สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูว่า...ดูเหมือนอาตมาคุยตัว ก็เพราะว่าอยากให้พวกคุณมาพิสูจน์ ในยุคนี้ทำไมเขาทำได้ว่าเป็นคนจนที่วิเศษ มันเป็นอย่างไรมาดูสิคนจนที่วิเศษ อ่านให้เห็นให้รู้ว่าต่างคนต่างคิดต่างทำในสังคม ชาวอโศกนั้นทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสมควรจะทำเข้าใจว่าดี ชาวอโศก เป็นคนที่มีความคิด ภูมิธรรม ปัญญาอีกแบบหนึ่งที่เป็นปัญญาโลกุตระ เป็นปัญญาที่มองทะลุความเป็นคน ที่มีจิตใจแบบโลกีย์ แล้วก็เข้าใจโลกีย์ ว่ามันวนเวียนอยู่ในสุขๆทุกข์ๆรวยๆจนๆอยากมีอยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น สองทิศวน ก็เลยมาเรียนรู้ตามหลักธรรมะพระพุทธเจ้าสอน ก็เลยเห็นว่า ความจนความรวยไม่ใช่ปัญหาชีวิต ความสุขความทุกข์ก็ไม่ใช่ปัญหาชีวิต แม้ที่สุดความผิดความถูกก็ไม่ใช่ปัญหาชีวิต คนที่เข้าใจ ปรมัตถสัจจะทำใจในใจของตัวเองได้แล้ว ก็อยู่กับความผิดความทุกข์ของโลกด้วยความไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เป็นปฏิปักษ์ กับความผิดความถูก ความผิดความถูกนั้นคือสมมุติ สมมุติอะไร สมมุติว่าประเทศไทยมีกฎหมายมีวัฒนธรรมอย่างนี้ว่าถูก นี่คือประเทศไทย ในประเทศหนึ่ง อย่างนี้ของเขาถือว่าถูกของเขามันตรงกันข้ามกับอันนี้ของประเทศนี้ อย่างนี้ถือว่าผิด ตรงกันข้ามกันเลย อย่างนี้คือสมมุติ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม มันไม่ได้ตรงกันหมด บางอันอาจตรงกันบ้าง แต่อันไม่ตรงกันก็มีไม่น้อย เพราะฉะนั้นเราก็อยู่ตามสมมุติของโลก สมมุติว่าที่นี่อยู่อย่างนี้เราอยู่กับหมู่ใหญ่ ก็รู้จักอนุโลมปฏิโลม เราอยู่กับโลกได้อย่างดี สัจจะจริงๆนั้น มันไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่มีดีไม่มีชั่วไม่มีต่ำไม่มีสูง ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ปฏิบัติธรรมสูงสุดแล้วมันไม่มีพวกนี้ รู้แต่ความจริงที่มันปรากฏ ที่เขานั้นยึดถือ แต่เรานั้นไม่ยึดถือแล้วก็ไม่มี
อ่านต่อ
ปัญหา เช่น จริงๆแล้วสังคมชาวอโศกนี้ ส่วนรวม จนหรือรวย สังคมชาวอโศกส่วนรวมนั้นรวย คุณจะตอบว่ารวยก็ถูก จะตอบว่าจนก็ถูก เห็นไหม ที่พูดอย่างนั้นถ้าเราอุดมสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์นั้นจนหรือรวย ก็รวย เราไม่ได้ยากแค้นอะไร จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจอุดมสมบูรณ์ แต่เราไม่ได้สะสมกอบโกยทรัพย์สินเป็นของส่วนตัวไว้ อันนี้เขาเรียกว่าจน ชาวอโศกได้เข้าใจความจนอันนี้ จึงไม่สะสมเอาไว้เป็นของตัวของตน จึงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับสังคม เราจึงกลายเป็นคนที่อยู่ในสังคมโดยไม่แย่งชิงเงินส่วนกลางทรัพย์สินส่วนกลาง ที่เขาต่างคนต่างแย่งชิงกัน บางคนนี้มีมากชิบหายเลย มีมากเป็นแสนแสนล้าน ก็ยังกอบโกยเอาอีกเอาอีก นั่นแหละคือคนเลวในสังคม เพราะว่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน คนที่ไม่เข้าใจอย่างชาวอโศกก็จะทุกข์ แต่ชาวอโศกนั้นไม่ทุกข์ คุณอยากได้ก็กอบโกยเอาไปให้เข็ด อยากเอาไปสะสมให้เข็ด แต่คุณไม่เข็ดเสียที อยากทำอยากรวยอยากได้มากก็ช่างคุณ ชาวอโศกไม่ได้เดือดร้อนอะไร ชาวอโศกมีพฤติกรรมชีวิต มีการกระทำกรรมการงาน อย่างมีความพอเพียงตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงตรัสไว้ ซึ่งพวกเราได้พิสูจน์ความจริงตรงตามพระพุทธเจ้าตรงตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้สอนไว้ เพราะว่าเป็นคนที่มีภูมิรู้ในระดับโลกุตรธรรม คนโลกุตระจึงเป็นคนที่ช่วยสังคมอยู่ตลอดกาล พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่ใช่แค่ปากเปล่า แต่คนไม่เข้าใจกัน อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ก็มีความเห็นสอดคล้องกับในหลวงและพระพุทธเจ้า แล้วก็พาพวกเรามาเป็นดังที่พูดนี้ ใช่ว่าได้แต่พูดแต่ไม่เป็น ของเรา ยถาวาที ตถาการี หรือ ยถาการี ตถาการี ยถาวาที คือเราทำอย่างไร ก็ยถาวาที พูดอย่างนั้น เขาก็หาว่าเราอวดตัว ทั้งๆที่เราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ พูดอย่างไรทำอย่างนั้นทำอย่างไรพูดอย่างนั้น ถ้าเราทำอย่างนี้แล้วจะให้พูดอีกอย่างมันก็โง่ เป็นคนตลบแตลง ทำอีกอย่างหนึ่งแต่พูดอีกอย่างหนึ่ง อาตมาว่า อาตมาพาพวกเราชาวอโศก มาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติประพฤติตนสุขสำราญเบิกบานใจ ชาวอโศกได้มาพิสูจน์ความเป็นคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจได้สำเร็จ จนบางคนเปลี่ยนนามสกุลเป็นคนจนอะไรต่างๆมากมาย จนอีหลีอีหลอ จนตลอดชาติ พร้อมจน จนดีจริง มุ่งมาจน จนอย่างเป็นผู้มีปัญญา ชาวอโศกเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ
มาอ่านบทความที่ได้เรียบเรียงไว้
ชาวอโศก เป็น“คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ”
ที่จะพูดต่อไปนี้ ต้องขออนุญาตท่านผู้ฟังอย่างมากยิ่ง เพราะจะเป็นการพูดที่“ยืนยันความจริง”ที่มี ที่เป็นอยู่จริง เกิดได้จริงในคนยุคนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องดีจริงๆ ประเสริฐจริงๆ เป็นความดีงามที่คนทั้งหลายพึงยกย่องกัน และการกล่าวครานี้จะเป็นการกล่าวถึงหมู่คณะ ที่หมายถึง“ตนเอง” มันก็เข้าข่าย“อวดตัวอวดตน” ก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่มี“สาเถยยจิต-จิตที่เป็นกิเลสตัวนั้นในจิตเลย”จริงๆ ก็ขอบอกด้วยความจริงใจ ส่วนใครจะเชื่ออาตมาหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่ อาตมาจริงใจสุดๆแล้ว ที่จะพูดขึ้นนี้ เป็นการพูดถึง“คนดี-คนที่น่ายกย่อง” และมันก็เป็นตนเอง-หมู่พวกตนเอง คือ ชาวอโศก ชาวอโศกคือ คนไทยกลุ่มหนึ่ง และน่าจะเป็นกลุ่มเดียวเท่านั้นที่เข้าใจความเป็น“คนจน”กันดีที่สุด และได้ทำตนให้เป็น“คนจน”สำเร็จจริง จึงจบปัญหาชีวิต เพราะมี“ปัญญา”เข้าใจใน“ความจน”ว่า ไม่ใช่“ปัญหา”ของการดำรงชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ หรืออย่าง“อาริยะ” ที่จะดำเนินชีวิตหรือมีชีวิตอยู่กับการเป็น“คนจน” ด้วยความสุขสำราญเบิกบานใจ ไปจนตาย ชนิดที่มี“ปัญญา”อย่างลึกซึ้งเข้าใจ“ตนเอง” เข้าใจ“ความเป็นคน” และเข้าใจ“ความจน” ว่า “ความจน”ไม่ใช่“ปัญหา”ของชีวิต “ความจน”ไม่ใช่ความทุกข์ยากลำบากอะไรเลย “ความจน”เป็นเรื่องดีในความเป็นคน เพราะคนที่ทำ“ความจน”ให้ตนเองอย่างมี“ปัญญา”(มิใช่ฉลาดเฉลียวอย่างเฉโกนะ)นั้น รู้แจ้งรู้จริงว่า เป็น“คนจนอย่างมีปัญญาแท้”นี้ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีเศรษฐกิจสูงสุดจริงๆ ยิ่งถึงขั้น“สาธารณโภคี”ก็ยิ่งยอดเยี่ยมสุด จึงเป็น“คนจน”ได้สำเร็จตามศาสตร์พระราชา ตามคำตรัสของพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ที่จริงยิ่ง เพราะตรงตาม“ความรู้”และ“ความจริง”อันสูงส่ง ยิ่งใหญ่ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า “คนชั้นสูง”นั้น จะมาเป็น“คนมักน้อย(อัปปิจฉะ) มีน้อยๆก็พอ(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) เป็นคนไม่สะสมสมบัติ(อปจยะ)อีกแล้ว เป็นต้น “คนจน”ที่อยู่ในสังคมที่ดำเนินชีวิตกันถึงขั้น“สาธารณโภคี”นั้น เป็นคนประสบผลสำเร็จของชีวิตแล้ว เพราะเป็นคนมีชีวิตดำเนินไปถึงที่สุดของ“เศรษฐศาสตร์”สูงสุดเท่าที่มนุษย์และสังคมมนุษย์จะพึงมีได้เป็นได้จริงแล้ว ไม่มีขั้นอื่นใดที่จะสูงสุดของ“เศรษฐศาสตร์”ไปมากกว่าขั้น“สาธารณโภคี”นี่แล้ว จึงชื่อว่าเป็นสังคมหรือ“คนชั้นสูง”แท้จริง ในสังคมคนใดที่มีความเป็น“เศรษฐศาสตร์”สูงสุดถึงขั้น“สาธารณโภคี”ได้ ก็จะต้องเป็นคนที่มี“รัฐศาสตร์”หรือมีชีวิตที่ดำเนินความเป็น“การเมือง”ที่สูงสุดด้วย นั่นคือ สามารถดำเนินแบบสังคมนิยมหรือคอมมูนิสต์ก็สูงสุด เพราะเป็น“คอมมูน”ที่คนในสังคมนี้เสียภาษีให้แก่รัฐ ๑๐๐ % นั่นเอง หรือแม้จะนับว่าดำเนินแบบประชาธิปไตยก็สูงสุดเสียภาษีให้แก่รัฐ ๑๐๐ % เช่นเดียวกันนั้นแหละ และแน่นอนที่สุด ไม่เป็นสังคม“เผด็จการ”แน่ๆ ไม่ว่าเศรษฐศาสตร์ หรือการเมือง ทั้ง ๒ แบบ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า คนในสังคมประเทศใดก็ตาม ที่สามารถประพฤติปฏิบัติตนได้ถึงขั้น“สาธารณโภคี” นั้น เป็นการดำเนินชีวิตของคนในสังคมประเทศถึงขั้น“สูงสุด”ได้แล้ว ไม่ว่าจะเรียกด้วยภาษาว่า แบบคอมมูนิสต์ หรือแบบประชาธิปไตย เพราะคนในสังคม“สาธารณโภคี”นี้มี“ปัญญา”เต็ม ที่เข้าใจ“ความเป็นอยู่ของชีวิต-การดำเนินอยู่ของชีวิต” ที่อยู่อย่าง“แบบคนจน” หรืออยู่อย่าง“ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา”นั้น เป็น“ชีวิต”ที่เจริญจริงๆ เป็น“อาริยชน-อาริยสังคม” ที่สูงสุดแล้วเท่าที่คนและสังคมจะพึงเป็นกันได้ในโลก จึงเรียกว่า“คนชั้นสูง” “คนชั้นสูง”นี้ ตามภาษาของพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “คนมีวรรณะ” ซึ่งท่านตรัสไว้ว่า มี ๙ ประการ ส่วน“คนชั้นต่ำ”นั้น คือ “คนไม่มีวรรณะ” คือ คนที่ทำตัวเองให้น่าตำหนิ น่าติเตียน น่าว่า ไม่น่าชม ได้แก่ คนเลี้ยงยาก(ทุพภระ) บำรุงยาก(ทุปโปสะ) มักมาก(มหิจฉะ) ไม่สันโดษ ไม่พอเพียง ไม่รู้จักพอ(อสัตุฏฐิ) คลุกคลีหมู่“คนที่ไม่มีวรรณะ” คือ คนชั้นต่ำ หมายถึง ผู้ยังเป็นชาวโลกีย์ที่จัดจ้านอยู่เป็นต้น ผู้ไม่เป็นอยู่ตามคำสอนวรรณะ ๙ ของพระศาสดาแห่งพุทธศาสนา(สังคณิกา) หรือเป็นคนเกียจคร้าน(โกสัชชะ) ฉะนี้คือ “คนชั้นต่ำ” หรือ“คนไม่มีวรรณะ(อวัณณัง) ๖ ประการ”ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทีเดียว “คนชั้นต่ำ”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นคนเลี้ยงยากก็ดี -บำรุงยากก็ดี เป็นคนมักมาก(ไม่มักน้อย-ไม่มักมีน้อยดีกว่ามีมาก)ก็ดี ไม่สันโดษ ไม่รู้จักพอ ไม่เพียงพอสักทีก็ดี ที่คลุกคลีอยู่แต่กับคนที่ “ไม่มีวรรณะ(อวัณณัง)” ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำก็ดี เป็นคนเกียจคร้านก็ดี ซึ่งเป็นคนที่พระพุทธเจ้าว่าไม่น่าคบหา ไม่น่าคลุกคลีเกี่ยวข้อง(อสังคณิกา)ทั้งสิ้น เพราะเป็นคนที่ไม่เจริญแท้ๆ ยัง“อวิชชา” หรือยัง“โง่”ตามสามัญของคน“โลกีย์”อยู่นั่นเอง ซึ่ง“คนชั้นต่ำ”นี้ ทำตนให้เป็น“คนเลี้ยงยาก(ทุพภระ)” เพราะเป็นคนเรื่องมาก กินก็ยาก อยู่ก็ยาก มีชีวิตเป็นอยู่อย่างยากๆ จึงจะให้เจริญเป็น“คนชั้นสูง”ได้ยากมาก(ทุปโปสะ) เช่น เป็นคน“มักมาก(มหิจฉะ) คือ จะต้องมีมากๆ จะต้องรวยเงินทอง จะต้องมีข้าวของต่างๆให้มาก จะต้องกอบโกย-แย่งชิง-ถึงขั้นทุจริต ถึงขั้นโหดร้าย ปานนั้นเลย เพราะต้องได้ ต้องมี ต้องยิ่งใหญ่ มากๆๆๆๆๆ โดยหลงว่าการจะเป็นเช่นที่ตน“หลงใหล”นี้มันจึงจะเป็นคน“ชั้นสูง” ซึ่งเป็น“ความหลงผิด” ที่ผิดไปจากสัจจะ คือ มันกลับกันกับสัจจะ คนละขั้วเลยและเป็นคนใจไม่เคย“พอ”(สันโดษ,สันตุฏฐิ) ใจมีแต่จะเอามาๆๆๆๆ เอามาให้ตนมากๆ เพราะไม่รู้จัก“บัณฑิต”ซึ่งเป็นคนชั้นสูง รู้จักแต่“คนพาล”ซึ่งเป็น“คนชั้นต่ำ” จึงคลุกคลีเกี่ยวข้องอยู่แต่กับ“คนชั้นต่ำ” คือคนที่ไม่มีวรรณะ(อวัณณัง) หมายถึง ผู้ยังไม่เป็นชาวโลกุตระ ยังเป็นชาวโลกีย์ที่ยังจมดักดานอยู่แต่กับ“โลกียภูมิ” ถึงขั้นจัดจ้านไปด้วยการแย่งชิง“โลกียธรรม ๘” อันได้แก่ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข-เสื่อมลาภ-เสื่อมยศ-นินทา-ทุกข์ อย่างไม่มีวันจะโงเงยออกมาจาก“โลกียภพ”นั้นได้เลย เพราะยังเอาแต่คบกับ“คนชั้นต่ำ”หรือพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า“พาลชน” ซึ่งหมายถึง คนที่ยังอ่อนเยาว์ต่อโลก โดยเฉพาะอ่อนเยาว์หรือโง่ดักดานอยู่แต่กับ“โลกีย์” ไม่รู้จัก“โลกุตระ” ไม่มี“ปัญญา”เห็นว่า“โลกุตระ”เป็นโลกที่ตนควรจะไขว่คว้าเอา ไม่หันทิศชีวิตไปสู่ความเป็น“โลกุตระ” ให้เป็น“อาริยชน”บ้างเลย จึงยังคงงมงาย-งมโข่งอยู่แต่กับกลุ่มหมู่คนโลกีย์(สังสัคคะ)นั้นไปตลอดกาล คลุกคลีเกี่ยวข้องอยู่แต่กับหมู่คนโลกีย์(สังสัคคะ) “คนโลกีย์คือ คนที่เป็นผู้“หลงสวรรค์”(สังสัคคะ) ผู้ยังจะ“ไขว่คว้าคลุกคลีอยู่แต่การจะเอาสวรรค์(สังสัคคะ)” สวรรค์กับนรกเป็นของคนโง่ ใครก็คงไม่อยากได้นรก อยากได้สวรรค์นั่นแหละคือนรกเป็นอย่างเดียวกัน จะไปแย่งสวรรค์ก็คือไปแย่งนรก คนที่ไม่รู้จักสวรรค์นรกหลงงมงายอยู่กับสวรรค์และนรก คนที่ไม่มีสวรรค์และนรกแล้ว จิตใจเป็นกลางอยู่กับความจนก็ได้อยู่กับความรวยก็ได้ สบาย มันอยู่ที่เรา ถ้าเราเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมีสมรรถนะมีความขยันและไม่หลงกับโลก จะมาแบบน่าได้ น่ามี น่าเป็น หรูหรา ชั้นสูง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรารู้จักปัจจัยชีวิต ปัจจัยชีวิตเรามีแล้ว สิ่งที่จะมาปรุงแต่งหลอกเราเรารู้ทัน คนอโศกใครจะมาโฆษณาหรือให้เราหลงใหลอะไรก็ไม่ได้กิน ไม่หันมาคลุกคลีเกี่ยวข้องกับ“หมู่คนโลกุตระ”(อสังสัคคะ)บ้างเลย ซ้ำมิหนำกลับเห็นว่า“หมู่คนโลกุตระ”เป็น“หมู่ชนที่ไม่น่าคลุกคลีเกี่ยวข้อง”เอาเลย ไปโน่น เนื้อแท้ของ“คนโลกีย์”ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้นี้คือ ไม่ควรคลุกคลีเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง เพราะเป็น“คนชั้นต่ำ” คนผู้“ไม่มีวรรณะ” ที่พระพุทธตรัสเรียกว่า คน“อวัณณัง” เป็นหมู่คนที่ไม่ควรคบ ไม่ควรคลุกคลีเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง [ในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ สอนกัน เรียนกัน อย่างคลุมเครือ ไปเข้าใจสุดโต่งว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้คุลุกคลีเกี่ยวข้องกับ“ชนผู้เป็นหมู่-ชนที่เป็นสังคม” ก็เลยสุดโต่ง ปลีกแยกตนออกไปอยู่แต่ผู้เดียว แล้วหลงผิดว่า “นี่คือ คำสั่งสอนของพระศาสดา ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพลอยพาให้ทิศทางการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนา ผิดทางไปคนละขั้ว “ขาวเป็นดำ”กันไปเลยทีเดียว] ทั้งๆที่ศาสนาพุทธเป็น“ศาสนาของความเป็นสังคมหมู่กลุ่มที่เจริญ” เป็นศาสนาที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“คน” และความเป็น“สังคมที่เจริญแท้เป็นอาริยชน-อาริยสังคม” หมู่ชนใดเป็นหมู่ชน“อาริยะ”ให้คบหมู่ชนนี้ หมู่ชนใดเป็นหมู่ชน“อนาริยะ”ไม่ควรคบหมู่ชนอย่างนั้น นั่นคือ หมู่ชนที่เป็น“อวรรณะ” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วว่า เป็นหมู่ชน“อวัณณัง ๖”นั่นเอง ส่วนคนที่ควรคบ ควรพบอย่างยิ่ง ควรคลุกคลีเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง คือ คนผู้มี“วรรณะ ๙”ชื่อว่าบัณฑิต แต่ผู้รู้ใน“เถรสมาคม”ท่านแปลคำสอนของพระพุทธเจ้า คำว่า“สังคณิกา” ซึ่งเป็นข้อ ๑ ใน ๖ ของ“คนชั้นต่ำ”นั้นว่า การคลุกคลีด้วยหมู่ หรือผู้ประกอบแล้วในหมู่ หรือการร่วมหมู่ เท่านั้น และแปลคำว่า“อสังคณิกา” ว่า การไม่คลุกคลีด้วยหมู่ หรือผู้ไม่ประกอบแล้วในหมู่ หรือไม่ร่วมหมู่ ไม่ร่วมกับใครๆ อยู่แต่ผู้เดียว ความเข้าใจของผู้ศึกษาธรรมะ จึงเข้าใจผิดเลยเถิด ว่า พระพุทธเจ้าให้อยู่แต่ผู้เดียว หรือการปฏิบัติธรรมนั้น ต้องปลีกลี้ หนีไปเดี่ยวออกจากหมู่ ไปอยู่แต่ผู้เดียว ไม่เรียนรู้และไม่ปฏิบัติในขณะมี“การสัมผัสเป็นปัจจัย” เข้าใจผิดตรงนี้ จึงพาลพาให้ออกนอกแนวทางไปกันใหญ่ ดังผลที่เกิดขึ้นในสังคมศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ นิยมพระป่า ถือว่าการปฏิบัติธรรมที่จะไปนิพพาน ต้องออกไปอยู่ป่า ปลีกหนีจากสังคม จากการเกี่ยวข้องกับสังคมหมู่คน หนีไปไกลผู้คน อยู่คนเดียว ทำสมาธิหลับตาสะกดจิต คือ meditation อันเป็นสมาธิแบบสามัญทั่วไป ที่ทุกลัทธิรู้กันและทำกันเป็นสากล พุทธก็รู้ ว่า เป็นสมาธิชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่“สัมมาสมาธิอันเป็นอาริยะ”(อริโย สัมมาสมาธิ)ของพระพุทธเจ้า เพราะของพระพุทธเจ้านั้นคือ Supra concentration มีชีวิตลืมตาสามัญปกติคนธรรมดาๆ เป็นผู้ตื่นรู้(ชาคริยา) เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน(พุทธ) อันแตกต่างจาก meditation คนละขั้วเลย ยุคนี้ศาสนาพุทธเสื่อมหนักถึงขนาด หลงทางกันจนสุดกู่ กู่ไม่กลับแล้ว น่าสงสารศาสนาพุทธอย่างยิ่ง ซึ่งที่จริง ก็คือ น่าสงสาร คนผู้สนใจที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเพื่อจะได้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้านั่นเลยแท้ๆ ที่พากันหลงทาง หลงผิด ไม่มี“ไตรสิกขา” ไม่ได้ปฏิบัติไปตาม“ไตรสิกขา”อย่างเป็นลำดับ เช่น บรรลุ“ศีล ๕”เข้ากระแสเป็นโสดาบัน แล้วจึงปฏิบัติ“ศีล ๘”และ“ศีล ๑๐” มากสุดก็ไล่เรียงไปตามจุลศีล ๒๖ มัชฌิมศีล ๑๐ และบรรลุ“อธิจิตสิกขา”เป็นสัมมาสมาธิ มี“อธิปัญญา”ตาม“ญาณของโสดาบัน ๗ ประการ”เป็นเบื้องต้น จนกระทั่งมี“วิมุตติญาณทัสสนะ”สูงสุดบริบูรณ์ ไปตามลำดับได้จริง.
“คุณสมบัติของความจนอันประเสริฐ(อรหันต์)” “อรหันต์”นั้นมีสัจธรรมยืนยันความจริงว่า เป็น“คนจน” ที่มี“ความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจสุดประเสริฐ(อรหันต์)มีคุณค่ายิ่งในโลก”นั้น สังคมคนที่เป็นได้ด้วยตนเองจริง(สันทิฏฐิโก) ชนิดที่มีได้ไม่จำกัดยุคกาล(อกาลิโก) เป็นของสูงที่ควรเอื้อมเอามาให้ตน(โอปนายิโก) เชื้อเชิญให้ใครๆมาพิสูจน์ได้(เอหิปัสสิโก) ซึ่งเข้าถึงบรรลุจริงได้ด้วยตนเองรู้เองเห็นเอง(ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) และเป็นไปได้อย่างถาวรยั่งยืน(ธุวัง) เที่ยงแท้(นิจจัง) ตลอดกาล(สัสสตัง) ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) อยู่แน่แท้ มิใช่ว่า“เป็นได้”เพียงแต่ละกาละชั่วครั้งชั่วคราว แล้ว “ความจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจที่ประเสริฐยิ่งมีคุณค่าอยู่ในสังคมที่เป็นคุณสมบัติของอรหันต์แล้ว”นี้ก็เปลี่ยนไปเป็น“มีทุกข์”แวบเข้ามาในใจได้อีก แม้นิดแม้น้อย ซึ่งจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย ความสุขสำราญเบิกบานใจของคนจนผู้เป็นอรหันต์นี้จริงแล้ว จะ“เป็นความจนสุขสำราญเบิกบานใจ”ที่อยู่ในใจ“อรหันต์”ไปตลอดกาละ ไม่มีช่วงใดขาดตอนแม้แต่เศษเสี้ยววินาทีทีเดียว เป็นแล้วเป็นเลย ไม่กลับไปเป็นอื่นอีก คือ ไม่กลับไปหา“ความไม่มีสุขที่ไม่สำราญเบิกบานใจ”อีกเลย แม้สักแวบเดียว จะมีแต่สุขสำราญเบิกบานใจถ่ายเดียวตลอดกาล จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเองด้วยตนเอง. ๕ พ.ย. ๒๕๖๐ (๑.๓๓ น.)
พยายามเขียนชี้บ่งบอกความจริงพวกนี้ ความรู้สึกพวกนี้ ความเป็นคนอย่างนี้มันเยี่ยมยอดมันวิเศษมันดีมันควรอยากได้อยากมีอยากเป็นอย่างนี้นะ มาได้แล้วคุณก็ไม่ต้องอยากได้ จบความอยากได้ แต่ความอยากได้นี้มีคนเอาไปล้อเป็นปรัชญา เก๊ๆว่า คุณอยากได้ความเป็นนิพพานก็บ้าแล้วก็ไหนว่าไม่มีความอยากไง อยากได้นิพพานมันก็อยากแล้วไงพวกปรัชญาเก๊ๆ เป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า _มีคำถามว่า...ดิฉันทอเสื่อที่ใช้ปูนอน มีคนบอกว่า ป้าทำขายบ้างสิ ดิฉันเลยบอกเขาว่า ถ้าฉันทำได้เดี๋ยวฉันจะให้ ส่วนใจเดี๋ยวนี้ให้ฟรี จะพอใจกว่าการขาย ถ้าขาย เขาบอกว่าขาย 200-300 บาทก็ได้แต่ไม่ขายจะให้ฟรี ขอถามพ่อท่านว่า อย่างนี้เรียกว่าจนไหม จากลูกที่ยังโง่อยู่ แต่อยากจน พ่อครูว่า...จนแล้ว ไม่ได้อยากได้เงินทองอะไรมา ให้ไป อาตมาบรรยายธรรมะไปแล้วทำให้คนรู้สึกว่าอยากมาจน เกิดความรู้สึกเท่านี้ อาตมาก็ประสบผลสำเร็จแล้ว มา อยากจนก็มาเลย แล้วจะพาจนให้ได้ เราจนนี่แหละจะได้ช่วยเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างสูง ทุกวันนี้ชาวโลกทั้งโลกเลย หลงความรวย แล้วมีความมุ่งมั่นมุ่งมากที่จะไปรวยมันเป็นความเข้าใจผิดมันเป็นความหลงทางอย่าง มหามหันต์เลย คนที่ตั้งหลักได้แล้วคิดได้ว่า คิดอยากจะไปรวยนั้นมันเก่าคร่ำคร่า เขามาคิดใหม่แล้วว่ามาจนนี่มันสุดยอดเลย ใหม่ไม่มีเก่าเลยด้วยมาจนนี่ ไม่ว่ายุคไหน ในยุคของพระพุทธเจ้า 2600 กว่าปี ออกจากบัลลังก์ไปจน พาคนมาบวชก็จน พาคนจน มาถึงทุกวันนี้ก็ยังมาใหม่เอี่ยมอยู่เลยพาคนมาจน ไม่มีเก่าเลย ไม่มีวันขึ้นสนิมเลยยิ่งกว่าทองคำ ทองคำไม่มีขึ้นสนิมเลย แต่ทองคำของเจดีย์ชาวอโศกที่พระวิหารพันปีมีขึ้นสนิม บอกประกาศให้โลกรู้ด้วยว่ามันเป็นอย่างนี้แหละท่านผู้ชม ทองคำมันขึ้นสนิมไม่ได้ แต่เอาไปหุ้มเจดีย์ที่สันติอโศก ทุกวันนี้ดำปี๋เลย แต่เรารู้เหตุ เหตุเพราะอะไร ทองคำมันไม่ขึ้นสนิมหรอก แต่ที่ดำมันก็ดำ เพราะนิกเกิล ตอนเราหุ้มทองคำ เราซื้อเครื่องมือฉีดทองคำ เพราะเอานิกเกิลหุ้มทองเหลืองก่อนที่จะเอาทองคำพ่นลงไป เมื่อเราพ่นเสร็จแล้วมีคนหวังดีเอาน้ำยาอย่างดีมาขัด น้ำยาอย่างดีก็เลยกัด เราหุ้ม Gold Master ไม่ใช่ทองคำเปลว ที่ตีให้แน่น แต่นี่มันพ่น มีร่องมีรูเราพ่น เป็น Gold Master น้ำยาก็เลยเข้าไปทำปฏิกิริยากับนิกเกิลได้ใช้เป็นสนิมหุ้มทองคำ ทองคำเราเลยดำเพราะสนิมนิกเกิลมันทำปฏิกิริยากันเป็นสนิมออกมาดำออกมาหุ้มทองคำ
ขอย้ำอีกที อยากให้ดร.สมคิดฟัง คนที่มาเป็นคนจนไม่ต้องแย่งทรัพย์ศฤงคารกับใครขยันหมั่นเพียรสร้างสรรสิ่งที่เป็นปัจจัยของชีวิต สังคม อย่าสร้างสิ่งที่เป็นพิษหรือมอมเมาในสังคม เราไม่สร้าง เดี๋ยวนี้เขาสร้างของที่เป็นพิษของที่มอมเมาเยอะแต่เขาไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจแล้วที่มาเป็นคนจน ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรให้แก่สังคมอย่างที่พวกเราทำ เป็นพวกที่ไม่ทำลายเศรษฐกิจ เป็นคนที่มีปัญญา เข้าใจสร้างสรรสิ่งที่อุดมสมบูรณ์ให้เพียงพอแล้วกระจาย ของดีราคาถูกซื่อสัตย์มีน้ำใจขายสดงดเชื่อเบื่อทวงปวดท้อง หรือขายด้วยระบบบุญนิยม ขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุน แจกฟรี เป็นหลักการค้าของชาวอโศก อาตมากล้าพูดว่าพาพวกเราทำสำเร็จแม้จะได้ส่วนหนึ่ง จะได้เป็นความเที่ยงแท้ถาวรเป็นอย่างนี้ไปตลอดตาย คนจนก็เป็นคนที่ยึดพื้นที่มีพฤติกรรม ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคม อาตมาว่าอาตมาทำงานกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศชาติได้อย่างถาวรในคนจำนวนหนึ่งแล้ว เป็นคนที่มีเศรษฐกิจชั้น 1 ได้แล้ว เศรษฐกิจสาธารณโภคีคือเศรษฐกิจชั้น 1 ของโลก คอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยก็สู้ไม่ได้ เผด็จการก็สู้ไม่ได้
601126_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ