนมัติ เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณาม

อ่านต่อ

ธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

จากอดีตที่เป็นสูญเพราะเราทำปัจจุบันเป็นศูนย์ได้ตลอด เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองจนแน่นอนแล้ว เป็นเรื่องเที่ยงแท้ลงตัว นี่คือสภาพที่เดาไม่ได้ เป็นอจินไตย

พระพุทธเจ้าจะทำนายว่า องค์นี้เป็นมหาโพธิสัตว์ ว่าจะพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใด มีนามอย่างไร มีพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาอย่างไร รู้หมด ไม่ใช่เรื่องเดา แต่เป็นเหตุปัจจัยที่ลงตัวหมด แต่อย่าหลงให้คนเอาส ิ่ งที่คนไม่รู้ ก็ว่าลึกลับ แต่คนที่รู้ก็เป็นลึกล้ำ

วันนี้ตั้งใจจะเทศน์บอกหลักเกณฑ์การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธคร่าวๆ อาตมาคิดว่า จะเขียนหนังสือตำราพุทธศาสนาเป็นหลัก จะต้องปรึกษานักวิชาการที่เก่งๆ วางโครงสร้างให้อาตมา ตั้งหลักเกณฑ์อย่างไร เช่นอาตมาตั้งใจอธิบาย ไตรสิกขา จรณะ 15 วิชชา 8 โพธิปักขิยธรรม 37 มรรคองค์ 8 สี่หลักนี้ก็พอแล้วที่จะเอามาอธิบาย

เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขาที่ทั้งโลกเลย สมบูรณ์สุดแล้วของมนุษยชาติ ต้องปฏิบัติไปตามฐานะบุคคล จะเอาศีลข้อเดียว หรือศีล 5 ข้อ ปฏิบัติจรณะ 15 ที่จริงก็คือมรรคองค์ 8 ที่จะต้องปฏิบัติให้เกิดอธิจิต ให้เกิดสมาธินั่นเอง ก็คือมรรคองค์ที่ 8 การปฏิบัติมรรค 7 องค์นั่นแหละคือปฏิบัติมรรคองค์ 8

ต้องมีทิฏฐิให้สัมมา ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่สามารถปฏิบัติมรรคได้ถูก เพราะทิฏฐิเป็นประธาน ของมรรคองค์ 8 แล้วเมื่อมีทิฏฐิเป็นประธาน เวลาปฏิบัติต้องมีหวังเฉา หม่าฮั่น เป็นผู้ช่วย คือมีสติ และวายามะเป็นผู้ช่วย

ตัวสำรวมอินทรีย์เป็นตัวที่ 2 ของจรณะ 15 อาตมาอธิบายเป็นปฏิสัมพันธ์ ต้องมีศีลเป็นตัวหลัก

ทำไมต้องศีลเป็นตัวตั้งต้น ก็ต้องคบสัตบุรุษ แล้วท่านจะอธิบายให้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ในอวิชชาสูตร ก็ได้ฟังธรรมบริบูรณ์ ก็มีศรัทธาบริบูรณ์ ก็จะมีทิฏฐิที่บริบูรณ์

ในอวิชชาสูตรก็มีโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ตัวโยนิโสฯนี่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดอธิจิตสิกขา ไม่อย่างนั้นปฏิบัติไม่ถูกต้องจะเพี้ยนไป อย่างที่เขาทำกันในปัจจุบัน เขาก็ว่าโพธิรักษ์เป็นใคร มากวาดเขาทิ้งเลย มันน่าอ้วกนะ เขาถือถ่ายทอดสืบทอดกันมานานแล้ว แล้วโพธิรักษ์จะมาฉีกเขาทิ้ง เขาถึงจะฆ่ากันตาย เพราะเขานับถือกันมาหลายรุ่น ไปทำลายเขาทิ้งนะ

คำว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา คือ ศีล จิต ปัญญา อันยิ่ง คุณต้องทำจิตเป็น มีโยนิโสมนสิการ

ก ารปฏิบัติอธิศี ล ทำได้สัมมา ทิฏฐิจะเกิด อธิจิต อธิปัญญา ปัญญาจะรู้ได้ รู้ตรวจสอบว่าได้ผลตรงกับที่เรารู้เป็นมรรค ได้ผลจน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นตัวตัดสินว่า เราทำอธิจิตได้สมบูรณ์

แต่เวลาปฏิบัติโสดาบันก็ไม่ใช่ว่า ทำจนหมดเลย อย่างนั้นจะช้า แต่จะทำกิเลสตัวเดียวให้สูญจนกระทั่ง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แล้วมีเจโตปริยญาณถูกต้องทุกขั้นตอนเลย ทำดีๆๆๆเลย ก็ยอดเลย อย่างนั้นจะเร็วได้

การปฏิบัติจิตในจิตก็คือรู้เจโตปริยญาณ ทำได้สมบูรณ์รัดรอบ รอบรู้ จริงแท้ไม่มีอะไรยิ่ง วิเศษสุด การปฏิบัติ จรณะ 15 มรรคองค์ 8 ก็เพื่อให้เกิดอธิปัญญา อธิวิมุติแล้วมีวิมุติญาณทัสสนะ หลักปฏิบัติก็มีศีล สมาธิ ปัญญา และสุดยอดคือมีวิมุติญาณทัสสนะ

ตัวปฏิบัติคือมรรคองค์ 8 จะต้องมีสัมมาทิฏฐิจริง ก่อนจะได้สัมมาทิฏฐิต้องคบสัตบุรุษ หากไม่ ค บ คุณเดาไม่ได้หรอก ศาสนาพุทธต้องเป็นสาวกภูมิก่อน รู้จากผู้ตรัสรู้แล้วถ่ายทอดมา แต่อย่างอาตมามีปัจเจก ชาตินี้ไม่ได้มีอาจารย์คนไหนเลย รู้มาจากชาติก่อนๆ เขาได้ยินก็อ้วกเลย แต่อาตมาก็บอกว่าที่รู้เองในชาตินี้ก็รู้จากผู้อื่นมาก่อนในชาติก่อนๆ ทุกอย่างมาแต่เหตุ เกิดเองไม่มี ยิ่งสัจธรรมระดับ สัทธรรม

แสงอรุณก่อนที่จะได้เห็นดวงอาทิตย์ต้องได้เห็นแสงอรุณก่อน เป็นสัจจะตายตัว คุณต้องมี 7 สภาพนี้ก่อน จึงปฏิบัติมรรคองค์ 8 ก่อน [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค

จิตคุณต้องมีฉันทะในการปฏิบัติ ถ้าไม่มีฉันทะ อิทธิบาทไม่เกิด ไม่มีความยินดีพอใจในการปฏิบัติ เมื่อมีฉันทะ คุณต้องเรียนรู้อัตตา คนเขาก็บอกว่าไม่มีอัตตา พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตน นั่นเขาได้แต่อัตตา ที่ยึดได้แค่วาทะเป็นอัตตวาทุปาทาน จะต้องอ่านออกในตัวตนของสักกาะ ตัวตนของอัตตา

สักกะ แปลว่า ตัวเอง เป็นองค์ประชุม องค์รวมของสภาพที่เกิด ครบเป็นมนุษย์ ถ้ามีแต่กาย ไม่มีจิตก็ไม่รู้องค์รวมทั้งหมดก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วเวลาปฏิบัติต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจครบ เวลาปฏิบัติต้องมีผัสสะ แล้วเรียนรู้อัตตาในวิญญาณนั่นแหละ รู้อัตตาแล้วเราทำที่เรากำหนด โดยเราจะลดอัตตาตัวนี้

ยามสัมผัสสัตว์นี้แล้วเราเกิด กามราคะหรือพยาปาทะ สัมผัสแล้วเกิดชอบหรือชังก็ต้องรู้ สัมผัสสัตว์ ก็รู้ สัมผัสคนด้วยกัน ก็รู้ คนนี้ชอบใจ คนนี้ไม่ชอบใจ คนนี้ยาก แค่นี้ก็ผู้พยายาทแล้ว แค่นี้คุณก็ผูกยึดอยู่แล้ว คุณสัมผัสแล้วเกิดอาการสัตว์คุณก็ต้องรู้ตัว เอาหยาบๆก่อน โทสะ ราคะเกิดคุณก็ทำตรงนั้นก่อน ต้องสัมผัสจริง จึงปฏิบัติได้

สัมผัสของเขา มีจิตที่อยากได้ไหม? แย่งชิงปล้นเอาของเขามา มันเกิดจากจิตจริง กิเลสจริง หรือราคะ มันจะเกิดราคะจัดจ้านอยู่เลย ตั้งแต่คุณสัมผัส จริงๆราคะกับโทสะเป็นของคู่กัน จริงๆมันเป็นความอยากไม่อยากได้ อาตมามีเพื่อนคนหนึ่ง ที่ต้องฆ่างูให้ได้ ถ้าฆ่าไม่ได้นอนไม่หลับเลย มันเป็นโรคพยาบาทมา เขาเล่าให้ฟัง เจองูทุกตัวต้องฆ่า ไม่ฆ่านอนไม่หลับ นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เหมือนคนที่เจอกันก็ตามฆ่ากัน เจอกันจะเอากันให้ตายเลย ไปโกรธกันทำไมนักหนา อาตมานึกไม่ออกเลยอารมณ์อย่างนี้

อาการรัก ก็แรง เหมือนโกรธ แต่ว่าไม่ได้ไปทำร้ายเหมือนโกรธ แต่ที่จริงก็แรงเหมือนกัน ดังนั้นราคะล้างยากกว่าโทสะ เพราะว่าโทสะนั้นเป็นความไม่ชอบใจต้องกำจัดออกได้ก่อนเลย

เมื่อเราสามารถรู้วิธีปฏิบัติ ไล่มาตั้งแต่มรรค 8 มีสติกับความพยายามห้อมล้อม กับทิฏฐิที่สัมมา เมื่อทิฏฐิสัมมา สติกับวายามะก็สัมมา ขึ้นต่อประธาน คือทิฏฐิ แม้จะไปดำรินึกคิด ไปทำกรรมทุกอย่างอาชีพใดๆ อาชีพที่ต้องตรวจก่อนเลย ก็คือ กุหนา ลปนา สำหรับโสดาบันต้องละ กุหนา ลปนา

กุหนา คือ กาย วจี มโนนั้น ทุจริตหมดเลย พอมาเป็นลปนาก็ใช้ภาษาวาจา แต่ไม่ได้ลงมือเอง จะล่อหลอก ใช้กลเม็ดเด็ดพราย ยังเป็นอกุศลจิต ต้องเลิกให้ได้ ศีล 5 มาถึงขั้นนี้ต้องหมดทั้ง กาย วาจา

ชีวิตของเราจะปลอดภัย ในอบายคือ กุหนา ลปนา เมื่อเราปฏิบัติศีล 5 อย่างเงินเดือน เราจะได้มากกว่าที่ควรได้ เราอยู่ในสังคมเราก็จำเป็นต้องรับ แต่รับมาแล้วเราก็แจกจ่ายเผื่อแผ่ได้

เมื่อเราปฏิบัติศีลให้เกิด สมาธิ ปัญญาได้ ก็มาละล้าง เนมิตตกตา ซึ่งแปลว่า การเสี่ยงโชค คือถ้าทำดีก็ได้ผล ถ้าทำไม่ดีก็ไม่ได้ผล แต่รู้จักหลักปฏิบัติ มีสัมมาทิฏฐิ ไปตามลำดับ เช่น คุณทำศีล 5 บริบูรณ์เป็นโสดาบัน

นิปเป สิกต า เมื่อคุณพ้น เน มิต ตกตาแล้ว แต่คุณยังมอบตนในทางที่ผิด เช่นคุณบริสุทธิ์แล้ว ศีล 5 แต่คุณไปทำงานในบริษัทที่ไม่มีศีล คุณไม่ได้ทำผิด แต่คุณก็ทำร่วมกับเขา รับเงินเดือนจากเขา ยกตัวอย่างเบญจวรรณ ทำงานกับเขาแต่เขาโกงกันทุกโต๊ะเลย ก็อยู่ไม่ได้ในที่สุดก็ต้องออกมา

อาตมาไม่กังวลหรอกใครไม่มาก็ไม่ต้องมา ไม่ง้องอน เพราะถ้าง้อเขามาแล้วเขาไม่ดีก็แย่สิ แล้วอย่างทำงานฟรี ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานเสียสละหมด แล้วมันจะอยู่อย่างไร (ว่ะ) เขาก็คิดยาก แต่ของพวกเราไม่มีปัญหา เราเข้าใจแล้ว เราก็อยู่กันอย่างสบาย พิสูจน์ได้ว่าเราอยู่อย่างสาธารณโภคีวิเศษสุด

เขางงว่า สังคมจะเป็นแบบนี้ได้ ไม่เชื่อ จริงไม่ง่าย แต่มนุษย์เป็นได้ อาตมารู้ว่าเป็นได้หมดไม่ได้หรอก แต่เป็นได้ขนาดนี้ก็อยู่สบายแล้ว คนจริงจะอยู่ คนไม่จริงก็ไม่อยู่ แล้วไปไหน ก็มาอยู่วงอโศกสิ ถ้าไม่อยู่ก็ไปอยู่วงนอกสิ

ผู้ที่หลุดพ้นจนถึงทำงานไม่เอาส ิ่ งแลกเปลี่ยนนี่เป็นไปได้ อาตมาซาบซึ้งจริงๆ อาตมาเอามาอธิบาย หากเป็นไปไม่ได้ เขาก็เอาตายเลย แต่นี่เป็นไปได้ จะบอกว่าพวกนี้ถูกครอบงำความคิด สะกดจิตก็พิสูจน์กันไปสิ หาว่าอาตมาใช้มนตรา แต่ก่อนว่า อย่าไปดื่มน้ำนะ เขาใส่มนต์เข้าไป นี่ถ้าอาตมาทำได้ก็ร่ายมนต์วันละ 10 คนก็สบายแล้ว … ว่าไป

เราพิสูจน์ว่า ปฏิบัติได้ ถึงขึ้น ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา แต่มันมีสภาพเชิงซ้อนที่ไม่บริสุทธิซะทีเดียว ที่จริง ฐานไม่ยินดีในเงินทอง นี่เป็นฐานอนาคามีนะ แต่มันซ้อนที่สกิทาคามีก็ได้แล้ว จะเห็นว่าพวกเราศีล 8 ก็ไม่ใช้เงินใช้ทองได้สบาย เราไม่กดข่ม เงินทองก็เหมือนของใช้ เสื้อผ้าเราก็เอาไว้ใช้แค่พอ ไม่ใช่ว่าไปเห็นว่าเงินทองเป็นเรื่องวิเศษอะไร

วิธีปฏิบัติจรณะ 15 โพธิปักขิยธรรม ก็ตาม มีการปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อ คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ นี่คือการปฏิบัติที่ไม่ผิด แต่การไปนั่งหลับตาปฏิบัติจึงเป็นการปฏิบัติที่ผิด

ยิ่งอาหาร คือ คำข้าวต้องกินอาหารเลี้ยงชีพ สัตว์เดรัจฉานก็ต้องกินกวฬิงการาหาร คุณปฏิบัติอาหารนี่แหละ เป็นอรหันต์ได้ เป็นอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องฉันอาหาร ไม่มียารักษาโรคก็ไม่เป็นไร ที่อยู่หรือผ้านุ่งไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่อาหารนี่ไม่มีก็ซี้แหง อาหารเป็นหนึ่งในโลก

การปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา ปฏิบัติเรื่องอาหารมีรสปรุงแต่งมาอย่างไร คนไทยนี่ปรุงแต่งอาหารเก่งฉิบหาย บอกหน่อยอาหารไทยไปทั่วโลก ปรุงแต่งเก่งจริงๆ อีกหน่อยไปตั้งร้านอาหารทั่วโลก หลอกคนไปทั่วเลย

พันตรีอนันต์ เสนาขันธ์ว่าอาตมาว่า ปฏิบัติธรรมอะไรกัน พูดแต่เรื่องกินๆๆ ตามว่าอาตมาตั้งแต่ปี 25 ตอนหลังติดคุก อาตมาก็ให้คนไปส่งอาหารให้ เขาก็ตอบมาว่า อาหารท่านมียาง

เมื่อส าม ารถปฏิบัติอปัณณกปฏิปทาได้ ก็ไปถึงอรหันต์ได้ แล้วปฏิบัติเหมือนกันหมด ไม่ว่าเป็นโสดาบันถึงอรหันต์ จนตื่นเป็นชาคริยา ตื่นออกจากโลกีย์ได้ จนเป็นพุทธะ

ปฏิบัติธรรม สี่ข้อนี้ คือ ศีล จะเกิดอธิจิต 7 คือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา แล้วจะสั่งสมเป็นฌาน 1 ถึง 4 เป็นจรณะข้อ 13 ถึง 15

ได้พบสัตบุรุษก็เกิดศรัทธา เมื่อเกิดจิตดีแล้ว มันเข้าใจแล้ว เมื่อสัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะละอาย แต่ก่อนนี้เราสัมผัสแล้วไม่ละอาย สัมผัสแล้วน่ากิน น่าได้ น่าเอา อยากได้ ไม่อายเลย แสดงตาเหลือกตาลาน ใครไม่เคย ยกมือขึ้น เคยทุกคน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว เราตั้งศีลแล้ว ถ้ายังเกิดจิตก็ละอาย เช่น ศีล 5 มันเมา เราก็ตั้งศีลว่า เราไม่เอาเหล้าเด็ดขาด เราเลิก เวรมณีข้อ 5 แล้ว เวลาสัมผัส ถ้าใจยังอยากมันไม่ละอาย แต่พอมันเกิดอธิจิต มันจะละอาย และสูงขึ้นไปก็เกิด โอตตัปปะ คือกลัวเรามีกิเลส เป็นคุณสมบัติของจิตที่เจริญขึ้น

หิริ จะเกรง พอเกิดแล้วละอาย แต่เผลอก็เอา แต่โอตตัปปะ นั้นต่อหน้าหรือลับหลังก็ไม่เอา มันมีนิพพิทาญาณ จิตบรรลุธรรมเป็นพหูสูตร นี่ คือการปฏิบัติหลุดพ้นได้มาก เมื่อทำได้ คุณก็ทำเพ ิ่ ม มีวิริยะ สติ ปัญญา มาเสริมเพื่อให้เสริมให้สูงขึ้นเป็นฌานที่สูงขึ้น จรณะ 15 จะเจริญขึ้นโดยมีวิชชา 8 เป็นตัวปัญญา เป็นอภิปัญญา เป็นยาดำอยู่ จะต้องรู้ตลอดเวลา รู้ทฤษฏี รู้ว่า ละได้จริง จิตตั้งมั่นเป็นสมาหิตังที่เป็นตัวที่ 3 Past perfect tense เป็นตัวที่ทำสมบูรณ์แล้ว

ปฏิบัติธรรมจรณะ 15 วิชชา 8 ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ฌานต้องมีปัญญา ที่จะรู้ตั้งแต่สำรวมอินทรีย์ ไป ถ้าเราเข้าใจสภาวะกับพยัญชนะจะไม่ผิดเพี้ยน ปฏิบัติไปจะแจ้งชัด แล้วโพธิปักขิยธรรม 37 นี้มี 7 ข้อ มีสูตรในการจำคือ 4 5 7 8

1 . สติปัฏฐาน 4 สติตรวจสอบจิตให้บริสุทธิ์ เป็นต้นหน 2 . สัมมัปปธาน 4 ยุทธวิธีเพียรทำลายกิเลส 3 . อิทธิบาท 4 ทะยานยันไปสู่ความสำเร็จ เป็นกัปตัน 4 . อินทรีย์ 5 สั่งสมเป็นกำลังธรรมของจิต 5 . พละ 5 ขุมกำลังธรรมะของจิต 6 . โพชฌงค์ 7 การก้าวเดิน..สู่การตรัสรู้ 7 . มรรคมีองค์ 8 ทางเอกเพื่อเดินสู่การตรัสรู้

ตัวสติปัฏฐาน 4 ถ้าไม่เข้าใจคำว่า กาย คำเดียวนี้ ก็ไปไม่รอด กายในกาย ก็เป็น รูป ที่เป็นรูปจำที่อยู่ภายใน ไม่ใช่อาการทางจิต เขาอธิบายกันว่า เห็นสัตว์ เทวดาเป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็บอกว่า เห็นรูปแล้ว นั้นคือการเข้าใจที่ผิด เพราะว่า เทวดา สัตว์ทางนามธรรมนั้น ไม่มีรูปร่างสีสัน แต่รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเท ส

ที่มีเหตุคือตัวต้องการ หรือ ตัณหา มันเกิดที่จิต เป็นสราคะ สโทสะ อาการอย่างนี้คือราคะ เป็นกามวิตก หรือกามสังกัปปะ แล้วอาการอย่างนี้เป็นพยาบาทวิตกหรือพยาบาทสังกัปปะ ตาคุณเห็นอยู่บัดนี้แล้วคุณอยากก็เห็นเป็นของคุณหลัดๆเลย เห็นเดี๋ยวนี้ รู้เดี๋ยวนี้ กำจัดเดี๋ยวนี้เลย พิจารณากำจัดมันเลย แต่ถ้าไม่เข้าใจชัดก็เป็นปุถุชนไปตลอด

สามารถปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 รู้เจโตปริยญาณ 16 ได้ ล้างได้บริสุทธิ์สะอาดที่สุดแล้ว เป็นธรรมในธรรมอันบริบูรณ์ เป็นสัทธรรม เรายังไม่ปรินิพพานก็ยังต้องอยู่ต่อไป

สัมมัปปธาน 4 ก็คือตัวปฏิบัติ กระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลสคุณก็กำจัดกิเลส เป็นสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักข น าปธาน คุณทำสำเร็จเป็นผลแล้วรักษาผล ด้วยอิทธิบาท 4 ผลสั่งสมเป็น อินทรีย์ 5 พละ 5

พละ คือ ผล อินทรีย์ คือ ดีกรีหรือเนื้อของคุณธรรม เป็นคุณภาพ การบอกวัดน้ำหนักของความเจริญ ที่สั่งสม โดยอยู่ในหลักมรรคองค์ 8 จนสุดท้ายเป็นฐานนิพพาน คือ อุเบกขา ในโพชฌงค์ 7

ถ้าได้ตามสัจจะไม่ผิดเพี้ยนก็ได้องค์แห่งการตรัสรู้ ตามหลักมรรคองค์ 8

ก็เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนเกิดอธิวิมุติ นี่คือ หลักใหญ่แห่งการปฏิบัติ ให้ตั้งใจเพียรตั้งใจศึกษา ชีวิตนี้ไม่มีอะไรหรอก เกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ยิ่งไปสะสมความฉลาดความเก่งมาก เป็นพระพรหมว่าข้าใหญ่ คับโลกเลย คนพวกนี้ก็เบ่งด้วยอำนาจของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข บำเรอกิเลสไป พอล้างกิเลสได้จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มอมเมาเราไม่รู้กี่ชาติ เป็นทาสมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว เขาหลอกกันว่าเป็นผู้สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า หลอกด้วยเจตนาก็มี เขาต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ยังมี มันจึงจำเป็นต้องหลอกเขาให้หลงเชื่อ อย่างสำนักใหญ่ๆบางสำนัก สร้างวิมาน สร้างนิยายหลอกคน อาตมาเห็นแล้วน่าสังเวชใจ จะไปสร้างบาป แก่ตัวเองทำไม อาตมาว่าเขารู้นะ ปฏิภาณของเจ้าสำนักใหญ่อย่างนี้ แล้วทำมาหลอกคนได้ สร้างนิยายโลกีย์ ไม่เข้าหลักโลกุตระเลย ไปใหญ่

ถ้าเขาไม่รู้เขาหลงจริงๆเขาก็ได้วิบากไป เขาหลอกว่าคือสวรรค์ แต่นี่คือนรกซ้อน คุณดับเหตุแห่งนรกได้สวรรค์ก็หาย คุณดับสวรรค์นรกก็หาย อย่างคุณอยากกินมะม่วง คุณดับความอยากได้ก็หมดสวรรค์นรกได้ นิพพานไม่มีสวรรค์หรือนรก

พระพุทธเจ้าว่า คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ไม่มีความชั่วใดที่ทำไม่ได้ คนขึ้นหลังเสือแล้วลงหลังเสือไม่ได้นี้น่าสังเวชใจ เขาก็จะสร้างนรกให้แก่ตนเองมากขึ้น ที่วิจารณ์นี้อย่าไปเอาอย่าง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน