570607_พ่อครู ทวย.งาน 80 ปีวิชิตชัยที่เฮือนศูนย์ฯ เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570607_พ่อครู ทวย.งาน 80 ปีวิชิตชัยที่เฮือนศูนย์ฯ เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร?
วันที่ 7 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก อาตมาตั้งใจจะพูดเรื่อง บุญ กับ กุศล เป็นหลัก วนซ้ำไปซ้ำมา ย้ำไปย้ำมา มีรายละเอียดซับซ้อน เล็กๆน้อยๆ ก็พยายามที่จะเอาหลักฐานมาอ้างอิงอธิบายให้ชัด
อาตมาเห็นความบกพร่องของศาสนาที่ไม่ชัดเจนเรื่องคำว่า บุญ กับ กุศล
กุศลเป็นคำกว้างๆ พาไปถึงนิพพานได้ ถ้าชัดเจน
การได้บุญ โดยเฉพาะส่วนแห่งบุญ ปุญญ ภาคิยา อุปธิเวปักกา คือมีส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สะอาดขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเข้าใจคำว่า บุญ ไม่ถูก ก็เอาไปใช้อย่างไม่ถูกตรง เอาไปแทนคำว่ากุศล ทำให้คำว่า บุญ เพี้ยนไป ไม่ชำระกิเลสจริง ก็เลยกลายเป็นบุญที่ตลก กลายเป็นว่าคือสวรรค์ แต่ที่จริง บุญคือดับสวรรค์ ดับนรก เลย
คนทุกคนที่เกิดมาได้ร่างกายเป็นมนุษย์ ขอให้ไตร่ตรองให้ดี ว่าไม่มีอะไรที่จะเกิดประโยชน์ในการเกิดมา นอกจากธรรมะ คุณเกิดแล้วก็ไปแย่งโลกธรรม ทำมานับไม่ถ้วนซ้ำซากทับถมไป ชาติแล้วชาติเล่า ไม่เกิดประโยชน์คุณค่าอะไรเลย พิจารณาให้ดีๆ อาตมาไม่ได้ให้คุณมาอยู่อโศกเลยนะ ถ้ามาแล้วอินทรีย์พละไม่ไหวก็ไปไม่รอด แล้วจะเป็นขยะเน่า เป็นภาระ เน่าก่อแบคทีเรียก่อมลพิษ พูดนี่ไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้เร่งรัดเกินสัจธรรมด้วย
ถ้าคุณยังหลงในโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณไปแย่งชิงอาศัยเป็นสุขทุกข์กับมัน คุณเป็นอยู่ไม่รู้กี่ชาติแล้ว คุณวนเวียนสร้างวิบากหนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าลดลงหรือคงที่นะ แต่หนามีความควบแน่นเป็นปึก เป็นตัน เป็นตั้งเลย
ก็ให้ตั้งใจดีๆ อย่าเสียเวลา ในพระไตร ปิฎก เขียนไว้ ชีวิตนี้ชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนไม่แรง ก็สอนสุภาพ แต่อาตมาสอนแรงหน่อย ในยุคนี้ ตามฐานะที่อา
อ่านต่อ
ตมาทำได้ในยุคนี้ อาตมาไม่ใช่เจ้าของศาสนาทีเดียว ก็เลยถูกติได้มากหน่อย
อาตมาได้พยายามจะแจกคำว่า กุศล ที่หมายถึง ความดี บุญ แปลว่า การชำระกิเลส เป็นปรมัตถธรรมเลย ทำไปตามลำดับจนกว่าจะสิ้นอาสวะอนุสัย
พระพุทธเจ้าตรัสในมหาจัตตารีสกสูตร ว่าผู้มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติไปตามลำดับ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ให้ขันธ์สะอาดขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร สะอาดขึ้นเรื่อยๆ
กุศล เดี๋ยวนี้เขาก็พูดกันจนกว้างไม่รู้ว่าอะไรคือความดีที่จำเพาะไปถึงการกำจัดกิเลส ที่จริงคนที่ไม่เข้าใจทั้งสองอย่างคือ บุญ กับ กุศล ก็เลยเข้าใจคำว่า ดีกับไม่ดี แกว่งไปแกว่งมาก กลับไปกลับมา ไม่ถึงขั้น สิ้นบุญสิ้นบาป
การสิ้นบุญสิ้นบาป ก็คือ อมตบุคคล เขาแปลว่า ผู้ไม่ตาย ก็แปลไม่ผิด แต่ไม่ถูกเลย
คำว่า กุศล ไม่ได้ชี้นัยการหลุดพ้น แต่เป็นวงกลมเดียวเท่่านั้น ไม่พัฒนาสู่วงใหม่ได้ แต่ก็อาจได้ถ้าสัมมาทิฏฐิ
บุญ อธิบายได้ว่าสามารถนำไปสู่นิพพาน แต่ในพจนานุกรมภาษาไทย ไม่ได้มีความหมายพาไปนิพพานได้ แม้คำว่า กุศล ก็ไม่ได้พาสู่นิพพานได้แต่อย่างใด กุศลไม่มีมิติของสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนได้ (ปฏินิสสัคคะ) ที่มีต้น กลาง ปลาย ขึ้นสู่มิติรอบสูงขึ้่นเรื่อยๆ จนถึงยอดสูงสุด เพิ่มไปตามคุณสมบัติ คุณธรรมที่ได้ เป็นการกำหนดความหมายของธรรมะที่เราได้ เช่น ออกจากกามได้เป็นต้น ก็ออกได้ไม่ใช่ว่ากลับไปกลับมา
ต้องใช้ตัณห า ใน การล้างตัณหา จะต้องมีความประสงค์จึงจะได้ เหมือนมีฝรั่งมาถามแล้วบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ให้หมดตัณหา แล้วคุณอยากได้ความหมดตัณหาก็จะได้อย่างไร ..นี่คือความเข้าใจผิดว่า อยากได้นิพพานไม่ได้ ฝรั่งมาถามท่านฑูต แต่ท่านก็ตอบไม่ได้ อธิบายเขาไม่ได้เพราะไม่เข้าใจวิภวตัณหา แต่เมื่อท่านฑูตได้มาฟัง อาตมา ก็ว่า
กุศลาภิสังขารอันเป็นปฏิสนธิในไตรธาตุ คือ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ นี่คือบุญ การได้เกิดการปฏิบัติจึงมีการออกจากกาม พยาบาท เป็นการบ่งชี้ปรมัตถ์ เมื่อเข้าใจไม่แจ่มแจ้ง ก็ปฏิบัติไม่ถูก
ขั้นต้นต้องออกจากอบายภูมิขั้นกาม หลุดพ้นจากวงวนนี้ ได้เข้าถึงภูมิใหม่ สภาวะใหม่ เรียกว่า สมาบัติ หรือ สัมปทา ถ้าไม่เข้าใจปรมัตถ์ก็ไปเข้าใจว่า ต้องไปเข้าสมาบัติ นั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่เข้าสู่ภูมิใหม่
การบรรลุธรรมแบบพุทธนั้น จะเป็นลักษณะที่หลุดพ้นจากวงวนเดิม เข้าสู่รอบวนใหม่ แล้วก็หลุดจากความวนเดิม ไปสู่ความวนใหม่ จนกว่าจะถึงที่สุดสูงสุด ภาษาที่ใช้คือมีวิมุติ ออกจากภพต่ำ หรือ ตายจากภพต่ำไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น จะใช้ภาษาว่า สมติกมะ (แปลว่าชนะหรือล่วงพ้น) สู่การเข้าถึง (อุปสัมปทา) วงวนใหม่ ภพภูมิใหม่ แต่จากนั้นก็มีการปฏิบัติออกจาภพใหม่อีก ออกจากฌาน 1 สู่ฌาน 2 ออกจาฌาน 2 สู่ฌาน 3 ฌาน 4 จนไปสู่อรูปฌาน เป็นลำดับๆไป
ไม่ใช่ง่ายที่คนจะรู้ แต่ก็พอได้ อาตมาพอใจ อาตมาเคยพูดว่า ตายวันนี้ก็ได้แล้ว แต่มันก็อยากให้ได้มากกว่านี้อีก เป็นความตะกละอยู่น่ะ โพธิสัตว์มีลูกเป็นพันเป็นเอนก แต่ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
การที่ยังไปติดสิ่งนั้นอยู่ เช่น ยาดูด คนท้วงท่านให้หยุด แต่ท่านก็ไม่หยุด กินหมากมันก็ไม่ใช่ยา เป็นต้น และท่านก็มีการมักน้อย สันโดษพอได้ เหมือนฤาษีอินเดีย แต่พระพุทธเจ้าไม่นับแม้โสดาบันเพราะไม่รู้ทางชัดเจน ไม่รู้ต้น กลาง ปลาย พระพุทธเจ้าไม่รับแม้โสดาบัน จะกดข่มเก่งได้กี่ล้านชาติก็ตาม ไม่มีวิปัสสนาญาณ ที่ต้องแจ้งชัดในปรมัตถ์ จนทวนซ้ำ ปฏินิสสัคคะ แล้วให้มีลักษณะ นิจจัง ธุ วัง สัสสตัง ไม่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง
รู้การเกิดดับของจิต จุตูปปาตญาณ นึกแล้วก็สงสารพระที่เขาอธิบายอภิธรรมว่า จิตเกิดๆดับๆ แต่เขามีวิปัสสนาญาณอย่างเห็นเป็นดวงๆจริงๆ
กิเสสเกิดเมื่อมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะกิเลสไม่เกิด คุณจะนึกสัญญามา มันก็ไม่ใช่ของจริง จะนึกว่าล้างอย่างไรก็ของปลอม แต่เมื่อคุณผัสสะนั้นได้ทำการลดละกิเลสของจริงเลย เป็นการฆ่าที่ถูกตัวตนกิเลสเลย จะฆ่าบิลลาดิน ก็เอาระเบิดปรมาณูไปลงตายหมดประเทศนั้นไม่ได้ ไม่ตายด้วย ก็ต้องให้จับตัวให้ได้จึงฆ่า
และทำเป็นลำดับๆไปสัมผัสของจริง ล้างของจริง มันเกิดกิเลสก็ขณะลืมตาสัมผัสกับดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย
ถ้าไปเน้นหลับตา ก็ไม่ได้เจอผัสสะจริง การไปหลับตาก็คือ เตวิชโช
องค์ประชุม คือ กาย ที่มีเวทนาเป็นส่วนสำคัญที่ต้องเรียนรู้ ทำเวทนา 108 ให้ครบองค์ ที่ 108 รู้สภาวะอดีต อนาคต และทั้งอดีต อนาคต จะไม่สมบูรณ์ จนมั่นใจว่า นิจจัง ธุ วัง สัสสตัง จะเกิดอีกกี่ชาติก็สูญหมดตลอดกาล ปฏิญาณตนได้ว่า จบกิจแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อผู้อื่นได้ กิจตนไม่ต้องทำอีกแล้ว
เมื่อไม่รู้จักโอปปาติกโยนิ (การเกิดดับทางจิตวิญญาณ) ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความดับหรือความตายทางจิตวิญญาณก็ไปเข้าใจว่า เป็นรูปร่างตัวตน บุคคลเราเขา เป็นมโนมยอัตตา
ต้องเข้าใจจิตที่เป็นสวรรค์หรือนรกอย่างไร และสวรรค์โลกีย์และสวรรค์โลกุตระก็ต่างกัน
สติปัฏฐาน 4 เป็นตัวสำคัญ ในโพธิปักขิยธรรม 37 โดยไม่ได้แยกทำเลย เป็นองค์รวมกันเลย ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบทอยู่ (วิหารติ)
บุญเป็นของสูง แต่ทุกวันนี้เอามาเป็นเครื่องล่อให้คนทำดี ลึกๆรู้ว่าบุญเป็นเรื่องสูงกว่ากุศล แต่ว่าไปเอาบุญมาค้าขายหมดเลย เป็นเรื่องผิดพลาดของศาสนา
บุญ คือ การชำระกิเลสให้หมดจน ได้แค่นี้กลับไปนะงานนี้ ก็คุ้มแล้ว
คำว่า บุญต่างกับกุศล ถ้าไม่เข้าใจชัด ปฏิบัติไปนึกว่า ตนได้บุญ แต่แท้ได้แต่กุศล ไม่ได้เนกขัมมะจริง ไปสอนกันว่า ดีใจที่ได้ทำบุญ เอาบุญมาฝาก นี่คือสอนกันผิดๆ
บุญกิริยาวัตถุ 3 แต่เดิมมี 3 แต่อาจารย์รุ่นหลังมาเติมเป็น บุญกิริยาวัตถุ 10 แต่ก็ดี ถ้าอธิบายถึงปรมัตถ์ได้ แต่ถ้าอธิบายเป็นโลกียะนั้นก็เจ๊งหมดเลยสิ
การทำดีแล้วเสพความดีใจ ชอบใจก็เป็นการเพิ่มกิเลสแล้ว ยิ่งถ้าอยากได้โลกธรรมก็ยิ่งเป็นเนื้อกิเลสมากขึ้น
การไปเมาหลงความดีที่เป็นกุศล แต่สนองกิเลส ไม่สามารถลด ละกิเลส ไม่เป็นส่วนแห่งบุญ แต่เป็นเพียงส่วนแห่งกุศลเท่านั้น ไม่ได้ส่วนแห่งบุญเลย
ทุกวันนี้เพี้ยนไปมากแล้ว อย่างไรคือบุญ ไฉนคือกุศล อย่างไรคือขัดเกลา ไฉนคือสะสม ซึ่งเข้าใจเพี้ยนไปมากแล้ว เพราะกิเลสในจิตทำให้เสื่อมไปจากปรมัตถ์ เพี้ยนจากสัจธรรม
เฉกะคืออย่างไร ปัญญาคือไฉน ณ วันนี้ไม่รู้ เฉกะคือฉลาดชั่ว แต่ปัญญาคือฉลาดดี คนก็ไม่ชอบคำว่า เฉกะ เพราะคือฉลาดชั่ว คนก็เลยใช้แต่คำว่า ปัญญา ทั้งที่จริง ปัญญาคือฉลาดล้างกิเลส ก็ใช้แต่คำว่าปัญญา เช่นเดียวกันกับคำว่า บุญกับกุศล
คนเราได้แค่เฉกะ ทุกคนเลย แต่ไปหลงว่าเป็นปัญญา แต่ที่จริงฉลาดขี้โกง หลงวัตถุ หรือ หลงจิต ไปยิ่งๆขึ้น
อย่างไรคือวัตถุนิยม ไฉนคือจิตนิยม แม้แต่พระบ้านกับพระป่านั้นเป็นอย่างไร สัมมาทิฏฐิหรือไม่ก็ไม่รู้ และก็ไม่รู้ว่า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นไฉน ก็เลยไม่คบสัตบุรุษ ก็เลยปฏิบัติธรรมไม่เจริญ หรือหลงว่าอสัตบุรุษเป็นสัตบุรุษก็เลยแย่ การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2 . การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3 . ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4 . การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา สังคมโลกพัฒนาแต่ศาสตร์ ไม่พัฒนาพุทธศาสน์ ก็เลยทำให้สังคมแย่ลงมากเท่าที่เผยแพร่ ศาสตราไปห้ำหั่นกัน แต่ว่าอัตราการเผยแพร่พุทธศาสน า นั้นน้อยกว่ามากเลย ...ทำให้โพธิรักษ์หนัก ..แต่โพธิรักษ์ สู้ๆ