ภาวะรูป นาม กับวิภวตัณหาของพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาวะรูป นาม กับวิภวตัณหาของพ่อครู _นาคินทร์ เพียรเดินทาง . รูป กับ นาม ไม่ตรงกัน ขอพ่อท่าน อธิบายด้วยครับ พ่อครูว่า... คำว่าไม่ตรงกัน อาตมาก็ยังเข้าใจที่คุณหมายไม่ได้ รูปมันก็อย่างหนึ่ง นามมันก็อย่างหนึ่ง แล้วบอกว่าไม่ตรงกัน _สู่แดนธรรม... คือ เขาจะเพ่งไปคำว่ารูปที่เป็นรูปธรรม สมมุติว่าคนๆนั้นเป็นฆราวาสแล้วเขาอธิบายธรรมะ ซึ่งเขาก็จะถูกตำหนิว่าคุณไม่มีรูปธรรมเป็นนักบวช คุณมาแสดงธรรมะได้อย่างไรประมาณนี้นะครับ สมณะดินไท... เขาบอกว่าที่รูปธรรมของท่านแข็งแรง ร่างกายแข็งแรงแต่ทำไมจิตใจท้อถอย พ่อครูว่า... อ๋อ รูปเบ่งกล้าม แต่จิตใจไม่แข็งแรง หยิบเอาประเด็นนี้มา ละเอียดดีนะ เข้าใจแล้วคำว่าไม่ตรงกันของคุณ คุณวิจารณ์การแสดงออกของอาตมา ทั้งแสดงกายกรรม วจีกรรมแล้วก็ไปถามถึงนามธรรม ถึงมโนกรรม นามธรรมว่ามันเป็นยังไงรูปกับนามไม่ตรงกัน อธิบายบอกว่าแข็งแรงภายนอกเบ่งกล้าม แต่บอกว่านามธรรมไม่ตรงกัน เออ นามธรรมของอาตมาที่ว่าไม่ตรงกันตามความหมายที่คุณพูดที่อาตมาพูดไป แล้วคุณก็ไม่เข้าใจดีพอก็ถามมา ก็คือคำว่าอาตมา จะไม่ พูดไปแล้วคงพอฟังรู้ว่าอาตมาเหมือนจะไม่ค่อยสู้ ไม่ค่อยแข็งแรง เหมือนกับรูปธรรม รูปธรรมแข็งแรงแต่ทำไมนามธรรมไม่แข็งแรง มันเป็นความตั้งใจของอาตมาซึ่งอธิบายไม่ง่าย มันซับซ้อน คืออาตมานี่นะ ได้พยายามอธิบายไปบ้าง แต่มันก็ไม่ง่าย เพราะอาตมานี้ฝืนอายุขัย ลากสังขารร่างกาย พยายามที่จะปรุงแต่งร่างกายให้มันมีอายุยืนยาวต่อมาๆ ลากสังขารร่างกายมา เพราะพูดกันมานานแล้วว่าอาตมานี้มันหมดอายุขัยแล้ว เคยพูดว่าอายุขัยของอาตมานั้น 72 ปี ลากมาจนกระทั่งถึง 84 ปี ลากมาได้ 1 นักษัตร อีก 12 ปีพยายามพากเพียรหน่อย ทีนี้ก็ลากต่อมาถึง 90 มันก็เพิ่มมาอีก จาก 84 มา 90 ก็ได้อีก 6 ปี ครึ่งหนึ่งของหนึ่งนัก
อ่านต่อ
ษัตร การพยายามลากมานี่มันฝืน มันไม่ใช่ของจริง พยายาม ซึ่งอาตมาก็พูดก็อธิบายเสมอว่า มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่พยายามจะปรุงแต่งพวกนี้ ให้เป็นพลังเข้าไปเสริมสร้างให้มันเกิดสภาพขึ้นมาจนกระทั่งไปทำให้ทางรูปหรือทางร่างสรีระมันสามารถที่จะสังขารกันปรุงแต่งกันขึ้นมาให้สด มันสดตรงที่อาตมาพูดแล้วก็แสดงความจริงตรงที่ว่าดูของจริงยกแขนขึ้นยังไม่ห้อยโตงเตงนะเคยโชว์แล้วด้วยภาพเก่าๆถ้ามีอยู่ เหมือนคนมีกล้ามเลยเห็นไหมนี่มันเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ได้ว่านามธรรมนี้มันช่วยรูปธรรมได้ ดังนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราจะมีอายุยืนยาวก็คือลากขันธ์ให้ไปเท่านั้นเท่านี้ เท่านี้เท่านั้น อะไรต่ออะไรอีกอันนี้เอาภาพเก่าที่มาโชว์เห็นซี่โครงขึ้นเป็นซี่ๆ แต่ที่จริงไม่ใช่ซี่โครงนะเป็นกล้ามเนื้อนะ ท่านี้มันจะเป็นอย่างนี้แต่ของอาตมามันไม่สวย อาตมานี้กล้ามเนื้อหน้าอกไม่มาก พยายามแต่ไม่เหมือนเขา มันแบนมันไม่เป็นตันเป็นตั้งเหมือนคนอื่นเขาแม้แต่ไบเซ็ปส์ต่างๆนานาก็ตาม มันไม่ค่อยขึ้นอันนี้ไม่ได้แบ่งแซ่บเลยนี่ยืนอยู่หน้าห้องครัวตอนอยู่บ้านพี่ล้วนที่หน้าห้องครัว อันนี้อยู่หน้าหอพักบุษบา อันนี้อยู่บนยอดตึกเลยชั้น 1 ที่ดาดฟ้าตึก 3 ชั้นที่วังบางขุนพรหมแต่ก่อนนี้หอพักบุตร ทบ.อยู่ตรงนั้น เป็นหนุ่มๆก็ออกกำลังกายก็เพาะกล้ามบ้าง ไม่ได้เพาะจริงจังอะไรหรอกตอนเย็นๆก็ไปเล่น ตอนนั้นอายุประมาณ16- 17 ปี ตอนนั้น อยู่ในครัวอาตมาก็เป็นพ่อครัวแม่ครัวอยู่ในนั้น เมียพี่ล้วนเขาไม่อยู่ อาตมาก็เป็นแม่บ้านเรียนรู้ ซักผ้าซักผ่อน ทำกับข้าว จ่ายตลาดอะไรทำหมด _สู่แดนธรรม... เมื่อกี้พ่อท่านพูดค้างไว้ว่านามธรรมมันสามารถช่วยรูปธรรมได้ พ่อครูว่า... ก็ช่วยได้ประมาณหนึ่งแต่ไปลากสุดเกินไม่ได้ มันก็ต้องมีระยะเวลา จะมาก็พยายาม บอกตรงๆว่าพยายามอยู่เหมือนกัน ก็อาศัยการผ่อนการเพียร การพักการเพียร ลากก็ต้องรู้จักพักรู้จักเพียรด้วย ถ้ามันเพียรเกินพักไม่นานมันก็หมดแรง ถ้าเพียรกับพักให้ได้สัดส่วนมันก็จะลากไปได้พอสมควร มันได้ สัดส่วนกันทำให้เกิดพลังงานเป็นไปได้พอสมควร สิ่งนั้นจะว่าไม่เป็นธรรมะไม่ได้ มันเป็นธรรมะ เพราะชีวิตคนต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ามีความรู้จริงนำมาใช้ไปพอสมควรเป็นประโยชน์ อย่างชีวิตอาตมานี้ ถ้าอาตมาพยายามจะมีชีวิตต่อไปอยู่ในโลก มันก็ไม่เสียหลายอะไร มันเป็นประโยชน์มันไม่ได้เป็นโทษเพราะอาตมาไม่ได้เป็นคนขี้โกง มาเป็นคนมีพลังงานทุจริตอยู่ในสังคม มาเป็นพลังงานตัวอย่างตัวแบบที่เลวร้ายเหมือนอย่างคนบางคน มาเป็นตัวอย่างที่เลวร้าย น่าจะตายทิ้งไปซะแต่ก็ยังไม่ยอมตาย ส่วน อาตมาถึงยังไงๆไม่ยอมตายก็ไม่ได้เป็นโทษเป็นภัยต่อการมีชีวิตอยู่ เป็นตัวอย่างให้แก่สังคมมนุษย์โลก เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าเป็นตัวอย่างที่เลว เช่น ใช้อภิสิทธิ์เกินการ ใช้อภิสิทธิ์ทางเลวร้ายด้วยอย่างที่เคยอธิบายมา อภิสิทธิ์ทางดีก็มี อภิสิทธิ์ทางดีนั้นคนอื่นเขาให้เรา คนอื่นเขายกอภิสิทธิ์ให้เรา โดยเฉพาะประชาชนเขาให้เรา แต่เราพยายามสร้างอภิสิทธิ์ให้กับตัวเองนี่เลวร้าย ใครทำเลวร้ายทุกคน ยิ่งเบ่งสร้างอภิสิทธิ์เหนือกว่าอันนั้นอันนี้เกินกว่าคนนั้นเกินกว่าคนนี้ เกินกว่ากฎเกณฑ์ เกินกว่าสิ่งที่มีสูงก็จะเกินสูงกว่าเขา มีอภิสิทธิ์เหนือเขาไปอีก ผู้มีพฤติกรรมอย่างนี้ทั้งมีความคิดและได้ประพฤติอย่างนี้นี่คือคนเลว คนไหนเป็นตัวอย่างก็เห็นได้ ในสิ่งที่เป็นอภิสิทธิ์ที่เลว _สู่แดนธรรม... ความรู้ที่พ่อท่านสอนมา ผมเอาความรู้สึกของนักธรรมะในประเทศไทยเอามาจับดู เขาก็จะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ว่าทำไมยังมีความคิดแบบนี้ ทำไมดูเหมือนมีตัณหา การที่ยังต้องต่ออายุต่อสังขารไป ทำไมศาสนาพุทธเรามีคำสอนตรงนี้ด้วยหรือ พ่อครูว่า... ผู้ที่มีตัณหา เขามีอยู่ 3 ตัณหา อันแรกคือ กามตัณหา 2.ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา ตัณหาอันเป็นกามตัณหานั้น แน่นอนเลวสุด เลวทราม ผู้มีกามตัณหาเลวทราม นี่ฟังให้ดีเลยใครมีอยู่ยังทรามอยู่ทั้งนั้น ภาวะตัณหาก็เลวอยู่ แต่ลดความทรามลงไปได้ เพราะว่ากามนี้ ทรามกว่าเพื่อนหยาบกว่าเพื่อน เป็นภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีความใคร่อยากในกามเป็นเรื่องที่หยาบตั้งแต่ภายนอก ถ้ายังไม่เรียนรู้ ยังไม่ลด ไปนั่งหลับตา ดับตัณหาดับกิเลส มันไม่มีของจริง ไม่มีของจริง ไอ้ตรงนี้เข้าใจกันยากเลย หลับตาเข้าไปมีแต่จิตสัมภเวสี จิตไม่มีความเป็นคนครบความจริง ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มี ทิฏฐธรรม เพราะฉะนั้นตาหูจมูก ลิ้น กาย ดับไปแล้วเหลือแต่จิต มันเหมือนคนตาย จิตสัมภเวสีมันจะไปดับตัณหา ดับกิเลสมันไม่ใช่กิเลสตัณหาเป็นปัจจุบัน มันไม่ใช่ของที่มีแต่สัญญา มันมีแต่ความจำความกำหนดอยู่ในจิตตัวเอง มันไม่มีกิเลสที่มันเกิดขณะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น อันนั้นคือกิเลสจริง ตัณหาจริง ตัณหาที่เป็นการลดได้ก็จะเหลือข้างใน และไม่ได้หมายความว่าคุณเหลือข้างในนี่ คุณหลับตา ปิดหู ปิดจมูก ไม่ใช่ กายคุณ ตาคุณก็จะมีการกระทบ ตา หู จมูก ทั้งนั้น แต่กิเลสข้างนอกมันไม่มี มันเหลือแต่กิเลสข้างใน กระทบข้างนอกแล้วกิเลสมันไม่เกิด มันเหลือแต่ข้างใน เต๊ะท่าเหมือนพระอรหันต์ เหมือนกับผู้ไม่มีกิเลส ทำเก่งๆ ไม่ให้มันออกมารู้จักกิริยาท่าทางทางภายนอก เต๊ะท่าเหมือนอย่างกับพระอรหันต์เลยนะ เพราะข้างนอกไม่มีสภาพของกิเลสแล้วนี่ เขาทำได้ แล้วคนก็พยายามทำอยู่ ดีไม่ดีหลอกคนด้วยว่าไม่มี แท้แท้จริงนี่ตัวเองยังไม่ได้ล้างไม่ได้ละเลย แล้วมันก็ ลิ้มเลีย กินนานกินลึก ไม่มีใครรู้ แต่ตัวเองนั่นแหละรู้ มันเป็นนามธรรม หลอกตัวเองหลอกผู้อื่น หลอกทั้งตัวเอง หลอกทั้งผู้อื่น ยิ่งหลงเข้าใจผิดด้วยว่าตัวเองไม่มี เหมือนอย่างมหาบัว หลอกตัวเองว่าไม่มีกิเลสกาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งๆที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เคี้ยวจั๊บๆๆ กินไม่ได้ขาดปากเลย ถ้าอย่างนี้ไม่รู้ก็เรียกว่าโง่ดักดาน ถ้ารู้ว่าเป็นกิเลสอยู่แต่หลอกคนอื่นด้วย คนนี้ไม่มีอะไรที่จะทำชั่วไม่ได้ อย่างที่ว่าโกหกคนอื่นทั้งๆที่ตัวเองรู้ นี่ก็พูดไปหมดแล้ว เคยอธิบายผ่านไป เพราะฉะนั้นในกามตัณหากับภวตัณหา กิเลสในกามาวจรหมดแล้ว เหลือกิเลสในรูปาวจรกับอรูปาวจรคือภายใน คุณก็ล้างต่ออีกล้างจนกระทั่งกิเลสในขั้น 2 รูปาวจร หมดภวตัณหา หมดรูปตัณหาในรูปาวจรข้างใน เหลืออรูปเป็นขั้นสุดท้าย คุณก็ล้างอรูปหมด คุณก็หมดแล้วตัณหาทั้งภายนอก กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นผู้มีวิภวตัณหา คือ ตัณหาไม่มีภพ เช่น พระอรหันต์ขึ้นไปหรือพระพุทธเจ้า เป็นตัณหาอุดมการณ์ อาตมาก็เคยใช้คำนี้ด้วย เป็นตัณหาไม่มีตัวตน ไม่ได้เพื่อตัวตน เป็นการทำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อประโยชน์คุณค่าของโลกของมนุษยชาติ เป็นผู้เสียสละอยู่อย่างเต็มรูป วิภวตัณหา ตัณหา 3 . . ความต้องการ-ความอยาก 1. กามตัณหา (ใคร่อยากในกามภพอันอาศัยรูปภายนอก) 2. ภวตัณหา (ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ). 3. วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 377) พ่อครูว่า... วิภาวตัณหาเป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ ก็เหลือความปรารถนาดี ความต้องการที่ดี อาศัยเพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง นี่เป็นพระบาลีที่เขาแปล นี่ก็เป็นเรื่องของ ความรู้ความจริงที่ปฏิบัติแล้วจะเข้าใจอาการของตัณหา ที่เป็นตัณหา กามตัณหา ที่เหลือ ภวตัณหา จนหมดแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า กลายเป็นคนเด๋อเฉย ไม่อยากอะไร ไม่ปรารถนาอะไรไม่คิดจะทำอะไร อยู่ลอยๆ เป็นแท่งหินแท่งไม้เป็นแท่งก้อนดินเฉยๆ นั่นก็เป็นการเดาของคนที่ไม่รู้เรื่อง จิตมันเป็นธาตุรู้ที่วิเศษ เมื่อหมดกิเลสหมดแล้วก็เป็นจิตวิเศษที่เป็นประโยชน์ เป็นมนุษย์สุดยอด เป็นมนุษย์ประเสริฐ เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนหมดกิเลสเป็นอรหันต์ เมื่อคุณเป็นอรหันต์แล้วถือว่าจบกิจ ปลดปล่อย จะเกิดอีกกี่ชาติก็เป็นอรหันต์อีก ก็เกิดไปสิ เป็นมนุษย์ที่ไม่มีโทษไม่มีภัยต่ออะไรอีกเลย มีแต่คุณค่าประโยชน์เพื่อผู้อื่นไปอีก แล้วคุณอยากจะเกิดอีกกี่ชาติๆๆๆ อยู่ เชิญนิมนต์พระอรหันต์ เพราะไม่เสียหลายอะไรเลย นี่คือพระพุทธเจ้าค้นพบความเป็นมนุษย์ที่สุดยอด จบกิจหมายความว่าเป็นมนุษย์ที่จะทำกิจ ทำการ ทำงาน มีกรรมกิริยาอะไรต่อไปเมื่อเป็นผู้จบอรหันต์แล้วจบกิจแล้ว คุณจะอยู่จะตายก็สามารถทำตายทำเกิดได้โดยเกิดอีกอย่างไรๆ ก็ไม่มีกิเลสอีกเลย นี่เป็น โอ้โห.. วิทยาศาสตร์ทางจิตที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบยิ่งใหญ่ที่สุดในความเป็นมนุษยชาติ ในความเป็นสัตว์ประเสริฐที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งทางเทวนิยมนี่ ประเทศที่ยังไม่มีความรู้ของพุทธศาสนาโลกุตรธรรมอันนี้นี่ ทั้งนั้นแหละ ยังไม่มีไม่รู้ จึงรบราฆ่าฟันอะไรต่ออะไร แม้แต่พุทธศาสนิกชนคนไทยนับถือพุทธแล้วไม่มีโลกุตรธรรมอันสูงพอ ก็ยังหาเรื่องตีกัน ฆ่ากัน รบกันอยู่ ก็ยังมีอยู่เลย มันไม่ง่าย อย่างชาวอโศกนี้ไม่ไปรบราฆ่าฟันใครหรอก มีแต่จะไปช่วยให้สงบระงับ ให้อยู่เย็นเป็นสุข ช่วยกัน จะไปช่วยเสริมหนุนเข้าข้างนั้นข้างนี้ รบราฆ่าฟันกันจะไม่ทำ ชาวอโศกไม่ทำ ไม่ทำแม้แต่พวกคุณจะมาฆ่าเราตาย เราก็ตายไม่ตอบโต้ เพราะเรารู้แล้วการเกิดการตายไม่ใช่เรื่องยิ่งเรื่องใหญ่อะไร ถ้ายิ่งเป็นอรหันต์แล้ว เขาฆ่าตายก็ตายสิ เราจะเกิดอีกไม่เกิดอีกก็เรื่องของเรา พระอรหันต์แล้ว อธิบายไปหมดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อาตมาว่ามันเป็นเรื่องที่จบ ในการเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 661204 ตรวจศีล ตรวจมรรคผลตน ด้วยเจโตปริยญาณ 16 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #48 ราชธานีอโศก