580417_ธรรมธรรมะสงคราม บ้านราชฯ กายของบัณฑิตกับพาลเป็นไฉน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580417_ ธรรมธรรมะสงคราม โดยพ่อครู บ้านราชฯ กายของบัณฑิตกับพาลเป็นไฉน
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 17 เม ษายน 2558 แรม 14 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ที่ราช ธานีอโศก วันนี้เป็นวันพระ วันนี้เราก็จะว่าไปเรื่อยๆ เรื่องธรรมะ อธิบายซ้ำ เจาะลึก วนไปได้ตลอดเวลา เพราะเป็นเรื่องที่ คัมภีรา ทุททัสสา คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) สงบเพราะกิเลสดับ ตัวกายกลิดับไป ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 )
กายกลิ คือองค์ประชุมรูปนามที่เป็นภัยในตัวเรา ก็คือกิเลสตัวแท้โดยตรงเลย ตัวนี้ดับไป จิตก็เลยยิ่งมีพลังงานสร้างสรร รู้เร็วไว เปลี่ยนแปลงในทิศทางดีได้ง่ายไม่แข็งทื่อพาซื ่ อ ความสงบที่สอนกัน ความสงบเป็นสุขอย่างยิ่ง เขาก็คิดว่า คือการหลับตานิ่งเฉย แข็งทื่อทั้งกายและใจไปเลย นี่คือสภาพที่เขาเรียกว่าสงบ เป็นสุขอย่างยิ่ง ที่จริงมันก็เบาดีไม่ต้องออกแรงใดๆ พวกจริตไม่ชอบทำการงานประโยชน์ก็ได้ แต่ไม่ถูก มันมิติระนาบเดียว ไม่ใช่เรื่องปรมัตถธรรมที่วิเศษ คำว่า สันตาหรือสันตินี่แหละที่เข้าใจต่างกัน
อตักกาวจรา ผู้ที่เข้าไม่ถึงจะอ่านเดาคุณธรรมพุทธไม่ได้ จะคิดแต่เหตุผลทางโลกีย์ ถ้าไม่มีมรรคผลแท้ จะไม่เข้าถึงได้ เพราะมโนทัศน์พื้นฐานทั่วไปความสงบคือ นิ่งไม่กระดุกกระดิก แต่นี่สงบจากความไม่ดีงาม แต่กลับมีความคล่องแคล่ว ของจิต เจตสิก เป็นกายปาคุญญตา สังขารปรุงแต่งเต็มที่เป็น วิสังขาร นัยหนึ่งไม่มีตัวเลยไปร่วม ส่วน "วิ" อีกนัยคือ วิเศษเลย เป็นความยอดเยี
อ่านต่อ
่ยมที่เข้าใจได้ยากมาก
ลักษณะของสัจธรรมที่อธิบาย นิปุณา คือละเอียดลึกซึ้งขั้นนิพพาน แล้วมี ปัณฑิตเวทนียา คือบัณฑิตเท่านั้นจะรู้ได้
ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันนี้ เขาว่าเมืองไทยนี่เคร่งศาสนาที่สุดในโลก
ไทยแลนด์ เคร่งศาสนาที่สุดในโลก นสพ. โพสต์ทูเดย์ 16 เมษายน 2558
ผลสำรวจชี้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้คนเคร่งศาสนามากที่สุดในโลก สะท้อนศาสนามีอิทธิพลทุกมิติชีวิตของคนไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าประเทศที่แสนจะ " ฟรีสไตล์ " ทำอะไรตามใจคือไทยแท้อย่างสยามเมืองยิ้มของเรา จะเป็นประเทศที่ผู้คนเคร่ง ศาสนา หรือระบุตัวเองว่านับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งมากที่สุดในโลก จากการสำรวจล่าสุด โดยกัลลัพ (Gallup) และวีไอ (WI ) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สร้างความเซอร์ไพร์สให้กับชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง เพราะภาพลักษณ์ของไทยแทบไม่ส่อไปในทางนั้นเลย อีกทั้งหลายฝ่ายยังมองว่าภูมิภาคตะวันออกลาง น่าจะเคร่งศาสนามากกว่า ด้วยซ้ำ จากผลการสำรวจครั้งนี้ทำขึ้นโดยสัมภาษณ์ชาวโลกถึง 63,898 คน ใน 65 ประเทศ พบว่า คนไทยถึง 94% ยืนยันว่าตัวเองเป็นคนเคร่งศาสนา มีเพียง1% เท่านั้นที่ไม่มีศาสนา และอีก 1% ไม่เชื่อถือในศาสนาใดๆ ส่วนอีก 3% ไม่ตอบหรือไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ตัวเลขที่ออกมานี้ แสดงให้เห็นว่า ศาสนายังคงมีอิทธิพลทุกมิติชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในวิถีชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบแนวโน้มด้วยว่า คนรุ่นใหม่จะนับถือศาสนากันมากขึ้น โดยกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 25 ปี มีสัดส่วนที่นับถือศาสนาถึง 65% อายุระหว่าง 25-34 ปี มีถึง 67% และยังพบด้วยว่า ผู้ที่นับถือศาสนา มีระดับการศึกษาที่หลากหลายคละกันไป ในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน ทว่า หากลงในรายละเอียด จะพบว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการศึกษามีศรัทธาในเรื่องนี้มากที่สุด ก่อนหน้านี้ ยังมีการสำรวจโดย พิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ (Pew Research Center) พบว่า ยิ่งประเทศมีความมั่งคั่งทางวัตถุมากเท่าไร ระดับความเคร่งศาสนาก็ยิ่งจะน้อยลงเป็นเงาตามตัว สำหรับประเทศที่เคร่งศาสนาเป็นอันดับ 2 รองจากไทย คือ อาร์เมเนีย ในสัดส่วน 93% ตามด้วยบังกลาเทศ 93% จอร์เจีย 93% โมร็อกโก 93% เท่ากัน อย่างไรก็ตามเมื่อแบ่งตามทวีปแล้ว แอฟริกาจะมีผู้เคร่งศาสนามากที่สุด ตามด้วยภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนเอเชียอยู่ในอันดับที่ 6 และยุโรปตะวันตกอยู่ในอันดับท้ายสุด....
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประเทศที่เคร่งศาสนาน้อยที่สุดล้วนแต่อยู่ใน 2 ภูมิภาคหลัง คือ จีน มีผู้เคร่งศาสนาน้อยที่สุดเพียง 7% ตามด้วยญี่ปุ่น 13% สวีเดน 19% สาธารณรัฐเช็ก 23% และเนเธอร์แลนด์ 26% ขณะที่ฮ่องกงมีผู้ที่ไม่เชื่อในศาสนาใดๆ มากที่สุดในโลก ถึง 70%....
พ่อครูว่า … ก็น่าภูมิใจ ที่ยังมีอยู่ แม้ว่าจะมิจฉาทิฏฐิ ออกนอกรีตไปบ้าง โดยความหมายกว้างๆ ก็พอรู้เบื้องต้น แต่เจาะไปในเบื้องกลางและปลายแล้วกลายเป็นศาสนาอื่นมาปน ที่เรียกว่า ออกนอกขอบเขตพุทธ หรือแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ บุญคือการชำระจิตสันดานให้หมดจด ก็พากเพียรไป
มีคำถามมา ในวันที่ 17 เมษายน 2558
_ กราบถามพ่อท่าน จาก ศิษย์ขอบจอ...ที่รู้สึกหงุดหงิด เขาถามว่า...เพราะเหตุใด ? ทำให้ คนบางคน ความเห็นบางความเห็น ตลอดจนคนทำสื่อบางสื่อ... มองเห็น เรื่องราวอะไร ๆ ต่าง ๆ ก็เห็นเป็นเกมส์ ไปหมด... ไม่ว่า ใคร จะทำอะไร ยังไง... สมมุติฐานคนที่คิดแบบนี้ เป็นอย่างไร ? ครับ ที่มาคำถาม.. ของเขาคือหัวข้อข่าวที่ว่า ....เตือนไทยเล่นเกมเสี่ยง!!หันผูกมิตรรัสเซีย-จีน กระทบสัมพันธ์สหรัฐฯระยะยาว
พ่อครูว่า... นี่คือ เรื่องของธรรมาธรรมะสงคราม ดูแล้วก็เบื่อไม่ลง มีอะไรตลกๆ แล้วทีนี้ คนที่ถามก็มองว่า อันนี้เขาเห็นว่าเป็นเกม ค ื อท่าทีลีลาของคนที่ทำอะไรไม่จริงใจ ก็เหมือนเกม แต่พวกเรานี่ทำงานไปแล้วเราก็รู้เป้าหมายว่าทำเพื่ออะไร เราก็ทำไปอย่างจริงใจ ไม่ได้คิดว่าทำไปแล้วเราจะได้อะไรกลับมา เราก็ทำไปเพื่อเสียสละ ทุนรอนแรงงานความคิด ทำให้สำเร็จผล เรื่องดีที่เราทำ แล้วมันจะดี ชนะ สำเร็จ โดยสามัญสำนึกคนก็บอกว่าต้องได้ต้องสำเร็จต้องชนะ แต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเราก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ ดีที่สุด เป็นผลอย่างไรก็ว่าไป แล้วเราก็ไม่เคยว่า ทำได้แล้วก็ดีใจ แล้วไปทับถมเขา เราไม่ได้ไปขูดรีดเขา เราเพียงแต่ว่า ให้คุณหยุดเถอะ สิ่งที่คุณทำนี่มันผิด เราก็ทำเช่นนี้ส่วนใหญ่ ส่วนทางวัตถุ เราไม่ได้ไปแย่งกับใคร เราทำงานสังคมเพื่อให้คุณหยุดทำสิ่งผิด ถ้าไม่มีงานนี้เราก็ทำงานสร้างผลผลิต ทำงานไว้อาศัยกินใช้ มีเหลือมีเกินเราก็แจกจ่ายเจือจานสังคมไป นี่คืองานของเรา เราไม่ได้ไปทำเพื่อชนะแล้วเราก็ไม่ได้ไปเอาอะไรจากเขา ไม่ได้เอาโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แม้แต่อารมณ์เสพ ชนะชื่นใจเหมือนคนเตะบอลเข้าโกล เราก็ไม่ทำแบบนั้น ที่แบบดีใจมาก สะสมเป็นกิเลสอนุสัย กลายเป็นอัตตาตัวตนที่จะต้องได้ต้องมีต้องเป็นอย่างนี้ ที่จริงคุณปั้นสร้างมาเองแล้วก็ยึดเองว่าเป็นสุข
อาตมาต้องการอธิบายตรงนี้แหละ ที่คนเราจะบรรลุธรรม หรือตรัสรู้ หรือการที่จะทำใจไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้สำเร็จเสียที เพราะไม่รู้ตรงนี้ ตรงที่ว่า สิ่งนี้มันอนัตตา สุญญาตา แต่คนก็ไปยึดว่ามันเป็น มันมี มันยากมากเหลือเกิน ละเอียดเหลือเกิน อาตมายกตัวอย่างง่ายๆ รสอร่อย คุณกินส้มโอ มะละกอ พอกินเข้าไปแล้วมันถูกกับอุปาทาน รส กลิ่น กามคุณ 5 แล้วแถมอัตตาเป็นอุปาทาน แล้วเอาเหตุสัมผัสภายนอกเป็นปัจจัยแล้วตรงกับที่เรากำหนด สมมุติไว้ คุณได้สัมผัสแล้วก็เกิดสุข ชื่นใจ อร่อย อันนั้นแหละมันเป็นตัวปลอม ของไม่จริง มันเป็นรสชาติที่ไปเสริม เราแตะมะละกอก็รสนี้ ส้มโอก็รสนี้ ต่างกัน แต่คุณสมมุติยึดไว้ในจิตว่า มะละกอรสนี้ ส้มโอรสนี้ ฟักข้าวรสนี้ แหละชอบ คุณยึดสมมุตินี้ไว้ พอได้ตามสมมุติก็เกิดรส เป็นรสปลอม รสเท็จ นี่คือ ตัวปลอมตัวที่ไม่มีจริง ส่วนรสเดิมของมัน ใครสัมผัสก็เหมือนกันทุกคน จะเรียกภาษาไหนก็แล้วแต่ แต่สัจจะอันเดียวกันหมด แต่ที่ไม่เหมือนคือคนชอบก็สุข ดูด คนไม่ชอบก็ผลัก ทุกข์ อันนี้แหละเท็จ ใครทำอันนี้ออกได้นั่นแหละคุณบรรลุธรรม คุณวิมุติ
อาตมาไปบรรยายที่วัดมหาธาตุ บรรยายเสร็จ ลงมา ไอ้หนุ่มก็มาบอกว่ามันชิบหายเลยหลวงพี่ แต่พูดช้าหน่อยฟังไม่ทัน พูดถึงประเด็นที่กินอาหารแล้วอาตมาก็ว่า อาตมาไม่ได้อร่อยแล้ว กินอาหารไม่มีอร่อย อร่อยมันไม่มีหรอก เขาก็งง อาหารไม่อร่อย ที่ชอบนี่เรากินได้สมใจก็ต้องอร่อยสิ แต่มันไม่มีได้อย่างไร เขาก็งง ๆ อาตมาก็เลยไม่รู้จะอธิบายให้เขาฟังอย่างไร ว่ามันไม่มีรสนี้แล้ว อาตมาอธิบายไม่ออก มีสภาวะแต่ไม่มีนิรุตติปฏิภาณ บอกไปแล้วเขาก็งงว่า กินแล้วไม่อร่อยลิ้นประสาทเสียหรือเปล่า อาตมาก็ว่าลิ้นปกติดี ประสาทดี หวาน ขม เปรี้ยว เผ็ดก็รู้ทุกอย่าง ตอนนั้นอธิบายไม่ออก อาตมาไม่ได้มีพยัญชนะ " สุขขัลลิกะ " ที่คือ สุขเท็จ เขาก็แปลไม่ออกว่าสุขเท็จ เขาว่าไม่ใช่ อาตมาก็มารู้ว่า ทางโน้นเขาไม่ได้มีสภาวะ อย่างแปลสัญญาเวทยิตนิโรธคือ ดับสัญญากับเวทนา เขาก็ดับหมด แต่ว่าที่จริงมันก็ดับ สัญญา เวทนา มันลึกซึ้ง มันดับเวทนากับสัญญาจริง แต่ก็ยังมีสัญญาเวทนา มันดับธรรมะสอง ให้เหลือธรรมะรวมลงที่เวทนา โดยส่วนสองด้วย
ผู้ที่แยกออกชัดเจนในเวทนา แล้วรู้จักเหตุแห่งสุข ทุกข์ จนทำให้เป็นเอกัคคตาได้ ให้เวทนาสอง รวมเป็นเวทนาหนึ่ง เพราะเวทนาที่มีอวิชชามีอยู่ แต่เราได้ล้างไปหมดแล้วดับไป ก็เหลือหนึ่ง จึงรู้ทั้งเคหสิตเวทนา รู้ทั้งเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา แต่ก่อน มันแม้จะไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นเคหสิตะ แต่พอเราเอากิเลสออกหมด ก็เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา คนไม่มีสภาวะจะไม่รู้ กินทีไรก็อร่อยทุกที แต่พวกเราปฏิบัติไป ก็จะรู้ว่า อร่อยหมดไป จะไม่ดูดดึง จืดจางลงไปหรือใครปฏิบัติจนเฉย ถึงเวลากิเลสขึ้นมาต้องอยากอันนี้ แต่ตอนนี้ไม่อยากไม่นึกถึง แต่พอได้พบสัมผัสก็จำได้ว่าอร่อย แต่ไม่ต้องไปกินไปสัมผัสมันก็ได้ ไม่มีความเดือดร้อนที่จะต้องไปสัมผัส สัมผัสแล้วก็จำได้ว่ารสอร่อยอย่างนี้จำได้ มันเคยอร่อย จำความจำได้ ของรสอร่อย แต่ถ้าไม่มีมันไม่ต้องกินไม่ต้องสัมผัสเลย ทางทวาร 5 แต่เราก็ไม่ถึงกับต้องมาสัมผัสลิ้น ก็ผ่านไปไม่ต้องเอามาสัมผัสก็ได้ แต่ถ้าเราติดเราต้องเอามาสัมผัสให้ได้ อย่างที่เราติดยึด อาตมาเคยเล่าว่าคนฆ่าคนด้วยขนมหม้อแกงแค่ชิ้นเดียว สิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์เลวร้าย หากเข้าใจว่านี่คือ กามคุณ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็คืออาการ พอได้ลาภมาก็ดีใจ
นี่มีคนที่ซื้อตัวเลข 60 แล้วถูกล็อตเตอรี่ 36 ล้าน นี่เขาก็ว่าขลัง แล้วเขาก็ถามเชิงว่า การซื้อหวยนี่ มันเป็นเชิงกุศลบุญบาปอย่างไร? ... อาตมาว่ามันเป็นได้ทั้งวิบากกุศลเก่าของเขา หรือเป็นเรื่องความแสวงหาใหม่ ถ้าแสวงหาใหม่ ไม่ใช่กุศลเก่า คุณก็เป็นหนี้ เพราะได้สิ่งที่ไม่ใช่ของตน แต่ถ้าได้มาตามกุศลเก่า ก็กินกุศลเก่าเท่านั้นเอง แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ใช่กุศลเก่า แต่เป็นกรรมใหม่คุณก็เป็นหนี้มันไม่ใช่ของเรา แต่คนไม่ได้เรียนรู้เขาก็เอา เอาไปใช้อะไรก็เรื่องของเขา ทุกวันนี้มันมีเรื่องใหม่ เหมือนกับก่อสินเชื่อ สร้างกรรมวิธีสารพัดอย่าง คล้ายกันกับวิบากใหม่ ที่แต่ละคนไปได้แฝงจากการซื้อหวย หรือได้จากกิจนั้นกิจนี้หากไม่ใช่กุศลเก่าของคุณ
แต่ถ้าผู้ที่ไม่ได้เอาไปผลาญพล่าอะไรก็ไม่ต้องเอากุศลเก่า ให้สร้างแต่กุศลใหม่ สรุปว่าคนมีกุศลเก่าก็ไม่จำเป็นต้องเอามาใช้ สร้างแต่กุศลใหม่ คนเข้าใจแล้วไม่ต้องไปกินกุศลเก่า ถ้ากุศลเก่ามี คุณไม่ต้องอยากได้มาหรอก ที่จะต้องไปแสวงหา มันก็ลดค่าไปสองชั้นแล้ว อยากและแสวงหาแล้วก็ไปต่อสู้ก็ลดค่าอีก ยิ่งไปทุจริต โกงอีกก็คือติดลบไป เพราะฉะนั้น คุณไม่กินกุศลเก่า แต่สร้างแต่กุศลใหม่ กุศลเก่าจะมาตอบแทนคุณเอง คุณไม่ต้องเสียเลย ไม่ต้องเสียอะไร ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่อยาก หรือแสวงหาไปโกง ไปทุจริตอีก เหมือนของเรา เราเบิกจากธนาคารที่ไม่มีดอกเบี้ย
เรื่องวิบากกรรม เป็นอจินไตยที่อธิบายยากมาก เรามีกุศลเป็นกำแพงกั้นไม่ให้วิบากบาปมาตามทัน อกุศล หรือบาป นี่มันวิ่งไล่ตามเราตลอดเวลาไม่เคยหยุดพัก แต่กุศลมันไม่เคยตามไล่เราเหมือนหมาล่าเนื้อ ถึงเวลาก็มาช่วย แต่อกุศลไม่เคยพัก ถ้าเราไม่สร้างกำแพงมากั้นมันก็ตามทัน แล้วยิ่งกินกุศลเก่าอีก เหมือนกระต่ายวิ่งหนีเสือไปในพุ่มไม้ แต่กระต่ายก็กินใบไม้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายใบไม้ร่อยหรอ เสือก็เห็นกระต่ายในที่สุด
เช่น พระพุทธเจ้าท่านเล่าว่าบาปของท่าน ท่านไปฆ่าน้องชายต่างมารดาตาย ท่านบำเพ็ญกุศลจนมันมีอกุศลเบาบาง แต่เศษแห่งวิบากก็ตามมาเล่นงานท่านได้ มันมีอำนาจทุกขณะ อธิบายยากมากว่าจะออกมาในรูปไหน? ไม่ต้องอธิบายเรื่องแก้แค้นพยาบาท คุณฆ่ากันไปกันมา มันมีเหมือนกัน แต่ไม่ได้ตายตัวอย่างนั้น แต่มันมีที่ต้องไปฆ่ากันไปมา หรือร้ายแรงขึ้นหนักกว่าฆ่ากัน หรือเบาลงได้ เปลี่ยนแปลงได้ นี่คือ อจินไตยที่รู้ยาก ถ้าเข้าใจดีแล้ว บาปอย่าทำ อกุศลอย่าทำ ต่อไปเราไม่ก่อกิเลสอีก หยุดเลย มีแต่กุศลสูปสัมปทา มีแต่กำแพงกุศล ไม่มีอกุศลไปบวก หมาไล่เนื้อจะตามไม่ทัน ไม่มีโอกาสที่อกุศลเก่าที่แรงไม่พอจะตามทัน ขนาดพระพุทธเจ้าอกุศลเก่ายังตามมาทันเลย น่ากลัวไหม? แล้วคุณเป็นใคร? อย่าทำเป็นเล่น ถ้าใครกั้นได้หยุดได้ดีที่สุด
กายและนามรูปนี้ เกิดผัสสะขึ้นมา กายก็คือสังขาร แล้วประชุมกันขึ้นมา เพราะผัสสะเกิด ผัสสะ สฬายตนะ ใน ทวารทั้ง 6 ทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง สัมผัสกับคนพาล เป็นเหตุให้เกิดสุขทุกข์
ในพระไตร ปิฎก [เ ล ่ม 16 ข้อ 57 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัย กายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของบัณฑิต ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้วประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัย กายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องบัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุข และทุกข์ ฯ
[ 58 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น จะแปลกกันอย่างไร จะมีอธิบายอย่างไร จะต่างกันอย่างไร ระหว่างบัณฑิตกับพาล พวกภิกษุกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นเดิม มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ขอประทานพระวโรกาส เนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ แจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคพระองค์เดียว ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแ ด่ พระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
[ 59 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น คนพาลยังละไม่ได้ และ ตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเขาเข้าถึงกายชื่อว่ายังไม่พ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้นบัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขาไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่า ย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย อันนี้เป็นความต่างกันของบัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ฯ จบสูตรที่ 9
พ่อครูว่า … สรุปแล้วทุกข์ สุข เกิดมาแต่เหตุ เป็นอิทัปปัจจยตา เหตุใหญ่มาจากผู้ที่ไม่ได้สดับธรรมพระพุทธเจ้า ไม่ได้ประพฤติธรรมพระพุทธเจ้า ไม่ได้ประพฤติจนกำจัดเหตุ มันหมด จนเหตุหมดแล้ว กายดับ กายของอะไร?
กายของสัตว์ สัตตาวาส 9
กาย คือองค์รวมของตัณหากับอวิชชา สำหรับคนพาลคนไม่เดียงสา ก็ยังอยากอยู่ ก็ยังโง่อยู่ไม่ได้ละล้างให้หมดไปจากจิต จึงมีวิบากจิต คือ อนุสัยที่มันยังฝังความโง่กับความอยากอยู่ อวิชชากับตัณหา ก็ยังไม่รู้จักความจริงของกามตัณหา ภวตัณหาอยู่ จึงยังมีกาย อันเป็นองค์ประชุมของธรรมะสองที่ปรุงแต่งกันอยู่ มันทำปฏิกิริยาสังขาร ก็คือกายของเทวดาหรือผีนรก องค์ประชุมของธรรมะสองที่ปรุงแต่งสังขาร สังขารคือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ค ื อเวทนา
คนไม่รู้จักตัณหา ไม่ว่ากามหรือภวตัณหาก็ปรุงไป เป็นกายเป็นเวทนา แต่ถ้าตายแล้ว จึงยังมีกาย เพราะเวทนาที่คุณ มีอวิชชา มีตัณหา มันก็ให้คุณปรุงแต่ง แม้ตายไป กายก็ยังมีสำหรับคนพาล
แต่ผู้บัณฑิต ได้ศึกษาจริง ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอน แล้วหาเหตุแล้วล้างเหตุได้ จับได้ตั้งแต่สังโยชน์ ข้อ 1 คือสักกายของตน แล้วพิจารณาอ่าน กายในกาย ที่จริง กายในกายก็คือเวทนา จริงแล้วเวทนามีเหตุ คือจิต เจตสิก เหตุเป็นราคะ โทสะ
กาย คือองค์ประชุมธรรมะสอง แล้วรวมลงเป็นอันเดียวคือ เวทนา ดังนั้น กายกับเวทนา จึงคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง กายกับเวทนาจึงเป็นปัจจยการกัน เป็นจิต มโน วิญญาณ ที่เดินทางไปกับการกระทำกับกาละ และทุกอารมณ์ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ จึงเกิดจากสังขาร คือการปรุงแต่งของธรรมะสอง ถ้ายังมีเหตุเหลือ เหตุแห่งอุปาทาน คือตัณหาอยู่เท่าใดก็คือเกิดสุข ทุกข์เท่านั้น มันยังไม่มีปัญญา
พลังปัญญา ไม่มากพอจะไปสลายอุปาทาน พลังไฟฌาน อินทรีย์พละ ไม่ว่าจะกำลังระดับไหน เป็นปัญญินทรีย์ที่เกิดจากสั่งสม อินทรีย์ 5 พละ 5 ไม่มากพอที่จะไปสลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ มันก็เหลือ หรือทำลายไปเท่าไหร่ก็เหลือเท่านั้น ถ้าไฟปัญญามากก็จะสลายได้
ต่อเมื่อหมดสิ้นเหตุ คือกามตัณหาและภวตัณหา ล้างรูปาวจร เหลืออรูปาวจร จนล้างต่ออีก ก็หมดความยึดถือสิ้นเกลี้ยง องค์ประชุมหรือกายของ สุขทุกข์จึงไม่มี บัณฑิตกับพาล จึงมีกายและไม่มีกายด้วยประการฉะนี้
บัณฑิต ปฏิบัติกายได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ รู้ว่าสัตว์มีอยู่เท่าไหร่ ในสัตตาวาส 9 ตั้งแต่ข้อแรกคือ 1 .กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ต่างคนหลากหลายไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างว่า อย่างนี้สุข ทุกข์ของตนเอง แม้สัมผัสอย่างเดียวกันก็สุข ทุกข์ต่างกันไป ทั้งขนาดและปริมาณ ที่ต่างกัน จึงต่างหลากหลายนับประมาณมิได้ จะเรียกสุขว่าเทวดา หรือทุกข์คือนรก หรือมนุษย์ คือกลางๆ หรือใจสูง ใจเจริญ มีทั้งแบบโลกีย์หรือโลกุตระ
สรุปชัดๆ ผู้ที่สามารถปฏิบัติธรรม กายข้อที่ 1 กายข้อที่ 2 ... ในวิญญาณฐีติ หรือสัตตาวาส 9
ข้อ 2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียว คือสัญญาว่าคุณจะต้องได้สภาพของจิตไม่มีนิวรณ์ แต่จิตที่ไม่มีนิวรณ์นั้นแบบฤาษีก็ได้ กายไม่มีนิวรณ์ แต่หลับตา แต่แบบพระพุทธเจ้านั้นไม่มีนิวรณ์ แต่แบบลืมตา กายที่ได้จึงต่างกัน องค์ประชุมของรูป นามไม่เหมือนกัน ของหลับตาไม่มีการสัมผัสทวาร 6 ครบ แต่ของพุทธ สัมผัสครบทวาร ลืมตาอยู่ แต่จิตไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน สัญญาเหมือนกัน แต่ทิฏฐินั้นต่างกัน คุณไปสัญญากำหนดหมายว่าอาการไม่มีนิวรณ์เป็นเช่นนี้ แต่องค์ประชุมรูปนามต่างกัน
ฌานที่คุณได้ ในข้อที่ 2 เป็นปฐมฌาน คนที่ได้อย่างหลับตาจะได้โดยยากได้โดยลำบาก แต่ของพุทธนี่ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปหาสถานที่ แต่ของพุทธทำได้ทุกที่ทุกเวลา แต่อาจต้องเคร่งคุมอยู่ในระยะแรก ยิ่งไปฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ก็เคร่งคุมลดลง มีปีติ มีสุข อุเบกขา จนชินชาวางเฉยได้ จนเก่งในการวางเฉย เป็น ปริสุทธา ปริโย ท าตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มี นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ได้แล้วจะอนุโลม ปรุงไปกับเขาได้เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกได้ แต่ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 ซึ่งง่ายกว่าแบบไปนั่งหลับตาที่กว่าจะเข้าจะออก กว่าจะได้ก็ยาก
ผู้ที่ทำแบบเป็นๆ ของพระพุทธเจ้า ตอนเป็นๆ กายไม่มีแล้ว ตายไปก็ไม่มีกาย ยิ่งได้อย่างนิจจัง แล้วก็ไม่มีสุขทุกข์ ไม่มีสวรรค์นรก ยืนยันได้ตอนเป็นๆ มาดูได้ เหมือนราชรถ ได้นั่งเสวยสุขสงบนิพพานแล้วเป็นแล้ว คนจะมาบอกว่าสุขอย่างไร? ก็สุขมันไม่มี เป็นๆ นี่แหละพิสูจน์ได้ ตอนตายแล้วพิสูจน์ไม่ได้
คนนั่งหลับตาสมาธิ เขาจะรู้ไหมว่า กาย หมายถึงอะไร? เขาไม่รู้ แล้วเขานั่งหลับตา นะ เขาเป็นอย่างไร เขาก็ว่าเขาไม่มีกาย ก็ถูกอีก เพราะกายต้องมีดินน้ำไฟลม ในอานาปานสติสูตร บอกว่าต้องมีลมหายใจเข้าออก จึงมีกาย
อานาปานสติจึงต้องมีกาย กายคตาสติกับอานาปานสติไม่ได้แยกกัน อานาปานสติ 16 อย่าง ต้องปฏิบัติขณะมีกายคตาสติ เดินยืนนั่งนอนเอี้ยวแขนไกวขา ต้องอ่านตามเห็น อนุปัสสี 4 แล้วทำให้เกิดเป็น ปฏินิสสัคคานุปัสสี ต้องทำขณะลืมตา ในขณะปฏิบัติกายคตาสติ คนไม่เข้าใจจะแยกส่วนปฏิบัติ ไปนั่งหลับตาเข้าภพ
พระพุทธเจ้าสำทับว่า ต่อให้อาสวะบางอย่างสิ้นแล้ว มีองค์ประชุมของกายเป็นพยาน ของคุณคนใดนั่งหลับตาหากคุณยืนยันว่ามีแล้ว ก็ต้องปฏิบัติวิโมกข์ 8 ให้ครบ ทั้งภายนอกและภายใน โดยวิโมกข์ 8 ข้อ 2 คือ อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ คือต้องเห็นสัมผัสทั้งนอกถึงใน อย่างมีญาณปัญญาด้วยนะ
เห็นภายนอก รูปทั้งหลาย รูปีรูปานิ แล้วเห็นเข้าไปภายใน อัชฌัตตัง แล้วเห็นถึงอรูปด้วย อรูปสัญญี ใช้สัญญากำหนดรู้ทั้งภายนอกและภายใน จึงครบกายเสมอ
ทำดับตั้งแต่กิเลสอบาย กามาวจร จนหมดกามมาวจร ก็มีองค์ประชุมในกามาวจร แต่องค์ประชุมของกามคือกายไม่มี เพราะดับเหตุ คือราคะที่เป็นกามราคะหมดแล้ว เหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ กายนอกหมดแล้ว ภพกามดับแล้ว ก็เหลือแต่กายของรูป และกายของอรูปที่เป็นสัตว์
ในสัตตาวาส ข้อ 3 และ 4 ที่ต่างกันหรืออย่างเดียวกันคือ สัมมากับมิจฉาทิฏฐิ
สัตตาวาส ข้อ 3 กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน ได้จิตสว่างอาภัสสรา กายสว่างเหมือนกัน สายธรรมกายเขานั่งหลับตาได้สว่าง แต่เขานั่งหลับตา กายของเขาได้แต่ในภพ แต่ของพุทธสว่างเหมือนกัน แต่ของพุทธลืมตา สัญญาอันหนึ่งสว่างไปใส นี่สายใส ไปสว่างอนันโตอากาโสติ เขาก็ว่าเป็นภพ เป็นเทวดา วิมานของเขา จนโสดาฯ สกิทาฯ ก็ใส จนเป็นพระพุทธเจ้าก็ใส ได้แต่ภพใส แล้วไม่มีใครไปวัดค่าได้ ของใครของมันจึงเรียกว่าใส ต่อให้ธรรมกายก็วัดของคนอื่นไม่ได้ ต่อให้ธรรมกายเหมือนกันก็ตาม บอกกันได้คร่าวๆ แต่ไปรู้ว่าของใคร ใ สอย่างไรไม่ได้
เหมือนสายดับดำที่นั่งหลับตาได้อากาสาฯ ในขณะได้ฌาน 4 ก็สมมุติว่ารูปจะต้องหนากว่าอรูป นะ ภพรูปมันเหมือนเราอยู่ในโลก ส่วนภพอรูปเหมือนเราอยู่นอกโลก มันต้องเบาว่างลอยไป จากแรงดึงดูดโลก ถ้าจะออกไปอรูปโลกต้องหลุดจากแรงดึงดูดโลก ก็หลุดปึ๊ง อาตมาก็มีสัญญาแบบนั้นหลุดปึ๊งไป โอ้โห สว่าง จะมีสภาวะที่เรากำหนดหมายจากที่เรายึดอยู่ เหมือนหลุดจากแรงดึงดูดโลก ไม่ต้องอยู่กับพื้นมันลอยเบาว่างเลย แต่วัดไม่ได้ว่าเบาต่างอย่างไร แต่หลุดปึ๊ง
สายสว่างก็กำหนดให้กันไม่ได้ กำหนดได้แต่ของตน ก็ว่าได้แล้ว เพราะฉะนั้นสำเร็จทุกคนเพราะปั้นเอาเองทุกคน น่าสงสาร ถูกครอบงำด้วยมโนมยอัตตา
อันที่ 4 สายหลับตา ในรูปฌานก็ไม่ได้ดับมืด แต่รู้ว่าไม่มีนิวรณ์ ใครนั่งหลับตาไปก็ได้อทุกขมสุข แต่ก็มีสัญญาว่าตนต้องหลุดในรูปฌาน ไปหาอรูปฌานก็หลุดปึ๊ง ได้อากาสาฯ เหมือนเราหลุดออกจากโลก ตนเองก็ไม่รู้ตัวมันมีแต่รสความว่าง ไม่รู้ว่าเราคือใครด้วยซ้ำ นี่คือ อากาสานัญจายตนภพ หรืออากาสานัญจายตนสัตว์ จนกว่าเราจะรู้ตัวว่าเราคือเรา อยู่ในความว่างก็คือ วิญญานัญจายตนภพ (สัตว์) แม้สายสมาธิหลับก็ได้เรียนมาว่าความสว่างไม่ได้สูง ต้องดับสิมันถึงสูงส่งกว่า ก็ทำการดับให้ดำมืด ไม่มีอะไรก็คืออากิญจัญญายตนภพ (สัตว์) ก็คือไม่มีจิตรับรู้อะไร เขาก็ได้ความดับเบื้องต้น ดับดำ ไม่ใช่ดับสว่าง แต่ดับมืดให้จิตไม่รับรู้อะไรเหมือนอาฬารดาบส นี้แหละคือสุภกิณหา เขาได้สำเร็จก็ว่าได้โชค คือนิโรธแบบดับ
อันที่ 4 นี้เขาได้กายแล้วคือ กายดับ แต่ทิฏฐิเขานี่เขาทิฏฐิว่า ดับจิตให้มันดำ ให้ไม่มีสัญญาไม่มีเวทนา เขามีทิฏฐิเช่นนี้ แต่ทิฏฐิของพระพุทธเจ้านั้นให้ดับตัวกิเลส ให้หมดความเป็นสัตว์ หมดชีวิตินทรีย์ของสัตว์เลย อากาสาฯ นั้นคือฐานสว่าง ก็ซ้อนไปหาอา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive