570610_พ่อครูเทศน์ ทวย. เฮือนศูนย์ฯ เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร ตอน 3.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570610_พ่อครูเทศน์ ทวย. เฮือนศูนย์ฯ เรื่อง บุญต่างจากกุศลอย่างไร ตอน 3 วันที่ 10 มิถุนายน 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก
ก็คงต้องย้ำเรื่อง บุญและกุศล อีกนี่แหละ และการเทศน์ในงานนี้ก็จะนำไปทำเป็นหนังสือ อาจจะออกตอนเดือนตุลาคมและก็อาจนำไปออกเป็นข้อสอบว.บบบ.ด้วย
เมื่อกำจัดอกุศลจิต บาป คือ อกุศลจิตนั้นๆดับหรือหมดสนิท ก็ไม่ต้องทำบุญ นั้นอีก ถาวรแล้ว
บุญ จึงคือ การชำระจิต ก็ไม่ต้องชำระจิต แต่ใจหรือจิตยังมีอยู่ จิตที่สะอาดผ่องใสจากกิเลสนั้นแล้ว ยังอยู่ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะมีเหลือแต่ใจใสใจสว่าง เราจะมีจิตที่เจริญขึ้นใหม่อีก แต่บุญนี่จบแล้ว ไม่ต้องชำระแล้ว แต่กุศลยังทำได้อีกมหาศาล
จิตที่เป็นบาปหรือกิเลส หรืออกุศลจิต หมดไปแม้ร่างกายยังไม่ตายแตกไป ก็ตาม หรือว่ายังไม่กายแตกตายไปก่อน (กายัสสะ เภทา ปรัมมรณา) แ ม้ร่างกายแตกดับแต่คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะมีกายต่อเนื่องอีก เป็นผู้ไม่มีบาป ไม่มีบุญ แต่ภาวะที่ยังมีอยู่คือ กุศล
บุญและบาปนี่ หมดแล้วหมดเลย แต่กุศลนี้ไม่ดับไปง่ายๆ หมดบุญนี่ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนตกต่ำ แต่กลับว่าเป็นคนที่สุดยอดเลย
ในพระไตรปิ ฎ ก เล ่ม 25 ข้อ 262 การทำกุศลด้วย กาย ด้วย วาจาให้มาก กระทำกุศลด้วยใจหาประมาณมิได้ หาอุปธิมิได้ คำว่า อุปธิ นี้ แปลอย่างไร?
แต่นั้น ท่านจงทำบุญ อันให้เกิดสมบัตินั้นให้มาก ด้วยทานแล้ว ยังสัตว์แม้เหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ ถ้าแปลอย่างนี้จะแปลว่าบุญคือได้มาก แต่ความจริงแล้วมันมีความซ้อนอยู่ การทานของอริยชนผู้สัมมาทิฏฐิคือการทานให้กิเลสหมดเกลี้ยง
ท่านพรหมคุณาภรณ์ท่านแปลว่า ท่านจงทำให้มากทั้งด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ซึ่งกุศล อันประมาณมิได้ อัปปมาณนี้แหลว่ามากก็ได้ แปลว่าโลกุตระก็ได้
สรุปว่า ถ้าใครยั
อ่านต่อ
งเข้าใจไม่เต็มระหว่าง บุญ กับ ทำกุศลด้วย กาย วาจา ใจ ให้มาก จนกระทั่งไม่มีอุปธิ
โอปาธิกังปุญญัง นี่มีกำกับด้วยว่า ปุญญัง แต่สุดท้ายก็ไปที่การให้ทาน
ทัสสบารมี ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ไปจนถึงอุเบกขาบารมี เป็นผลชัดเจนสมบูรณ์แบบ จบกิจ สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติต่างๆ เมื่อจบกิจแล้วท่านก็อยู่กับอุเบกขา เมตตา
สัมมาทิฏฐิข้อแรกเลย ทำทานต้องให้ได้ลดกิเลส แต่ว่าทุกวันนี้สอนทานให้เป็นนัตถิ ทินนังไม่มีผล ลด ละกิเลสเลย
ยิฏฐ ั ง เป็นยัญพิธี ก็ลึกซึ้งขึ้นกว่าทานอีก ทั้งหมดต้องศึกษาสัม มา ทิฏฐิ ให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว เป็นการปฏิบัติที่จิตของคุณมีโยนิโสมนสิการต้องอ่านจิต เป็นหุตัง มีผลเกิดกับจิต จิตได้รับเสวยไหม(วสังเวย) ได้รับผลไหม? ชำระกิเลสได้ มันถึงชัดหมด
ศีล สมาธิ ปัญญ า หรือ ทาน ศีล ภาวนา
ภาวนาคือการเกิดผล คุณทำทานทางกาย วจี แต่ว่าใจคุณได้ลดโลภ แต่ถ้าทำใจในใจโลภจัด ทำทานแต่วัตถุ แต่กิเลสในจิตก็อ้วนขึ้น
การทำกุศลต้องทำทั้งกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะใจนี่แหละที่เป็นผลที่สุดยอดแล้ว
ผู้ใ ด สามารถทำใจในใจให้แยบคาย ลดกิเลส หมดอุปธิแล้ว ชำระจิตสันดานหมดจดแล้ว (สันตานัง อุ นาติ วิโสเ ธ ติ) แต่นั้นก็หรือตรงนั้น ที่ทำบุญไป แล้วต่อจากนั้นอีก จงทำ ทานให้มาก จงทำทานด้วยบุญ (บุญนี่คือทำจิตให้สะอาด) อันให้เกิดสมบัตินั้น
ทานนี้หมายถึง ธรรมทาน ไม่ใช่ทานวัตถุ ให้ท่านเป็นผู้ให้ทาน เพราะท่านบรรลุอุตริมนุสสธรรมแล้ว ก็เป็นผู้ให้ทาน เห็นใจ ท่านผู้แปลตามภูมิให้นะ
ท่านแปล อปุญญาภิสังขาร ท่านแปลโดยปัญญาของท่านเลยว่า ปรุงเป็นบาป แต่ตัวอปุญญะนี้เป็นการสังขารระดับโลกุตระ ไม่ใช่ระดับโลกีย์
ปุญญาภิสังขารนั้น เป็นเสขบุคคล แต่อปุญญาภิสังขารนั้น ไม่ทำบาปอีกแล้ว สำหรับอรหั ต ตมรรค นั้น จะต้องทำซ้ำๆให้เกิดญาณ ทำสังขารุเปกขาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ ต้องเป็นผู้ที่สั่งสมอรหั ต ตมรรคไปถึงอรหั ต ตผล
ศาสนาพุทธเท่านั้นที่มี "สัญญาเวทยิตนิโรธ" อยู่ในอนุปุพวิหาร 9 คนไม่เข้าใจสภาวะก็ไปแปลสัญญาเวทนยิตนิโรธ ว่าไปดับสัญญา ดับเวทนา ซึ่งทำให้กลายเป็นอสัญญีสัตว์
สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้จะไปดับได้อย่างไร มันก็ไม่รับรู้อะไรเลยสิ เอาไฟมาไหม้ ผิวหนังยังไม่รู้ตัวเลย เป็น พระพุทธเจ้าไม่เอาที่ไปหลงในวิญญาณฐีติ 7 ซึ่งไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะว่าต้องกำหนดรู้ แม้เล็กแม้น้อยก็ต้องตรวจสอบ รู้จนมั่นใจว่า จบกิจ
เวทยิตตัง แปลว่า เคล้าเคลียอารมณ์ เป็นการดับที่ให้สัญญามาเคล้าเคลียอารมณ์ ผ่านอากิญจัญญายตนะ ก็กำหนดรู้ว่า แม้เล็กแม้น้อยก็ไม่มีนะ
อรูปฌาน 4 ของฤาษีนั้น นั่งหลับตาแต่สร้างอรูปภพ อาตมาก็เคยทำ นั่งอยู่นี่เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก เราปั้นเองว่า มันต้องบางเบา ยิ่งกว่าอยู่ในอุเบกขานะ ว่างอย่างไรก็คือเนรมิตตัวเอง จนตัวเองมีอาการหลุดพ้น ออกไปสู่โลกใหม่ มันเหมือนกับใช้พลังงานชนิดหนึ่งที่จะต้องหลุดจากบรรยากาศเช่นนี้ให้ได้จนเราปั้นเป็นมโนมยอัตตาชนิดหนึ่ง เป็นรูปที่เป็นอรูป
นั่งหลับตาสมาธิเป็นรูปภพ อรูปภพทั้งนั้น อรูปฌาน 1 นั้นโล่งว่าง อนันโต อากาโสติ จริงๆ ขณะคุณอยู่ในภพนี้คุณจะไม่รู้ตัว จะมีแต่อัตตาเสพรส คุณรู้ตัวของคุณเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือ วิญญาณัญจายตนะ มันเป็นการสร้างภพ เมื่อรู้ตัวแล้วก็พบว่าตนอยู่ในอาภัสรา ไม่อยากออกหรอกแต่ว่าแล้วแต่บารมีว่าจะได้อีกไหม พอได้ครั้งแรกแล้ว จะได้อีกครั้งนั้นยากมาก มันจะไม่หลุดปึ๊งแล้วมันจะเข้าไปได้ง่าย แต่คนไปเข้าใจอีกว่าถ้ายังสว่างอยู่ ไม่ใช่นิพพาน นิพพานนั้นเป็นการดับ เขาก็ไปนั่งก็รู้ว่ายังมีตัวเราอยู่ ไม่นิพพานอีก ก็เลยต้องดับอีกไม่ให้รู้อะไรเลย เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วเรียกว่า นิโรธ
อสัญญีจะเริ่มแต่อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญาฯก็เป็นอสัญญี ก็จบตรงนี้ ถ้าเป็นฤาษีก็ดับได้อย่างเก่งก็อุทกดาบส ไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ไปดับสัญญาก็ว่านี่แหละคือนิโรธของฤาษี แล้วหลงว่าตนเป็นอรหันต์ ถ้าทำจนชำนาญ บางคนนั ่ งได้ตั้งหลายวัน อย่างฤาษีนี่ได้ตั้ง 20 วัน เขาใช้พลังงานน้อยมากเลย เขาใส่กล่องแล้วฝังไว้ในดิน พอหลายวันไปขุดออกมาก็ยังอยู่ไม่ตาย เป็นเรื่องภพภูมิของผู้ที่ไม่สัมมาทิฏฐิ
จะดับสัตว์ต้องกำหนดรู้กาย ของสัตว์แต่ละชนิด เมื่อกำจัดสัตว์หรือกิเลสได้ ก็เป็นอุบัติเทพ แต่ถ้าไม่ได้ล้างกิเลสก็เป็น สมมุติเทพ ได้อัตตาอยู่ในนั้นด้วย สร้างอัตตาโดยไม่รู้ตัว
คนได้ฟังอาตมาไม่ต้องเชื่ออาตมา ถ้าคุณทำได้ทั้งสองอย่างก็จะรู้ เพราะเขาทำได้แต่วิธีนั่งหลับตา แต่เขาทำแบบพระพุทธเจ้าไม่ได้ เขาก็เลยเถียงอาตมา แล้วอาตมาจะเถียงเขาทำไม ไปเถียงกับคนตาบอด ก็บ้าและโง่กว่าคนตาบอดเสียอีก อาตมาเห็นใจพระพุทธเจ้าว่า เผยแพร่ในยุคเทวนิยม สาวกของท่านต้องตายสังเวยการสร้างศาสนา แม้พระโมคคัลลานะก็ต้องตาย
ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ หมายความว่า คุณทำกิเลสในตนให้หมดแล้วก็ทำทาน ช่วยคนอื่นเขา โอปาธิกัง ในลักษณะทาน ให้เป็นสัทธัมเม เป็นสัทธรรม จึงจะได้พรหมจรรย์
เป็นการทำบุญให้สำเร็จแล้วก็ทำกุศลต่ออีก สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ การทำธรรมทานนี่ชนะทานทั้งปวง ไม่ใช่ว่าให้หนังสือธรรมะที่พาไปหลงนรกสวรรค์ปลอมๆอีก
คำว่า บุญ คือการชำระกิเลสให้หมดจน เมื่อทำได้เป็นสมบัติ โอปา ธิ กังปุญญัง แล้วเป็นพื้นรองรับสำหรับการเกิดใหม่
ในพจนานุกรม ฉ.ภูมิพโลภิกขุ แปลว่า โอปาธิกัง ว่าเป็นพื้นรองรับสำหรับการเกิดใหม่ อันให้เกิดอุปธิสมบัติ คือ บุญอันให้เกิดสมบัติและโภคสมบัติ ฟัง แล้วก็ยังวนเวียนมีโลกีย์อยู่
ซึ่งถ้าจะแปลให้ชัดคือ ทำทานให้เกิดสมบัติแห่งบุญ แล้วผู้ที่ถึงพร้อมด้วย โอวาทปาติโมกข์ 3 จึงเป็นการงานของพระอรหันต์ ลดบาป จนไม่ทำบาปทั้งปวงได้ แล้วทำธรรมทานต่อ ศาสนาก็สืบต่อได้อย่างไม่เพี้ยน เป็นการทำคุณอันสมควรก่อนแล้วพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง แต่ว่าคนไม่ทำคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนคนอื่นศาสนาจึงมัวหมอง เขาไม่เจตนาทำร้ายนะ เขาตั้งใจทำกุศลมากด้วย
อาตมาจึงสงสาร แม้แต่ไปแปล พหูสุตรก็แปลว่า ผู้รู้มาก นั้นที่จริงต้องแปลว่าเป็นผ ู้ ที่เข้ากระแสมีผลจากการปฏิบัติมากแล้ว
ในศรัทธาส ู ตร มี ศรัทธา ศีล พหูสูตร ธ รรม กถึก จะเห็นว่าต้องเป็นพหูสูตรแล้วค่อยไปสอนคนอื่น แต่ถ้าแปลว่า พหูสูตรว่า รู้มาก ก็เลยไปสอนคนอื่นแบบที่ตนไม่ได้บรรลุ แล้วค่อยเข้าสู่บริษัท แล้วแกล้วกล้าอาจหาญแสดงธรรมแก่บริษัทแล้วต่อจากนั้นจึงทรงวินัย ทำไมต้องทรงวินัย เพราะต้องมีการประมาณ มีหลักเกณฑ์ แม้อรหันต์ก็ต้องทรงวินัย ต้องรู้หลักเกณฑ์ให้ละเอียดละออ แล้วต้องมีจิตยินดีในเสนาสนะป่าหรืออันสงัด เรือนว่าง คือ จิตที่ยินดีในความว่าง อย่างอาตมานี่ยินดีในป่า และยังสร้างป่าเลยทุกที่ แม้ในกทม.ก็สร้างป่า จากนั้นก็เป็นการเข้าสู่วิมุติ
ผู้ที่ได้อรหัตตผลแล้วก็สิ้นบุญสิ้ นบาป (ปุญญปาปปริกขีโณ) ไม่ต้ องทำบุญแล้ว สิ้นอกุศลจิตด้วย ของท่านนะ แต่ไม่สิ้นกุศลจิตยังทำงานได้ และจะดียิ่งขึ้นๆด้วย ประกอบกุศลให้ดียิ่งขึ้นด้วย นับว่าเป็นส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะการสมาทานกุศลกรรมทั้งหลายเห็นเหตุ บุญนี้ย่อมเพิ่มพูนอย่างนี้
ฉ.หลวงแปลว่า บุญนี้ย่อมเจริญขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นธรรมทั้งหลาย เพราะการสมาทานธรรมทั้งหลายเป็นเห ตุ สมาทานธัมมทานั ง เหตุ ยึดอย่างสมาทาน พระอรหันต์นั้นยึดอย่างสมาทาน แต่แม้อเสขบุคคลก็สมาทาน ยิ่งชำะกิเลสหมดแล้วด้วย
ความแตกต่างระหว่างกุศลกับบุญนั้น ต้องทำความเข้าใจให้แม่นคมชัด กุศลนั่นตราบที่ผู้นั้นยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ไม่มีการหมดกุศล ท่านบอกว่าท่านไม่สันโดษในกุศล แต่ผู้เป็นอรหันต์แล้วไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว ไม่เหลือแม้อาสวะ เป็นผู้หมดบุญสิ้นบุญด้วย จบกิจแล้วไม่ต้องทำบุญอีก บุญหมดแล้วแต่กุศลไม่มีวันหมด
คำภาษาไทยเขาว่า ท่านสิ้นบุญแล้ว ก็คือ ตาย แสดงว่าคำว่า บุญ นี้เพี้ยนไปถึงขนาดนี้ แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วมีคนมาบอกว่า เราสิ้นบุญแล้วก็สวยสิ ขอให้เราสิ้นบุญเถอะ มันแปลว่า กิเลสสิ้นเกลี้ยงนะ
การไม่มีบุญ ไม่มีบาป นี่แล ผู้สิ้นบุญ สิ้นบาปนี่คือผู้มีวิมุติ เป็นแก่น จึงชื่อว่าผู้อมตะ อรหันต์ทุกองค์เป็นผู้เป็นอมตะแล้ว แปลว่า ไม่ตาย คือกิเลสในจิตของผู้นั้นไม่ตายอีกแล้ว เพราะกิเลสมันไม่มีในจิตแล้วกิเลสก็ไม่ตาย กิเลสไม่มีมาเกิดแล้วจะตายได้อย่างไร นี่คือ ความไม่ตายของพระอรหันต์ นี่คือ อมตะ
เถรวาทเข้าใจว่า อรหันต์ตายแล้วสูญ เป็นความเข้าใจผิด แต่อาตมามาบอกว่าอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ ก็ไปค้านแย้งกับเขา แม้โสดาบันเขาก็เข้าใจว่า เกิดอีก 7 ชาติก็จะเป็นอรหันต์ แล้วก็เป็นอรหันต์แล้วก็ตายสูญอีก แล้วจะไปเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรใน 7 ชาติ ก็เลยไปเข้าใจว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นโสดาบันไม่ได้นะ ก็เป็นการเข้าใจที่ไม่คมไม่ชัด
สายปัญญาไปเข้าใจผิด ว่านิพพานเป็นแดนดินถิ่นสวรรค์ ไปอยู่พุทธเกษตรเป็น สัสสตทิฏฐิ ส่วนเถรวาทนั้นเข้าใจว่า อรหันต์แล้วตายสูญ เป็นอุทเฉทิฏฐิ
คำว่า โหติ แปลว่า มี ในมิติที่ว่ามีนั้น มันไม่มีอะไรเลยที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ทุกอย่างต้องอนิจจังทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มี แล้วก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น สิ่งที่มีอยู่เป็นทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์เพราะเป็นภาระ (ทรถะ) การทำงาน การหาอาหารก็เป็นภาระ พระอรหันต์ไม่มีตัวตนก็เป็นท่าน ท่านไม่ลึกลับแล้ว ท่านมีอรหัตตาท่านจบสุดในมโนมยอัตตา โอฬาริกอัตตา อรูปอัตตา ท่านก็จะใช้อาศัย
เมื่อยังมี ก็ ต้องอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ มีเที่ยงอย่างเดียวคือ นิพพาน อรหันต์มีจิตที่เที่ยงคือจิตนิพพาน แต่ถ้าปรินิพพานแล้วก็ไม่มีแล้ว รูปขันธ์ นามขันธ์แตกสลายไปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสในพรหมชาลสูตรไว้ว่า ใครจะเห็นเราได้ตอนไม่ปรินิพพานเท่านั้น หากปรินิพพานไป ก็เหมือนพวงมะม่วงหล่น กระเบื้องแตกไปแล้ว จะไม่มีใครเห็นตถาคตอีกเลยทั้งรูปและนาม
อาตมาเคยเปรียบเทียบการแยกน้ำได้เป็น H และ O ก็ไม่มีน้ำแล้ว อรหันต์ก็เหมือนมีน้ำอยู่ ตราบเท่าที่ไม่ปรินิพพาน ถ้าปรินิพพานก็คือไม่มีธาตุน้ำนี้อีกแล้วสลายเป็นH และ O ไป
อมตะบุคคล นั้นมีวิมุติแล้ว อมตะแล้ว มีนิพพานแล้ว เป็นปริโยสานสุดท้าย ในมูลสูตรที่มีฉันทะเป็นเค้าในการปฏิบัติ แล้วมีมนสิการเป็นสัมภวะหรือแดนเกิด
เวลาปฏิบัติต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย เป็นเหตุ ให้ปฏิบัติ เมื่อมีผัสสะ ก็มีเวทนา เพราะสังขารปรุงแต่งมาเป็นเวทนา ต้องเข้าใจเวทนา 108 คุณแยกเนกขัมมะกับเคหสิตะไม่เป็น ก็ปฏิบัติไม่ได้ คุณต้องอ่านอาการให้ออก อย่างมีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติ จึงมีสัมมาปฏิเวธ
อนาคามีนั้นเหลือแต่ความลำบากของท่าน ในสังโยชน์ที่เหลือของท่านก็คือความลำบากของท่าน เมื่ออนาคามี ล้างกิเลสหมดก็จะมีทรถะ ซึ่งคนก็แปลว่า เป็นความกระวนกระวาย เป็นความลำบาก ยังมีขันธ์ 5 อยู่ ยังต้องหาอาหารให้ ยังต้องมีงานทำ ยังต้องขี้ ต้องเยี่ยว ต้องตัดผม เป็นต้น หรือว่าเป็นวิปากทุกข์ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็ยังมีวิบากตามมา คนไปพาซื่อว่านิพพานแล้วไม่มีเลย แต่ต้องชัดว่าอะไรไม่มีแล้วอะไรมี แล้วเมื่อไหร่จะไม่มีสิ้นเลย ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ตราบใดไม่ตายก็ต้องมีต่อไป อย่างอรหันต์บางองค์กำหนดเลยว่า เราจะตายที่ไหน กำหนดว่า เราจะตายไปในก้าวที่เจ็ด ท่านก็กำหนดได้ขนาดนั้น สิ่งที่ตายจริงๆคือกิเลส แต่สิ่งอื่นไม่ตายก็ได้
กุศล ถ้าเข้าข่ายโลกุตระก็เป็นบุญ แต่ถ้าเข้าใจไม่ชัด ไม่รู้จิตเจตสิกตัวเองแล้วก็ลดละไม่ได้ก็ไม่เป็นบุญและแถมทำให้หลงกุศล แล้วกุศลพาทำชั่วได้อีก น่ากลัวมาก หลงว่าเป็นกุศล
ธรรมกายนั้นต้องเข้าใจคำว่า กาย
อาตมาเคยว่า เขาพาทำกันเป็นสวรรค์ลวง บอกว่าได้บุญมาก ก็เลยหนาเตอะ คนไม่รู้ก็ถูกหลอก เขาเข้าใจว่า เป็นกุศลจริงๆนะ เขาทำอย่างทุ่มเท ใครเคยไปเป็นหัวหน้าสายของธรรมกาย ไปเรี่ยไรมาให้เขา เขาเรียกว่า ได้บุญ แถมได้เกียรติยศได้เหรียญตราเหมือนพวกขายตรงนะ เขาไม่รู้นะว่าเขาถูกใช้สร้างกุศล แต่เขาบอกว่าได้บุญนะ แล้วคนที่ไปหลอกคน เขารู้นะว่าเขาใช้วิธีการอุบาย อุบายวิธีให้คนไปหาทรัพย์สินให้เขา เขารู้นะ แล้วเขาพาทำบาปทั้งที่รู้ว่าบาป ขออภัยที่อาตมาต้องพูดสัจธรรม ไม่ใช่ว่าไปข่มเขาหรอก เขาหลงสุคติ เขาทำอย่างอคติ ไม่มีทางถึงอุดมคติได้หรอก
ถ้าผู้ใดฟังธรรมมาจนถึงที่อาตมาแสดงมาถึงวันนี้ ใครที่รู้สึกว่าได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟังเพิ่มเติมขึ้น แม้ว่าจะวนอยู่ในคำว่า บุญ แต่ว่ามีส ิ่ งใหม่ในนั้น บางอย่างละเอียด บางอย่างคลายใจเลย แต่ก่อนข้องอยู่แต่ตอนนี้คลายใจเลย โล่งใจเลย นี่คือสัมมาปฏิเวธ บรรลุธรรมได้เลย แต่สายเจโตนี่หลุดพ้นแต่ไม่มีปัญญารู้ก็เลยไม่สมบูรณ์เป็นอุภโตภาค แต่พอมาได้ยินอันนี้ก็เลยได้ปัญญา แต่ว่าสายปัญญารู้หมดแต่ว่าใจยังทำไม่ได้หรือแม้ทำไป ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่ได้ผล เข้าใจไม่ดีก็เพี้ยนได้
ในทักขิเ ณ ยยบุคคล 7 สายศรัทธาจะเรียนจากใน มาหานอก ไปนั่งสมาธิ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงบรรลุอรหันตฺ์ได้ แต่สายปัญญา นี่จะบรรลุมาเป็นลำดับ มีทิฏฐิปัตตะ เป็นปัญญาวิมุติ มีวิโมกข์ 9 มาตั้งแต่ต้นมาตามลำดับแล้ว ตั้งแต่ธัมมานุสารี มาเป็นทิฏฐิปัตตะ แล้วมาเป็นปัญญาวิมุติ
แต่วิโมกข์ 8 นี้เขาไปเข้าใจกันอีกว่าต้องไปนั่งสมาธิเอาวิโมกข์อีก นั่นก็เลยไปใหญ่เลย