570608_พ่อครู ทวย. ที่เฮือนศูนย์ เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร ตอน 2 .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570608_พ่อครู ทวย. ที่เฮือนศูนย์ เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร ตอน 2 วันที่ 8 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก

เรากำลังจะตั้งมหาวิทยาลัยของพวกเรา เราทำนี่ก็เพื่อประโยชน์แก่โลกเขา เพราะแม้เรามีความสามารถ แต่คนติดอยู่ที่ติดยึดถือ เป็นเรื่องของโลกีย์ที่สร้างไว้ คนก็เลยไม่ใช้สัจจะ แต่ไปใช้เกณฑ์ของโลกว่า มีใบปริญญา แต่ของเราไม่มีกรอบเดินตามนั้น เขาเลยไม่รับแถมถูกมองแง่ลบอีก ก็ทำงานไม่ได้เยอะ แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้ได้เยอะ แต่ให้ได้เท่าที่ควรได้ แค่นั้นก็ยังไม่ค่อยได้เลย เราก็เลยต้องหาทาง

แล้วมีคนที่เข้าใจเชื่อมั่นในพวกเราอโศกมาก ขอให้พวกเราผลิตไปเถอะ แล้วเขาจะให้เข้ากับที่เขาทำได้ ออกมาเป็นปริญญาบัตรได้เหมือนโลกๆเขาในประเทศไทย เขายินดีให้เลย ขอให้เราทำให้สำเร็จ ของเขามีสถาบัน ของเรายังตั้งเป็นสถาบันไม่ได้ ให้พวกเราเรียนกันแบบพวกเราแล้วให้ครบหน่วยกิต ครบ 4 ปีเขาก็จะรับรอง ว่า ได้ปริญญาตรี

พวกเราก็เลยมาบอกกัน ประชุมกันตั้งแต่วันที่ 4 มาวันที่ 6 อีก และวันที่ 8 ประชุมกัน ปรากฏว่า มีชาวอโศกที่เข้าใจแล้ว มาสมัครเรียนกัน สถาบันของเราชื่อ สถาบันสัมมาสิกขาวิชชาราม SVI แต่เราทำศึกษาก่อนที่จะไปขออนุญาตไม่ได้ เราใช้ชื่อนี้ไม่ได้ ต้องขออนุญาตทางการก่อน แต่เราก็ทำในเนื้อหาไปก่อน

งานนี้เราก็เลยรับสมัคร เราไม่กำหนดว่าต้องจบม. 6 เท่านั้น ขอให้อ่านออกเขียนได้ เราดูแล้วว่าผู้นี้ฐานะ วัยวุฒิ คุณวุฒิพอได้ เราก็รับเข้าเป็นนิสิต มีทั้ง ป. 4 ป. 6 ปวช. ปวส. ป.ตรี ป.โท ป.เอก ได้หมด ปรากฏว่า มีพวกเรามาสมัครกัน 103 คน

แล้ว คนสมัครแล้วเป็นนิสิตต้องอยู่ที่นี่เลยนะ ไม่ใช่ไปกลับ เป็นการเรียน ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชชา แต่หลายคนก็เป็นหลักในชุมชนอื่นๆ ก็ไม่อนุโลมนะ จะต้องมาอยู่ประจำทางนี้เลย อ

อ่านต่อ

าตมาว่า เอาเข้าจริงแล้วมาไม่ได้หมดหรอก

มาเข้าเรื่องธรรมะอันวิเศษกันต่อ...

การบรรลุธรรม เริ่มต้นที่จิตเข้าใจ เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นเบื้องต้น แล้วจะมีพลังของความรู้ เข้าใจ หรือปัญญา ระดับต้นจะเข้าใจทิศทางชีวิตว่า โลกียะกับโลกุตระต่างกันอย่างไร ทิศที่ต้องสะสมเอาโลกธรรมเป็นโลกียะ เข้าใจแล้ว ก็มาล้างกิเลส คนที่มีบารมีเข้าใจแล้วหยุดเลยมาเลย แต่ถ้าไม่มีบารมีก็เข้าใจแล้วแต่ยังทำไม่ได้

จิตเข้าใจมากพอว่า โลกียะคืออย่างไร โลกุตระคืออย่างไร ท่านเรียกว่า โสตาปันนะ คือ ผู้เข้าถึงเข้ากระแสโลกุตระ เข้าใจแล้วไม่เอาล่ะ ถ้าทำได้เลยแสดงว่า เจโตมีแล้ว พอได้ฟังแล้วเกิดปัญญา เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรมพรวดเลย เพราะมีบารมีแล้ว

คนบางคนศึกษาอ่านไตรปิฎกมาไม่รู้กี่เที่ยวแล้ว ก็ยังไม่บรรลุโสดาบันเลย เพราะไม่ง่ายที่จะรู้ชัด ตัดสินว่าเราเข้ากระแสแล้ว จะต้องมีญาณรู้ว่า พ้น สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สี ลัพพตปรามาส

แต่ก่อนเราเคยมีรส เมื่อสัมผัส มีความดูดดึงเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีอาการนั้นแล้ว จิตมันเข้าใจเลยว่า เราไปหลงมันทำไม ถ้ามีบารมีจะไม่กลับไปกลับมา แต่บางคนก็เวียนกลับไปกลับมาหลายครั้ง

บางพวกเคร่งศีล แต่ทำไปตามจารีตประเพณีที่พาเข้าป่าเข้ารกเข้าพง ไม่เป็นไปตามลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ตั้งแต่ศีล 5 ศีล 8 มาเป็นลำดับ อ่านออก ศีลข้อ 1 ให้ลดโทสะ ศีลข้อ 2 ให้ลดโลภะ ศีลข้อ 3 ให้ลดราคะ ถ้าไม่เข้าใจชัดก็ทำไม่ได้ หรือว่าคนอยู่วั ด ทำได้ กินมื้อเดียวได้ แต่ว่ากลับบ้านไปทำไม่ได้ เพราะว่าที่นี่มีสนามแม่เหล็กแห่งนามธรรม มีภาวะควบแน่น โน้มนำให้คุณมีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา แต่ถ้ากลับไปบ้านก็มีแต่สนามแม่เหล็กโลก หากไม่แข็งแรงก็ไม่ได้หรอก บางคนไปกลับบ้านไป แต่ว่าสั่งไว้ว่า ตายแล้วให้มาเผาที่นี่เป็นต้น..ก็มีอย่างนี้

ถ้าเข้าใจคำว่า บุญ กับ กุศล ไม่ชัดเจน ก็ไม่มีทางบรรลุธรรมได้ อาตมาพยายามแจกแจง แยกแยะ

เป็นเรื่องสำคัญมากจำเป็นมากสำหรับสังคมที่จะต้องให้ได้ธรรมะ อาตมาได้พยายามกระจายธรรมะนี้ไปสู่สังคมไทย ก็มีคนต้านหาความใส่ไข่ หาเรื่องอาตมา เอาความเท็จแล้วไปบอกสังคม เขาคิดเองเป็นหลัก แล้วสร้างเรื่องให้ไปโพนทะนาก็อาจเป็นได้ แต่อาตมามั่นใจว่า ลึกๆแล้วเขารู้เหมือนกันว่าที่เขารับรู้และพูดนี่ไม่ตรงกับที่เป็นจริง

เขายอมรับได้ไม่กล้าแย้งแม้ว่าตอนนี้อาตมาปากชัดเลยนะ แต่ว่าเขามีบัลลังก์ก็เลยเต๊ะท่าไว้ไม่มาก็มี ส่วนผู้ที่รับได้ไม่เต๊ะท่าก็มาเลย

มันเป็นสงครามสังคม ผู้ฉลาดก็ต้องมาเรียนรู้ อาตมากำลังพาทำการศึกษาที่นำหน้าโลก การศึกษาทางโลกมี 2 แบบคือ แบบศรัทธาและแบบปัญญา

แบบศรัทธ าจะได้ ความรู้แบบจิตนิยมได้ผลเป็นทางหนึ่งเรียกว่า Prophecy เขาศึกษาสูงสุดจะได้เป็นศาสดาพยากรณ์ Prophet

ส่วนทางปัญญานิยมจะเป็น Philosophy ได้เป็น Philosopher

ทางโลกก็ศึกษากันอยู่สองอย่างนี้ แต่ว่ามีคนศึกษาส ิ่ งที่จับต้องได้มากขึ้น อย่างสายศรัทธานั้น ทำได้แต่ว่าพิสูจน์ยาก แต่ว่าสายปัญญานั้น พิสูจน์ได้ชัดเจน แต่ไม่ลึกเข้าไปหานามธรรม

มีพวกที่ศึกษาเพ ิ่ มเติมเข้าไปถึงจิต ได้ผลทางจิตมากขึ้น ได้ผลทางองค์ประกอบสังคมธรรมชาติมากขึ้น มีความรู้สูงกว่าปัญญาก็เรียกว่า ญาณวิทยา Epistemology

แต่ที่อาตมาพาทำนี่รวมไว้หมด ทั้งจิตนิยม ธรรมชาตินิยม ปรัชญา รวมเรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology เป็นเรื่องไม่หนีโลกีย์ ไม่หนีโลก มีหลักลึกซึ้งเข้าถึงจิตด้วย ของพระพุทธเจ้า

แต่ก่อนความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีหลักวิชาอย่างที่โลกเขาพัฒนามา แต่อาตมามาถึงยุคนี้ก็นำมาใส่ อาตมาเป็นคนด้อยการศึกษา ไม่เป็นนักศึกษา แต่ก็พยายามเอาทุกอย่างมาร่วมอธิบาย

ณ ลมหายใจเฮือกนี้จึงถึงกาละอันควรแล้วที่จะให้ บุญนิยม มาช่วย ทุนนิยม เราไม่ได้มาล้มล้างทุนนิยม แต่จะสร้างคนให้ไปนิยมบุญ พลเมืองของทุนนิยมเขาก็จะมาเอง อาตมาไม่ได้แย่ง เขามาเอง

เราจะช่วยทุนนิยม เราไม่ได้ไปทำลายทุนนิยม แต่เขาจะค่อยๆลดลงไปเอง จริงๆแล้ว คนที่อยู่ในบุญนิย ม มีต้นทุนประมาณหนึ่ง แล้วการออกลูกหลานของบุญนิยมมีอัตราการก้าวหน้าน้อยกว่า อัตราการก้าวหน้าของทุนนิยม อย่างไรๆบุญนิยมก็ไม่ทันเขาหรอก ห้ามไม่ได้ที่โลกจะถึงกลียุค

แม้ว่าไม่ทันเขา แต่มีอัตราการก้าวหน้าอยู่ จะไปบอกว่าไปล้มเขาไม่ได้หรอก แต่เราของสร้างโลกุตระช่วยสังคมให้เบา ถ้าโลกียะเขาก็จะมีคู่ต่อสู้ คู่เข่นฆ่ามากหน่อย เรามาบรรเทาเขา ไม่ได้ทำร้ายซ้ำเติมเขา

ตอนนี้คิดว่า ต้องช่วยเขาไม่อย่างนั้นจะเข้ากลียุคได้เร็วมากเลย ณ ลมหายใจเฮือกนี้ เราควรทำอย่างไร

เชื่อไหมว่า การแก้ไขปัญหาสังคมของโลกนี้ ดีที่สุดต้องใช้คนในการแก้ไข ไม่ใช่ใช้กฎหมายหรือหลักเกณฑ์ในการแก้ไข แต่กฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้ ต้องบังคับ แต่ว่าไม่ได้ยั่งยืนหรอก

หลักเกณฑ์ของซุนวูว่า รู้เรา รู้เขา แล้วรบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แต่ของพุทธนี่ รู้เรารู้เขาแล้วช่วยเขาได้ เราอยู่เหนืออำนาจโลก เราหมดอบาย เราก็อยู่กับอบายเขาได้ โสดาบันเป็นผู้เหนือโลก เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน พ้นอบาย และอบายก็มีอยู่ทั่วโลกเลย แต่ผู้บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้หนีไปไหน ก็อยู่กับโลกเขา สัมผัสไม่ติดแล้ว เราสบายแล้ว นิวทรอน เป็นกลาง อยู่ช่วยเขาได้ เป็นประโยชน์ต่อโลก รู้โลก มีโลกวิทู มีโลกุตระ มีโลกานุกัมปายะ

ถ้าคนได้วิชชา ได้ธรรมะอาริยะจะช่วยโลกได้อย่างแข็งแรงด้วย ไม่ใช้แค่กฎระเบียบมาบังคับ แต่จะใช้ความรู้ความเข้าใจปัญญามากกว่า

เราต้องพัฒนาบุญ ให้เข้าใจชัดเจนว่า คือการลดกิเลสจากจิตให้หมดจด โลกุตระคือธรรมะที่เอาชนะกิเลส ถ้าไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาได้ชั่วคราว กดข่มไว้ ก็ได้ชั่วคราว

คุณรู้ไหม กิเลสนี่คือยอดนักฉวยโอกาสเลยนะ เผลอไม่ได้ ขนาดไม่เผลอมันยังเอาเห็นๆเลย เพราะฉะนั้นเผลอไม่ได้ จะต้องใช้โลกุตระในการล้างกิเลสให้ถาวรเลย จึงแก้ปัญหาได้ จึงจะเป็นคนมีบุญ

เรามีบ ุ ญ คือ ได้ชำระกิเลสออกจากจิตสันดานให้หมดจน ก็จะแก้ปัญหาได้ จะใช้เทคโนโลยีอย่างไรก็แก้ปัญหาได้ไม่ยั่งยืนดีงามเท่าที่เรากำลังทำ ทำด้วยเมตตา ด้วยน้ำใจเกื้อกูลช่วยเหลือกันนี่แหละ จะแก้ไขได้ ต้องใช้คนนี่แหละ เราจะแก้ปัญหาด้วยการสร้างคนให้เจริญ

จะเจริญได้เร ิ่ ม ต้นต้ องมีสัมมาทิฏฐิ เร ิ่ มต้นที่บุญ คำว่า ปุญญาภาคิยา แปลว่า ส่วนแห่งบุญ เป็นลำดับขึ้นไปๆ จากโสดาบัน มีโสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต สัมโพธิปรายนะ ไปตามลำดับ ได้บุญมากขึ้นจนเต็มไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสคำว ่ า ปุญญาภาคิยา ไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร ถ้าคุณไม่สัมมาทิฏฐิจะไม่ได้ส่วนแห่งบุญเลย คนไม่รู้สภาวะอ่านพระไตร ปิฎก บทนี้ก็ไม่สำคัญในคำนี้ ก็เข้าใจแค่เป็นความดี กุศล กลางๆไปหมด โดยเฉพาะบุญคือการชำระกิเลสนะ

ขณะที่ผู้ปฏิบัติ ยังไม่หมดกิเลสเป็นเสขบุคคล แต่ส ิ่ งที่ไม่ติดแล้วก็จะไม่มีรสไม่มีอารมณ์ เมื่อได้ผัสสะอันเดิมที่เคยติดอยู่ได้ เมื่อก่อนอาตมามีแฟน เขาซื้อลิปสติกแท่งละ 400 บาท ไปซื้อผ้ามาเมตรละ 100 กว่าบาท อาตมาก็ว่า แพงเหลือเกินไปซื้อมาทำไม? อาตมาเคยพูดกับแฟนว่า เราจะแต่งงานกันแล้วจะเป็นคู่บ่าวสาวที่แปลกที่สุดไม่แต่งหน้า

ผู้เข้ากระแสแล้วลดกิเลสได้ ได้ส่วนแห่งบุญ แต่ไม่หมดอาส วะ ถ้าหมดอาสวะก็เป็นอรหันต์ ต้องทำใจในใจ (โยนิโสมนสิการ) ให้ถูกต้อง ทำใจให้ลดกิเลสได้นั่นเอง แต่ทุกวันนี้เขาสอนกันผิดๆ ทำใจในใจก็ได้แค่ตรรกะนึกคิด

เราต้องอ่านจิตให้ออกว่า จิตอยากหรือไม่อยากอย่างไร กิเลสมันพองหรือแฟบอย่างไร? การทานก็คือต้องให้ ให้กิเลสลดลง ลดโลภลง จึงได้ผลสัมมาทิฏฐิ ได้เนกขัมมสิตโสมนัสหรือโทมนัสเวทนาก็ต้องอ่านให้ออก เขาสอนกันให้ทำใจเหมือนกัน แต่ไม่ได้อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เลย ขนาดอาตมาอธิบายอย่างนี้แล้วจะทำเป็นกันไหมนี่?....ให้ได้กันเถอะ ได้ลูกหลานพระพุทธเจ้า เป็นเนื้อแท้ เชื้อแท้ของพระพุทธเจ้า

ผู้ใดมนสิการไม่ลงถึงที่เกิด ที่ตาย เป็นแดนเกิด (สัมภาวะ) มนสิ คือที่ใจ เป็นหทยรูปที่ไม่ได้มีที่อยู่ ที่สมองหรือหัวใจหรือประสาทเส้นไหน? แต่ว่าอยู่ที่ใจที่มันเกิดวิญญาณนั่นแหละ อารมณ์เกิดตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ

ใครเคยเจ็บใจไหม?...แล้วมันเจ็บที่ไหน ที่สมองหรือที่ไหน ที่ส้นตีนหรือไม่?(ขออภัยพูดให้มันถึงๆ ไม่ได้หยาบอะไรนะ) ก็บอกไม่ได้ แต่ว่ามันรู้ว่าเจ็บใจ คนปฏิบัติธรรมไม่มีเจ็บใจปวดใจหรอก คนทำร้ายอาตมาแต่อาตมาไม่เจ็บปวดใจเลย กลับเห็นใจเขา ไม่ได้ถือสาเขาเลย

มันต้องแยกอาการ ลิงค นิมิต อุเทส นี่คือการรู้ นามรูป พระไตรปิฎก ล. 10 ข้อ 60 แต่ละคนต้องกำหนดรู้เองว่าอย่างนี้กิเลสชนิดไหน ไม่มีสีสันสรีระ แต่ว่าเป็นอาการ สุขทุกข์ อยาก แต่ว่าความอยากนี่ต้องใช้นะ เป็นวิภวตัณหา ที่อยากลดกิเลส พระพุทธเจ้าก็อยาก แต่ว่าอยากทำกุศลให้ถึงพร้อม ท่านไม่ต้องทำบุญแล้ว ไม่สันโดษในกุศล

กุศล ต่างจาก บุญ ต้องชัดเจน แต่คำว่า บาปนี่มันคือกิเลสแท้ๆ คุณทำกรรมที่เกิดจากกิเลส ก็สั่งสมวิบากบาป คุณต้องใช้หนี้ อย่างกุศลเสพสุข คุณก็จำมันไว้อยากได้ คุณจำแล้วยึด ถ้าคุณจำแล้วไม่ยึดก็จำได้น้อย หรือบางทีไม่ยึดก็ไม่จำเลย ภาษาปฏิบัติธรรมว่า เราไม่ยึดมั่น (อุปาทาน) ถือมั่นแต่เรายึดใช้ถือใช้ เรียกว่า สมาทาน อะไรที่ควรวางแล้วไม่เอามาใช้เลยก็คือบาป แต่บาปที่คุณทำในอดีตแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่ปัจจุบันคุณทำได้ อะไรที่เราติดยึดมา เราทำกิเลสไม่เกิดอีกเลยในทุกปัจจุบัน คุณก็ไม่มีทางเกิดอกุศลได้เลย มีแต่ทำได้แต่ดีไปตลอดกาล บาปไม่ทำแล้ว สัพพปาปัสสะ อกรณัง เพราะคุณได้ล้างกิเลสได้หมดแล้ว

ปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้ได้ปฏิบัติจริง เมื่อสัมผัสแล้วตรงสเปคก็จะเกิดชอบใจ หากไม่ยับยั้งก็จะเอามาให้ได้ แล้วต้องไปทำผิดศีลไปขโมยเอามาต่อเนื่องกันไปเลย เป็นต้น เราต้องอ่านรู้เวทนา 108 แล้วทำเนกขัมมสิตเวทนา ทำฌาน ทำสมาธิ ชำระกิเลส

สติเป็นอธิปไตย คือสติจะเก่งมีอำนาจช่วยตน แม้เจออบายมุข สติก็จะพร้อม มีความเป็นใหญ่มีวิมุติพร้อมแล้ว เป็นยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยในโลกหล้า คุณจะไปเจออบายมุขที่ไหนๆในโลกก็ตาม หลุมนรกที่มาหลอกว่าเป็นสวรรค์เป็นสวรรค์ลวง คุณหลุดพ้นแล้วก็ไปอยู่กับเขาได้ ยิ่งกว่าสวรรคาลัย แต่ก่อนได้สวรรค์โลกียะ แต่ว่านี่ยิ่งกว่าคือได้สวรรค์โลกุตระสวรรค์เฉยๆ ยิ่งกว่าอธิปไตยใดในโลกหน้า นี่คือโสดาปัตติผล

คุณจะมีปัญญาโลกุตระ แม้เขาเป็นทาสอบาย กาม โลกธรรม อัตตากัน แต่คุณหลุดพ้นมาได้ก็มีความเป็นใหญ่เหนือกว่า ปัญญาเป็นยิ่ง (อุตตระ)

แล้วผู้ที่ผ่านได้ก็จะมีทั้งสมาธิ(ประมุข) สติ(อธิปไตย) ปัญญา(อุตตระ) หลุดพ้นจากสังโยชน์ ตามลำดับๆมา มีวิมุิต คนวิมุตินี่แหละคือเป็นอมตะ (โอคทา) เป็นที่หยั่งลง จิตคุณไม่เกิดไม่ตาย ไม่มีบาปมีบุญ ไม่ต้องเกิดตายอีกแล้ว

การปฏิบัติธรรมให้บรรลุได้ต้องมี สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส คือในกายยาววาหนาคืบกว้างศอกพร้อมสัญญาและใจนี้ ไม่อย่างนั้นปฏิบัติไม่ได้ นอกจากอนาคามีก็ปฏิบัติโดยไม่มีร่างนี้ได้

คนปฏิบัติจนชำระกิเลสได้หมด ก็ไม่ทำบาปอีกแล้ว ก็ไม่ต้องทำบุญอีกด้วย เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ( ปุ ญ ญป าปปริกขีโณ) จิตก็หยั่งลงเป็นอมตะ หรือจะเลื่อนไปสู่อมตะก็ได้ เป็นจิตเจริญสูงสุด

ปุญภาค....ส่วนแห่งบุญ ได้จริงอย่างไร คือต้องรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในปรมัตถธรรม ในจิตนั้น

ว่าจิตเป็นเช่นนี้มีอาการเช่นนี้ อาการสุขทุกข์ หรือกิเลสเป็นโทสะ ราคะ ก็กำหนดออก มีนิมิตกำหนดหมายรู้เอง ของใครของมัน คุณกำหนดผิดก็ของคุณเอง อาการที่รู้ยากที่สุดคือเหลือน้อยที่สุดกับหมด ...เอ๊ เราหมดหรือยัง? ก็ยากที่จะรู้ มันไม่เกิดอีกตั้งนาน แต่มันแวบมาอีก นี่นึกว่าหมดแล้ว..

พระพุทธเจ้าให้กำหนดรู้ในทุกปัจจุบัน ตรวจแล้วตรวจอีก ผู้ที่ท่านรู้จริง ปฏิบัติจริงจะไม่ตัดสินตัวเองง่ายๆ ต้องหมั่นทบทวนตัวเองเสมอๆ ตรวจสอบให้มาก เตวิชโชจึงสำคัญ คุณจะระมัดระวัง พยายามกำจัดมันให้ได้จึงเจริญ ถ้าได้รู้ว่ามันยังมีอยู่

ผู้สมบูรณ์แล้วสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ท่านต้องทบทวนกว่าจะรู้ว่า นิจจัง ทุวัง สัสตัง ฯ แล้ว กิเลสเราไม่มีอย่างเที่ยงแท้แล้ว สิ่งทั้งมหาจักรวาลนี้ไม่มีส ิ่ งเที่ยง นอกจากสิ่งเดียวนี้คือ นิพพาน สิ่งต่างๆล้วนหมุนเวียน มีแต่นิพพานเท่านั้นที่หลุดพ้น ไม่วนเวียนอีก

นิพพานประกอบไปด้วยจิต นิพพานอยู่ในจิต ปรินิพพานแล้วหมดเชื้อ จิตของผู้นี้ก็หมดไป ความเที่ยงนี้มีอยู่ในจิตของผู้ที่นิพพานแท้ อย่างนิจจัง ธุ วัง สัสตัง อวิปริ ณ ามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง

ปรินิพพานแล้วก็ไม่มีความเที่ยงแล้ว ความเที่ยงมีอยู่แต่ในจิตของอรหันต์ กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น หากไม่ถึงอรหันต์ ก็ไม่เที่ยง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน