170200 กรรมฐานของชาวอโศก-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เราจะอธิบายถึงกรรมฐานหลักของเราต่อคราวที่แล้วเราได้อธิบายถึงกรรมฐานหลักไปแล้วไม่เป็นรอบนึงขออธิบายเพิ่มเติมขึ้นไปอีก 3 ก็อาจจะซ้ำขึ้นมากหน่อยเพราะว่าคราวที่แล้วอัดไม่ติดวันนี้ก็เลยพูดอัดเพื่ออัดไว้ด้วยมีเพิ่มเติมให้ด้วยก็มาถามหลักของพวกเราที่เราใช้ปฏิบัติทั้งได้บอกแล้วว่าเราใช้กินอยู่หลับนอนเป็นกรรมฐานให้รู้กินรู้อยู่รู้การหลับนอนอาจจะต้องเป็นไปตามสัมมาคารวะกินเราก็มีสัมมา สมัครการเป็นอยู่เราก็มีสัมมาอริยมรรคหรือแม้หลับนอนเราก็มีสัมมาอาระหัง รู้จักหยุดจักพอต้องกินเลี้ยงต้องกินโน่นต้องกินนี่กินก็ไปตามเรื่องตามราวแม้แต่ความเป็นอยู่ก็เป็นอยู่อย่างลูกโลกเขาก็แล้วแต่เขาจะเฮโลไปยังไงก็ว่าไปตามเขาอย่างนั้นแหละว่าเราไม่มีของตัวเองเราไม่มีปัญญาอย่างอริยะเราไม่ใช่ผู้ชราเราไม่รู้จักสัมมาไม่รู้ความพอเหมาะพอควรอันถูกแท้เป็นจริงมีกำหนดกฎเกณฑ์มันไม่มีอย่างนั้นเพราะงั้นก็ไม่มีสัมมาอาชีวะคำว่าสัมมนาอริยมรรคนั้นมันมีถึงองค์ 8 เราจะต้องมีสัมมาทิฏฐิคือต้องรู้ความพอดีหรือว่าขอความพอควรของทุกๆอย่างด้วยปัญญาสมาธิก็คือเกิดปัญญารู้เห็นเข้าใจมีเหตุมีผล น้องรู้เห็นเข้าใจมีเหตุมีผลอย่างแท้จริงเสียก่อนในชีวิตชีวิตเรามีกินชีวิตเราจะต้องเป็นไปดำเนินอยู่ชีวิตเราก็จะมีการหลับนอนพรุ่งนี้เราจะต้องรู้เข้าใจอย่างแท้จริงอันต้นเลยคือรู้ต้นเลยก็รู้ด้วยปัญญาเป็นภาษาจากผู้สอนบ้างไม่ได้ว่ารู้ตนเลยมีครูมีอาจารย์แนะนำก็ชี้ทางนั้นเรียกว่ามักตามที่ครูผู้สอนหรือว่าอาจจะอ่านมาก็ได้อ่านมาจำได้เข้าใจไม่อ่านมาก็อาจจะไปรู้จักอะไรก็ได้ไปจะได้แอบฟังแอบรู้มาก็ตามก็เรียกว่ารู้อย่างนั้นอย่างนั้นส่วน ที่มีตัวเองของตัวเองรู้เองเป็นเนื้อแท้เป็นสัมมาอริยมรรคเองก็เรียกว่าผู้นั้นมีมากมายแต่ตัวมาแต่ตนเองเลยเกิดแต่ตนเองเลยก็กินเก่งใหญ
อ่านต่อ
่ธรรมดาก็จะมีการมีเชื้อมีอะไรที่จะแนะที่จะจูงถ้าเชื้อของตัวเองเขาเรียกว่าเป็นปัจจัตตังหรือว่าเป็นสัพพัญญูถ้าไม่เชื่อของตัวเองก็เรียกว่าเราต้องรู้มาจากครูผู้สอนรับรู้มาจากตำรารับรู้มาจากเขตปัจจัยอะไรอื่นๆก็ตามแต่เรียกว่าเรารู้ตามมาแล้วเราก็เอามาทำตามการรู้เป็นทางอย่างนั้นแหละเราเรียกว่าสัมมาทิฏฐิแปลว่าเข้าใจเดี๋ยวนี้แหละเราเพิ่งมาเข้าใจเดี๋ยวนี้เราเพิ่งมารู้ทิฏฐินั้นมันแปลว่าเข้าใจหรือเห็นรู้หรือเป็นปัจจุบัน การเกิดอยู่ในปัจจุบันธรรมในวันที่ดวงอาทิตย์นี้เราก็เข้าไปหาเรื่องการกินให้ละเอียดขึ้นอีกในเรื่องกินที่เรากระจายกันเป็นตัวตัวมีอยู่ 3 ตัวเป็นปกติกินนั้นเราจะต้องรู้ใช้คำว่ารู้จึงต้องกินด้วยรู้หรือกินด้วยปัญญาการกินไม่ใช่กินตามตามเข้าไปเขาพากินก็กินก็สอนไปกินอย่างงดกินอย่างนี้เพราะอะไรต่ออะไรนะไปตามโลกตามเรื่องตามราวอะไรของโลกโลกเราไม่กินตามโลกแต่ว่ากินด้วยรู้หรือกินด้วยปัญญาทุกเวลาที่กินเราต้องรู้ทุกเวลาที่เวทนาเกิดในขณะที่กินนั้น ก็มีการผัสสะมีการลิ้มรสมีการได้มีรูปมีนามมีอาหารซึ่งเป็นมหาภูตรูปหรือเป็นรูปนอกแล้วมาแตะผัสสะเข้าที่รูปคือตัวเราเรียกว่าริษยารูปเกิดการรู้ด้วยรถด้วยกลิ่นด้วยเสียงอะไรพวกนี้เรียกว่ารูปเข้ามาวิริยะรูปเป็นรูปติดต่อมาและเราก็ถึงจะมีนามรับรู้จิตของเรารับรู้รสในเวลากินมันจะเกิดทุกเวลาพอรับรู้รสน้ำรู้นั่นแหละมันมีเวทนาเกิดในขณะกินเนี่ย ในขณะที่เรากินอยู่เรารู้อยู่อย่างนั้นให้พิจารณาจึงเรียกว่าเราพิจารณารูปนามอย่างแท้จริงรูปนามไม่ใช่พิจารณาแต่รูปนั่งๆเราต้องรู้คำว่ารูปแท้ๆแล้วก็รูปหมายถึงอะไรและนามก็คือตัวรู้ของเราเมื่อมีการกระทบสัมผัสหรือมีผัสสะเราย่อมรู้เท่าทันในผัสสะนั้นๆแล้วก็ปรุงแต่งเป็นนามธรรมมีเวทนาต่างๆสุขเวทนารู้ทุกขเวทนาเราก็ย่อมรู้และแท้จริงและเราย่อมเป็นผู้ที่ทำเอาปฏิบัติเอาไม่รู้เท่าทันจิตมันเกิดปรุงเป็นสุขเป็นทุกข์เราก็พยายามอย่าไปยึดสุขอย่าไปหลงสุขแล้วก็อย่าไปปฏิฆะหรือว่าอย่าไปโกรธไปเคืองไปเศร้าหมองโดยทุกข์เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่การเกิดอยู่ มันมีเหตุมีปัจจัยเมื่อเกิดไปตามเหตุปัจจัยอันแท้จริงนั้นรสขมรสเค็มรสเปรี้ยวรสหวานรูปแดงรูปเขียวรูปเป็นมหาภูตรูปจะเป็นรูปเหลวๆเป็นรูปแข็งๆเป็นรูปอะไรต่างๆนานาก็ตามแต่มันก็เป็นรูปที่เป็นของจริงของมันอยู่อย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นนะเราอย่าไปหลงมันภายนอกจากที่เราจะพิจารณาโดยอาศัยคำว่ากินแล้วก็อธิบายกันไปอธิบายกันมาด้วยที่เราพูดกันนี่แล้วเราก็ยังมีอุบายสนที่เป็นรูปแบบต่างๆที่เราพยายามเอามาจัดเพื่อที่จะให้มันร้อยเรียงหรือว่ามันสำรวมสังวรหรือมันร้อยรัฐทำให้เราเองมีความรู้หรือว่า รู้เท่าทันได้พิจารณาทำเพิ่มเติมมากขึ้นไม่เผลอสติเช่นว่ากรรมธรรมดาเราเคยกินวันนึง 3 มือสองเมื่อไหร่เราก็มากำหนดเป็นรูปแบบของพวกเราผู้ปฏิบัตินี่มาถึงขั้นที่เราหัวโล้นกันแล้วนี่เราก็มีการกินของเรามีการกินมื้อเดียวเป็นที่สุดเมื่อมากินมื้อเดียวเป็นที่สุดคนเมื่อมันยังมีความติดยศมันยังโหยหาอาวรณ์เรียกว่าพยายามปาทะที่เคยอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดแล้วว่ามันนอกจากมันอาฆาตแล้วมันก็ยังมีอะไรแล้วมันยังมีอารักแล้วก็ยังมีอาภาพต่างๆพวกนี้มีอารมณ์มีอาพาธพวกนี้เป็นเรื่องของความอาลัยอาวรณ์ยังมีพญาปะทะความเกี่ยวโยง ถ้าเราเองเรากิน 3 มื้ออย่างเคยเคยกินมาแล้วเรามาลดหรือกินมื้อนึงเนี่ยจิตเรามันจะแสดงบทอาวรณ์ให้เห็นเชียวมันจะอะไรอาวรณ์นึกถึงจิตมันก็จะกระโดดโลดเต้นไปโหยหาอะไรต่ออะไรขึ้นมาทีเดียวเราก็รู้จิตของเราให้ทันตามจิตของเราให้รู้เข้าใจให้ได้เฉพาะจิตมันไปแล้วนะจิตมันมีอาการเข้าไปปรุงไปแต่งแล้วนะมันไปเกี่ยวข้องเขาแล้วนะเกี่ยวข้องรูปจิตของเราไปเกี่ยวข้องอย่างนั้นก็เป็นการพิจารณาจิตในจิตอีกทีนึงตอนนี้เราไม่มีมหาภูตรูปไม่มีอาการกินไม่มีอะไรเข้าไปแตะที่ลิ้นแต่จิตของเราสิมันเข้าไปแล้วมันเข้าไปปรุงเข้าไปอยากเข้าไปหิวเข้าไปโหยเข้าไปนึกว่าอร่อย บางทีแหมขณะนี้กำลังหิวๆอยู่กินข้าวมื้อเดียวแล้วมาให้นึกถึงไทยๆโอวัลตินเย็นๆสักแก้วมีสุขมีทุกข์อะไรอยู่ในนั้นอย่างนี้เป็นต้นแล้วก็ให้พิจารณาจิตในจิตรู้ถึงทำอารมณ์รู้ถึงอาการของอารมณ์ของธรรมะต่างๆที่เป็นกุศลก็ตามอกุศลก็ตามเรียกว่าธรรมารมณ์อารมณ์ของเรามันไปปรุงเป็นกุศลเรียกว่ามันไปยึดในสิ่งที่ถูกที่ต้องปรุงเป็นสิ่งที่ดีเราก็เรียกว่ากุศลถ้ามันไปปรุงเกินขอบเขตเราก็เรียกว่ามันเกินไปแล้วเป็นอกุศลต้องรู้ความจริงให้ได้ถ้าคนหิวแล้วก็คนใช้พลังงานมากกินมื้อเดียวไม่พอแล้วเราจะต้องการอีกร่างกายมันโหยหาอาวรณ์อย่างมากด้วยมัน มันไม่พอเรี่ยวแรงก็จะไม่มีอะไรพวกนี้เขาเรียกว่ามันเป็นกุศลเพราะมันไม่พอดีอาหารมันเข้าไปใช้จ่ายไม่พอดีเราหิวหรือว่าเราโหยหรือว่าเราต้องการร่างกายต้องการอาหารเขาเรียกว่าถูกและเป็นกุศลจะต้องให้มันแต่ถ้าเผื่อว่ามันคนดีอาหารที่เอาไปใส่ไว้ในกระเพาะแล้วแต่เช้ามามันก็พอดีแต่ความเคยชินหรือความอยากหรือความแตกต่างของเราอยากจะกินโดยไม่รู้ว่าเราเองแท้จริงนั้นเราพอดีแล้วอันนั้นก็เป็นอกุศลจิตเป็นอกุศลเราก็พิจารณาธรรมารมณ์อารมณ์ที่เป็นธรรมพิจารณาอารมณ์ของเราที่มันไปโหยหาที่มันไปเป็นนิวรณ์เนี่ยแล้วพิจารณาให้มันออกว่ามันเป็นธรรมะอย่างไรเป็นกุศลหรืออกุศลให้แท้มีธรรมะวิริยะแท้จริงมีสติสัม พิจารณาแจกแจงให้ออกถ้ามันบอกควรก็ให้มันถ้ามันไม่เหมาะควรก็อย่าไปให้มันให้มีธรรมะมีขันติมีการอดทนมีการฝืนทนเราก็จะดีขึ้นทีนี้พวกเรานี่แหละพยายามปฏิบัติกันมาจนกระทั่งเรามากินมื้อเดียวแล้วเราก็ไม่กินเล่นอีกไม่ว่าจะเป็นของกินเล่นใดๆไม่กินเล่นกินหัวกินเพื่อตกแต่งประดับประดากินเพื่อเอาใจใครหรือว่ากินข้าวลงรถลงรูปลงกลิ่นหลงเสียงอันนั้นเราก็พยายามตัดอย่างยิ่งอยู่แล้วแล้วเราก็ได้พยายามทดสอบมาว่ามันพอเรามาอยู่ในชีวิตอย่างนี้แหละเราไม่ได้ใช้พลังกายพลังใจอะไรมากมายความปรุงแต่งน้อยเพราะฉะนั้นพลังงานที่จะเอาไปใช้มันก็น้อยเมื่อน้อยมันก็ควรจะพอทีนี้มันไม่พอมันก็เป็นเรื่องของกิเลสตัณหาที่มันจะไปโหยหาอาวรณ์เป็นนิวรณ์ก็ตามด้วยเรียกว่าอาวรณ์ก็ตาม มันก็จะเป็นโหยหาอย่างนั้นเราจึงไม่พยายามที่จะตามใจมันโดยเฉพาะแม้แต่ว่าเรามากินแล้วลุกจากที่นั่งแห่งเดียวแล้วเราจะไม่กินเล่นน้ำเปลี่ยวน้ำหวานน้ำกาแฟน้ำปานะน้ำที่ต้มมีลูกมีรถมีกลิ่นมีเสียงมีสีอะไรต่างๆนานาเราก็พยายามไม่กินไม่เล่นโดยออกไปข้างนอกแล้วก็แสดงอย่างเต็มรูปเพราะว่าเราเองข้างนอกเราไม่ได้มีอะไรเข้ามาถวายด้วยสีแดงสีเขียวน้ำหวานน้ำเปรี้ยวน้ำขมน้ำเค็มน้ำอะไรเราก็ไม่ดื่มทีนี้พวกเราเองมาอยู่ที่นี่มันก็มีอะไรต่ออะไรที่ให้เราทำเล่นทำหัวอะไรไปก็มีกันมานานเพราะฉะนั้นในวันนี้ก็เลยขอเบอร์ๆไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่าเราจะไม่เอาละเราจะไม่ต้องนั่งเต็มนั่งเล่นน้ำใบตรวจหูตรวจหมาอะไรแล้วก็ น้ำมะตูมมาตามอะไรก็ไม่เอาหรอกเพราะเราอยู่ได้บางคนเนี่ยก็เลยติดเป็นนิสัยแล้วก็ไม่เข้าใจแล้วก็ไปเลยตามใจมันอะไรต่อไปด้วยขับไปในตัวอย่างนึงอีกอย่างนึงก็เป็นโลกะเมื่อเราจะเอาจริงเอาแน่ว่ะเราไม่ให้ใครมาติดเตียงได้ไม่ให้ใครมาว่าได้เราก็อย่าไปทำเขาไม่ว่าเวลานอกเวลานายรับหน้าลับหลังอะไรเราก็ไม่ทำเพราะว่าเราอยู่ได้มันอยู่ได้ก็อยู่ได้ไม่ต้องเปลืองตังค์เปลืองฐานไม่ต้องเปลืองแรงอะไรอีกมากมายด้วยเพราะสิ่งอื่นที่เราจะทำก็ยังมีอยู่จริงบางทีการทำงานมันก็เป็นผลดีแต่ถ้าการทำงานเป็นไปเพื่อเพิ่มไม่ใช่เพื่อรักพรายนายไม่ใช่เพื่อลดเพื่อละแต่เป็นไปเพื่อเพิ่มนั้นเราต้องพิจารณาจึงขอร้องให้หยุดกันเสีย วิริยะเรียกว่าน้ำควยยักษ์ที่เป็นป่านะแล้วก็เป็นน้ำที่เป็นน้ำบริสุทธิ์ที่พึงควรดื่มเราจะมีความจบในเรื่องการกินที่เราบอกว่าเราถือธุดงค์เข้าวัดมื้อเดียวรู้จักที่นั่งแห่งเดียวเราก็จะเอาอย่างนั้นจริงๆน่าจะไม่ต้มน้ำใดๆมากินมาดื่มกันเล่นดีกว่าในโอกาสต่อไปที่ทำกันมาแล้วก็วันนี้เป็นวันสุดท้ายทันทีมันไม่จริงเรารู้แล้วอย่างนี้แล้วเข้าใจดีแล้วอย่างนี้เราก็จะลดควรลดควรวางในสิ่งที่เราจะทำให้มันได้ดีขึ้นแล้วก็ขอกันในเรื่องการกินที่มีรูปแบบกินมื้อเดียวเราก็จะกินมื้อเดียวให้แต่ว่าเคร่งก็เคร่งเพราะกูทำได้แล้วมันไม่มีการยากอะไรกูทำไม่ได้ก็อนุโลมกันบ้างแต่ทีนี้ผู้ที่อาจารย์อุดมในที่ท่านเข้ามาถึงขั้นที่เรากระทำกันอยู่นี้ก็ได้ขัดกันมาเสมอ จากข้างนอกจนกระทั่งเขามาเป็นอาคันตุกะจนกระทั่งมาเป็นป่าจนกระทั่งเข้ามาเป็นหลักเป็นพระอะไรเนี่ยเราขัดกันมาเรื่อยๆเพราะงั้นเราก็แน่ใจว่ามันบ้าไม่ใช่ว่าไม่ได้เราไม่ได้ท้ารุ่นอะไรนานอีกอันนึงก็ที่เรากำหนดเป็นรูปแบบของเราไปเลยเป็นระเบียบหรือเป็นวินัยหรือว่าเป็นหลักเกณฑ์ก็คือไม่ฉันเนื้อสัตว์ฉันแต่อาหารที่เป็นพืชผักผลไม้สิ่งที่เป็นของเสพอันน่าจะยุ่งยากเสพแล้วติดแล้วก็ไม่ฉันอย่างนี้เป็นต้นเช่นบุหรี่มาพูดเราไม่ทันเราไม่สูบเด็ดขาดและแม่อะไรๆก็จะลดจะละให้น้อยลงน้อยลงที่สุดเท่าๆกับหมู่ผู้ใดที่ยังมีอะไรอยู่ก็จะลดลงให้เท่ากับหมู่หรือผู้พึงควรเอาอย่างที่ดีที่สุดในหมู่ที่เราคิดว่านี่มันดีที่สุด เอาอย่างคนดีที่สุดเป็นความคนดีผมเหมาะคำว่ามัชฌิมาสัมมาก็หมายความว่าความพอดีความพอเหมาะพอควรปานกลางมันก็ได้ปานกลางที่ว่านี้ตายตัวไม่ได้เลยมันตายตัวไม่ได้ด้วยกาละ 1 ด้วยบุคคลอีก 1 มันตายตัวไม่ได้เพราะงั้นด้วยการละบางครั้งบางคราวนี้อาจจะจำเป็นต้องอนุโลมโดยใจก็รู้อย่างดีอย่างแท้เลยว่าเราเองเราไม่ได้ไปหลงเราไม่ได้ไปที่ดีทำโดยไม่มีสติสัมปชัญญะแต่มันเป็นความจำเป็นอย่างสุดที่เราจะอนุโลมก็เรื่องของเราแต่โดยจริงแล้วเราจะไม่พยายามฝ่าฝืนเราจะไม่พยายามที่จะทำให้คนอื่นเขาเห็นตัวอย่างว่าเราเองเนี่ยเราเป็นผู้มักมากแต่ แสดงให้เขาเห็นว่าเป็นผู้มักน้อยเราก็ควรกระทำให้มันถูกร่องถูกช่องเข้าไปผู้ที่อยากลดละไม่ได้ก็แล้วแต่บอกแล้วแต่ละบุคคลเพราะงั้นการะก็เรื่องของปัญญาเรื่องของบุคคลก็เรื่องของกิเลสใครจะแค่ไหนก็เอาตามควรหาไอ้เรื่องด้วยกันแล้วก็ไม่พูดกันมากล่ะเรื่องของเสพติดเนี่ยเราก็ได้พยายามกำหนดพยายามสอนสอนกันมาแล้วแล้วก็มีรูปแบบอันนี้นี่คือกรรมฐานของเราด้วยใครมาถามเราเราก็จะได้บอกได้ว่าการกินของเรามีรูปแบบหลายๆอย่างแม้แต่กินอาหารมื้อเดียวเป็นที่สุดก็ตามให้ฉันเนื้อสัตว์ก็ตามก็เป็นกรรมฐานของเราเหมือนกันคือเรากำหนดทำตามฐานะของเราและก็เป็นบทที่เราจะใช้พิจารณาแล้วก็ ฉันอาหารทุกครั้งเราก็จะต้องมีสติและจะต้องตั้งใจรู้หรือต้องจ่ายทำให้เกิดปัญญามีวิปัสสนาในการฉันอาหารทุกวันดังที่เราได้กระทำอยู่แล้วเป็นรูปทั้งกายกรรมซึ่งมองดูได้เห็นได้เรากำหนดโดยการมีรูปแบบว่าเราก็จับบาตรกันหรือว่าจับภาชนะที่เราใช้ฉันสักครู่หนึ่งแล้วก็ตั้งใจตั้งจิตไม่เผลอไผไม่ใช่ทำแต่รูปโดยที่ไม่มีจิตเข้าไปสัมพันธ์ไม่ใช่มีจิตก็ไปสัมพันธ์มีจิตเข้าไปกำหนดตั้งใจจริงๆรู้ว่าอาหารนั้นคือรูปข้างหน้าเป็นธาตุดินน้ำไฟลมที่เราจะเอาเข้าไปในร่างกายและเราก็จะไม่ลงรูปลงรถของกลิ่นของเสียงลองสัมผัสอะไรของมันเราจะไม่กินเล่นกินอะไรทั้งที่เราได้กล่าวกันแล้วได้แล้วได้พยายามบอกการอธิบายการแล้วก็ให้ พิจารณาให้เห็นอย่างนั้นจริงๆเราจะไม่หลงมันเราจะไม่เป็นทาสมันตามมีตามได้ไม่กี่ตะกร้าไม่เป็นธาตุอาหารอย่างแท้จริงแล้วเราก็จะไม่มีกิเลสตัณหาในเรื่องของการกินเพราะการกินต้องกินแม้กระทั่งเป็นพระอริยะชั้นสูงสุดถึงพระอรหันต์และเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังจะต้องมีการกินไม่งั้นมันไม่มีพลังงานได้และไอ้สิ่งที่มันจะเป็นอยู่ในการกินนี้จะเป็นกิเลสตัณหายังมีอีกเยอะเราก็จะต้องพยายามพิจารณาไม่ประมาทเป็นอันขาดเพราะอันนี้เราก็เป็นรูปแบบอันนึงนอกจากนั้นในเวลาการกินก็ยังมีซ้อนลงไปอีกโดยการแสดงหรือว่าโดยการกระทำของแต่ละบุคคลตั้งต้นตั้งแต่ผมก็พยายามทำมาเป็นตัวอย่างซึ่งบางคนก็จับเอาอย่างนึงบางคนก็จับเอาอีกอย่างนึงไปเป็นตัวอย่างเช่นเราจะมีทั้งการ LINE รูปรถของอาหารโดยการเอามาปนเปคลุกเคล้าอาหารต่างๆจะเป็นแกงเป็นผักเป็นยำเป็นของสดของเด็กเป็นของหวานของเปรี้ยวอะไรแล้วก็เอามาปนเปคลุกเคล้ากันเข้าไปหมดเรียกว่ารวมอาหารลมๆรวมๆกันเข้าไปทำลายรูปรูปแกงก็ไม่เหลือรูปผักก็ไม่เหลือ 5 ลูกของหวานของเปรี้ยวอะไรมันก็อยู่ในนั้นน่ะเป็นรูปของหวานจัดมาใส่ชามมาต่างหากแล้วก็มาปนกันน้ำพริกเสียให้ลูกของหวานก็ไม่รู้ว่าของหวานหรือของเผ็ดปนๆกันอยู่ในภาชนะเดียวอย่างนี้เราทำลายรูปทำลายรถคือรถที่เฉพาะเจาะจงว่าหวานก็แยกก็หวานข้าวก็แยกออกข่าวอะไรอย่างนี้เราก็ปนกันไปหมดเราทำลายรูปทำลายรถมันเสียเพราะเราจะไม่ติดรูปติดรถติด กริ่งเมตตาสัมผัสใดๆก็ตามแต่ที่เป็นเรื่องของสิ่งที่มันเกิดได้ด้วยวิริยะรูปต่างๆเราก็ไม่นะเราจะไม่พยายามที่จะให้มันรู้ว่าที่จะให้มันไปหลงดูรถได้กลิ่นด้วยเสียงได้สัมผัสอะไรอย่างนั้นก็ทำแล้วเราก็กินอย่างคลุกเคล้าปูนเปลือยหรือเราต้องเรียนรู้รูปรสอาหารแต่ละอย่างโดยสารอาหารแยกทีละอย่างเลยทีเดียวเช่นบางทีก็ฉันข้าวเปล่าไปเรื่อยๆจนหมดข้าวเปล่าอย่างเช่นผักเปล่าๆผักดิบผักสดอะไรก็ทานไปเรื่อยๆโดยไม่ไปคุกเขากวนตีนอะไรรู้รถของแต่ละอย่างชัดๆโดยธรรมชาติตามความเป็นจริงผักกฐินมันมีรถแบบจีนแต่ปกติ กรีนเป็นสะเดาโดยไม่ต้องไปจิ้มน้ำพริกน้ำพริกก็ได้ไม่ต้องไปที่ใช้ปรุงถ้าเราไปจิ้มน้ำพริกปลากระป๋องสามโลกมันเคยยังไงแล้วก็รักก็ชอบอะไรไปตามรถตามรูปของมันตอนนี้เราแยกแยะออกมาเลยกินโดดเดี่ยวให้รู้ว่าแพ้แล้วก็กลืนก็กินมันและในขณะที่กลืนที่กินมีเวทนารับร่วมใหม่ไอ้สันดานนี้ผมจึงฟื้นฟื้นคอกินไม่ค่อยจะลงเลยก็ให้มันรู้ว่าเราเองเราทุกข์นะเพราะความยึดมั่นถือมั่นทั้งๆที่ธาตุแท้คุณจะทำยังไงมันก็จะต้องขมอยู่นั่นแหละสะเดาผมตามความเป็นจริงของมันแต่รสชาติของสิ่งที่หวานมันก็หวานตามความเป็นจริงของมันเผ็ดมันก็เก็บตามความเป็นจริงของมันแต่จิตของเราลงไปชอบไปชั่งทำไมรถผมนี่อร่อยดีหรือรถผมนี่มันไม่ไหวเลยมันไม่อร่อยซะเลย เปิดสูตรจิ้มสู้ไปตายโลดไอเดียอะไรไม่ได้ก็รู้จิตของเราที่มันจะโลดแล่นมันจะดิ้นมันดิ้นไปอย่างนู้นอย่างนี้มันจะจะเห็นได้รู้ได้แล้วเราก็พยายามหัดวางหัดปล่อยให้มันเป็นกลางๆเฉยๆเอาน่ารู้แล้วนะผมก็ผมก็กินอะไรจำเป็นจะกินเท่านี้เท่านี้ตามกำหนดของเราก็กินไอ้นี่หวานก็กินหวานไปตามความเป็นจริงที่เราได้กำหนดกฎเกณฑ์แล้วว่าเราจะกินอย่างนี้อยากจะเป็นตนเราก็พยายามเรียนรู้ความเป็นจริงทำลายรูปบ้างหรือว่ารู้รูปรสกลิ่นเสียงอะไรชัดๆบ้างแล้วก็เราไม่ติดมายึดแม้รูปรถเป็นเสียงชัดๆทำไม่ได้การปนเปน่ะออกจะง่ายกว่าการแยกเพราะเวลาแยกแยกแยกแยกแยกแยกเนี่ยยิ่งไปรู้รสชาติแล้วก็วางรูปวางรถจะชัดๆเนี่ยมันยิ่งยากกว่าไปกินปนๆไปๆ ยังไงก็ยังมีหลายๆรถยังมีคนเคยมาว่าบอกว่าลิ้นมันมีตั้ง 8 ร่อง 7 ร่องอะไรเนี่ยช่องไหนมันรับรู้รสอะไรต่ออะไรยังไงเนี่ยไอ้ผมก็ไม่เคยเรียนไม่เคยจนแต้มเข้ามาทีมึงก็มาถามว่าถ้าว่ารู้แล้วว่าวันนี้ไม่มีกี่ร่องร่องไหนรับรสไหนแม่บอกว่าจนแต่มันไม่เคยเรียนไม่เคยเรียนจริงๆไม่เคยเจอในตำราเล่มไหนด้วยมีคนเคยมาลองดูมันมีงั้นยอมแพ้ลิมิตกี่ห้องและร่องและรถไหนรู้แล้วยอมแพ้มีเหมือนกันแต่นั่นแหละถึงจะร้องไหนรถไหนก็ตามแต่เราก็รู้ความจริงให้ได้แล้วเราก็ไม่ติดรถติดรูปติดติดสัมผัสแล้วก็จะรู้เรื่องการกินที่เป็นเรื่องของการกินเป็นกรรมฐานพระพุทธเจ้า สอนไม่ใช่ว่าเรามาเอาดัดแปลงบัญญัติขึ้นใหม่แล้วก็ไม่ได้บัญญัติพระพุทธเจ้าสอนมาในรูปของภาษาของท่านสอนมาเยอะแยะแม้แต่ว่าเวลากินก็พิจารณาในบิณฑบาตก็ไม่ได้หมายความว่าพิจารณาแต่ตอนที่ไปเดินบิณฑบาตเฉยๆไม่ใช่แล้วตอนไปบิณฑบาตแล้วก็พิจารณาจิตของเรารับของชัดเจนเลยอยากทานต่างๆเขาให้เรานั้นเรามีจิตยินดียินร้ายหรือเปล่าเรามีโลภะโทสะในการรับบิณฑบาตหรือเปล่าก็มีอยู่แล้วเราที่รู้ก็รู้ตัวเราว่าขณะไปเดินเราแสดงทำอย่างไรเราก็รู้ของตัวเรานั่นแหละแต่บิณฑบาตที่ว่านี้ให้พิจารณาในขณะกินขณะฉันเหมือนกันแต่ว่าปฏิสังขาโยนิโกรบิณฑบาตตังหรือแม้แต่ในคำสอนเจรจากับพระราชนีวทัญญุตาก็ตามให้พิจารณา งานนี้ไม่ใช่สิ่งน่าหลงน่ารักหน้าคล้ายอะไรเป็นอาหารหรือปฏิกูลหรือสัญญาเป็นสักแต่ว่าอาหารเป็นปฏิกูลมันไม่ใช่ของที่เป็นหน้ายินดีกินได้อะไรมันมากนักหรอกแต่เราก็รับมันเข้าไปให้พิจารณาอย่างแท้จริงให้มีประมาณด้วยไม่กินด้วยตรรกะไม่กินได้โลภไม่กินได้ช้างมีประมาณให้มีความพอดีจึงเรียกว่ามัดตันยุทธตาจะภัฏสมิงเรียกว่าประมาณในอาหารผัดแปลว่าอาหารแล้วก็เป็นการสอนของพระพุทธเจ้าสอนเราเยอะแยะมากมายด้วยเรื่องพระคำสอนเกี่ยวกับการกินแล้วก็ให้พิจารณาแม้แต่ศีลที่รับนับถือไปวิชาทหารสอนฆราวาสสอนคนสอนทุกคนนั่นแหละให้เราพิจารณาอาหารพิจารณาการกินกัน อุปโภคทั้งหมดถ้าใครไม่เข้าใจไปยึดแต่ภาษาเฉยๆแล้วมันก็ไม่ได้เรื่องถ้ารู้ถึงเนื้อหาสาระของมันอัตถะเนื้อหาสาระนี่คืออัตถะหรืออัฏฐะของมันแท้ๆแล้วเราจะเข้าใจเข้าใจว่าเราจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งใดแล้วเราหลงสิ่งใดหรือเปล่าเราเป็นทาสสิ่งใดหรือเปล่าเรามีโลภะโทสะเพราะสิ่งนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยหรือเปล่าเราก็เป็นผู้ที่รู้แจ้งรู้จริงแล้วเราก็ลดละหน่ายรายได้ปฏิบัติธรรมตลอดเวลากินทุกทีเราก็ได้ปฏิบัติธรรมทุกทีนั่นก็เป็นอันนึงเป็นเรื่องใหญ่และจับมันมาเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นกรรมฐานในการปฏิบัติธรรมแต่ทีนี้ก็ในเรื่องการเป็นอยู่อาการเป็นอยู่ของชีวิตทุกอริยาบทนั้นเราจะต้องรู้ตัวเรียกว่ารู้ตัวรู้จักผัสสะ เราอยากรู้ตัวคือเราต้องรู้อยู่เสมอมีสติเขาก็ใช้ภาษาว่ามีสติระลึกรู้ตัวตนอยู่เสมอก็ใช่รู้จักผัสสะอันจะมีการกระทบทางหูตาจมูกลิ้นกายรู้ให้ได้เสมอๆแม้การเดินของเราเราก็จะพึงรู้และไม่รู้เปล่าด้วยเราเดินไม่ดีเดินไม่เข้าท่าเราก็จะสำรวมระวังแม้แต่การเดินท่าทางมันไม่ดีมันเป็นการเดินเหมือนอย่างชาวโลกเกะกะเดินเตะโน่นชนนี่เดี๋ยวไปเบี้ยวมาเลี้ยวไปเลี้ยวมาเดินแอบเดินแอ่นยังไงก็ตามแต่ที่มันไม่ดีมันไม่งามมันไม่ดูสงบสงบและเป็นไปโดยสมณะสารูปเป็นไปโดยความ ใช้สงบนิ่งดีสวยงามเป็นเสขิยวัตรเราก็จะควบคุมมันไม่เป็นไปอย่างปล่อยปละละเลยหรือตามนิสัยเคยเราไม่เป็นไปอย่างนั้นเราจะมาปรับปรุงแม้การเดินท่าเดินเวลาเดินจะเร็วเกินไปจะช้าเกินไปตามหมอตามควรมีการรู้ตัวอยู่เสมอแท้ๆรู้ในรูปเดิมเราจะรู้ว่าเราเดินอยู่อย่างไรคือรู้รูปที่เดิมนั่นแหละเรารู้รูปเดินอย่างนี้เรียกว่าเรารู้รูปอะไรไปรู้นามจิตของเรานั่นเองไปดูไปรู้ว่าแม้การเดินแล้วก็รู้รูปเดินแล้วเราก็ไม่ใช่รูปเปล่าๆไม่ใช่รู้จริงๆด้วยรู้แล้วปรับปรุงรู้แล้วทำให้สิ่งที่ทำให้ดีขึ้นให้มีสิ่งดีสิ่งควรให้งาม มีแสงเขียววัดด้วยและจิตของเราถ้าเดินอย่างนี้ถ้าเราปรับปรุงมาอย่างนี้มันทุกข์ก็รู้ทุกข์มันสุขก็รู้สุขถ้าเดินตามสบายเดินถนัดเดินนี่แหละเกะกะและสุขก็รู้ว่าหนีเราตามสบายของเราตามชอบถ้าเวลาเราปรับปรุงขึ้นมาบ้างมีการอดการทนมีการฝืนบ้างเราก็รู้ว่ามันชักจะฝืนใจหน่อยๆแล้วนะอาก็รู้แต่แท้จริงแล้วถ้าเกิดว่าเราทำจนกระทั่งเคยชินแล้วก็รู้โดนช้าๆหรือว่าเดินสบายๆโดยไม่ต้องแกว่งต้องปัดไม่ต้องไอ้นั่นมันเหงื่อก็ออกน้อยไม่เมื่อยใหม่ฟรีอะไรมากมายแล้วก็เรียบร้อยดีเบาดีง่ายดีไม่ดีไม่ดิ้นอะไรเนี่ยจะดีกว่าเราก็จะได้รู้จริงๆไปถึงเวทนาที่เราจะรับซ้อนเข้าไปอีกในระยะแรกอาจจะต้องฝืนหน่อยมีการแขวนเขินก็จะมาจัดเอาไว้ไม่ให้มันสาดเกินควร เดินก็ไม่เลวแต่ก่อนเคยเร็วอยากจะเดินยังไงก็เดินไม่รู้ปุ๊บป้าดไปด้วยเลยเตะนั่นชนนี่ก็จะได้รู้ว่าอ้อไอ้เราเดินไม่สำรวมระวังเดินเร็วไปอะไรไปมันก็จะได้เตะโน่นเตะนี่ไม่ได้เจ็บไปตอนนี้เราไหม้แล้วให้ระมัดระวังให้มากรองเท้ายิ่งไม่ใส่นี่เป็นกรณีอีกอันนึงเพราะว่าเรากำหนดไม่ใส่รองเท้าก็เป็นอุบายโกศลของเราอันนึงด้วยให้ได้รู้ว่ามันไม่ใช่เหมือนคนที่เขามีรองเท้าอ่ะนะจะได้เดินคนเหมือนอย่างคนไม่มีรองเท้าไม่ได้นะตีนพังได้ง่ายๆอะไรอย่างนี้เป็นต้นและเราก็จะได้รู้ภาษาแม้แต่กระทบสัมผัสกับความควรอะไรความระมัดระวังเราจะดีๆขึ้นความสำรวมระวังเราจะได้สูงขึ้นด้วยอย่างนี้เป็นต้นและเราก็ไม่เปลืองโลกมากด้วยง่ายด้วยเบาด้วยไม่ต้องเป็นห่วงต้องแบกรองเท้าไปคู่ 2 คู่อะไรเป็นการดีไปในตัวเป็นการมัก รายการลดการละการวางการปลงภาระอย่างแท้จริงอย่างนี้เป็นต้นแล้วจะรู้แม้รูปเดินอย่างที่เราได้กระทำกันอยู่เนี่ยซึ่งเราทำกันมาแล้วก็ขออธิบายย้อนมีอะไรจะระลึกได้ดีจะระลึกทวนไปว่าทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้นบางคนก็ว่าดัดจริตใช่เรามาดัดจริตเพราะว่าจริตของเราเนี่ยเราไม่รู้ว่าเป็นสุจริตหรือมันเป็นทุจริตมันเป็นทุจริตอยู่อย่างโล่งๆเราก็ไม่รู้สุจริตดีหรือยังเราก็ไม่รู้เราก็ต้องมาเรียนด้วยมันรู้เป็นสุจริตแล้วเราจะดับจริตของเราให้มันเป็นสุจริตไม่ให้มันทุจริตเพราะทุกจริตมันเลวจริตจนเลวอย่างนั้นเราไม่เอาเราจะให้เป็นสุขจริตให้มันดีดีขึ้นดีอย่างไรมีดีอย่างสุภาพเป็นสุภาวะหรือสุภาพเป็นสุภาพเป็นภาพที่ดีหรือเป็นรูปที่ดีหรือ กรมที่ดินสุรวดีภาพไปเป็นรูปเป็นทรงเป็นแบบแปลว่ารูปแปลว่าทรงแปลว่าแบบภาพสุภาพไม่ใช่ภาษาแปลกหรอกภาษาไทยมาจากภาษาบาลีทั้งนั้นแหละแล้วมาเรียกสุภาพก็คือให้มันดูสวยงามนั่นเองสุภาพให้มันดีมันเข้าเรียบร้อยสงบสงัดแล้วก็ดูดีด้วยไม่ซึมเศร้าซึมเศร้าเหงาหงอยเกินไปด้วยยังมีดูเรียกว่าอาจองแข็งแรงเบิกบานแจ่มใสแต่ดูอ่อนโยนสุภาพไม่ใช่ยางแข็งกระด้างหรืออ่อนแอเราจะเป็นคนแข็งแรงแต่ไม่ใช่แข็งกระด้างเราจะเป็นคนอ่อน โยนแต่ไม่ใช่อ่อนแอเราจะต้องทำให้พอดิบพอดีดูให้ชัดเจนปรับปรุงไปเรื่อยๆนะเดินอย่างคนขี้โรคเดินอย่างคนเสื่อมโดนๆอย่างคนที่มีทุกข์แล้วก็ไม่แต่ให้รู้ว่าไม่ใช่ทุกข์แต่เป็นไปเพื่อความสงบระงับสำรวมเฉยนิ่งเบิกบานแจ่มใสสุภาพอ่อนโยนเป็นไปด้วยความสงบอย่างดีเราจะระวังไปหมดแม้แต่การเดินดังกล่าวนี้เราก็รู้รูปรู้นามรู้ตัวเราเดินอยู่ตลอดเวลาทุกเวลาสติไม่ใช่ว่าเดินป่าปล่อยอย่างนี้เราเรียกว่ารู้ๆเรารู้ทุกขณะที่พยายามเข้าใจให้ดีนะแล้วเวลาเราอธิบายใครก็ฟังแล้วเขาพูดกันไม่รู้รูปหน้าลูกนอนก็ไม่ว่าเราก็รู้ด้วยแล้วก็เข้าใจแล้วเราก็ทำอยู่ด้วยไม่ใช่ว่าเราไม่ทำรูปนั่งแล้วก็รู้ว่าเรานั่งอยู่ท่าอะไร ดารานั่งดูท่าสุภาพเรียบร้อยไม่เอาหัวไม่เอาหัวเข่าก็หัวได้นั่งชันเข่ายาวเท่ากันบ้างนั่งด้วยท่าที่มันไม่เรียบร้อยท่าใดๆแล้วก็รู้ว่าท่าที่ควรนั่งก็นั่งให้สุภาพเรียบร้อยให้เป็นช่วยความเคยชินอ่าลูกอย่างนั้นอย่างนี้หมดเวลามันนั่งไปนานบัญชามันเจ็บมันปวดมันเมื่อยก็รู้ก็แก้ไขเสียด้วยสภาวะทุกข์เหล่านั้นมันไม่เที่ยงมันตั้งมั่นอยู่อย่างนั้นมันไม่ได้แน่นอนมันบังคับข่มขืนเอาไม่ได้มันต้องเป็นไปตามสภาพแล้วก็เปลี่ยนจากทุกข์นั้นบ้างแต่ถ้าทนได้ก็เป็นความเก่งในเจโตหรือในจิตสามารถไม่เกิดปวดเมื่อยได้นานก็เป็นความเก่งของเราก็ไม่เป็นไรเดินได้ทนแล้วก็ไปหัดเดินหัดเดินได้ทนเดินได้เก่งเหยียบไม่ได้เก่งทนได้เก่ง มวยเด็กน้อยเมื่อได้ช้าแล้วกูรู้จักหลุมเหลี่ยมในการตัดรถก็เป็นการสร้างเจโตทั้งนั้นแม้การเดินหรือการนั่งก็เห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive