สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า วันนี้ว่าจะขยายความเรื่อง โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า สัมมาสิกขา สื่อการศึกษา ภาษาบาลีเรียกว่าสิกขา การศึกษา เป็นภาษาไทยกลางๆ ของพุทธคือ สิกขา โรงเรียนที่ถูกต้อง การศึกษาหรือสิกขา ของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องคือ ใครก็เรียนมา คือศีล สมาธิ ปัญญา คือการศึกษา 3 ขยายความเป็น อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ศาสนาพุทธยาวนานมา ตั้ง 2560 ปีผ่านไป นานมาถึงวันนี้ ชาวพุทธก็ดี โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ ในศาสนาพุทธก็ดี ได้มิจฉาทิฏฐิ และพากันทำวิชาปฏิบัติ และเข้าใจ กระบวนการปฏิบัติผิด มันได้ออกไปนอกทาง ของพระพุทธเจ้า อย่าง บริบูรณ์แล้ว กระทั่งทุกวันนี้ ชาวพุทธไทยแล้วประดาครูบาอาจารย์ชาวพุทธไทยก็ได้ประพฤติ ตามเหตุที่มิจฉาทิฐิ มิจฉาปฏิบัติ จนเป็นจารีตประเพณี เป็นวัฒนธรรม ของชาวพุทธไทยกัน ตามที่ปรากฏให้เห็นและเป็นอยู่ ในสังคมไทยทุกวันนี้ ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา จึงไม่ต้องพูดไปถึงวิมุติ นั่นคือพระหรือภิกษุชาวพุทธไทยทั้งหลาย ไม่ถือศีล(จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล) กันแล้ว ถือแต่วินัย 227 พุทธศาสนิกชนคนไทย จึงเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา เพราะพระหรือภิกษุ ทำเดรัจฉานวิชากันนั่นเอง สมณะ ชาวอโศก ที่มาบวชนี้ บวชก็ต้องให้ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ส่วนวินัยก็ต้องให้อยู่แล้ว เป็นกฎหมายลูกหรือกฎหมายอาญา ส่วนศีลเป็นธรรมนูญของพุทธ ไม่มีบทลงโทษ เป็นกฎหมายหลัก พระพุทธเจ้าก็ทำมาก่อนแล้ว โลกก็ทำตามมาความถูกต้องเป็นอันเดียวกัน ที่อาตมากล่าว เหมือนลงโทษ ไปดูแคลน ภิกษุ หรือ พระในสมัยนี้ ก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้มีเจตนา ลบหลู่หรือเจตนาร้าย แต่เป็นเจตนาบอกแจ้ง เจตนาให้ไปแก้ไข ถ้าอาตมาพูดถูกต้องเป็นจริง ว่าท่านได้ถือผิด ก็แก้ไขเสีย หากไม่แก้ไข ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หากท่านจะยืนยั

อ่านต่อ

นว่าจะทำอย่างนั้น ก็ทำมาตั้งแต่ ปู่ย่าตาทวด จะไปแก้อะไรได้ ถ้าจำนน แก้ไม่ได้ก็จบ อาตมาก็มาพาผู้ที่แก้ไขได้ ที่เขาเห็นว่าไม่จำนน จะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ก็มาทำสิ่งที่ถูกกัน ใครที่แก้ไม่ได้ก็ทำไป พระทุกวันนี้ ที่อาตมาได้กล่าว ทั้งพระและภิกษุของศาสนาในหมู่ใหญ่ ได้พากันทำเดรัจฉานวิชากัน แล้วก็พัฒนาก้าวหน้า ในเดรัจฉานวิชากันไป อย่างสุดเหวี่ยง ชนิดที่งมงายกันสุดๆ ไม่สะดุดใจ ไม่ฉุกคิดได้เลยว่า ได้พากันขบถต่อศีลของพระพุทธเจ้ากันสำเร็จผล เพราะฉะนั้นหมู่ใหญ่ การประพฤติสิ่งที่เป็นอยู่ มันล้มล้าง หักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้าไปยังบริบูรณ์สัมบูรณ์ เรียบร้อยแล้ว อ่านตามหลักฐานยืนยัน จากพระไตรปิฎก ที่เป็นหลักฐานยืนยัน ยกตัวอย่าง ไม่อ่านหมดจะยาว มหาศีล 7. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา แล้วยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย (พ่อครูว่า อาตมายังนึกว่า ธัมมชโยเป็นกระเทยหรือไม่นะ ถ้าไม่เป็นกระเทย จะปาราชิกเรื่องเมถุนแน่นอน เพราะผู้หญิง วิ่งเข้าหาคนรวยนะ แล้วธัมมชโยรวยเท่าไหร่ หรือจะปาราชิกแล้วปกปิดก็ไม่รู้ แล้วเรื่องอวดอุตริมนุสธรรม เรื่องฉ้อโกง ก็ปาราชิกแน่ ส่วนข้อฆ่าคนยังไม่มีข่าว แต่ถ้าเป็นกระเทย ก็จะออกทางนั้น แล้วออกทางกามชัด มีเครื่องทำเบบี้เฟส ชัดมากเรื่องกาม แล้วเป็นผู้ชายนะจ๊ะๆ คือผู้ชายอะไร? อาตมาว่าที่พูดนี้ มีเหตุผลนะ ไม่ได้ใส่ความ) ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พระพุทธเจ้าตรัสรายละเอียดเลยว่า การรักษาคน อย่างนี้ล่อแหลมกับการตาย หมอรักษาคนก็มีตายคามือกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่เอา ไปรับผิดชอบเป็นเรื่องของวิบาก เป็นเรื่องวิชาการหมอหรือการค้าขาย พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริม แต่ไม่ได้ห้าม เพราะว่าคนเรา ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ห้ามไม่อยู่หรอก แต่ผู้จะมาศึกษาธรรมะแล้ว ต้องเข้าใจลึกซึ้ง ส่วนสงฆ์ก็รักษากันพอเป็นไป สงฆ์ก็จะรักษากันเพราะเป็นไปช่วยกันตามสมควร และศาสนาพุทธก็ไม่กลัวการตาย จะป่วยจะตายก็เป็นเรื่องสามัญ ตายแล้วถ้ายังไม่ปรินิพพาน ก็กลับมาเกิดอีกแน่นอน แต่ถือว่าได้ใช้หนี้วิบากด้วย การเจ็บป่วย เป็นการใช้หนี้วิบาก คุณจะไปหาความเจ็บป่วยปัจจุบัน มาให้แก่ตัวเอง ก็เป็นการสร้างวิบากปัจจุบน หรือวิบากแต่ชาติก่อน ก็เป็นเพราะคุณสะสมมาเอง เพราะฉะนั้น หากเจ็บป่วยก็ยิ้มรับไปเถอะ คุณทำไว้เอง โทษใครไม่ได้หรอก อยากไปเที่ยวได้ อย่างโน้นอย่างนี้ ฮึดฮัด โทษอันนั้นอันนี้โทษใครไม่ได้หรอก คุณทำเองทั้งนั้นแหละ ที่อาตมาย้ำนักหนาว่า วันนี้ศีลก็ไม่เหลือแล้ว เหลือแต่วินัย 227 ทิ้งศีลแล้ว ถึงไม่เหลือ ความเป็นศาสนาพุทธ เพราะท่านไม่ได้บอกว่า เอาวินัยมาแทนศีล วินัยเป็นเรื่องการเกิดในภายหลัง ไม่ใช่เรื่องของความเป็นศาสนา จุลศีล เป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติ เพื่อจะขัดเกลากิเลส ของแต่ละบุคคล มัชฌิมศีล เป็นหลักเกณฑ์ที่ละเอียดขึ้น ต่อจากจุลศีล เพื่อกำจัดกิเลส ส่วนมหาศีล เป็นข้อกำหนดชี้บ่งว่า ไม่ทำอย่างนี้แหละ นี่คือศาสนาพุทธ ถ้าไปละเมิดอยู่ก็คือ เป็นเรื่องนอกศาสนาพุทธ เอามาใส่ไว้ในศาสนาพุทธ เป็นเครื่องชี้บ่ง ความเป็นศาสนาพุทธ ที่ไม่เหมือนกับศาสนาอื่น ของศาสนาอื่นมี ก็แล้วแต่เขา แต่ของศาสนาพุทธเว้นขาด แต่ทุกวันนี้ไม่มีศีล ก็เลยเลอะเทอะ กลายเป็นเดรัจฉานวิชา ที่ท่านห้ามไว้ในมหาศีล แต่ทุกวันนี้ไม่ถือศีลกัน มีหมด แม้เดรัจฉานวิชชา แม้เป็นหมอเป็นผู้รักษา ก็ออกนอกคำสอนพระพุทธเจ้าไปหมด เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซับซ้อน

อันหนึ่งคือศีล ในการศึกษา 3 ของพระพุทธเจ้า

สอง สมาธิ ที่ทำกันนี้ ก็เป็นมิจฉาสมาธิกันอย่างปักใจมั่น ปักใจมั่นว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นอย่างนี้แหละ แต่เป็นมิจฉาทิฐิ อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้พูดผิด แต่พูดถูกหลัก อย่างนั้นไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า ที่ทำกันส่วนใหญ่เลย ปักใจมั่นกันอย่าง เจตโส อภินิโรปนาเลย อาตมาก็พูดแล้วว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สมาธินั่งหลับตา นั่งหลับตาปฏิบัตินั้น ผิดเลยตั้งแต่ต้น เพราะการนั่งหลับตานั้น เป็นการทิ้งกามภพ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ รับสัมผัสปฏิบัติ แล้วก็ไปปฏิบัติอยู่ในภพ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนั้น คำสอนพระพุทธเจ้า กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ดับในขณะลืมตา ทั้งนั้นเลย ดับกามภพได้ ก็อยู่เหนือ มีโลกุตระ แล้วก็ปฏิบัติในรูปภพ อรูปภพอีก ในขณะลืมตา ไม่ใช่ว่า จะเกิดในขณะหลับตา รูปภพ อรูปภพ ข้อปฏิบัติในขณะลืมตา พระอนาคามีท่านไม่ติดยึด ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขแล้ว แต่เหลือรูปภพ อรูปภพในใจ ท่านก็จะล้างของท่านเองอย่างไม่ต้องไปหลับตาปฏิบัติ จะลืมตา แล้วจะอยู่เหนือไม่ใช่อยู่หนี ศาสนาพุทธไม่ได้มีในลาภยศสรรเสริญโลกึสุข แต่จิตเป็นโลกุตระจิต อยู่เหนืออย่างมีปัญญา มีสติ มีอธิปไตยมีอุตระอยู่เหนือ มีพลังงานที่สามารถต้านทานแรงของโลกียะ แรงของลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข แรงของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อยู่เหนือ ทนได้อย่างสบาย มันจะมาแสดง มีอำนาจบาตรใหญ่ จะมาหลอกว่า มีรสอร่อย เสียงไพเราะ มีกลิ่นที่หอม รูปที่สวยอะไรต่างๆ ก็ไม่ได้กินเราหรอก ซึ่งเป็นเรื่องสุดยอด สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น จึงมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ปฏิบัติไปตั้งแต่ กามภพ อยู่เหนือ บรรลุแล้วก็เหลือเศษเป็น รูปภพ อรูปภพ ก็ล้างต่อไป โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา หรือวิ่งหนี ไม่ต้องไปหาสถานที่หรือเสียเวลา ปฏิบัติอยู่ในการทำงานอาชีพ อาชีวะ กัมมันตะ การกระทำ วาจา สร้างสมาธิอยู่ในการกระทำ การพูด ตาเปิดพูดจานึกคิด ร่วมรู้ร่วมนึกคิด ร่วมสร้างสรรค์ ไม่ได้เสียแรงงาน ไม่ได้เสียพฤติกรรม ไม่ได้เสียสภาพอะไรไปเลย ยังอยู่อย่างมีประโยชน์คุณค่า กับสังคมเขาเต็มๆ บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เสียหาย ไม่ได้สูญเสีย ไม่ได้ขาดจากสังคม สังคมไม่ได้ขาดทุน สังคมกับจะยิ่งกำไร มากยิ่งขึ้น สัมมาทิฏฐิให้ดีๆ สัมมาปฏิบัติจะได้ผลสัมมาปฏิเวธ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ปัญญา ทุกวันนี้ได้แค่ตรรกะ หรือไม่ก็เฉกะ ตรรกะ ขบคิดด้วยเหตุผล ด้วยการคาดคะเน มันไม่ครบบริบูรณ์ด้วยทุกอย่าง ทั้งนอกและใน กามภพ รูปภพ อรูปภพ มีทั้งวัตถุและนามธรรม ลงตัวกันหมด มันไม่เป็นอย่างที่ว่า มันก็กลับไปเป็น เฉกา ฉลาดแบบแกมโกง ฉลาดเต็มไปด้วยเหลี่ยม เหลี่ยมๆๆๆๆ เขาร้องเพลง คนหน้าเหลี่ยมกัน ลึกลับซับซ้อนของ เฉโก อย่างยากที่จะจับได้ไล่ทัน ฉลาดนะ ฉลาดเฉโก คนโง่ที่เขาพูดด้วยภาษาไทยนั้น แท้จริงเขาฉลาดด้วย เฉโก แต่เขาโง่ทางโลกุตระ เขาไม่มีปัญญา เขามีแต่เฉกา บาลีพูดชัด แต่ภาษาไทยปนเปแล้ว ปัญญาเป็นโลกุตระล้วนๆ แต่เฉกานั้นโลกียะล้วนๆ แต่ปนเปกันไปหมดแล้ว ถ้าไปหลงว่าปัญญา คนนี้มีปัญญา 1. ปัญญาของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นโลกุตระ 2. ต้องเกิดขณะลืมตา นั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่เรียกว่าปัญญา จะได้เป็นเพียงสัญญา ปัญญาชนรู้ร่วมกันหมด ไม่ใช่รู้คนเดียว ตนเองนึกคิดฝันเธออยู่คนเดียว หลับตาแล้วจะเกิดปัญญา ไม่มีหรอก หลับตาปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็เกิดแต่สัญญา ปัญญาจะต้องเข้าใจจริงๆเลยว่า เกิดจาก องค์ 6 … ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ ตัวที่ลืมตาทั้งหมดคือ มัคคังคะ มีทั้งอาชีพ การกระทำวาจาความคิด ต้องลืมตาปฏิบัติ มีการกระทำการงานอาชีพ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ร่วมอยู่กับโลก ไม่ได้หนีหลบไปนิ่ง หลับตาคนเดียว ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ปัญญา ทุกวันนี้เข้าใจปัญญาก็ไม่ได้ คำว่า ปัญญาเป็นความฉลาดนี้ ต้องมีครบ 6 ทวาร ฉลาดมาจากคำว่า ฉฬายตนะ มีหกทวาร สัมผัสแล้วทางอายตนะ ต้องรู้ว่าคือความฉลาด ที่ไม่เอาเปรียบโลก ไม่ฉลาดอย่างมีกิเลสแฝง จึงเรียกว่ามีปัญญา หรือ ฉลาดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่ปราศจากกิเลส ถ้าไปหลับตา แล้วก็ฉลาด ยืนยันไม่ได้ว่า ถ้าสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ลาภยศสรรเสริญ เกี่ยวข้องกับตาหูจมูกลิ้นกาย กิเลสคุณเกิดหรือเปล่า ตอบไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ฉลาด อย่างนั้นเป็นแค่ เฉโก คำว่าฉลาด เอาไปใช้ในเฉโก มันเป็นความหลักแหลมรอบรู้ ของจิตเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่โลกุตระ มันเป็นความฉลาดหลักแหลมรอบรู้ ที่จริงไม่ใช่คำว่าฉลาด ก็ไม่ใช่เรื่องของ 6 ทวาร คุณเปิดตาหูจมูกลิ้นกายใจ หกทวาร กลับกลายเป็นการเห็นแก่ตัว แย่งชิงเอาเปรียบ ไม่ใช่การยินดีที่จะเสียสละ เกื้อกูล ไม่แย่งชิง ไม่เป็นพิษภัยกับใคร ตนเองมีแต่สมรรถนะ ทำแล้วก็แบ่งแจกผู้อื่น คนที่ฉลาดแบบไม่เอาเปรียบใคร มีแต่เสียสละ มีแต่ให้ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา มีแต่ผู้ยืนอยู่ในฐานของความขาดทุน นี่คือฉลาด ในหลวงได้สอนหลักในเรื่องโลกุตระ ตลอดเวลา ทรงพระจริยวัตรเป็นโลกุตระ ให้ เดี๋ยวนี้คนก็รู้ต่อเมื่อท่านสิ้นพระชนม์ เมื่อท่านยังทรงพระชนม์อยู่ ก็ไม่รู้ ไม่เอา ตอนนี้ค่อยมาตื่นตัว รู้ตัวก็สายเสียแล้ว ก็มาร้องร่ำรำพันพิรี้พิไร ก็ยังดีที่เข้าใจว่าต้องอย่างนี้ เป็นอย่างในหลวงนี่แหละ ก็ยังดียังสำนึกอย่างเข้าใจ ไม่โง่ต่อ กลับมาฉลาดได้ ให้กลับตัวและประพฤติอย่างในหลวง เสียสละสร้างสรรค์ มีแต่เป็นผู้ให้ ไม่เป็นผู้เอา นี่เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องจริงและประเสริฐ ผู้ที่มีความจริงฉลาด ไม่เป็นปัญญา เป็นตรรกะเฉกะ เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน ฉลาดอย่างยากที่จะจับได้ไล่ทัน ศาสนาพุทธขณะนี้ จึงเป็นบัลลังก์แห่งโลกธรรม ที่รุ่งเรืองไปด้วย ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เสพเสวยกันอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ทั้งกามสุขขัลลิกะ อัตตกิลมถานุโยค โดยไม่รู้สึกรู้สา innocent ไม่เดียงสา ในการจมและงมงาย อยู่กับโลกธรรม อยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้ตัวแต่เขาก็จม ในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในยุคนี้ ประเทศไทยกระเตื้องขึ้น มีสมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันนี้ขึ้นมา ท่านเป็นผู้สมถะ มักน้อยสันโดษ ก็ยินดีปรีดา อาตมาก็ชื่นใจ ไม่เป็นแบบ ที่จะเป็นสังฆราช แล้วยังยินดีในรถเบนซ์ ไหวทัน ประชาชนคนไทย กลับตัวทัน หวิดไป เฉียดไป มายินดีในสังฆราชรูปนี้ ก็อนุโมทนาสาธุ

600219_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน