สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า...ก็มาพูดถึงเรื่องที่ซ้ำซากวนเวียน เพราะต้องพูดกันให้ชัดเจนเป็นหนึ่งเดียวกัน เอาให้ชัด ขออภัยต้องกล่าวถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพราะว่าเป็นหัวหน้าที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านก็เรียกแนวทางของท่านว่า ประชารัฐ ซึ่งก็มีผู้ที่สรุปมาลงในสื่อ อาตมาหยิบของมติชนสุดสัปดาห์ เคยเอามาพูดแล้ว วันนี้ก็เอามายืนยันอีกทีหนึ่ง อาตมาเข้าใจนะ อาตมาเห็นว่าแนวคิดของ ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังมี Concept หรือว่ามีวิธีการที่ ยังมุ่งจะให้คนไปรวย เท่าที่อาตมารู้สึกเชื่อ เห็นจริงว่า จิตใจของท่านไม่เชื่อ จะมาโน้มน้อมให้คนมาจน ยังเชื่อมั่นว่าไม่ได้หรอก โน้มทำให้เกิด trend ให้จิตคนมาจนนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้หรอก ผิดถูกอาตมารับผิดชอบที่พูดไป ถ้าท่านสมคิด คิดเห็นอย่างไรได้ฟังก็ช่วยตอบมาด้วย ดอกเตอร์ระดับปัญญาชนเช่นนี้ก็ไม่น่าจะเข้าใจยาก อาตมาก็ขอสาธยายตามภูมิปัญญาของอาตมาที่ได้เรียบเรียงมาว่า
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ส่วนใครจะทำ ให้สมคิดก็แล้วแต่
ข้อที่ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง อย่างน้อย ก็มีชาวอโศกที่ ไม่มีทางรวย และยอมจนอยู่อย่างนี้ไม่ขอเปลี่ยนแปลง เหนียมๆหน่อยที่จะพูดว่า เป็นคนจนผู้ประเสริฐ ขอยืนยันนะ ข้อที่ 2. และการจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในประเด็นเช่นนี้ ข้อที่ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า เราจะทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่ากาละใดๆ พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น ข้อ 4. ไม่มีใครหรอกใน
อ่านต่อ
โลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศหายจนไปทุกคนได้หมด มันเป็นไปไม่ได้เลย ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกให้เป็น ไม่ได้ แม้แต่พระเจ้าก็เสกให้คนนั้นประเทศนี้เศรษฐกิจดีขึ้นไม่ได้ ข้อ 5. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการให้คนทั้งหลายรู้แจ้งรู้จริงว่า คนที่เข้าใจ“ความจน” และคนผู้นั้นตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน”ในสังคมให้ได้จริงๆ ด้วยความมี ปัญญา(ไม่ใช่เฉโก) นั้นประเสริฐจริง ข้อ 6. ปัญญาที่ว่านั้นคือ ต้องเป็น“คนจน”ที่เข้าใจจริงๆ ว่า เราเป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออก ผู้อื่นที่แร้นแค้นจะได้รับไป หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ ข้อ 7. คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้จริง ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเป็น“คนจน”เสียเอง จะได้ไม่กักตุนไว้ที่ตน กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ควรมี ควรรับไปใช้ไปกินบ้าง เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง ข้อ 8. ควรให้คนที่ไม่แข็งแรง คนที่ไม่มีความรู้ คนไม่มีสมรรถนะ หรือคนที่จำเป็นต้องช่วยเหลืออนุเคราะห์ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่าแล้วช่วยตนเองไม่ไหวแล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง คนที่ต้องทำงานช่วยคนอื่นช่วยประชาชนส่วนใหญ่อยู่ตามหน้าที่ต้องรับผิดชอบจริง คนสุดวิสัยต่างๆที่จำนนต้องช่วย ข้อ 9. ปราบคนขี้เกียจ และคนขี้โกง ให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะเขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ ไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาป เขาน่าสงสารแท้เพราะโง่ อย่ายกเว้นแม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ได้สะสมอกุศลวิบากใส่ตน ข้อ 10. ผู้มีปัญญาจริงนั้น เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจแท้จริงอยู่เสมอตลอดกาล อาตมาอยากให้คนมามีจิตสุขสำราญเบิกบานตลอดกาล ใครได้ลิ้มรสนี้บ้าง…(ยกมือกันส่วนใหญ่) พวกคุณมานั่งแอบรวยอยู่ที่นี่ไหม? ...ก็เป็นคนจนกันนี่ แล้วไม่สุขสำราญเบิกบานใจหรือยังไรมันยังฝืนยังลำบากอยู่หรือไง ถ้ามันยังไม่ดีก็ยังไม่กล้ายกมือก็มี ข้อ 11. ผู้มีปัญญานั้นรู้แจ้งจริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอย ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่นประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อนยุ่งยากตนเองแต่อย่างใด แต่ชัดเจนชัดแจ้งแท้จริงว่า “ความจน” นั้นมันยิ่งเบากายสบายใจต่างหาก ไม่มีภาระ ภาระเบามากๆ แต่ทำงานมันก็ต้องมีเหนื่อยมียาก ใครว่าอาตมาทำงานยากไหม? ยากสาหัสเลย สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าง่ายอาตมาก็ช่วยทำได้ไม่ต้องให้พ่อครูเหนื่อยมากหรอก
ข้อ 12. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่เป็นสภาพที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็น ที่พูดนี้เป็นสภาวะจริง มีเป็นชุมชนหมู่บ้านเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคน ข้อ 13. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น “คนจนผู้ประเสริฐ” นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงเป็นคนมีประโยชน์แท้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นจริง เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตนเป็นผู้มีความรู้มีสมรรถนะสร้างสรรขยันพากเพียรอยู่แท้ จึงมีผลผลิตมากอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอไม่ขาด มีมากมีล้นเกินอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นแท้ ข้อ 14. แต่เป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน”ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน และตนมุ่งมั่นมีไว้แต่น้อย(อัปปิจฉะ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน เพียงแต่ตนมี “ใจพอ” (สันโดษ,สันตุฏฐิ) ตนไม่เดือดร้อนดิ้นรนกอบโกยมาสะสมอีก พอแล้วก็หยุดแค่นี้ จึงชื่อว่าสงบอยู่(ปวิเวก) เพราะตั้งใจมีแค่นี้ไม่สะสม(อปจยะ)ไว้ที่ตนมากกว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ(วิริยารัมภะ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย(อัปปิจฉะ) จึงจน จึงเป็นคนจนจริงๆ แต่ไม่สะสมไว้ที่ตน จึงแจกจ่ายออกไปแก่ผู้อื่นแก่สังคมส่วนรวมจริง ข้อ 15. ตนจึงเป็น “คนจน” เสมออยู่จริงตลอด ข้อ 16. การเป็น“คนจน”ที่อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนผู้ประเสริฐดังว่านี้ จึงทำให้สังคมทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้คนอื่นจะขี้เกียจและขี้โกง กอบโกยหนัก รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ไม่มีจบสิ้น ก็ยังชื่อว่า เราเป็นส่วนที่ช่วยอุดหนุนจุนเจือสังคมอยู่แท้ พอบรรเทาทำให้สังคมไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งยากแค้น แก่งแย่ง กระชากชิง ทำร้ายกันกว่านี้ ข้อ 17. จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน”ที่เสียสละอย่างนี้ เพราะคนที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมจริงๆ เราจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดที่จะช่วยสังคมอยู่ ถ้าไม่มีลักษณะของคนในสังคมเช่นที่ว่านี้ ข้อ 18. แม้เป็น“คนจน”แต่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถขยันสร้างสรรอยู่จึงมีมากอยู่เสมอ อุดมสมบูรณ์ มีเหลือมีเกินอยู่เสมอ และได้สะพัดเผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอดอย่างสุขใจจริง และสะพัดชนิดที่“ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วย เรียกคนเช่นนี้ว่า คนจนที่มีความประเสริฐ(ตามคำตรัสของในหลวง ร.9 ตรงตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ข้อ 19. นี่คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ต้องมี“กตญาณ” ไม่ใช่ไม่มีที่จบ ไม่มีการจบกันสักที เมื่อไม่รู้“ความเป็นไปได้ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้“ความจบ” หรือไม่มีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้แล้ว ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์ไม่มีจบสิ้นได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) โลกนี้ก็มีความมีกับความไม่มีนี้แหละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกล. 16 ข. 43 [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) ข้อ 20. ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน“มิติ”ที่หมายเอาแค่ว่า จะทำให้ประเทศไม่มีคนจน ทำให้คนหายจนให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย เพราะวิธีที่ไปตั้งใจ หรือตั้งความคิด ว่าจะรวยๆๆๆ แล้วหวังจะให้คนในประเทศของเราต่างก็จะให้มีความร่ำรวยกันทั้งประเทศนั้น ถ้าตนก็มีผลผลิตเท่าที่ตนมี ตนก็สามารถเท่านี้ แต่อยากได้มากกว่านี้ จึงมีแต่จะเอาเพิ่ม จากที่“ตนมีได้จริง” เมื่ออยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องแย่งจากผู้อื่นเท่านั้น ฉะนั้น การจะทำให้คนในประเทศเราร่ำรวยขึ้นได้มากจริงดังว่า ก็คือ ต้องแย่งเงินทองจากประเทศอื่นมาให้แก่ประเทศตน โดยการเอาเปรียบ หรือขูดรีดด้วยการขายผลผลิตของเราราคาสูงมาให้ตนเอง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ตามปกติสามัญของคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เมื่อทำได้ ก็ดีใจ ชอบใจ ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ขูดรีดผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ตั้ง“แนวคิด”อย่างนี้ทำไม? มันไม่ดีเลย มันเห็นแก่ตัว มันมีแต่ขี้โลภ เห็นแก่ได้ มันไม่คิดจะเสียสละเพื่อผู้อื่นเลย ข้อ 21. เกิดเป็นคนควรจะเป็นผู้เสียสละมากกว่าเป็นผู้ได้เปรียบ หรือเป็นผู้เอาเปรียบนะ ข้อ 22. เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ควรคิดเป็นผู้ได้เปรียบ ไม่ควรเป็นผู้เอาเปรียบ เพราะมันกลายเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนไร้ค่า เป็นคนขาดคุณ เป็นคนว่างเปล่าจากธรรมที่“คนดี-คนประเสริฐ”ควรมี ควรได้ ควรเป็น ข้อ 23. การแก้ปัญหา ที่ว่า ทำอย่างไร จึงจะ“หายจน” หรือทำอย่างไรปัญหา“ความจน”จึงจะจบลงได้สนิท ก็คือ เราก็เป็น“คนจน”เสียเองเลย จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ จนอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะมีความรู้ มีความสามารถ และขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอตลอด เราไม่พัก(อัปปติฎฐัง)อยู่ เราไม่เพียร(อนายูหัง)อยู่(พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2) จึงเป็น“คนจน” ที่“จน”อย่างไม่ขาดแคลน โดยมีหลักการ ประมาณ 10 หลัก เป็นต้นว่า 1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. ให้เหลือกินเหลือใช้ 4. เมื่อเหลือแล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น 5. สะพัดแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 6. สะพัดออก โดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 7. ไม่ต้องอยากรวยเลย 8. เรียนรู้จิตอย่ามีสาเปกโข คืออย่ามีความหวังทุกครั้งที่เรามี“การให้” หรือ“ทาน”แล้ว อย่าอยากได้อะไรตอบแทน มันอยากได้ความสบายความสะดวกความชอบอะไรก็คือภพชาติ ก็ต้องมี นรก ก เป็นการขยาย นร เป็นเจ้าของ นร จริงๆคุณต้องไม่ ต้อง น แต่คุณยังมี ร ยังมีพลังงานที่จะไปอีกนะ ใน ยรล วงวนสามเส้านี้ ถ้า ยร ก็ก้าวหน้าแล้ว นรก ต้องเรียนรู้ น ให้จริง อย่าให้ถึง นรก ถ้าคุณ ย นี้ยังยั้งได้หยุดได้ ย ได้ แต่ ร นี้รุก รบ แม้ว่าอาตมาจะไม่ได้เป็นผู้สร้างภาษาบาลี แต่อาตมาก็รู้ต้นรากบาลี อย่างจริง ไม่ได้พูดเล่นๆ มันเป็นบัญญัติที่ใช้เรียกสภาวะต่างๆซึ่งลึกซึ้งมาก อาตมาจึงยืนยันว่าอธิบายบาลี ไม่ได้อธิบายตามไวยากรณ์ ที่ท่านเรียนกันเป็นหลักสูตร... ไม่ใช่ ..อาตมาหยั่งลงไปถึงสภาวะเลย ก่อนที่จะมีไวยากรณ์บัญญัติ แต่สภาวะนี้เป็นตัวแทนตัวจริงเลย สภาวะเกิดก่อนไวยากรณ์ 9. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 10. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ก็จัดสรรโดยวิธีสาธารณโภคีเป็นดีสุด ดังนั้น หากยังมีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์ มีวิธีการ จะให้คนพากันมารวยอยู่ละก็ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาสังคมให้เศรษฐกิจเป็นคนรวยอย่างยั่งยืนนั้นไม่มีวันสำเร็จ จะได้ก็เพียง“สมบัติผลัดกันชม” คือ จะมีคนรวย-คนจนสลับกันไปมา ไม่มีจบ เพราะคนจะแย่งกัน“รวย”อยู่ตลอดกาล “ทีใคร-ทีมัน” หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป นิรันดร ตราบที่คนยังอยากเป็น“คนรวย” ไม่หยุดคิดจะรวย ไม่เห็นจริงว่า รวยนั้นไม่ดีเท่าจนอย่างมีปัญญาจริง การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มีคนรวยที่ยั่งยืนตลอดกาลนั้น ไม่เกิดผลสำเร็จหรอก ขออภัยนะ ..เพ้อเจ้อแน่นอน _ มีญาติธรรมถามว่า ในหลวงตรัสแบบพอเพียง แบบคนจน แล้วพ่อครูก็สอนทฤษฎีแบบพอเพียงแบบคนจน ถ้าวันข้างหน้ามีนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐบาล ประกาศใช้ทฤษฎีนี้อย่างจริงจัง ผลที่ตามมา ประชาชน ที่ยังไม่เข้าใจจะมาลดกิเลสแบบคนจน ถ้ามีราคาสินค้าตกต่ำ อย่างยางพารา ประชาชนจะไม่มาประท้วงหรืออย่างไร พ่อครูว่า...ประท้วงไปเราก็ไม่ได้สะสมยางพารา อย่างดีก็ตัดคอเราไปเท่านั้นเอง อย่าไปคิดแทนเขาเลย มันมีเชิงจะคิดไปได้เยอะ แต่อาตมามั่นใจว่าประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่รุ่งเรืองด้วยปัญญามีความเฉลียวฉลาดเป็นโลกุตระ กำลังก้าวหน้ากำลังพัฒนาขึ้น เห็นได้ชัด ในเหตุการณ์ตูน Bodyslam ลึกๆแล้ว ความรู้สึกของคนนี้รู้สึกว่าการเสียสละ เจ็บป่วยปวดเมื่อยอย่างไรก็ทนสู้เพื่อจะได้มาเสียสละๆ ขอเตือนไว้นะ กองที่ดูแลรายได้ เขาบริจาค อย่างุบงิบ ระวังเขาจับได้ไล่เบี้ยที่หลังจะหนักกว่า พลเอกประวิตรที่เจออยู่นะ เพราะเรื่องนั้นมันเป็นเรื่องหยาบแต่นี่เป็นเรื่องจิตวิญญาณลึกซึ้ง ระวังให้ดีขอให้สติ
ข้อ 24. ที่ว่าเป็น“คนจน”เพราะเป็นคนไม่สะสมทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชานเป็นของตัวของตน เป็นอนาคาริกชนจริง อยู่กันอย่าง“สาธารณโภคี” ทรัพย์สินช่วยกันสร้างช่วยกันทำอย่างสัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ ม่ีลาภมาโดยธรรม(ลาภธัมมิกา) ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง แล้วบริหารกันอย่างเป็นธรรม อยู่กันอย่างเป็นสุข ข้อ 25. ขออภัยที่จะต้องยกคนจริงจริง สังคมหมู่บ้านหรือชุมชนที่มี“ความจริง”ที่เกิดได้จริงเป็นได้จริง มายืนยัน อ้างอิง ประกอบความปรากฏอยู่จริงได้จริง(phenomenal) ที่ยืนยันเชิญให้ไปสัมผัสของจริง พิสูจน์ได้จริง(เอหิปัสสิโก) 26. ชุมชนตัวอย่างที่ว่านี้ เป็นชาวพุทธที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกระทั่งเกิดผลจริง เป็นชุมชนที่พูดได้เต็มปากแล้วว่า ชุมชนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ“ความยากจน” เพราะทำ“แบบคนจน” หรือ“ขาดทุนของเราคือ กำไรของเรา” ตามศาสตร์พระราชา หรือจริงๆก็ตามรอยพระยุคลบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง จนกระทั่งบรรลุผล เป็นหมู่ชนที่มี“วรรณะ 9” และมีสาราณียธรรม 6 ได้อย่างแท้จริง เพราะจิตเกิดคุณสมบัติมีความเป็นไปตาม“พุทธวจนะ 7” ได้แก่ สาราณียะ-ปิยกรณะ-ครุกรณะ-สังคหะ- อวิวาทะ-สามัคคียะ-เอกีภาวะ คนในสังคมชุมชนหมู่บ้านที่ว่านี้ เป็น“คนจน”จริงๆ เชิญมาวัดค่า“ความจน”ของ“คนจน”พวกนี้ได้ จะได้“ค่าเฉลี่ยแห่งความจน”ออกมายืนยันได้แท้จริงว่า เป็น“คนจน”ที่มีคุณภาพ เป็น“คนจน”ที่มีประโยชน์ เป็น“คนจน”ที่ไม่เบียดเบียนสังคมอื่น เป็น“คนจน”ที่มีน้ำใจต่อสังคมอื่นช่วยผู้อื่นจริงๆ ไม่เสแสร้ง ไม่กดดัน ไม่หลอกลวงแน่นอนเด็ดขาด เพราะเป็นคนซื่อสัตย์แท้จริง มีศีลมั่นคงแท้ มีธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง ตามที่ได้สาธยายมา และมีชีวิตจริง อยู่เป็นคนมีศีลมีธรรมจริง มากันเป็นหมู่กลุ่มชุมชนชาวอโศกมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ท้อถอย ยังไม่ลดอัตราการก้าวหน้า ยังดำเนินหมู่ชนให้สัมผัสได้จริง ต้องขออภัยอย่างมากที่พูดความจริง ยกตนเองจริง 601213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด