350915 อย่าเผลอใจให้ตะปู โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์371 KB
วันที่แก้ไข8 มีนาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350915_ อย่าเผลอใจให้ตะปู โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

พ่อครูว่า…เราฟังธรรมะนี่ เราแต่ละคนๆ อาตมาก็ว่าเราได้ดีๆ กันขึ้นมาก็เพราะว่าเราฟังมีปริยัติ แล้วก็มีปฏิบัติ มีผล มีปฏิเวธ มันมีจริง มันจึงเกิดจริงไปได้อย่างหมู่พวกเรา นี่เป็นกลุ่ม อาตมาถือว่าเป็นกลุ่มของพุทธบริษัท เป็นกลุ่มของผู้ที่มีพรหมจรรย์ พรหมจรรย์ก็คือศาสนา พรหมจรรย์นี่ ก็คือธรรมวินัย มีธรรมอยู่ในหลักเกณฑ์ของวินัย เอาวินัยมาจับ และเอาศีลมาจับเราก็มี มีในที่นี้ ไม่ใช่มีเพราะว่าเราท่อง ท่องศีลได้ ท่องวินัยได้ ไม่ใช่อย่างนั้น มีความหมายว่า เราเองเราประพฤติปฏิบัติได้ตามศีลนั้น ตามวินัยนั้น เป็นฆราวาสอาจจะว่ายังไม่มีคำว่าวินัย โดยภาษาวินัยที่แปลว่า หลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติแล้ว จะต้องปฏิบัติให้ได้ตามนั่น ถ้าไม่ได้แล้วจะผิดพลาด จะมีโทษมีทัณฑ์ เหมือนกฎหมาย จะต้องลงโทษ จะต้องลงอาบัติ หรือจะต้องอยู่กรรม หรือ จะต้องลาสิกขา จะต้องลงโทษอย่างหยาบ กลาง ละเอียดอะไรไปอย่างนี้ เป็นต้น เหมือนกะโทษทางกฎหมายเขา ฆราวาสเราไม่มี ไม่มีก็ตาม คำว่าวินัย อย่างนั้นไม่มี แต่ศีลก็คือวินัย ศีลก็คือหลักเกณฑ์ที่เราจะต้องปฏิบัติ และมีความรู้ตาม มีความรู้แล้วเราก็จะต้องตรวจสอบ ตรวจสอบความเป็น เป็นในตัวเรานั่นถึงจะมีเราเป็นเรา เราเข้าถึง ปฏิบัติไปแล้วก็เกิดสภาพพัฒนา ให้ตัวเรานี่เจริญ พัฒนาตัวเรานี่ให้เป็นไปตามศีล ตามวินัยนี่แหละ ตอนนี้เราเรียกว่าวินัย นัยอันยิ่ง ที่อาตมาพยายามที่จะเอามาไขความอยู่ตามประสาที่อาตมาอธิบาย หรือว่านัยสิ่งที่มีก็มีอย่างยิ่ง เจริญอย่างยิ่ง เป็นอภิสมาจาร สิ่งที่ไม่มี วิ นี่แปลว่าไม่ด้วย แปลว่าอย่างยิ่งด้วย ไอ้สิ่งที่ไม่มี เราต้องไม่มี เราต้องเลิก ต้องละ ต้องหยุดอันนั้น เราก็ทำให้ไม่มีได้ โดยเฉพาะกิเลส หรือสิ่งที

อ่านต่อ

่เป็นทุจริตก็เป็นอกุศลต่างๆ เราก็ไม่มี สิ่งที่มีก็มี เป็นนัยอันยิ่ง ก็คือนัยมีสภาพอันลึกซึ้ง มีความหมายอย่างใดๆ เราก็ตรวจสอบเข้าไปถึงกาย วาจา ใจของเราได้อย่างนั้นๆ พฤติกรรมแต่ก่อนเราเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เราเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตรงตามที่ พระพุทธเจ้าท่านสอนตรงตามที่พระพุทธเจ้ากำหนด ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้ ท่านตรัสเอาไว้ตรง มีจริง เป็นจริง เกิดจริง ตั้งแต่กาย ก็เปลี่ยนไป กายกรรมเปลี่ยนไป วจีเปลี่ยนไป ใจเปลี่ยน อ่านอาการใจ อ่านรส อ่านชาติ อ่านอารมณ์ อ่านอารมณ์ทางจิตใจนี่ อ่านได้อ่านออกจริงๆ ว่าอารมณ์แต่ก่อนนี้เรามีการยึด การติด มีการฝังใจเป็นราคะหรือฝังใจเป็นโทสะ มันฝังใจ มันมี อาการนั้นอยู่ ไม่ปล่อยมันไม่คลายไม่วางไม่เลิก มันมีราคะหรือมันมีโลภะ มันก็จะเอาตามที่เราต้องการ เราต้องการอย่างไร มันก็มีอุปาทานอย่างนั้น มีอุปาทานอย่างไร เราก็ต้องการอย่างนั้น เราก็อยากจะได้ตามนั้น แสวงหาหรือว่าคอยโอกาสที่จะพยายามหามาให้ตนให้ได้อยู่ ถ้ามันแรงก็จะเอาเดี๋ยวนั้น มันมากมันแรงก็จะเอาเดี๋ยวนั้น ลนลานดิ้นรน ถ้ามันไม่มาก ก็พอรอได้บ้าง ถ้ามันไม่มากเลย เหมือนกะมันไม่มีก็ได้ มันลืมๆ หรือว่ามันไม่เหมือนไม่มี นานมันค่อยขึ้นมา ค่อยๆ มีเหตุมีปัจจัยมาปลุกเร้า มายั่วยวน ค่อยๆเกิดอาการอยากได้อย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะมีอย่างนั้นขึ้นมาบ้าง

ตะปูตรึงใจ หรือเรื่องโทสะ โกธะ อุปนาหะ การผูกโกรธ การโกรธ การอาฆาต การพยาบาท การไม่ชอบใจ การเคือง ชิงชัง ซึ่งอาตมาพยายามย้ำเรื่องชิงชัง เรื่องสายโทสะ นี่โทสะ พยาบาท อาฆาต ปฏิฆะ ไม่ชอบใจ โกรธ ผูกโกรธ แม้กระทั่งอรติ ที่มันก็ยังไม่ชอบใจอยู่นิดๆ หน่อยๆ อะไรก็แล้วแต่ อาการเหล่านี้ ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ได้กล่าวบ่อยๆ ย้ำๆ ว่า เราจะต้องไม่มี โดยเฉพาะยิ่งมีกับเพื่อนสพรหมจรรย์ สพรหมจรรย์ ก็คือเพื่อนที่ร่วมประกอบศาสนา หรือผู้ปฏิบัติอยู่ในวงการของในธรรมวินัยเดียวกันนี่แหละ เราอยู่ปฏิบัติด้วยกันนี่แหละ อาตมาเองไม่รู้จะพูดยังไงว่า บอกไปหมดแล้วว่า หมู่พวกเรานี่เป็นหมู่ที่ หายาก คนในพวกเรานี่ เป็นคนที่มีบุญ เป็นคนที่มีคุณค่า เป็นคนที่ไม่ได้น่าชังอะไรเลย ไม่น่าโกรธกันเลย เป็นคนที่หายาก แต่ละคนๆ ที่อยู่ได้ด้วยมาตรฐาน เอาเถอะ อาจจะดีมาก ดีน้อยก็ตาม แต่จริตนิสัยของคนนี่ มันถือกันคนละอย่างคนละมุม ถ้าส่วนกลางๆของเขาอยู่ด้วยกันร่วมกันเราก็ดูกันอยู่ ถ้าที่ไม่มีอะไรที่มันต่ำกว่ามาตรฐาน ก็อยู่ได้นะ ขนาดนี้ เออ เรามีมาตรฐานขั้นต่ำขนาดนี้แหละ คนๆ นี่ไม่เลวกว่านี้ ไม่ชั่วกว่านี้ ไม่ร้ายกาจกว่านี้ เราก็รับกันได้ รับกันอยู่ ก็ถือว่าเป็นสพรหมจรรย์อยู่ร่วมการปฏิบัติธรรมเป็นพุทธบริษัทร่วมกัน เป็นมิตรดีถือมิตรดี ก็คือน้ำใจ มิตโต นี่น้ำใจ นี่ควรจะดีๆ กันทางใจ สหาโย เป็นผู้ร่วมประโยชน์ ก็มีกรรมการงานมีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ อะไรอยู่ร่วมกันด้วยกันนั่นแหละ คนที่จะมีความสามารถมาก สามารถน้อย อะไรก็ทำอยู่ด้วยกัน โดยระบบของพวกเราดูชัดช่วยกันทำมาหากิน แล้วก็ ไม่ได้โลภโมโทสัน ไม่ได้กอบโกย ไม่ได้เอามาเป็นสัดเป็นส่วนของตัวเองอะไร เสียสละกันอยู่กันแต่ละคน ทำงานกันถึงระดับสัมมาอาชีพ ถึงระดับ ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานในระดับถึงอาชีพถึงไม่โลภ ไม่เอา ไม่แลกเปลี่ยนเอา ไม่เอารายได้ทำงานฟรีกันได้ ถึงขนาดนี่นะ ไม่ใช่คนเล่นๆ นะ ไม่ใช่คนที่จะน่าชังกันเลยนะ แต่ก็ว่าเรายังโง่ ยังอวิชชา ยังถือสา บอกแล้วว่ามันก็จะต้องถือสา ดีไม่ดีมันมีเวรเก่า มีวิบากเก่า มีวิบากจริงๆ นะ ต้องไปอ่านชาดก 500 ชาติของพระพุทธเจ้า จะรู้ว่าวิบากเกิดทำจองเวรจองกรรมกัน แต่ปางโน่นปางนี่ เจอกันชาตินี้แล้ว เรายังมีเชื้อติดมา มันมีจริงๆ แหละนะ มันเป็นวิบาก มันเป็นกรรม แต่จะมีอย่างไรก็ตาม มันจะโกรธกันมาตั้งแต่กี่ชาติ กี่ปางจองเวรมาอีก 500 ชาติ หมื่นชาติ แสนชาติอะไรก็ตาม เราต้องมาล้าง เราต้องมาวาง มาปล่อย เราต้องมาเลิก ใครเลิกได้เป็นบุญของคนนั้น ใครเลิกได้ เบาของคนนั้น สุขของคนนั้น วิเศษ เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ เป็นบุญของคนนั่นน่ะ ใครเลิกได้ ถ้าไม่เลิกมันก็อยู่อย่างนั้นแหละ เป็นตะปูตรึงใจ ตะปูตรึงใจ 5 ข้อ มันจะลุกลามกัน อาตมาเคยเอามาเทศน์หนักๆ เมื่อเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรต่ออะไรที่มัน มีเหตุการณ์จริงๆ นี่ เกิดอึดอัดขัดเคือง มีตะปูฝังใจ ชังคนนี้ ไม่ชอบคนนั้น และก็มีอยู่อย่างนั้น ไม่อยากบอกใครนะ เพราะรู้ว่ามันไม่ดี ไม่บอกใคร แต่ของเราก็กรุ่นของเราอย่างนี้ ช่างกู กูจะชังของกูอย่างนี้อย่างนี้ กูจะโกรธ ของกูอย่างนี้ กูจะจองเวรของกูอย่างนี้ กูไม่ชอบใจของกูอย่างนี้ กูจะเอามันไว้อย่างนี้ โง่ตายเลย ไม่รู้มันดิบดีอะไรกันนักกันหนา และก็ชังกัน อยู่ด้วยกันไปอยู่ด้วยกันมาไปกรุ่นไปกรุ่นมา หนักเข้าอะไรนิดอะไรหน่อย ไม่ได้ มันระบมนะ อะไรนิดอะไรหน่อยก็แรงแล้ว อะไรก็ผลักแล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่อยู่ด้วยกันเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ทำให้เราต้องแยกกัน ต้องจากกัน ทำงานร่วมกันไม่ได้ ประสานกันไม่ได้ เข้ากันไม่ได้ อาตมาดูแล้ว ก็ แหม ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่เก่งเลยเรา ไม่มีมนต์เสกพรวดให้หายไปเลย ตะปูนี่ละลายไปเลยนะ ตะปูตรึงใจนี่ละลายไปเลย ไม่มีอะไรคาข้องโล่ง สบาย สมาน ประสาน สมานัตตตาได้ ไม่มีมนต์จริงๆ นะ มีแต่อนุสาสนีฯ มีแต่คำสอนอย่างนี้แหละ มีภาษาคำพูดนี่แหละ ก็ได้บรรยายความจริงให้ฟัง เราจะมาล้าง มาละ มาปลด มาปล่อย มาพัฒนาตนนะ เราไม่ทำเราก็โง่อยู่ตรงนั้น เราไม่ทำเราก็มีทุกข์อย่างของเรา เราไม่ทำเราก็มีกิเลสของเราฝังใจ ตราตรึงใจอยู่อย่างนั้นแหละมันไม่ออกฤทธิ์ มันกดข่ม หรือมันทำลืมๆ ไว้ได้ มันก็ดูอยู่พอทนได้ มันก็ดูดี แต่ถ้าเผื่อว่า มันออกฤทธิ์ออกมาเมื่อไหร่ มีเหตุปัจจัยเมื่อไหร่ เราก็ทุกข์ ก็วูบวาบ ก็มีอาการ อาการโกรธ อาการเคือง อาการระเบิด อาการ ไม่ชอบใจ อาการแตกแยก อาการที่ไม่ประสาน ไม่สมาน อาการที่ไม่ดีด้วยกัน มันไม่มีผลดีอะไร ไอ้ที่จะมีประโยชน์ร่วมกัน ก็จะไม่เกิดประโยชน์แล้ว จะเป็นโทษภัยไป จะทำก็ไม่ทำแล้ว ทีนี้มันไม่มีอะไรผูกมัด คนที่เขาไปทำงานโลกนี้ เขามีรายได้เขามีฐานะมีเงินเดือน เพราะฉะนั้น ในบริษัทบางบริษัทอยู่ด้วยกันบางทีนี่ มันโกรธกันทุกคนนะ ไม่ชอบใจกันทุกคนแต่มันต้องอยู่ เพราะมันมีเงินเดือน อยู่เพื่อเงินเดือน อยู่เพื่อตำแหน่งหน้าที่ อยู่เพื่อต้องหากิน ถ้าไม่ทำงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินมันก็อยู่ไม่ได้ จะต้องทำงานเพื่อลาภ เพื่อเงิน มันก็ทนอยู่กันไป อยู่ไปให้ได้ ไม่พูดกันกะคนนั้น คนนี้ก็ช่างมันมันจะทะเลาะวิวาทกัน เห็นหน้ากันจะเป็นจะตาย ชังเหลือเกิน ไม่อยากเห็นหน้า เหม็นขี้หน้าทุกอย่างมันก็ยังต้องทำอยู่ดี ก็ฉะกันไป เป็นคราวๆ ไป ถ้าฉะกันไปมาก ประเดี๋ยวเจ้านาย หรือว่าผู้ดูแล ผู้ประสาน เอาเรื่องเอาราวมากนัก จะโดนว่า ก็เฉย ก็หยุด กดข่มเอา อดทนเอา ไม่ต้องไปว่ามัน มึงก็อยู่กับมึง ก็อยู่ของกู อย่ามายุ่งกัน งานของเองก็ทำไป ของข้าก็ทำไป ไม่เกี่ยวกัน ข้าก็จะทำของข้า ถ้าสิ้นเดือน ข้าก็ได้เงิน ข้าขยันเงินเดือนข้าก็ขึ้น ของเองไม่ขึ้น ก็แล้วไป ดีไม่ดี มันไม่เท่านั้นหรอกคนในโลก แกล้งกันได้ก็แกล้ง ริษยากันเอ็งออกไปเสียได้ก็ดี ข้าไม่อยากเห็นหน้า เลื่อยขาเก้าอี้กันหาเรื่องกัน ส่อเสียดกัน อะไรกันไปตามเรื่องตามราวอะไรอย่างนี้ เขาให้เป็นจริงๆ เลยนะในโลกคนทั้งโลก เราจะเป็น อย่างนั้นหรือ จะมากหรือน้อยก็ตาม จะหยาบ จะละเอียดก็ตาม เอาละหยาบๆ ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก กดข่มได้ เราไม่แสดงออกมาได้ ปกปิดไว้ อำพรางไว้ แต่ไอ้ตัวไม่ชอบเราก็ยังรู้อยู่ เราก็ยังถือสา เรายัง ประสานไม่ได้ อยู่เป็นมิตรดี สหายดีกันไม่ได้จริงๆ จะร่วมกันไปก็ร่วมกันไปอย่างนั้นแหละ ไม่พูดกัน โดยเฉพาะถือสาตนเองถูก ข้าถูก เองทำอย่างนี้ผิดหลักการ เอ็งทำอย่างนี้ไม่ดี เอ็งทำอย่างนี้ดี ถือกันแล้ว แหม เอาจริงเอาจังกันเหลือเกิน อาตมาเคยพูดไม่รู้กี่ครั้ง แม้แต่อาตมานี่นะ เห็นว่าอย่างนี่ถูก อย่างนี้ดีแน่ๆ ถูกแน่ๆ อาตมายังต้องยอมให้ เออ ก็ยอมอย่างที่อาตมายังไม่เห็นดีเท่าไหร่ เอ้า ยอมให้ทำไปก่อน ก็ต้องยอม เพราะกาละก็ดี องค์ประกอบก็ดี แต่ละกาละ แต่ละครั้ง แต่ละคราวนี้ มันจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบนั่น และจิตวิญญาณๆ จิตวิญญาณของคนก็ทำได้แค่นี้ เขาทำได้แค่นี้จริงๆ ก็จงยอมให้เขาทำแค่นี้ มันยังไม่ดีมีไม่ดีผิดๆ อยู่แหละ ก็ต้องให้เขาทำ ก็ค่อยพัฒนากันไป มันไม่ต่ำกว่านี้ดีแล้วละ เราก็ต้องวางใจ เราก็ต้องยอมว่า เออ มันยังไม่ดีที่สุด หรือยัง ไม่ดีอย่างที่ใจเรานึก เราปรารถนา ก็ต้องยอม ก็ต้องเข้าใจ ถ้าเขาไม่ดีขึ้น มันเป็นความไม่ดีของเราเหมือนกัน ไม่สามารถช่วยกัน ไม่สามารถทำให้เขาศรัทธาเลื่อมใส ทำให้เข้าใจเรา เชื่อเราจนกระทั่งพยายามขวนขวาย ปฏิบัติประพฤติ จนกระทั่งเป็นอย่างที่มาเป็นอย่างที่เราต้องการ มาเป็นอย่างที่เราจะเป็นอย่างนี้ ดีที่สุด ถูกที่สุด เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า เราเอง เออ เราไม่เป็นมิตรดีจริงๆ นะ เราเองเราทำ ให้เขาพัฒนาขึ้นมายังไม่ได้จริงๆ เราช่วยเขาไม่ได้จริงๆ เราก็จะต้องถือว่าเรา เป็นผู้หนึ่งที่ช่วยเขาไม่ได้ เหมือนอย่างที่อาตมาเหมือนพูดเล่น ที่จริงก็พูดจริง นะแหละ แต่ดูเหมือนเล่นนั่นแหละ แต่มันก็จริงๆ ไม่น่าเชื่อที่ว่า อาตมาบกพร่องเอง ถึงให้ซัมดัม มันทำสงครามอยู่กับบุช เพราะอาตมาเป็นความผิดของอาตมาเองที่ช่วยเขาไม่ได้ ต้องให้ซัดดัม ต้องฆ่าแกงกัน ทำสงครามกันกับบุช กับอเมริกา เป็นความผิดของอาตมา อาตมาพูดเล่น แต่มันพูดจริงทุกอย่าง เกี่ยวเนื่องกัน มันสัมพันธ์กัน มันไม่มีฤทธิ์แรงพอ มันก็ยังไม่ดี ถ้ามันมีฤทธิ์แรงพอ มันก็จะต้องห้ามกันได้ หรือว่าหยุดยั้งกันได้ ไม่ถึงขั้นที่จะไปบอกภาษาพูดหรอก เหมือนอย่างที่อาตมาว่า เขาว่าก็ตาม เด็ดดอกไม้ที่นี่สะเทือนถึงดวงดาว มันสัมพันธ์กันหมด มันสัมพันธ์กันหมด เพราะฉะนั้น ในยุคกาลในสมัยนี้ก็ตาม ทั่วโลกนี่ มันสัมพันธ์กันไปหมด มันมีอะไรดี อะไรไม่ดี เราทำที่นี่นะ สังคมของชาวเราอโศกที่นี่ ที่เราทำอยู่นี่ อย่านึกว่ามันไม่มีผลสะเทือนต่อโลก มันกระเทือนต่อดวงดาว ดาวลูกอื่นแน่ ไม่ใช่แต่ในโลกนี้เท่านั้นหรอก ผลที่เราทำอยู่นี่ อย่านึกเล่นๆ นะ อย่านึกว่าน้อยนะ แต่เอาเถอะ มันยังไม่ออกผล มันยังไม่แสดงๆ ฤทธิ์อะไรที่ยิ่งใหญ่ก็ตาม มันยังเราก็พูดไม่ได้หรอก มันยังไม่มีหลักฐานอะไรที่จะมายืนยันชัดเจนได้หรอก แต่ว่าเราทำนี่เกี่ยวข้อง แม้แต่สังคมทุกวันนี้ ใกล้อยู่ในประเทศไทย นี้ สังคมของ มวลมนุษยชาติในไทยประชาชนในเมืองไทย เราทำอยู่ในนี้ เขาบอกว่าพวกเรานี่ เป็นพวกจุลภาค มันพวกหมู่เล็ก เป็นกลุ่มน้อย มันไม่มีผลกะหมู่ใหญ่หรอก นั่นน่า เขาไม่รู้จักว่าเด็ดดอกไม้ที่นี่ กระเทือนถึงดวงดาว เขาไม่รู้จัก Relative เขาไม่รู้จักสัมพัทธภาพ เขาไม่รู้จักสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกัน ลึกซึ้งขนาดไหน มันยิ่งเป็นนามธรรม มันยิ่งมองไม่ออก พูดกันไม่รู้เรื่อง มีผลกระทบมีผลกระเทือน เพราะฉะนั้น ถึงเวลานี่ แม้แต่การเมือง มีเหตุการณ์เมืองขึ้นมาเมื่อไหร่ พลังธรรม จะต้องถูกถล่มๆ ก็เกี่ยวโยงมาถึงสันติอโศก จะมากจะน้อยอะไรก็ตามแต่ จะเป็นรูปธรรม บางทีบางเรื่อง ไม่ใช่เรื่อง หาเรื่องหาราว หาเหตุหาข้อเอา ไปถล่มทลายอะไรก็ตาม นั่นก็คือ การเกี่ยวพันถึงกันอยู่จริง เกี่ยวพันกันอยู่เก่าใหม่ อะไรกันอยู่ก็ตามแต่ เป็นนามธรรมก็ตามแต่ ไปปั้นเป็นรูปธรรมหาเรื่องจริงๆ มันก็เป็นการหาเรื่องของคนๆ คนเขาไม่ดี เขาก็หาเรื่อง พูดไปเขาก็ ไม่รู้รายละเอียด ก็หาเรื่องหรือว่าเข้าใจอะไรเขาก็เอา มันเป็นเรื่องจริงนะ มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เราไม่ได้ไปผิดไปเพี้ยน ไปชั่วตามเขาว่า ชัดๆ เจนๆ เราก็ไม่มีปัญหาอะไร คนที่เขามีปัญญาแล้ว ก็ไม่มีปัญหา คนที่มีปัญหาอยู่ก็ไม่มีปัญญา มันเป็นเรื่องจริงๆ เลย คุณพยายามฟัง แค่ปัญหากับปัญญานี้ไว้

คนที่เขามีปัญญาแล้ว ก็ไม่มีปัญหา คนที่มีปัญหาอยู่ก็ไม่มีปัญญา ปัญญานี้ มันรู้แล้ว มันก็วาง มันเป็นญาณทัสสนวิเศษ หรือเป็น วิมุติญาณทัสสะปัญญาที่ดี นี่ เป็นวิมุติญาณทัสสนะ นี่มันไม่มีทุกข์ มันเข้าใจรู้มันก็เข้าใจได้นะ มันไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก เออ มันก็เป็นอย่างนั้น ต้องเป็น อย่างนั้นแหละ มันเป็นตถา มันเป็นเช่นนั้นเองนะ มันอย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องประหลาดเลย จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะเหตุอย่างนั้น เหตุผลมันเป็นอย่างนั้น เพราะเขาโง่เขา จึงทำอย่างนี้ เพราะเขามีกิเลสพยาบาท อาฆาต เขาจึงทำอย่างนี้ มันก็จะต้องเป็นจริงของเขา ธรรมดาไอ้โจรต้องปล้นเขากิน อย่างนี้เป็นต้น โจรปล้นหรือไม่ผิดหรอก มันทำถูกแล้ว เพราะมันเป็นโจร ถ้ามันไม่ปล้นมันก็ไม่ใช่โจรซิ มันมาทำเหมือน อย่างพวกเรา หากทำอย่างเป็นพระ มันก็ทำเหมือนพระซิ ถ้าเป็นพระถ้าไป ทำผิดหลักผิดเกณฑ์ มันก็ไม่ใช่พระก็ถูกแล้ว ก็ไอ้พวกนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้ โง่หรือมันทำยังไม่ได้ ทำผิดๆ มันก็ทำอย่างไม่ถูกต้องตามความควรเป็น ตัวเองเป็นพระ ตัวเองก็ไม่ทำอย่างพระ มันก็ไม่ใช่พระ แต่เขามาอยู่ในวงการพระอย่างนี้ เป็นต้น มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก ไม่ใช่เรื่องจะบอกว่าถูกไหม ถูก คือมันเป็นพระไม่ดีนะ เป็นพระที่ไม่ใช่พระ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เข้าใจจริงๆ ด้วยปัญญาอย่างชัดแจ้งแล้วไม่ต้องไปติดอกติดใจอะไรละ จะแก้ไขได้ไหม ถ้าจะ แก้ไขก็ช่วยกัน ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็วางก่อน ถ้ามันยังไม่เลวเกินไปก็เอาไว้ ถ้ามัน เลวมากเกินไป อย่างนี้ อยู่ไม่ได้ เป็นพระยังไม่ได้ เป็นพระต่อไปยังไม่ไหว อย่างนี้เอาออก เขาก็ช่วยกันเอาออก ใครก็แล้วแต่ อย่างไรก็แล้วแต่ อยู่รวมกัน ถ้าไม่เอาออก มันกระเทือนไปจนกระทั่งถึงวิบาก มันเป็นบาป มันเป็นเวรเป็นภัย มากอย่างนี้เป็นต้น มันไม่เจริญขึ้น ตัวเองก็ไม่เจริญขึ้น หมู่กลุ่มก็ไม่เจริญขึ้น ก็ ต้องเอาออก ถ้าอยู่ด้วยกันได้ เออ มันก็มีผลลบบ้าง แต่ผลบวกมันก็มีอยู่เยอะ บุญมันก็มีอยู่เยอะหมู่ก็ได้ประโยชน์ ตัวเองก็ได้ประโยชน์บ้าง ยังไม่ถึงกะเลวร้ายอะไรนัก ก็อยู่ร่วมกันไป พัฒนากันไป แก้ไขกันไป จะไปเอาร้อยเปอร์เซ็นต์ จะไปเอาดีเยี่ยมดีเอี่ยม มันก็ไม่ได้ แต่นั่นแหละ แต่ละคนพยายามของตัวเอง ปมไหนประเด็นไหน จุดไหนของเราเอง เราต้องดูให้รู้แก้ไขให้ดี อาตมาย้ำมากโดยสายโทสะ โดยสายไม่ชอบใจ ถ้าสายไม่ชอบใจนี่ มีมาก อยู่ร่วมกันนี่ มันอยู่กันอย่างไม่สนิท อยู่กันอย่างไม่ประสาน ไม่มีสมานัตตา มันอยู่กันต่างคนต่าง แหม่ ตะปูคนละดอกสองดอกนา โอ้ อาตมาว่า นึกถึงแต่รูป มันก็ไม่ไหวแล้ว ตะปูตอกใจไว้คนละดอกสองดอก สามดอกคงจะเป็นหนอง มันคงระบม บางคนโอ้โฮ มันคงมันจะอยู่ยังไง เอาละ สามารถกดข่มได้ตาม วันหนึ่งแหละหนองระเบิดต่างคนต่างถึงคราวระเบิดใส่กันแหละน่าดูอีงวดนี้ ตอกมันไว้ ไม่ยอมถอนไม่ยอมวาง ไม่ยอมคลายสักที อาตมาได้ข่าวแว่วๆ ว่า หลายจุดที่มันเป็น โรคอัตตา โรคอัตตามานะ มันถือดี มันถือตัว มันเรื่องของกูๆ จะเอาของกูอย่างนี้แหละ จะทำไมและก็ไม่วางใจ แล้วถือเคือง ถือไม่ชอบใจ ประสานกันก็ไม่หาทางประสานกัน จะ ลดลาวาศอกอะไรลงไปก็ไม่เอาสักที ไม่เกิด ไม่ทำต่างก็ต่างฟังกูก็อยู่ของกู สบายแล้ว มันจะสบายอะไร จริงๆ มันไม่สบายอยู่ด้วยกันมันก็ไม่เป็นมิตร เป็นสหายกันและมันก็ไม่พูดกัน ไม่เบิกบานร่าเริง รวมกัน ไม่สมานกัน มันจะสบายอะไร อย่ามาแกล้งพูดหน่อยเลยว่า สบาย ทำลืมๆ มันก็สบาย เพราะสังคมมนุษย์มันต้องอยู่รวมกัน สมานสามัคคีกัน สะอาด สว่าง สงบ สุภาพ สมรรถนะ สามัคคี มันก็ต้องสุภาพ มันก็ต้องเรียบร้อย ประสาน มันก็ต้องมีมิตรสหายอะไรที่มันเป็นสภาพที่โอย เป็นมิตรเป็นสหายอย่างนั้นอย่างนี้กันดี ที่อยู่ด้วยกันก็พูดกันก็ไม่พูด โอ๋ย มันจะอยู่ยังไง พูดกันก็ไม่พูด และพอผ่านหน้ากันแล้ว เอาแล้ว ถ้าเขาจะเห็นว่า เราค้อนก็พยายามกลบเกลือนไม่ เห็นว่าเราค้อน อาการค้อนคืออย่างไร ก็นึกเอาเองก็แล้วกัน ผู้ชายก็ค้อนเป็น ไม่อยากเห็นมันก็ค้อนอะไรอย่างนี้ ท่าทีลีลาดูแล้วมันนั้นแหน่ มันน่ากำปั้นยันตูมเข้าสักหมัด อาตมาก็พูดอย่างผู้ชาย พูดอย่างนักเลงๆ ผู้ชายอะไรกันนักกันหนานะ อีตถีภาวะลักษณะพวกนี้ นี่ อิตถีภาวะดูแล้วผู้ชายก็เป็นเห็นแล้วก็ดู อาจจะไม่อ้อนแอ้น เหมือนในเชิงผู้หญิง ค้อนไปในเชิงผู้หญิง ค้อนไปในเชิงผู้ชายอะไร ถ้าไม่ชอบใจกัน สัมผัสสัมพันธ์อะไรต่ออะไรบ้าง มันก็เห็นนะ มันมีอย่างนี้ มันก็เกิดมาจากจิต มโนจิต เป็นประธานสิ่งทั้งปวง อาตมาเองอาตมาเสียดายนะ เสียดายพวกเรานี่ เสียดายที่จะตะปูตรึงใจเพิ่มมาก หนองมันมากๆ ขึ้นสักวันหนึ่ง มันก็ต้องจากกัน มันก็ต้องแยกกันออกไปห่างกัน โถ พยายามที่จะมารวมกันได้ขนาดนี้ แสนยากแสนเข็ญ จริงๆ นะ อาตมาไม่ใช่ว่าหลงตัวลืมตัวอะไร ใครเก่งก็ลองไปทำดูเถอะ ที่ไปสร้างหมู่ชน ให้มารวมกันอยู่อย่างนี้ได้ โดยลักษณะวิธีอย่างนี้ ไม่ใช่ต้องไปบังคับกดขี่ หลอกล่อจ้างวาน มาอยู่รวมกันสร้างยิ่งกว่ากรุงโรมน่ะนี่ กรุงโรมมันก็ยังสร้างใช้อำนาจบาตรใหญ่ สร้างอย่างขี้หมูขี้หมากรุงโรม อย่างหนังฝรั่งอะไรเขานี่ สร้างกรุงโรมเขาว่ายิ่งใหญ่ อาตมาว่าอันนี้ยิ่งใหญ่กว่าสร้างกรุงโรมเสียอีก กว่าจะสร้างมาได้อย่างนี้ ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือด้วยน้ำใจด้วยการเสียสละ ด้วยการเข้าใจด้วยปัญญาและด้วยการอาศัย มีจิตใจที่พวกคุณอยู่นี่อาศัยเอาใจของคุณอยู่ที่นี่นี่ เป็นคนอยู่ที่นี่ คุณจะรู้สึกสุขหรือไม่สุข รู้สึกดีหรือไม่ดี รู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์มีคุณค่า เป็นความประเสริฐหรือไม่ประเสริฐนี่ ใจของคุณนะ ถ้าคุณรู้ว่าไม่ประเสริฐ รู้ว่าไม่ดี คุณไม่ทำ คุณไม่มาหรอก ยิ่งเข้าใจว่าผิดด้วย เข้าใจเลวด้วย เข้าใจว่าโง่เง่าด้วย คุณจะเอาเหรอ คุณก็ต้องเข้าใจว่านี่ประเสริฐ นี่ดี นี่ไม่ผิด นี่วิเศษ นี่เป็นสุข สุขขนาดนี้ เป็นสุขอย่างโลกีย์ไม่ใช่อย่างเสพสมสุขสม สุขอย่างบำเรอ ไม่ใช่สุขอย่าง สุขัลลิกะ นี่เป็นวูปสโมสุข สุขอย่างระงับ สุขอย่างไม่โลภ สุขอย่างไม่โกรธ แต่ก็ ยังมาผูกโกรธ แต่ไม่ล้างอยู่นี่ มันก็ยังไม่เอาออกนี่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็พออยู่ได้ ก็ยังพอมีบทบาทการกระทำ มีวาจา มีกัมมันตะ มีอาชีวะ มีการงาน มีคุณค่า มี ประโยชน์อยู่มากบ้างน้อยบ้าง แม้จะมีตะปูตรึงใจบ้าง ก็ยังทำอยู่ได้ ถ้าตะปูตรึงใจมากๆ มันไม่ทำอะไรนะ ถ้ามันถูกตอกตะปูแล้ว มันไม่ทำหรอก มันเจ็บ มันปวด มันหมดแรงหมดเรี่ยว มันไม่ทำหรอก โกรธจัดๆ นี่หมดเลย มืออ่อน ตีนอ่อน หมดเลย ใครเคยบ้างละ โกรธมากๆ หมด มืออ่อนตีนอ่อน ทำอะไรไม่ได้เลย เพลียไปเลย เปลี้ยไปเลย ดีไม่ดี เป็นลมเป็นแล้งไปเลย โกรธจัดๆ นี้ แต่พวกเรานี่มาอยู่ได้ เราว่าก็ทนบ้าง ในส่วนที่เรามีตัวที่ล้างยังไม่ได้อยู่ทนบ้าง แต่ก็ทนได้โดยไม่ยาก และทนได้โดยไม่ลำบาก จนกระทั่งล้างได้จริง ปลดปล่อยได้จริง ก็ไม่ต้องทน และอยู่มาเห็นคุณค่าเห็นเป็นคุณค่า อาตมาไม่เชื่อหรอกว่า พวกคุณอยู่กันนี่ อย่างทนๆ งมงาย เออ อยู่ไป อย่างนี้ เราไม่เห็นคุณค่างมงายอยู่ๆ ไป อาตมาก็หลอกล่อสวรรค์วิมานอะไรเอา ไว้ให้ ไม่ได้มีปัญญาเข้าใจถึงสัจจะ แม้ปัจจุบันธรรมนี่ มันดียังไง คุณค่า มันคืออะไร เสียสละสร้างสรรเป็นบุญเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ต่อคนนั้นคนนี้ ต่อสิ่งที่จะเกิดสภาพยิ่งจะเป็นสังคมพุทธบริษัท เป็น สพรหมจรรย์ เป็นหมู่บ้านหมู่เมืองเป็นสัมภวังโก เป็นกาโย เป็นเอกภพหรือเป็น Unity หนึ่ง เป็น Community ขึ้นมาเป็นกลุ่มคนกลุ่มชนขึ้นมา เป็น Co-Housing เป็นหมู่บ้าน จะมีทุกอย่าง มีจารีต มีประเพณี มีวิธีการทำอย่างนี้อยู่อย่างนี้ คนนี้ ตื่นเช้ามาก็มีกิจมีการมีงาน มีกิจวัตร มีกิจกรรมการ มีกิจกรรม มีพฤติกรรมของเราไปทำ ถึงเวลามีพิธีกรรมไอ้นั่นไอ้นี่ เราก็มาทำพิธีกรรมนั้น กรรมนี้กัน หมดพิธีก็ไปทำกิจการ ทำกิจกรรมกันไป ตามพิธีกรรมที่เราได้ฝึกปรือมาแล้ว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นพฤติกรรมทำไปวันๆคืนๆ ไม่ได้อยู่ด้วยอำนาจลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรกันนักกันหนา หรือแม้โลกียสุข ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย มันชัดเจนไหมว่ามันอยู่เหนือโลกียะ มันไม่ได้เป็นอย่างโลกธรรม อย่างที่เขาเป็นกัน ในโลกเขาเอาลาภจ้างกัน เดี๋ยวเอายศจ้างกัน เอาสรรเสริญมาปลุกเร้ากัน อยู่ด้วยอำนาจแรงโลก โลกียธรรมนี่เขาก็เอาโลกเอาโลกียะ มันก็ลาภ เอายศ เอาสรรเสริญ เอาโลกียสุขนั่นแหละ มาปลุกเร้าให้คนได้ เออ ได้เงินได้ทอง ได้ลาภ ได้ยศ ก็ไปเสพโลกียสุข ให้แก่ตัวเองอยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไรก็บันเทิง เริงรมย์ไปนี่ก็ล้างก็ตัด ไม่ให้มีอะไรมากมายนัก อุตส่าห์เอาวิดีโอเอามาให้ดู ก็เข้าใจแล้วดู ดูมั่งไม่ดูมั่ง แต่ก่อนก็ติดมันมั่ง ต่อไปๆ เออ ก็ลดวางลดคลายไม่จี๋ ไม่จ๋า อะไรนักหนา ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้ ดูไปแค่นี้ ก็พอ สันโดษไม่ต้องไปเต้นแร้ง เต้นกา ไม่ต้องไปหาเรื่องที่จะไประเริงสุข ตามประสาแต่ละอายุ เลือกสุขกันคนละแบบ คนละอย่างนะ อย่างที่อายุมากหน่อย อย่างนี้คนแก่ก็มีสิ่งบำเรอสุขไปกัน ตามอายุขัย อายุขนาดถ้าผิดสภาพ บางทีมันผิดสภาพ เช่น ว่าแก่หัวหงอกแล้ว ไปอยู่ในผับ ไปดิ้นเหมือนอย่างเด็กวัยรุ่น เขาก็บอกว่า เฮ้ย ไอ้นี่มาผิด ไอ้นี่มัน เฒ่าหัวงู เฒ่าทารกอะไร ก็ว่ากันไป เพราะมันผิดสภาพ แล้วก็ไปเสพสุขตามที่ ตัวเองนึกว่าจะเป็นสุข ปั้นอย่างโน้น สภาพอย่างนี้อะไรไปหาเรื่องหาราวว่ามันจะเป็นสุขสมใจ มีความสุขด้วยเชิงนั้นเชิงนี้ ก็บำเรออยู่นั่น ก็ไม่ได้เรียน เขาไม่เลิก ไม่ละไม่ลดหรอกหมุนเวียนเปลี่ยนไป จนกว่าจะตาย แต่พวกนี่ชัดเจนว่า ถึงแม้จะแก่เราก็ไม่ไปทำอย่างนั้น นี่ตั้งแต่หนุ่ม ตั้งแต่เด็ก ไอ้เขายึดฐานเด็กเราก็ ไม่ติดมา วัยรุ่น เราก็เข้าใจไปเลิกไปละไป เดี๋ยวจะมีเด็กๆ ใหัพิสูจน์ต่อไป เออ เราก็ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกเด็กๆ วัยรุ่นที่เขาติดกัน อยู่แบบโลกๆ คนโลกียะ ซึ่ง เขาได้เขาก็เป็นของเขามีเด็กให้เห็น มีหนุ่ม สาวๆ ให้เห็น มีคนที่อายุพอสมควร รุ่น 30 รุ่น 40 40 ขึ้นไป 50 อะไรนี่ มันจะมีภพ มีอะไรๆ ที่เราไปปั้นไปยึดไปถือเอาว่า เราจะต้องสุขอย่างนี้ จะต้องคนเขาอย่างนี้รุ่นนี้ อายุอานามขนาดนี้ ก็จะต้องสุขแบบนี้ ซึ่งเสพสมสุขสม ตามที่เขาตั้งข้อ ตั้งอุปาทาน ตั้งสมมุติ ตั้งเจตนารมณ์ ตามที่เราหลง ใครหลงอย่างไรก็เอา อันนั้นแหละมาบำเรอ จะต้อง หามาเสพสมให้ได้ แต่เราไม่ได้ปั้น แต่เราเข้าใจขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ไม่ต้องมีอะไรแม้จะมีอายุใครยิ่งบรรลุตั้งแต่เด็กๆ ก็จะไม่มีอะไรที่จะมาเสพอีกเลย เป็นหนุ่มสาวก็ไม่ต้องไปเสพสุขอย่างเยาว์ เป็นอายุมากขึ้น 30-40-50 ไปก็ไม่ต้องเอาอันโน่นมาเสพมาบำเรอ เราก็พอใจ เราก็เป็นสุขเบิกบาน ร่าเริงไปได้เรื่อยๆ ไม่มีโลกียสุข เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญอะไร แต่เราก็ขยัน หมั่นเพียร สิ่งที่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน