570606_พ่อครูเทศน์ที่เฮือนศูนย์ เรื่อง อายุยืนยาวด้วย ๘ อ. และโพชฌงค์ ๗.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570606_พ่อครูเทศน์ที่เฮือนศูนย์ เรื่อง อายุยืนยาวด้วย 8 อ. และโพชฌง ค์ 7 วันที่ 6 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันที่ 3 ของงาน 80 ปีวิชิตชัย (ไม่มีแก่) ทำอย่างไรจะอายุยืนด้วยหลัก 8 อ. ทุกวันนี้อาตมามีสังขารร่างกายที่เป็นอยู่ได้ดีเพราะว่าใช้ อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เ อนกาย เอาพิษออก อาชีพ

อิทธิบาท เป็นเรื่องหลักที่เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่ากลัวตาย แต่ว่าเราต้องให้เกียรติ์ร่าง กายเรา แต่ไม่ใช่ว่าประคบประหงมตกแต่ง แต่เราต้องดูแลให้สมดุล การรักษาชีวิตร่างกาย ก็ต้องใช้จิตวิญญาณเป็นตัวรู้ทัน กำหนด

เราต้องรู้จักอาการของจิต ถ้ามีอารมณ ์ ไม่ดี คนเราหากอารมณ์ไม่ดีก็ล้วนเกิดจากกิเลส พระพุทธเจ้าสอนให้เดินโพชฌงค์ ใครเดินโพชฌงค์ก็จะอายุยืนยาวได้ แต่คนเข้าใจว่าไปท่องโพชฌงค์ 7 หรือว่าให้ภาวนาก็คิดว่า ภาวนาคือการท่อง แต่ที่จริงภาวนาคือการทำให้เกิดผล

มรรคองค์ 8 เป็นทางเดินหรือบันได ส่วนโพชฌงค์ นี่คือการเดิน คือการดำเนินหลัก 7 ข้อนี้ มีสติ ธ รร มวิจัย วิริยะ คือการปฏิบัติ เราต้องมีสติ จะสติปัฏฐาน 4 ก็ต้องใช้โพชฌงค์ทั้งนั้น หากนึกดูว่า ตอนเด็กก็เดินไปไม่ระลึกรู้ตัว ไม่มีสติก็ไปตามอารมณ์ แต่ถ้าเราระลึกรู้มีสติ เราก็ทำทุกขณะทุกอิริยาบทว่า เรากระทบอะไรอยู่ แล้วรู้สึกอย่างไร ต้องระลึกรู้ทั่วไปหมด พูดนี่ พูดอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไรก็ต้องระลึกรู้ตัว

คำว่า กาย การกระทำของกาย คำว่า กายนี้ คือ องค์ประชุม ไม่ได้หมายถึงแค่โครงร่างที่ไม่มีวิญญาณกำกับ กายวจีไม่ขยับหากจิตวิญญาณไม่กำกับ เมื่อเกิดการกระทบรูประหว่างประสาทสัมผัส ทวาร 5 แล้วมีจิตรับรู้ เกิดจิตวิญญาณ แล้วมีการปรุงแต่งอย่างไร เกิดเวทนาอย่างไร?

เวทนาคือผลของจิต คืออาการความรู้สึกของกายภายใน กายต้

อ่านต่อ

องมีความรู้สึกไม่จิตวิญญาณ แล้วค้นหาเหตุเข้าไปทำไมเวทนามีสุขมีทุกข์ อะไรเป็นเหตุ

เหตุก็คือตัณหา ไม่ได้สมใจก็ทุกข์ ได้สมใจก็สุข ถ้าไม่เพ่งทุกข์สุขก็อุเบกขาเฉยๆแบบโลกีย์ ดีไม่ดีไปปรุงแต่งเรื่องอื่นไม่เกี่ย ว กับที่สัมผัสเลย เช่น กินข้าวอยู่แต่ไปนึกเรื่องอื่นไป

อารมณ์สุขหรือทุกข์หมดไปได้ แต่ความรู้ยังมีเต็มๆ สัมผัสแล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า กิเลสไม่ได้เข้าไปปรุงแต่งด้วยแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่า เฉยอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำไม่ได้กำหนดรู้ มันพักยกธรรมดาเป็นเคหสิตอุเบกขา

ผู้ที่มีบารมี มีภูมิธรรมจริง แล้วได้ยินอาตมาพูดถึง เวทนา 108 ถ้าเขามีสภาวะแล้วก็จะเข้าใจเลยไล่เรียงได้ ส่วนพวกเราได้ฟังมามาก แล้วได้ปฏิบัติมา ก็รู้ได้ไม่มากก็น้อย จึงทำจิตให้ลดกิเลสได้จริง ตามมโนปวิจาร 18

การนั่งหลับตา ทำสมาธิไม่ได้เรียนรู้กิเลสอย่างที่อาตมาว่า ไม่ได้ปฏิบัติเห็นความไม่เที่ยง ความทุกข์แล้วทำให้หมดกิเลสตัวตนได้ เขาก็จะได้แต่รู้ภาษาตรรกะ ท่องได้พูดไม่ผิดด้วยแต่ไม่มีสภาวะจริง

ผู้ที่ลดกิเลสได้ก็จะมีปีติ ในปีติสัมโพชฌงค์ ทำมาตั้งแต่ ตรรกะ วิตรรรกะ รู้พฤติของจิต ผู้ใดที่เร ิ่ มดำริ อาการจิตเร ิ่ มดำริ จะมีกิเลสอย่างไร เราก็จับได้ อาการเป็นสุขเป็นทุกข์ ประกอบด้วยความรุนแรง อาฆาตพยาบาทหรือสุขอย่างไรก็รู้ มีวิจาร คือ รู้อย่างยิ่ง

คำว่า วิ มีลักษณะสภาพเชิงซ้อน ถ้าเป็นได้ ก็เป็นการเพิ่มฐานะให้วิเศษ หรือทำไม่ให้มีก็ได้ เป็นภาษาสื่อสภาวะ ผู้ใดอ่านวิตก คือจิตเร ิ่ มดำริ แล้วจับมันได้ว่า มีพฤติอย่างไร แล้วมันมีจาระอย่างไร มีกามวิตก หรือพยาบาทวิตก ที่เป็นมิจฉาสังกัปปะ และอย่างละเอียดก็คือ วิหิงสาคือยังเบียดเบียนอยู่

การอ่านจิตก็คือ ได้วิตกวิจาร ถ้าอ่านออกแล้วทำให้กิเลสลดได้ ก็เจริญขึ้น เป็นฌาน 1 และ 2 เหลือแต่อาการปีติ ที่ไม่ต้องไปทำอีก ทำไปแล้วผ่านได้ กำจัดกิเลสออกได้ มีอุปกิเลสซ้อนที่ยินดีที่เราทำได้ เจริญในทางธรรม พัฒนาได้ เราได้ลาภ ได้สิ่งที่เราได้ปฏิบัติเจริญขึ้น เป็นอาริยทรัพย์ก็ต้องยินดี

เราได้เงินทองทรัพย์สินอามิสเราเคยยินดี เป็นเคหสิตโสมนัสเวทนา แต่นี่เราปฏิบัติได้อาริยทรัพย์เป็นเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา

เราทำกิเลสลดได้ก็มีปีติ แต่ก็ยังลำบากอยู่ หรือ กิลมถะ (หยาบ) ถ้าลำบากอย่างละเอียดเรียก ทรถะ

อนาคามีจะมีอัตกิลมถะอยู่ แต่กามสุขขัลลิกะหมดไป พระอรหันต์หมดอัตกิลมถะ เหลือแต่ทรถะ

เรามีสติ ธ รร มวิจัย วิริยะ ที่เป็นสัมโพชฌงค์

วิริยะที่มีสัมโพชฌงค์เป็นวิธีการเดินสู่การตรัสรู้

จากนั้นก็เป็นปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา

จิตที่เป็นฐานนิพพานคืออุเบกขา มีคุณสมบัติ องค์ธรรม 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโย ท าตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสรา จิตว่างเฉยเป็นฐานนิพพานแล้วแต่มีความหัวอ่อนปัญญาแววไว ดัดง่าย ทำการงานที่ไม่มีโทษ เป็นการงานอันประเสริฐ

อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย

คนที่ฝึกฝนไม่ประมาทออกกำลังกายจะดี อย่างดาราเขาก็มุ่งรักษาหุ่น รักษาสวย แต่ของเรามุ่งรักษาความสมดุล การออกกำลังกายนี่คนจะขี้เกียจออกกำลังกาย จะรู้ว่ามันขี้เกียจ ทุกวันนี้อาตมาไม่ขี้เกียจก็ว่าไป แต่ถ้าไม่ติดอะไรก็ต้องทำ เพราะรู้ว่าดีต่อชีวิต

เอาพิษออก ทุกวันนี้มีวิธีการสารพัด เช่น กัวซา, การทำให้เหงื่อออก, ป๋าก้วนเอาเลือดเสียออก ฯลฯ

เอนกาย คือ รู้จักพักรู้จักเพียรให้สมดุล ออกกำลังมากไปหรือพักมากไปก็ไม่ดี พักมากไปก็ขาดการเคลื่อนการหมุนเวียนเลือดลมไม่ดี

อาชีพ มีอาชีพที่ล่อแหลมต่อโรค ต่อพิษ ทุกวันนี้พิษมาทุกทางเลย อายุสั้นได้ด้วยอาชีพ แต่งานของพวกเรานี่ไม่ค่อยมีพิษ พิษน้อย ถ้ายิ่งเป็นทางธรรมแล้วมีอาชีพที่ควรเว้นคือ กุหนา ลปนา คือ อาชีพเลวร้าย อาชีพทุนสามานย์ อาชีพชั่ว เขารวยหนัก โกงหนัก หาเล่ห์เหลี่ยมกันโกง เราไม่นิยมรวย เรามาเป็นคนจนจะไม่มีบาปเวร ไม่ถูกจองเวร บาปกิเลสจะเพิ่มก็ไม่ค่อยมี

คนที่ทำงานอย่างทุนนิยมสามานย์เขาไปผูกเวรไว้ เขาได้มากโกงมากก็ยิ่งเป็นหนี้นะ ไม่ใช่เจ้าหนี้ คนไม่รู้เรื่องราวก็ไปหลงเป็นนายทุนใหญ่ ไม่ต้องทำอะไร ดอกเบี้ยปันผลออกมาไม่อั้น ไปเบียดเบียนคนอื่น เขาทำโดยอวิชชา ทำเพื่อล่าโลกธรรม เขาไม่ปล่อยวางเลย

บุญนิยม เป็นเรื่องยากที่คนจะมาเข้าใจมาปฏิบัติมาเอา แต่ก็เป็นไปได้บ้าง คนเรายึดถือความหมายของบุญว่า เป็นส ิ่ งวิเศษ ทำให้เรารวยลาภยศ ได้บุญนี่คือได้มา แต่พวกพระป่านี่ก็เข้าใจว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่เอา ก็ทิ้งไปอยู่ป่า ไม่เอาขนาดบางลัทธิ เป็นมนุษย์ฑิคัมพร ไม่ใส่เสื้อผ้า นุ่งลมห่มฟ้าก็ทนได้สบายมาก แล้วเขาฝึกจิตให้ทนได้สู้ได้ แต่ไม่ได้ลดละกิเลสเหตุผลอย่างไรไม่เข้าใจ แต่ของพุทธนี่รู้ลาภ ยศ สรรเสริญ อย่างเราไปทำงานนี่ เราขายถูกๆ งานก็จะมากเพราะขายดี ทำงานได้มากเขาก็จะให้ยศได้ตำแหน่ง แต่ไม่ใช่ว่าใช้เบ่งข่ม แต่ว่ายศคือการกำหนดหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบในความสามารถ สามารถเจริญลาภ ยศได้แต่เราไม่เอา

เรากินใช้ร่วมกัน ลาภ ยศ หน้าที่เราทำตามส่วนกลาง คนเป็นลูกน้องก็ไม่ต้องบังคับมาก เรามีวิธีการพัฒนากัน ไม่ใช่ว่าใช้อำนาจบังคับกัน อย่างทหารเขาก็ต้องทำแบบนั้น แต่เราทำนี่ไม่ใช้

เราทำดีเขาก็สรรเสริญ แต่เราไปหลงยินดีไหม? สุขด้วยกามเราก็รู้ว่าอารมณ์ที่มันปลอม หลงกำหนดว่า นี่สเปคของเรา กามคุณ 5 อย่างนี้เรากำหนดอุปาทานไว้ กำหนดมัน ถ้าไม่ใช่สเปคก็ไม่ชอบ ทุกข์กับมัน อย่างสีแดง บางคนชอบหรือไม่ชอบก็บ้าสร้างมันเอง ที่จริงมันแดงก็แดงไปสิ เราใช้ประโยชน์ได้ แต่เราก็ไม่ได้สุขทุกข์ไปกับแดง

พวกเราพอรู้ไหม การหมดรสอร่อยกับบางอย่างได้ หลายอย่างเราเคยเสพ แต่ตอนนี้มันผ่านมาจิตก็ไม่ดูด แต่บางทีกินเข้าไปก็ระลึกได้ว่า อร่อย แต่ถ้ายังดูดอยู่ก็มีอาการเอาหน่อยน่า แต่พอมันผ่านไปก็เสียดาย ทำเต๊ะไม่เอา มันจะอ่านออก เกิดปัญญาว่า เราไปติดอะไรมันนะ

กว่าจะมีบุญชำระกิเลสได้ ไม่ใช่เรื่องเล่น บุญเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เราเจริญในธรรม

คำว่า บุญ นี่เขาสอนกันผิดๆ เป็นพระอรหันต์เขาว่ากันนะ แต่ก็มาสอนกันว่า ทำบุญนี่ ให้ตั้งจิตจะได้อะไร เวลาทำทานอะไร สอนให้จิตมีกรรมกิริยาที่เอามาให้มากกว่าเก่า ขนาดคนที่เขาว่า เป็นอรหันต์แต่ก็สอนกันอย่างมิจฉาทิฏฐิ

ทาน คือ การลดโลภ แต่เขาสอนกันไม่ได้ลดกิเลสเลย แต่มีกุศลไหม มี

กุศลต่างกับบุญ กุศลเป็นคำกว้างๆทั้งโลกุตระและโลกียะ แต่ว่า บุญไม่มีโลกียะ แต่บุญคือโลกุตระ คนให้ทานนี่แม้จิตจะขี้โลภ หวงแหนทวงบุญคุณ แต่ทำให้สังคมดีขึ้น ดีกว่าไม่ให้ใครเลย แย่งชิงกัน แต่ว่าทานได้กุศลแต่ไม่ได้บุญ

คำว่า บุญ กับ กุศล นั้นต่างกัน ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานแปลคำว่า บุญ ว่า ความดี คุณงามความดี

คำว่า บุญนี้จึงเพี้ยนไปหมดเลย คนก็ยึดติดความหมายอย่างที่เขาบัญญัติ เป็นการยึดถือที่ผิด อาตมาพูดนี่แย้งแล้ว อาตมาว่า อาตมาพูดคนเดียวหรือเปล่า บรรดาอาจารย์ไหนๆ พูดอย่างนี้ไหม? แล้วอาตมาจะมีที่ยืนไหม?แต่อาตมายังบุญบารมีดีที่มีพจนานุกรมบาลีมีอยู่

คำยึดถือ บุญ กับ กุศล ตามสมมุติสัจจะก็จะวนเวียน แต่ถ้าปรมัตถสัจจะนั้นไม่ใช่ การละกิเลสแล้วไม่ยินดีกับลาภ ยศ สรรเสริญ

คำว่า กุศล คือ ความน่ามี น่าได้ น่าเป็น ส่วนอกุศล คือไ ม่น่ามี ไม่น่าได้ไม่น่าเป็น ก็เป็นความวนเวียนกับกุศล อกุศลไม่ออก แต่ถ้าเป็นบุญนั้นมีการออกจากชำระออกเป็นขั้นๆ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ปฏินิสสัคคะ มีการลดสวรรค์โลกีย์ ก็เป็นสวรรค์โลกุตระเพ ิ่ มขึ้นๆ

กุศลเอง ถ้าไม่มีความรู้ปรมัตถ์แท้ คำว่า กุศล ไม่มีนัยของโลกุตระ อริยธรรมเลย เป็นความดีงามโลกๆธรรมดา เช่น สุจริต ความดี เป็นต้น ไม่มีมีมิติของสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่มีการเพ ิ่ มมิติเลื่อนสูงขึ้นไปจนสูงสุดได้ ออกจากกาม ออกจากพยาบาท ออกจากการวน ดีๆชั่วๆ อรหันต์เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป

บาป คือ มีกิเลส บุญ คือ การชำระกิเลส ล้างกิเลสหมดก็หมดบาปหมดบุญ สิ้นบาปสิ้นบุญแล้ว แต่ว่าวิบากก็ต้องรับไป แม้เป็นพระพุทธเจ้าไม่สะสมบาปแล้ว แต่ไม่สันโดษในกุศล

ในอภิสังขาร 3 มีปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร พอแปลคำว่าบุญผิดก็แปล อปุญญาภิสังขารว่า เป็นการทำบาปปรุ่งแต่งไม่ได้บุญก็คือทำบาป เข้าใจอย่างนี้ก็ปฏิบัติอภิสังขารไม่เป็น เพราะนักปฏิบัติธรรมต้องจัดแจง(สังขาร)จิตเป็น

ปุญญาภิสังขาร คือ เป็นเสขบุคคล ลดกิเลสไป แล้วพอหมดกิเลสเป็นอรหันต์ก็เป็นอปุญญาภิสังขาร แล้วก็ทำอเนญชาภิสังขาร สังขารปรุงแต่งไปกับโลกเพื่อช่วยโลกได้ กระทบกระแทกกระเทือนอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว นี่คืออภิสังขาร 3 คือ การสังขารอย่างย ิ่ งกว่าสามัญ

มันต้องลดละได้อย่างไม่กดข่ม ละลายด้วยปัญญา ใช้ฌาน แปลว่า ไฟกองพิเศษ ฌานต้องมีปัญญา ฌานใดไม่มีปัญญา ไม่ใช่ฌาน ต้องสัมผัสแตะต้องของจริง แล้วเกิดญาณ ไม่ใช่นึกคิดเอา เกิดการรู้ เช่น ในวิปัสสนาญาณ 9 ฉลาดที่จะรู้ ไตรลักษณ์ สัมมสนญาณ รู้จักความวนเวียน สุขทุกข์เฉยๆ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน