ส้มมาทิฏฐิ 10 เน้นเรื่องทาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์717 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ส้มมาทิฏฐิ 10 เน้นเรื่องทาน พ่อครูว่า…สัมมาทิฏฐิตัวสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือ สัมมาทิฏฐิ 10 ซึ่งเป็นประธานของการปฏิบัติธรรม ถ้าคุณไม่สามารถที่จะรู้ได้ครบ สัมมาทิฏฐิ 10 คุณไม่บรรลุอรหันต์หรอก แม้แต่ตัวแรก นัตถิทินนัง ไม่สามารถรู้ในเรื่องของการทาน ทานที่ให้แล้วไม่มีผล นัตถิทินนัง ทานแล้วทำใจในใจไม่เป็น ทานแล้วไม่มีมรรคผล ทานแล้วมีภพมีชาติ ผู้ที่ทำทานแล้วต้องการสิ่งที่ตอบแทนให้กลับคืนมาตอบแทนตัวเอง มันก็ยังมีภพมีชาติ มากหรือน้อย พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ในทานสูตร ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

ปริภุญฺชิสฺสามีติ หมายถึงชาติหน้าที่เป็นตัวตนภพชาติอีกชาติหนึ่ง อาตมาไม่อยากอธิบายข้ามชาติ เพราะฉะนั้นแค่ตัวพยัญชนะก็ไม่อยากจะจำเลย ซึ่งมันไม่ได้ยากเย็นเลยตัวนี้ แต่ตอนนี้ไม่จำสักทีนึกไม่ออกสักที นอกจากนี้ยังมีอตฺตมนตาโสมนสฺสํ ไปปลื้มใส่จิต

อ่านต่อ

ใจ ฝังเล็บฝังเขี้ยวไว้ในภพชาตินั้นเลยอย่างเช่นธัมมชโย ปลื้ม เขานึกว่านั้นเป็นสวรรค์ชั้นสุดยอด ทานชั้นที่ 5 อตฺตมนตาโสมนสฺสํ ซึ่งมันยิ่งไปกันใหญ่เลยไปปลื้ม เพราะฉะนั้นความไม่รู้แล้วไม่เข้าใจเรื่องภพชาติ ก็พากันออกนอกลู่นอกทาง หลง อย่างเช่นธัมมชโยนี่ก็คนหนึ่ง ออกนอกภพเป็นวิมานฟุ้งเฟ้อ วิมานซับซ้อน เป็นพวกสร้างวิมาน สายมหาบัว อาจารย์มั่นก็หนีมุดบาดาล ส่วนพวกนี้ก็เป็นพญาครุฑไปสำหรับสายธัมมชโยเหินหาวไปไหนต่อไหน พญาครุฑกับพญานาค ถึงคนละฝั่งฟากเลย ความไม่รู้จึงสร้างภพชาติอย่างนี้แหละสรุปไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

ทินนัง ทานแล้ว ยกตัวอย่าง ทำใจในใจไม่เป็น พัฒนาใจให้ไม่มีภพชาติไม่เป็น ถ้าเข้าใจง่ายๆทำแล้วตัด สูญ ไม่ต้องไปสร้างภพชาติต่อ ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้อะไรต่อ จบ แต่คุณไม่จบ มันก็เป็นจริงมันก็จะเป็น 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ มันกลับกันเลย อวิชชามันก็อยากได้อยากมีอยากเป็น ทุกคนก็เคยมาทั้งนั้น อาตมาก็เคยมา เมื่อเข้าใจแล้วเราเคยมาตั้งเยอะแยะตอนนี้ก็พอ ไอ้ที่แล้วก็แล้วกัน ที่ใหม่เราก็ทำให้ถูกตรงขึ้นมา ไม่เช่นนั้นมันก็จะจมอยู่อย่างนั้น ทินนัง ศีลพรต ยิฏฐัง วิธีปฏิบัติก็เหมือนกับการทาน อันข้อที่ 1 ทานเพื่อล้างกิเลส “ อัตถิ ทินนัง ” ข้อที่ 2 วิธีปฏิบัติเพื่อล้างกิเลส “ อัตถิ ยิฏฐัง” ศีลสมาธิปัญญาเพื่อล้างกิเลส คุณปฏิบัติศีลสมาธิปัญญามีพบมีชาติเหมือนกัน ก็เหมือนกับการทานที่คุณก็มีภพชาติ ปฏิบัติประพฤติธรรมด้วยศีลต่างๆคุณก็ยังไม่รู้จักภพชาติ ก็ไปมีชาติอีก ก็เหมือนกัน ต่างกันตรงที่เหตุแห่งการปฏิบัติอันหนึ่งเป็นการทำทานอีกอันหนึ่งเป็นการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมปฏิบัติศีลพรต ตามวินัย คุณก็ยังมีภพมีชาติอยู่ เพราะฉะนั้นคุณมีทิฐิอย่างไรเข้าใจยังไงคุณต้องได้อย่างนั้น “อัตถิ หุตัง” ผลที่ได้จริงขึ้นมาจากการทำทานแล้ว คุณสร้างภพชาติต่อหรือคุณตัดภพชาติ หุตังเป็นผล คุณก็ต้องตรวจได้ นี่คือสัมมาทิฏฐิข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ทุกอย่างเป็นกรรม “ อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก” ผลวิบากจากการปฏิบัติธรรม จะถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ สุกต ใช้ ก.ไก่ กับตัว ต.เต่า

ส่วน ทุกกฎ ใช้ ก.ไก่ กับ ฏ.ปฏัก คุณจะทำถูกหรือไม่ถูกนั่นแหละเอาง่ายๆ สุ ก็คือถูก ทุก็คือไม่ถูก ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 “ อยัง โลโก” “ปโร โลโก” โลกนี้ก็คือโลกโลกีย์ โลกหน้าก็คือโลกโลกุตระ โลกหน้าที่เป็นโลกีย์ก็มีปัจจุบันนี้ก็มีเป็นภพเป็นชาติ โลกหน้าของปัจจุบันนี้คุณก็ยังมีมิจฉาทิฐิอยู่ก็ยังมีโลกหน้าที่เป็นภพชาติอยู่ แต่ถ้าคุณมีโลกุตระ โลกหน้าของคุณไม่มี มีแต่โลกนี้ โลกหน้ามีแต่ไม่ใช่โลกหน้าที่เป็นภพชาติ เป็นโลกหน้าที่มีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น เป็นสัมโพธิปรายนะ สู่ที่สุดที่สูงไปตามลำดับ นั่นแหละคือโลกหน้าของสัจธรรม ของธรรมะ ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภพไม่ใช่ชาติ

ข้อที่ 7 กับข้อที่ 8 คือ “ มาตา” “ปิตา” เหตุหนึ่งเป็นมาตา อีกเหตุเป็นปิตา มาตา คือ เป็นผู้ให้กำเนิด ปิตา ก็คือผู้ให้กำเนิด แต่ผู้ให้กำเนิด 2 อย่างนี้ อาตมาคุยกับเทวดาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ยังไม่ชัดเจนทีเดียว ฝากไว้ก่อนโอฬาร สู่แดนธรรม...พ่อท่านเคยเขียนเอาไว้ในลำธารชีวิตบ้าง พ่อครูว่า…ก็เคยเขียนไว้บ้างสลับไปสลับมาระหว่างมาตา ปิตา เป็นสิริมหามายาซับซ้อน บางครั้งเป็นพ่อบางครั้งเป็นแม่ ในเนื้อธรรมในสารธรรม บางครั้งทำตัวเป็นพ่อบางครั้งทำตัวเป็นแม่ แต่ผู้ที่ชัดเจนแล้วไม่ทำตัวเป็นแม่ ทำตัวแต่เป็นพ่อ อย่างเช่น พระพุทธเจ้าทำตัวเป็นพ่ออย่างเดียวไม่ทำหน้าที่แม่ แม่คือภิกษุทั้งหลายสาวกทั้งหลายเป็นแม่ อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งเข้าไปขยายความว่าโปรดมารดาอยู่ที่ดาวดึงส์ แล้วสารีบุตรนั่งฟังอยู่ตีนภูเขาแล้วแอบได้ยิน รับออกไปหมด แม้แต่มารดาก็ยังไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าโปรดมารดาแต่มารดาไม่รู้เรื่อง แต่พระสารีบุตรเอาไปกินหมด นั่งอยู่ที่ตีนเขา ก็เป็นความซับซ้อนที่จะต้องอธิบาย ผู้ที่เอาสารัตถะได้นั่นคือ สารีปุตโต เป็นลูกแท้ๆที่เกิดจากพ่อ เป็นภาษาสิริมหามายา ที่จริงพระพุทธเจ้าโปรดใคร โปรดลูกนั่นแหละไม่ใช่โปรดแม่ โปรดลูกเพื่อให้เกิดเป็นแม่ เพื่อให้เป็นแม่ที่จะไปคลอดลูกต่อๆไปอีก สาวกคือลูก สารีบุตรเป็นลูก โมคคัลลานะเป็นลูก พระกัจจายนะเป็นลูกทั้งนั้นแหละ ก็เพื่อจะเกิดลูกไปให้เกิดลูกอีก ถ้า 2 คน โมคคัลลานะกับสารีบุตร ใครเป็นแม่ใครเป็นพ่อ ใครเป็นอิตถีภาวะ ใครเป็นปุริสภาวะ เราจะอธิบายให้โมคคัลลานะเป็นพ่อหรือเป็นแม่ก็ได้ ให้สารีบุตรเป็นพ่อหรือแม่ก็ได้ พยัญชนะสลับได้แต่สารสัจจะอธิบายให้ตรงก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นพ่อหรือแม่..เอาไว้ค่อยอธิบาย มันสลับไปมาระหว่างพ่อแม่ ไม่ใช่เรื่องจะรู้ได้ง่ายๆเป็น อจินไตย แม่หรือพ่อ จะทำให้เกิดลูกคือเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ข้อที่ 9 “ สัตตา โอปปาติกา” เป็นโอปปาติกโยนิ ไม่ใช่ ชลาพุชะ(เกิดจากครรภ์) หรือสังเสทชะ(แตกตัวเอาเอง) หรืออัณฑชโยนิ (เกิดสองชั้นเป็นไข่ก่อนเป็นตัว) นี่คือการเกิด 4 ชนิด

สัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ “อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ” อาตมาเองเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้สัมมาทิฏฐิ ถ้าหากจะมาเป็นผู้ที่ไม่จริงก็คงจะถูกจับได้ไปนานแล้ว แต่ถ้าอาตมายังละเอียดดีขึ้นอีกดีขึ้นเรื่อยๆ คุณก็จะรู้ว่าอาตมาพูดจริงหรือไม่จริง สมณะเดินดิน...มีเหตุการณ์ที่พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะตอบไม่เหมือนกัน คือเหตุการณ์ที่มีพระภิกษุมาเถิด พระพุทธเจ้าก็บอกว่ามีชาวประมงหาปลาที่ไหนมา ก็ไล่ไป อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อมีผู้มาบวชใหม่ พระพุทธเจ้าถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรก็บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ควรขวายข้าพเจ้าก็ไม่ควรขวายต่อ แต่ว่า พระพุทธเจ้าถามพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะตอบว่าเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ควรขวายข้าพเจ้าจะเอาภาระต่อ อย่างนี้ใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ พ่อครูว่า…ลูกต้องไปอยู่กับแม่มากกว่า เพราะว่าต้องกินนมแม่มีนมให้กิน 640618_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณกินข้าวได้ไหม อย่างไรคือสัมมาทิฏฐิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน