สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำความมีให้หมด ทำพรหมวิหาร4ให้จบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.18 KB
วันที่แก้ไข3 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำความมีให้หมด ทำพรหมวิหาร4ให้จบ _คุณCATปลากระพง ถามว่า...ถ้าเป็นไปได้อยากให้พ่อครูเทศน์เรื่องการดูแลผู้สูงอายุที่ปฏิบัติตามหลักสาธารณะโภคี คือพึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย ได้จริงหรือ? ใครที่จะพอเป็นที่พึ่งได้บ้าง?ทีมสุขภาพหรือการพึ่งตนเอง?และอธิบายความหมายของสาราณียธรรม 6 จากนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เช่น เมตตากายกรรม ถึง เมตตามโนกรรม ตอบ...ถามจนตอบไม่ได้เลย ตอบไม่ได้ตรงนี้ก่อน ถามให้อธิบายเรื่องสาราณียธรรมจากนามธรรมให้เป็นรูปธรรม คุณว่ารูปกับนามอันเดียวกันหรือเปล่าที่สุดแห่งที่สุด ถ้าคุณตอบว่ารูปกับนามอันเดียวกัน อาตมาก็ตอบว่าไม่ใช่ แต่ถ้าคุณตอบว่ารูปกับนามมันไม่ใช่อันเดียวกัน อาตมาก็ตอบว่าไม่ใช่ แล้วคุณจะบอกว่าอาตมาถูกหรือคุณถูก สัญญายนิจจานิ ก็แล้วแต่ใครจะไปยึดว่าอันไหนเที่ยงหรือถูก พระพุทธเจ้าว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว ก็คือของใครของมัน แต่ถ้าไปเอาสัจจะหนึ่งเดียวสองคนเป็นอันเดียวกันแล้วสัจจะไม่มีในโลก จริงๆไม่มีอะไรตรงกับใครหรอก มากบ้างน้อยบ้าง ธรรมะสองของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรเท่ากันเลย เหมือนวิทยาศาสตร์เขาก็จำนนอันนี้ ถ้ามันไม่ ๐ ก็อนุโลมเป็น ๑ เพราะแท้จริง ๑ กับ๐ ก็อันเดียวกัน ถ้าไม่มีก็ ๐ ถ้าจะมีก็ ๑ แต่ถ้าเป็นสองแล้วจะไม่มีอะไรเท่ากันเลยทั้งรูปและนาม ทางโลกพลังงานก็ไม่ใช่ความรู้สึก แต่ของพระพุทธเจ้าแยกความรู้สึกออกเป็นรูปได้ แม้ความรู้สึกเรา เราก็ใช้ธาตุรู้อีกอันของเรารู้ตัวเราเองได้ เช่น มันทุกข์คุณก็อ่านอาการทุกข์นี้ออกในจิตเรา อาการสุขมันเกิดก็ใช้นามธรรมเราอ่านได้ ก็แยกออกว่าทุกข์หรือสุขก็ต่างกัน รู้ของคุณเอง คุณมีปัญญาอ่านอาการคุณออก เมื่อมันทุกข์มันก็ไม่สุข เมื่อมันสุขมันก็ไม่ทุกข์ เมื่อไม่สุขไม่ทุกข์ก็เฉยๆ ก็อ่านอาการเมื่อกระทบ

อ่านต่อ

สัมผัส อันนี้ต่างหากที่จะต้องล้างให้หมด ถ้าไม่มีอะไรแล้วจะต้องไปล้างทำไม ก็ที่มีอะไรนี่แหละทำให้มันจบ ใครฟังไม่รู้เรื่อง...ใครฟังรู้เรื่อง… สิ่งเหล่านี้อาตมาว่า ฟังด้วยดี ย่อมเกิดปัญญา มันก็เท่านี้เอง ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่เราก็ยึดเพื่ออาศัยสมาทาน ถ้ายึดอย่างถือมั่นก็อุปาทาน จะยึดนานแค่ไหนก็ยามะ สิ้นสุดที่เราจะปล่อย ทำได้ก็สามารถ ทำไม่ได้ก็ไม่สามารถ ทำให้ได้เก่งได้เร็วขึ้นก็เป็นจิตมุทุ ทำได้สมบูรณ์เป็นอมตบุคคล อยากเกิดก็ได้ อยากมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ในรูปในนามต่างๆ เมตตากายกรรม เมตตามโนกรรมก็ผูกสัมพันธ์กันนอกและใน นี่ก็คือเมตตาคืออาการที่ต้องการช่วยคนอื่น กรุณาก็ลงมือช่วย มุทิตาก็ช่วยเขาสำเร็จก็ยินดีแล้วอุเบกขาก็จบ อย่าไปจำบุญคุณที่เราทำไป เราช่วยเขาได้ก็จบ ช่วยไม่ได้เราก็พัฒนาตัวเองให้ช่วยได้มากขึ้น ถ้าสมบูรณ์แล้วก็จบ ทุกวันนี้เขาแปลเมตตากรุณาก็แยกไม่ออกจากกัน เมตตาคืออยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาอยากให้เขาเป็นสุข มันก็อย่างเดียวกัน แล้วเมื่อไหร่จะพ้นสุขทุกข์ เขาอธิบายวนไปวนมาเท่านั้น เมตตาคือเห็นเขาทุกข์เราก็อยากให้เขาพ้นทุกข์มีสุข กรุณาคือลงมือทำให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตาคือยินดีที่เขาพ้นทุกข์ แล้วก็วางใจอุเบกขา

590215_พุทธศาสนาตามภูมิ วิธีปล่อยวางอย่างชาวพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน