590101_ธรรมะรับอรุณ ว.บบบ.ครั้งที่ ๔ ธรรมะปีใหม่ ๒๕๕๙.docx
เนื้อหาในไฟล์
590101 ธรรมะรับอรุณ ว.บบบ.ครั้งที่ 4 ธรรมะปีใหม่ 2559
พ่อครูว่า…เจริญธรรมสำนึกดีปีวอก ปีนี้เป็นปี พ.ศ. 2559 วันนี้วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559 แรม 7 ค่ำเป็นวันโกน ที่ บวรราชธานีอโศก ที่อยู่ตรงหน้านี้บนโต๊ะมีลูกอะไรนี่ พุทรา ลูกใหญ่นึกว่าแอปเปิ้ล ใช้นมสดเป็นน้ำหมักจุลินทรีย์รดมันก็เลยลูกขนาดนี้ มาจากวังน้ำเขียว
กว่าจะถึงธรรมนิยาม อ.เป็นต้น เขียนกลอนมา ที่จริงอาตมาก็มีบทกวี แต่ว่า มันก็มีความบกพร่อง มีร่างกายที่เป็นมนุษย์ยุคนี้ ซึ่งต่างจากมนุษย์ยุคก่อน วิวัฒนาการมาเป็น รูปนามอย่างนี้ รูปก็เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยเรื่อยไม่เที่ยง ถ้ารูปร่างของคนเหมือนลิงที่เขาค้นคว้าจินตนาการว่าคนเมื่อล้านๆปีรูปร่างเหมือนลิง แล้วค่อยวิวัฒนาการมาเป็นรูปร่างเหมือนคนตอนนี้ก็เป็น การใช้ชีวะ ร่างกายนี้ดำรงตน องคาพยพในร่างนี้ องคาพยพในร่างนี้มีจิตวิญญาณขับเคลื่อนอยู่ วิวัฒนาการไปตามจิตใจที่เป็นเจ้าเรือนนำพากันไปจนกระทั่งมีการศึกษาในการเรียนรู้ จนมีความรู้ที่พึงมีในประดาความรู้ทั้งหลายในโลก อาตมาก็ว่าความรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใครที่พลาดการศึกษาเรียนรู้ความรู้ที่ยิ่งใหญ่นี้ เกิดมาชาติหนึ่งชาติหนึ่ง ที่บอกว่าไม่มีบุญนี้ชัด ถ้ามีศาสนาพุทธเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่มีบุญ ศาสนาอื่นใดใดในโลกไม่มีบุญมีความรู้มีการศึกษาที่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเกิดบุญ มีแต่ได้กุศลเท่านั้น ไม่ได้ทำบุญ คือไม่สามารถเข้าถึงสัจจะที่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ บทเรียนของพระพุทธเจ้ามีให้ปฏิบัติจนถึงชำระได้จนถึงจิตสันดาน ของแต่ละคนตัวใครก็ตัวใครต้องเรียนรู้อยู่ดีๆ มาเล่นดู ลุกขึ้นมาเอง ก็ต้องได้สั่งสมความรู้ นั้นเก็บไว้ในสัญญา ส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณจิตใจของสัตว์โลกเป็นอย่างนี้ ธรรมะที่ชื่อว่าจิต ในโลกใบหนึ่ง ใบหนึ่ง มีสั
อ่านต่อ
ตว์โลกเกิดมาในโลก อยู่ในจักรวาลนี้ ซึ่งโลกลูกนี้เกิดมากี่ล้านล้านปี จนกระทั่งมีความเป็นชีวะในโลกใบนี้ถึงกระทั่งถึงทุกวันนี้ ก็มีวิวัฒนาการไปได้ ก็จะมีคนหรือมนุษย์นี่แหละที่เป็นสิ่งที่พัฒนาการจากพลังงานต่างๆ มา จนนำมาทำด้วยตัวเองหรือจิตวิญญาณนักศึกษาเดินรู้จักกระทั่งพบความรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้เปลี่ยนแปลงเป็นแปลงธาตุที่บงการร่างนี้ได้อย่า ไม่มีคำกริยาที่ทรงไว้ซึ่งคุณค่าสูงสุด ให้มีความรู้สูงสุด ในพลังงานตัวมันเอง ที่จับตัวรวมกัน ธาตุดินธาตุหินธาตุเพชรก็จับตัวรวมกัน ทำให้เกิดพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน พลังงานที่มันรวมตัวกันเป็นนิวเคลียร์ แต่มันก็จับรวมตัวกัน รวมแล้วก็เป็นร่างกาย เป็นตัวเป็นก้อนแท่ง ตั้งแต่อากาศจนพัฒนาขึ้นมาเป็นธาตุวิญญาณ มีธรรมะ 2 มีอากาศและวิญญาณ เป็นธรรมะ 2 มีช่องว่างกับมีสิ่งหนึ่ง วิวัฒนาการมาเป็นชีวะ เป็นจุดแรกที่สังเคราะห์รวมตัวกันมา เป็นร่างกาย ของสัตว์โลกของมนุษย์ และวิวัฒนาการธาตุรู้ที่เรียกว่าวิญญาณมาเป็นปัญญา มันเป็นความรู้มาเป็นวิชา แล้ววิชชานี่แหละจะสร้างกรรม เป็นธาตุที่รวมตัวกันปรุงแต่งมีสสารกับพลังงาน มีพฤติกรรมของโลก ซึ่งมีตัวสัตว์หรือมนุษย์เป็นตัวแปรของโลกโลกนี้จะพังสลายไป หรือว่าโลกนี้จะอยู่สมดุลดีขึ้นเจริญขึ้น เป็นโลกที่มีรูปร่าง ของ เปลือกโลก ให้คนอาศัยนี้ สสารและพลังงานเป็นตัวทำให้โลกนี้เป็นแปลงเสื่อมหรือเจริญ แล้วก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปหมุนเวียน เป็นเช่นนั้นทุกอย่าง เมื่อเกิดเป็นคนเป็นส่วนหนึ่งของมหาจักรวาลของเอกภพนี้เราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังขารของมหาจักรวาลถ้าเราได้ศึกษาได้เรียนรู้ถึงพลังงานที่มันขับเคลื่อนตัวเรานี้ เป็น self ตัวเรา ทรงอยู่ก็เรียกว่าแท่งธรรมะแต่ผู้ใดที่ยังไม่เป็นแท่งธรรมะที่เป็นธรรมชาติจริงๆ คือผู้ที่ไม่ได้ศึกษาจนจบกิจ หน่วยของ ธรรมะ 2 ที่เป็นส่วนของสังขาร ไม่ว่าจะดินน้ำลมฟ้าไฟอากาศ ถึงมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงไป ดีไม่ดี ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ โดนแล้วแต่เป็นส่วนของมหาจักรวาลนี้ เราก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่ทำให้มีการขับเคลื่อนไปเป็นพฤติกรรม และความรู้ ก็เป็นองค์ประกอบของรูปกับนามจะรวมตัวจับตัวกัน สังขารกัน และมีส่วนประกอบของตัวมันเอง เป็นคนเป็นมนุษย์ จนทำให้เกิดความเจริญสูงสุดที่เรียกว่าธรรมะ ที่พัฒนาได้สูงสุดตามความรู้ของพระพุทธเจ้า ได้แท่งก้อนที่ปราศจากโทษมีแต่คุณ ใครจะมีอายุขัยเท่าไหร่ก็ตาม ตามแต่ยุคที่มันเป็น เป็นเรื่องที่คนจะต้องมาศึกษาพัฒนาจิตวิญญาณ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของมหาจักรวาลนี้ของเอกภพของโลกของประเทศ ของตัวล่างล่าง 1 จนได้วิวัฒนาการ จนกว่าจะเป็นจิตนิยาม สามารถพัฒนาธรรมะเป็นอรหันต์ สูงที่สุด สามารถที่จะ พัฒนานิวเคลียส แล้วก็เป็นสังขาร 1 ของโลก ที่เป็นสังขารขับเคลื่อนตนเอง ด้วยพลังงานที่กำหนดตนเอง แล้วก็ให้ขับเคลื่อนไป เป็นคำกริยาอยู่ในเอกภพนี้ เป็นสังขารที่จะมีประโยชน์สูงสุดในมหาลัยเอกภพนี้ ก็คืออรหันต์ มีสัญญาณเคลื่อนที่ อยู่ในมหาเอกภพ คนที่ไม่ปรินิพพาน แต่มีของตนเองเป็นสัญญาของตนเอง เป็นสิ่งที่ยังไม่หายไปจากเอกภพยังเป็นตัวตน self แม้รับการศึกษาสูงสุดแล้วเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นธรรมะสอง ยังเวียนวนในมหาเอกภพนี้ได้ ทำไมศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าก็จะเกิด วิญญาณที่มีสัญญา ออกผล เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมีในโลกเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ที่อยู่ร่วมกับสสารที่จะรวมตัวกันได้ มีนิวเคลียร์ ฟิชชันกับนิวเคลียร์ฟิวชัน ที่รวมตัวและมีการจับตัว มาอ่านกลอนอวยพรปีใหม่ที่อาจารย์เป็นต้น เขียนมา
พุทธไม่ให้พร พุทธไม่ให้พร แม้ได้เป็นผู้สูงสุด ที่ทำให้แท่งก้อนนี้ประเสริฐสุดเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีวิญญาณธาตุที่สูงสุด ในบรรดา เอกภพนี้ ธรรมธาตุที่ยิ่งใหญ่คืออะไร คืออรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานสลายเป็นดินน้ำไฟลมในมหาเอกภพนี้ 40.30 น. ที่พูดไปคือธรรมะสอง จนกว่าจะสลายธาตุ จะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรืออรหันต์อนุพุทธ อย่างหมอเขียวประกาศตนว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 ก็เป็นอนุพุทธที่หมุนเวียนไปในโลกที่จะไม่ปรินิพพานเป็นธรรมธาตุเป็นธรรมะสอง ถ้าเป็นอรหันต์แต่ไม่ปรินิพพานธรรมธาตุนี้ก็พัฒนาตนไปสู่ความเป็นอรหันต์ ในมหายานเดาว่าจิตวิญญาณจะไปเป็นพุทธะกันทั้งนั้น คนทุกคนที่ได้ธรรมธาตุจับตัวเป็นอัตตาหนึ่ง แล้วต้องศึกษาพุทธธรรม อย่างเลข 5 นี่เกิดแล้ว มีทศนิยมไปหาศูนย์แล้ว เกินครึ่ง ของ เก้า ถ้ายังไม่เจริญสูดไปเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือไม่เป็นอรหันต์ก็วนเวียนสูงต่ำ ถ้าธรรมธาตุนี้รีไทร์กลางทางก็จบไม่ต่อ อาตมาก็ไม่ได้ให้พร อาตมามีหน้าที่ทำกรรมกิริยาเคลื่อนไหว ว่านี่คือกายวิญญัติ ประกอบเป็นคำพูดคำกล่าวเป็นภาษาไทย มีวาทะออกไปให้คนได้ยินได้ดัง ให้มันออกไปเป็นพร เป็นแท่งธรรมธาตุที่ พูด คิดทำ ก็เป็นพร ประเสริฐทั้งนั้นอรหันต์แล้วถือว่าไม่เป็นผู้ที่ผิดถ้าหมู่กลุ่มยกให้ด้วยสติวินัย โสดาปัตติมรรคที่ยังไม่มีธรรมธาตุที่ได้โสดาปัตติผล ตายแล้วเกิดมาไม่ได้เป็นโสดาบันอีก ใครได้เป็นโสดาปัตติมรรคแม้ได้รับคำพรจากพระอรหันต์ ว่าในโลกนี้มีวิญญาณธาตุที่มีความรู้เป็นอริยบุคคล ผู้ที่เป็นโสดาปัตติผล ที่เรียกว่าอริยบุคคลเพราะครบ 2 ธรรมะ ถ้าตายไปแล้วจะมารวมตัวกันอีก ถ้าแค่โสดาปัตติมรรคที่ยังไม่แน่นอนไม่เที่ยงแท้ ก็ไม่เป็นแท่งเป็นธาตุที่เป็นธรรมธาตุที่จะเป็นอริยะต่อ ยังไม่เกิดโสดาปัตติผลที่เป็นธรรมชาติที่ได้ผลเป็นอริยะ ถึงจะไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ที่จะมีการเดินทางไปสู่การเป็นอรหันต์ ผู้จะพัฒนาสู่ความเป็นพุทธได้นั้นสูงสุดยอดนั้น ผู้ไม่มีโสดาปัตติผลก็ไม่มีหลักประกันไปสู่ความเป็นพุทธะก็จะหมุนวนเวียนตายเกิดในมหาจักรวาลนี้ ก็สั่งสม อธรรมธาตุ ปุถุชนยิ่งเกิดก็ยิ่งเสื่อม มันมีแต่รู้ความจริงปลอมปลอม เรียกภาษารวมๆว่า สมมติสัจจะ จนกว่าจะพัฒนาตนให้เป็นอรหันต์ พุทธไม่ให้พรคือมีหน้าที่ทำกรรมอย่างเดียว เป็นตัวอย่างให้จิตวิญญาณคุณสัมผัสได้ คุณสัมผัสแท่งธาตุอรหันต์ก็เป็นสิ่งประเสริฐ แล้วภาษาที่พูดออกมาก็เป็นพรให้คุณพัฒนาแท่งธาตุสู่อรหันต์ มาสัมผัสสิ่งนี้ก็จะได้สิ่งนี้ ที่บอกว่าไม่ให้พรก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงธรรม มีกายกรรมวจีกรรม อย่างที่อาตมาแสดงเป็นการเดี่ยวไมโครโฟนไม่เอาตังค์ยิ่งกว่าอุดม แต้พานิช เพราะไม่หากินกับใคร ใครจะเอาเงินบริจาคให้อาตมาก็ไปสร้างสิ่งประเสริฐไม่ได้ไปเรี่ยไร แต่ที่พูดไปเมื่อกี้ไม่ได้ถือว่าได้เรี่ยไรนะ แต่อธิบายธรรมะ อาตมามีเจตนาให้แต่ให้ไปแล้วคนที่ไม่มีความรู้แต่ฟังไม่ด้วยดี ทุสูสัง ลภเตเฉกัง มีคนที่เอาที่อาตมาพูดไปใช้แกมโกง แม้พวกเราก็เอาคำดีที่อาตมาพูดไปใช้ในทางไม่ดี พรให้ไปแต่คุณก็ไม่ได้ ก็ไม่ใช่พร เพราะเราได้ไปแล้ว ขอไปทำชั่วเอาไปทำไม่ดี ให้ระวัง แม้จะเจอหน้าให้แต่คนรับไปทำเสียเป็นคำหายนะ เป็นคำที่หลอก ทำร้ายคนอื่น ให้ต่ำลงเสื่อมลง อันนั้นเป็นคำหายนะ ที่พูดไป ผ่านไปนี้ ไม่ได้ให้พรนะเป็นแต่เพียงแสดงธรรม นี่เป็นการยิ่งกว่าสวดมนต์ข้ามปีนะ
_ผู้จะรู้จักรู้จริงรู้แจ้งในรูปกายและนามกายต้องแยกกายแยกจิตเป็นใช่ไหม ตอบ. .. ถูกต้อง นอกจากแยกเป็นแล้วยังแยกถูกต้องด้วย ว่าตัวไหนจะเป็นเป้า ที่ทำธรรมาธรรมะสงคราม สื่อธรรมะในตนให้เป็นธรรมหนึ่งเดียว เป็นสังกัปปะที่ทำการ กระบวนการสังกัปปะ 7 นี่ เปลี่ยนแปลงเป็นสัมภวะ เป็นแดนอาริยธรรม มีรูปกับนามที่เป็นธรรมะสอง เกิดเดี๋ยวนี้เกิดปฏิกิริยาเป็นปฏิฆสัมผัสโส คุณอ่านรู้ก็ทำนามทำจิตทำมโน ให้จิตคุณมีมนสิการให้เป็นธรรมะหนึ่งได้ก็ได้อาริยธรรมใส่จิตวิญญาณตนตลอด
สังกัปปะเป็นฐานปฏิบัติแท้ _พ่อครูช่วยอธิบายความหมายของวิตักกะด้วยครับ ตอบ ... สังกัปปะเป็นฐานปฏิบัติแท้ ทำสัมมาสังกัปปะ 7 เท่ากับคุณทำ ฌาน ทำวิมุติ ทำได้อย่างถูกต้อง วิตักกะ เป็นคำที่ 2 ในสังกัปปะ 7 หรือถ้าไม่มีความรู้ก็สังขาร อย่าเอาวิชาต่อไป แต่ถ้ามีความรู้สามารถทำให้เกิดเป็นสังฆธรรมที่เป็นอาริยธรรม เป็นวจีสังขาร เป็นจิตก่อนออกมาเป็น... กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ก่อนจะทำ วจีสังขาร ได้อย่างอาริยธรรม คุณก็จะต้องทำจิตให้ วิตก ให้หมดความกังวล คำว่า วิตก ในภาษาไทยแปลว่า กังวล คุณไม่ต้องกังวลเมื่อทำจิตให้เป็นวิสังขารได้แล้ว เพราะคุณสามารถรู้จัก ตักกะ แล้วสังกัปปะให้สัมมา ในมรรคองค์ 8 คุณได้เรียนทิฏฐิ ทฤษฎี รู้สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติมรรคมี องค์ 8 ก็ทำ จิตวิตักกะได้ ก็เดินผ่าน อัปปานา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จิตวิญญาณจะส่งความคิดออกไปก็รับไม่ได้ง่ายๆ หรอก ต้องออกเป็นกาย วจี จึงอ่านออกได้ เมื่อส่งออกตรวจสอบก่อนออกไป เหมือนส่งสินค้าออกต่างประเทศ อย่างรัฐบาลปูส่งข้าวเน่าออกต่างประเทศก็ไม่ดีหรือบางรัฐบาลต่างประเทศก็ส่งอาวุธเป็นสินค้าไปฆ่าสัตว์ฆ่าคน การสร้างอาวุธก็เป็นบาป ในการคิดแล้ว แล้วไปขายอีกเพื่อฆ่าคนก็บาปหลายชั้น ไม่เป็นบุญเลย เพราะรู้ว่าสัตว์มีชีวิต สัตว์ก็มีชีวิต มีจิตคิดฆ่า พยายามฆ่า สัตว์ตายลงก็เข้าปาณาติบาต เพราะไม่ได้มีการควบคุมสังกัปปะ 7 ด่าน ก็สมรู้ร่วมคิดกับตัวการต้นคิด ล้วนแล้วแต่มี สังขาริกัง มีกิเลสเป็นตัวนำพาไปเป็นปุถุชน จนหนาทั้งอ้วนใหญ่ รวม ตัวกันจนตกผลึกแข็งหนาแน่น เพราะไม่รู้จักจัดการกิเลส ถ้าคุณจับอาการจิตได้ก่อนเจตนาหรือพร้อมกับเจตนา ที่จะออกเป็นกามตัณหา หรือมีพยาบาทร่วมด้วยไหม ใครอยากทำร้ายทำลาย เป็นความปรารถนาร้าย หรือถ้าเป็นกรรมก็คือทำดีก็ดีมาเป็นแบบตัวกูของกู ซึ่งมันก็เป็นดีที่ไม่ดี ถ้าไม่เป็นอริยบุคคลแล้ว ถ้าทำงานออกมาข้างนอก เราไม่รู้ว่ามีกิเลสร่วมปรุงแต่งโดย มีเจตนา แ ล้วก็มีสัญญากำหนดหมาย ก็สังขารปรุงแต่ง ออกมาข้างบนเป็นกายกรรมวจีกรรม จะเป็นความโลภความโกรธเพราะโมหะไม่รู้ ถ้าคุณดับ อกุศล ตรงนี้ได้ที่ ตักกะ จิตก็เป็น วิสังขาร เป็น วิตักกะ ผ่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แล้วก็เป็น วจีสังขาร เตรียมออกไปต่างประเทศ วิตักกะ คือจิตหมดสิ้นความกังวลเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ จากกิเลสที่เป็น สสังขาริกัง
เราจะตรวจวัดตนเองได้อย่างไรว่าบรรลุธรรมขั้นไหน _เราจะตรวจวัดตนเองได้อย่างไรว่าบรรลุธรรมขั้นไหน ตอบ. ..ผู้ใดทำสังกัปปะ 7 ได้คือผู้มีกระบวนการ แต่ถ้าทำได้แค่กายกับวาจาก็ต้องทำให้ถึงจิตถ่องแท้แยบคายจับเหตุได้ แต่ถ้าทำสังกัปปะ 7 ไม่เป็น ก็แยกก้อนธรรมธาตุ มีวจีสังขารเตรียมพร้อมออกต่างประเทศหากไม่เรียนรู้ก็ทำไม่สำเร็จ ถามมาว่าจะบรรลุขั้นไหน อาตมาก็บอกมาตลอด โสดาบันก็ทำสังกัปปะ 7 ถ้าไม่รู้ ก็ทำอภิสังขารไม่ได้ ก็ทำอภิอายตนะไม่เป็นคือคุณทำวิโมกข์ 8 ไม่ได้ วจีสังขารเป็นต้นทางของมนุษย์ มนุษย์มีอวิชชาแล้ว สังขาร...วิญญาณ ...นามรูป ...อายตนะ...ผัสสะ ...เวทนา...ตัณหา...ภพ ...ชาติ ...ชรา..มรณะ...โศก ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ….ผู้ไม่รู้ชาติก็ออกมาเป็นอธรรมสัตว์ เป็นสัตว์ที่ไม่ดี ตัวเองแสดงกาย วจี ออกมาไม่ชวนลดละหน่ายคลาย ชวนให้คนสร้างกิเลส พูดออกมาเป็นเดรัจฉานกถา ขวางทางนิพพาน แม้คุณเป็นโสดาบันก็ต้องอ่านจิตเป็น ที่จะก่อเคหสิตเวทนา ทำเนกขัมสิตเวทนาได้ แม้ตัวแรกทำได้เป็นอาริยธรรม ทำเนกขัมมะได้ (เนกขัมมะไม่ใช่ไปบวชนะ) สรุปแล้วโสดาบันจะไปรู้สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ไม่ได้หรอก ต้องเข้าใจจิตของตนเองจะให้คนนั้นคนนี้บอกว่าตนเป็นโสดาบัน สกิทาคามี คุณก็ฟังแบบเมาเมา ต้องมีปัญญารู้ของตนเอง คุณจะไปอาการของจิต เพราะทำให้กิเลสลดได้นั่นแหละคุณพ้นสังโยชน์ 3 (พ่อครูไปห้องนำ้) โสดาบันระดับต้นก็ต้องมีคุณสมบัติ จิต เจตสิกอ่านอภิธรรมเป็น
อภิสังขาร3 ทำ ปุญญาภิสังขาร ให้เป็น อปุญญาภิสังขาร ให้ได้ แล้วรักษาผลเป็น อเนญชาภิสังขาร ก็เป็นอภิสังขาร 3 เมื่อเริ่มศึกษาของพุทธ ก็จะมีวิชชา มีสัมมาปฏิบัติ ทำให้เกิด สัมมา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ทำไม? ท่านให้สัมมาสังกัปปะเกิดก่อน ต่อจากสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน คุณมีสัมมาทิฏฐิ ก็เริ่มทำจิตในจิตมีมนสิการเป็น ในมูลสูตร 10 ผู้ที่สามารถ ทำใจในใจเป็น จนโยนิโสมนสิการ คุณยินดีที่จะมางานนี้ก็มีมูลสูตรข้อแรก มีฉันทะเป็นมูล แล้วก็ต้องมาศึกษาเพื่อจะทำใจในใจอย่างไร ถึงจะเป็นโสดาบันให้พากเพียรผลจากปุถุชนมาเป็นอริยะชนเป็นคนเจริญระดับหนึ่งแล้ว คนที่เกิดมาแล้วไม่คิดจะเป็นอริยะชนไม่พากเพียรเป็นอาริชนก็ถูกเต่าปลากิน เสียชาติเกิดทั้งนั้น แม้มาพากเพียรเป็นโคตรภูมิบุคคลปฏิบัติธรรมหน้าน้องน้ำตาอยู่ แต่ไม่มีโคตรภูจิตก็ข้ามโคตรไม่ได้ ยิ่งเป็นปุถุชนก็ยิ่งตกต่ำเป็นธรรมดาวนเวียน เมื่อทำจิตก็ต้องทำขณะ มีผัสสะ เห็นสมุทัย อ่านผัสสะ เป็น จากผัสสะ มีอายตนะ มีนามรูป เกิดวิญญาณ วิญญาณ นั่นคือ สังขาร คุณอ่านออกตั้งแต่ ผัสสะ ที่มี เวทนา เป็นปัจจัย ก็อ่านตัณหาที่อยู่ในจิต คุณก็วิจัยจิตหรือมโน วิญญาณที่เรียกว่ากาย แย กจิตเจตสิกออกจากตัวกิเลสกำจัดกิเลสได้ วิชชาก็เจริญๆๆๆ วันหนึ่งก็เป็นอรหันต์ เหลือเวลาตั้งใจพูดเรื่องแสงอรุณ คุณจะได้เห็นพระอาทิตย์หรือใช้พระอาทิตย์ที่เป็นมรรคมีองค์ 8 ได้นั้น ที่บ้านราชนี้อาตมาตั้งใจจะเอาแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน จะเอาโซล่าเซลล์ เอามาติดตั้ง ให้เป็นหมู่บ้านที่เป็น แสงพระอาทิตย์ พลังงานทั้งหมดนี้ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ได้ ขอให้ได้ทำงานร่วมกับพระอาทิตย์โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพลังงานฟอสซิล ทุกวันนี้ ชีวิตในสังคมพึ่งพลังงานน้ำมันจากฟอสซิลมากเหลือเกิน แต่ก่อนก็ใช้ฟืนหรือถ่าน เท่านั้นเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้เสื่อมไม่เสื่อม อย่างไร
แสงอรุณ 7 (สุริยเปยยาล) คุณจะปฏิบัติมาได้ ต้องได้รับแสงอรุณก่อน ต้องเห็นแสงอรุณก่อนจึงจะได้เห็นพระอาทิตย์คือมรรคมีองค์ 8 ต้องมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก มี ผู้นำสมัยก่อนมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำใครเข้าใกล้ก็ได้เจอกับมิตรดี เมื่อคุณยังไม่ได้มีผู้รู้ ไม่ได้พบ ผู้ที่เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ - ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ - โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ ( อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ) ในชีวิตคุณก็ยังไม่มีมิตรดี มีแต่มิตรที่เป็นปุถุชน อันนี้ลึกซึ้งมาก คำว่ามิตรชั่ว มิตรที่พาไปรวย เป็นพวกมิตรชั่วทั้งนั้น แม้ช่องธรรมะนี้ก็คงมีคนที่ไม่ผ่านตามากหรือผ่านก็ผ่านเลยมีมาก [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค
ที่นี่มีแสงอรุณ เริ่มต้นคนต้องมี ฉันทะเป็นมูล มีฉันทะ จะรู้จักอัตตา แล้วต้องทำลายอัตตากำจัดอัตตา รู้ว่าตัวเองมีตัวมีตนมีกิเลส ชาวพุทธทั่วไป. ถามว่า คุณมีกิเลสไหม? เขาจะตอบว่า อย่างไร เขาก็บอกว่ายังมีกิเลส คุณจะลดกิเลสได้ต้องมาดู ทิฏฐิ จะต้อง มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน เมื่อรู้แล้วต้องเตือนตนว่า อย่าประมาท แล้วตัวที่ 7 จงโยนิโสมนสิการ ให้ได้เสมอเสมอให้มาก มาก ให้ได้ถึง ตทังคปหาน ปหานกิเลสให้ได้มากเสมอ ครั้งใดก็เสร็จ ทำตทังคปาน ได้สำเร็จก็สามารถ สมุจเฉทปหาน รักษาผลไป เพราะ ปัสสัทธปหาน ทำจิตให้สงบจากกิเลสได้ ก็รักษาผล จน นิสรณปหาน สำเร็จทำอุบายเครื่องออกจบเสร็จ ถ้าคุณไม่มีแสงอรุณ ก็ไม่มีสิทธิ์มีสภาพนี้ ดีไม่ดีปฏิเสธมิตรดีด้วย จะไม่รู้จักตัวเองเมื่อจากอัตตา ไม่รู้ selfish มีแค่ไหน เราก็มาล้างการสะสมตัวตน จบ