ผู้อยู่ในฐานะครูในปัญญา 8 คือใคร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ผู้อยู่ในฐานะครูในปัญญา 8 คือใคร _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ในหนังสือเปิดยุคบุญนิยมเล่ม๒ ข้อ๑๕ รู้จากผู้อื่นหมายถึงรู้จากใครบ้าง? ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐินั้น ต่างจากสัตบุรุษอย่างไร ต้องบรรลุธรรมขั้นไหนอย่างไรคะ เพราะในอนุปัสสี๔ นั้น ผู้ได้ข้อ๑บรรลุอนิจจานุปัสสีได้สัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้อยู่ในฐานะครูควรได้สัมมาทิฏฐิขั้นไหนคะ ลูกเขียนมาเหมือนรู้มาก แต่แท้จริงลูกไม่เข้าใจคะ พ่อครูว่า…โลกุตรธรรมจะต้องได้รู้จากผู้อื่น คิดเองไม่ได้ ขบคิดจนหัวแตกเองก็คิดไม่ได้ 1. ต้องได้รับจากพระพุทธเจ้าโดยตรง หรือ 2. ต้องได้รับจากสัตบุรุษหรือผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิก่อนแล้วเท่านั้น ฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ผู้ที่เป็นครูนั้น รู้มาถูกต้องสัมมาทิฏฐิมั่นใจแล้วก็ตอบได้ ทั้งๆที่ตัวเอง ผู้รู้ครูคนนั้นอาจจะยังไม่บรรลุ อาจจะรู้แต่บัญญัติ รู้แต่ภาษา รู้แต่ทฤษฎี รู้แต่เป็นความรู้ยังไม่มีความจริง ยังไม่เกิดมรรคผลที่ตัวเองเลย ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเยอะ ในเถรสมาคมมีเยอะ เรียนแต่ปริยัติเรียนแต่บัญญัติ จนกระทั่งกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เป็นปราชญ์เอก ได้รับความเป็นปราชญ์ แต่ว่าสภาวะธรรมนั้นยังไม่ได้นานบรรลุ แม้แต่ในคำว่า กาย คำว่า ตัวตน เช่น สักกะ กับ กายะ สักกะ คือ ตนของตน ใน สก สว สยะ ที่อาตมาเคยไล่ให้ฟัง แต่เขารู้ตนเองไม่จริงไม่เต็ม อาจจะรู้กายกรรม วจีกรรมเพราะมันหยาบ แต่ว่ามโนกรรมนั้นไม่รู้ชัดเจน เพราะแม้แต่คำว่า กาย ก็ยังเข้าใจไม่ชัดเจน กาย ต้องเกี่ยวเนื่องกับภายนอกด้วยแต่ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิเข้าใจว่ากายเป็นแต่เพียงภายนอก จิตเป็นแต่เพียงภายในก็เลยแยกกายแยกจิตเป็นคนละส่วน เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิมาแต่คำว่า สักกายทิฏฐิ ตั้งแต่ต้นก็ยังไม่สัมมาทิฎฐิ ยังเข้าใจกา

อ่านต่อ

ยเป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีจิต แล้วจะไปต่อได้อย่างไรเพราะว่ากิเลสอยู่ภายในจิต ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย กิเลสไม่ได้อยู่ที่แครอท บีทรูท บักต้องหรือ ไม่ใช่ กิเลสมันจิต เพราะฉะนั้นคุณเรียนรู้กาย คุณก็ต้องมีกายด้วยจิตด้วย เป็นคู่ 2 แล้วเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา เกิดจิต เกิดกิเลส ปรุงแต่งกันด้วยอวิชชา คุณก็ต้องแยกกิเลสให้ออกจากที่มันปรุงแต่ง ปรุงแต่งมาก็เป็นวิญญาณ เป็นกลุ่มก้อนทั้ง 3 ครบเรียกว่าสังขารแล้วก็มาเป็นวิญญาณ จึงจะต้องมาเรียนรู้นามจากคู่จาก 1 และ 2 จากปฏิจจสมุปบาท สังขาร วิญญาณ นามรูป ผู้ที่มีอวิชชา สังขารคือการปรุงแต่งระหว่างรูปนาม เขาเรียนพยัญชนะมาก็รู้ทุกคน แต่จริงๆรูปนามของคุณเป็นรูปนามอะไรบ้าง มีธาตุรู้กับอีกสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งจริงๆก็คือวัตถุเลย สสารเลย ดินน้ำไฟลมเลย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านแจกรูปไว้ถึง 28 ดินน้ำไฟลมน้ำแค่ 4 เท่านั้น จาก 4 ไปแล้วซับซ้อน ลึกซึ้ง จาก 4 ตั้งแต่เกิด ปสาทรูป โคจรรูปหรือวิสยรูป จากทวารนอก ทวารใน ทำปฏิกิริยากันทำงานกันระหว่างประสาทกับภายนอก ประสาทเองมันก็เป็นรูป มันจะมี ปสาทรูป โคจระก็เริ่มเดินทางออกมาทำงาน เป็นวิสัยที่จะมีความรู้ในระดับวิสัย ไม่ใช่ความรู้ระดับอาศัยหรือนิสัย อาตมาแบ่ง อาศัย วิสัย นิสัย อนุสัย แบ่ง 4 ก็เอามาใช้งานยกตัวอย่างประกอบว่าเยอะ กว่าที่คุณจะสามารถรู้คำว่ากาย พ้นสักกายทิฏฐิ แต่คำว่ากายคุณมิจฉาทิฏฐิ แล้วคุณจะพ้นสักกายทิฏฐิได้อย่างไร ชัดเจนขึ้นไหม คุณเข้าใจกายเป็นแต่เพียงภายนอกอย่างเดียวเท่านั้นไม่เกี่ยวกับจิต ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่ท่านบอกว่า กายคือจิต มโน วิญญาณ ตถาคตเรียก กาย ว่า จิต มโน วิญญาณ แม้แต่ในพจนานุกรมบาลีหลายเล่มก็ยังแปลว่า กาย คือ องค์ประชุมของเจตสิก ซึ่งเป็นนามไม่ใช่รูป คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น เขาก็แปลในพจนานุกรมอยู่นะ ซึ่งความเข้าใจไม่ง่ายเลย เพราะคนมันเสื่อมไปจากความรู้ของพระพุทธเจ้าจริงๆเลย ก็เลย แยกกายแยกจิต ยิ่งเป็นไทยคำว่ากาย มาเป็นภาษาไทยชัดๆ บวชเป็นไทยเต็มๆ ได้ citizen เป็นไทยไปแล้ว ไม่ใช่แค่สัญชาติไทยเท่านั้น มันจะเป็นเชื้อชาติไทยไปแล้ว กาย เป็นภาษาไทยเต็มๆ แล้วแปลว่า ร่างข้างนอกเท่านั้น ตามมิจฉาทิฏฐิ เห็นไหมนี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธไปไกลขนาดไหน อาตมาก็จ้ำจี้จ้ำไชเรื่อง กาย บุญ สมาธิ ฌาน ก็พอรู้ แต่เขาก็รู้ยังไม่เต็มยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็เลยต้องอธิบายไป พวกเราพอเข้าใจได้จึงเอาไปปฏิบัติธรรมได้ จึงบรรลุความจริง เป็นปรากฏการณ์จริงเป็น phenomenon อย่างแท้จริง อาตมาถึงบอกว่าชาวอโศกในชุมชนต่างๆทุกวันนี้อยู่ในขั้นอนาคามีภูมิ เพราะว่าบางทีขั้นของโสดาบัน สกิทาคามี ยังอยู่ยากเลย ปุถุชนไม่ต้องพูดถึงเลย ยิ่งพวกอบายมุข อบายภูมิอยู่ในนี้ไม่ได้หรอก กระเด็นไปหมด ซึ่งในที่นี้ก็ไม่มีเลยอบายภูมิเขาไม่มีเลย ขั้นกามหยาบๆก็ยังอยู่ยากเลย เพราะฉะนั้นมันต้องสูงขึ้นมาระดับพอสมควร อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งยืนยันความจริงของสังคมชาวอโศกจะเป็นอย่างนี้ไปทุกสังคม ชุมชนเล็กชุมชนฟ้าใจน้อย ชุมชนใหญ่ก็แล้วแต่ก็เป็นไป... นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลก

เมื่อชุมชนของชาวอโศกเจริญพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นกลุ่มหมู่ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ทั้ง Quality และ Quantity ทั้งปริมาณและคุณภาพที่มากพอจนกระทั่งคนเห็นได้ ส่วนคนตาบอดเห็นได้ อาตมาใช้สำนวนโวหารนี้ ขนาดคนตาบอดเห็นได้ เมื่อนั้น แต่ที่จริงคนตาบอดจะไปเห็นได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นโวหาร ซึ่งก็ตาแต่ละคนก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาภูมิธรรม ภูมิปัญญาจนกระทั่งรู้จริง อันนี้เป็นของจริง นี่เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า อ๋อ มีความจริงทั้งสภาพเลย อยู่กันอย่างสาราณียธรรม 6 มีทั้งสาธารณโภคี ลาภได้มาโดยธรรมก็เอามาร่วมกันกินกันใช้เหลือเฟือ ต่างคนต่างมักน้อยสันโดษ มีคุณธรรมวรรณะ 9 อยู่ในตัว เป็นคนเลี้ยงง่ายสบายไม่เรื่องมากอะไรต่ออะไร พัฒนาให้ขึ้นไปเป็นโลกุตระบุคคล เป็นคนอาริยะง่าย สุโปสะ แล้วเป็นคนมักน้อยกล้าจน มีน้อยก็พอ อัปปิจฉะไม่เอามาก มีน้อยก็พอ สันตุฏฐิ อัปปิจฉะ ต้องการน้อยๆมากไม่เอาเท่านี้ก็พอ น้อยเท่าไหร่ก็พอ นอกนั้นก็ฝากไว้ส่วนกลางจะใช้เมื่อไหร่ก็หยิบจับใช้ ใช้เหลือก็เอางไปคืน จะเก็บเอาไว้ทำไมมันหนัก ให้ผู้ดูแลรักษารักษาไปสิ เอาไว้ที่เราทำไมมันหนัก จะใช้ก็ค่อยเอามาใช้สิ สะดวกดี ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องดูแลรักษา ไม่ต้องแบกหามอะไรอย่างนี้ นัยยะมันชัดเจนหมด พอ จากนั้นไป อะไรที่ขาดหก ตกหล่น สัลเลขะ ก็ขัดเกลา กายวาจาใจ เป็นโพธิสัตว์ก็ขัดเกลาอยู่ ยังไม่ถึงเยี่ยมยอดเหมือนพระพุทธเจ้า ก็ขัดเกลาไป พัฒนาไปเรื่อยๆ ธูตะ ทำตามหลักเกณฑ์ที่สูงขึ้น ธูตะคือศีลเคร่ง หรือ เป็นภาษาไทยว่าธุดงค์ พวกที่เคร่ง ผู้ที่ได้แล้วตามหลักเกณฑ์ศีลของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้แล้วไม่เคร่ง แต่ที่เคร่งนั้นยังต้องคุมเคร่ง ยังต้องเกร็งต้องระมัดระวัง ถ้าได้แล้วมันก็จะเบาสบายคล่องตัวง่าย จนกระทั่งมันไม่ต้องไปทำอะไรมันเป็นอัตโนมัติอยู่ในตัว ก็ไม่ต้องเคร่ง สบายแล้ว อย่างพวกเรากินมื้อเดียวสบายไม่ต้องเคร่งอะไร ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองก็สบาย แต่พวกนั้นไม่ใช้ทองไม่เคร่งไม่ไหว กินมื้อเดียวก็ตายเลย ไม่กินเนื้อสัตว์เราก็ไม่ได้เคร่งอะไร เราสบายจะตาย อย่างนี้เป็นต้น เสื้อผ้าหน้าแพรจะไปเอามาให้รกรุงรังทำไม แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว เอามาเก็บก็เปลืองที่ต้องดูแลรักษา เดี๋ยวก็แมลงสาบมาก เปลืองตู้เปลืองห้อง ไม่ได้เรื่อง ก็ใช้เท่านี้ซักไปเปลี่ยนเวียนวนไปใช้ก็พอแล้ว จิตมันพอจริงๆ สู่แดนธรรม...เขาถามว่าผู้รู้ที่อยู่ในฐานะครู มีความต่างกัน พ่อครูว่า…ผู้ที่มีสัมมาทิฐิแต่ตัวเองยังไม่บรรลุก็มี แต่ต้องแม่นจริงๆ แต่ถ้าผู้ที่เที่ยงแท้แล้วถูกจริง รู้จักสภาวะ 2 ครบครันทั้งรูปนามบรรลุในตัวเองได้ นับตั้งแต่ สยังอภิญญา ถึงจะควรถึงจะพอที่จะมั่นใจได้ ถ้ายังไม่ถึง นิยตโพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ขั้นตอนนี้ยาวนาน โดยเฉพาะพวกที่ศรัทธาธิกะจะยาวนานมากเลย อย่างเช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นศรัทธาธิกะ อย่างคุณจำลองเป็นศรัทธาธิกะ จะนาน 640618_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณกินข้าวได้ไหม อย่างไรคือสัมมาทิฏฐิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน