600823_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อุตริมนุสธรรมของนิยตโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข29 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600823_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อุตริมนุสธรรมของนิยตโพธิสัตว์

สมณะฟ้าไทว่า…วันพุธที่ 23 สิงหาคม 2560 ราชธานีอโศก พ่อครูได้เทศน์ไว้เมื่อวันจันทร์ว่า กาละนี้เป็นยุคสำคัญ มีพระโพธิสัตว์เกิดร่วมกันทำงานหลายองค์ ท่านก็ได้มาสร้างชุมชนโลกุตระ อันประกอบด้วยพระอาริยะอยู่ร่วมกัน เราก็มาศึกษาร่วมกันในชุมชนนี้ ในกาละนี้ เป็นกาละที่มีพระโพธิสัตว์เกิด พ่อครูก็ประกาศตัวว่าเป็นโพธิสัตว์ มาสืบทอดงานศาสนาพุทธให้ไปถึง 5,000 ปี ในสุริยเปยยาล อวิชชาสูตร ก็เริ่มต้นด้วยมิตรดีคือการคบสัตบุรุษ พ่อครูท่านก็บอกว่าท่านคือคนนี้ คือสยังอภิญญา ที่มาประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้ชัดเจนแจ่มแจ้งให้คนมาปฏิบัติตามจนได้ผลจริง เมื่อคนได้ปฏิบัติผลได้จริงแล้วก็จะไม่เสียเวลารอคอย จะทุ่มเททั้งชีวิตมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน กาละนี้ท่านก็ทำงานมาสี่สิบกว่าปีแล้ว ขณะที่อยู่ไปปีต่อไป ท่านบอกว่า 90 ปีก็จะฉลอง ซึ่งอีก 6 ปีนี้ก็ไม่ง่าย ท่านขอเวลาเราแค่สิบปี ก็จะมีผลแล้ว ตอนนี้ถ้าเราได้ติดตามฟังธรรมจากท่าน ก็จะลงลึก แรง ชัดเจน มาอยู่กับท่านก็ไม่เสียหลาย จะได้ประโยชน์จากท่านในกาละที่ท่านอยู่

SMS วันที่ 21 สิงหาคม 2560

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อุตริมนุสธรรมของอรหัตตผล _3867คำตอบทุกประเด็นธ.อรหัตผลโดยพ่อครูฯต้องมีความรู้วิเศษจากจิตรู้ทันกิเลส,ตามองทะลุกิเลสได้,หูแยกแยะกิเลสได้!กำหนดรู้กิเลสทุกผัสสะ!ระลึกชาติก่อนในกิเลสเก่าได้!รู้แจ้งด้วยอภิญญาว่าสิ้นกิเลสแล้วถูกไหม? พ่อครูว่า…ถูกต้อง อรหัตตผล นี่ต้องรู้รอบ มีความรู้พิเศษเป็นอุตริมนุสธรรม ญาณทัสสนะวิเศษ ไม่ได้รู้อะไรหรอก ไม่ได้รู้ว่าเหาะเหินเดินน้ำดำดิน ไม่ได้รู้ว่านอกโลกมีเรื่องราว หรือเรื่องโลกมีอะไร ไม่ใช่ แต่รู้เรื่องกิเลสเป็นหลัก รู้ทันกิเลส มองกิเลสได้ทะลุ ต

อ่านต่อ

า หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วก็รู้อาการจิต กำหนดรู้ทุกผัสสะ โดยเฉพาะคำว่า รำลึกชาติก่อนในกิเลสเก่าได้ … คือพอสัมผัส เราจะรู้กิเลสในปัจจุบัน เราสัมผัสก็จะรู้ว่ากิเลสปัจจุบันไม่มี กิเลสเก่าไม่มีแล้ว ปัจจุบันไม่มีกิเลสเก่า หรือระลึกสัมผัสได้ขณะนี้ พอสัมผัสแล้วระลึกถึงชาติก่อนของกิเลสเก่า ขณะนี้เราไม่มีกิเลสแล้ว เราก็ระลึกถึงกิเลสอย่างนี้ได้ ซึ่งรู้ได้จริงๆ เพราะเราจะรู้จักกิเลส กิเลสมันมีหรือไม่มีในจิตเรา เราจะรู้จริงๆ หากเราไม่รู้ก็ไม่ใช่การศึกษาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อุตริมนุสธรรมของพระโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาพูดมานาน 40 กว่าปีแล้ว ที่ไปนั่งหลับตาสมาธิไม่ได้รู้กิเลสอย่างที่ว่านี่หรอก ไม่ได้รู้ว่า ในปัจจุบันเราสัมผัสกับอะไร กิเลสเก่ามันมีหรือเปล่า มันไม่รู้ เพราะปัจจุบันไม่ได้สัมผัสหลับตาไป แล้วหลับตานี้เป็นภาคปฏิบัติของกระแสหลักส่วนใหญ่ หรือสำนักใหญ่ๆที่ว่าปฏิบัติธรรมทำสมาธิคือนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ได้วิจัย กาย เวทนา จิต ธรรมอะไรหรอก ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีแต่สะกดจิตลงไปแล้วบอกว่าเป็นการทำนิโรธสมาธิ สะกดจิตในช่วงขณะนั้นให้จิตไม่มีอาการของนิวรณ์ ด้วยสมถวิธี ซึ่งก็เข้าใจได้ Meditation เป็นวิธีที่เก่าแก่มาก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา แล้วท่านก็ไปตรวจดู นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายเมื่อท่านออกบวช ก็ไปเจอ นักปฏิบัติธรรมพวกนี้ อาฬารดาบส อุทกดาบส หรือฤาษีอื่นๆที่นั่งปฏิบัติหลับตา เป็นส่วนใหญ่ เขาไม่ได้รู้เรื่องสัมมาสมาธิ ที่เป็นสมาธิอันประเสริฐ ที่เรียกว่า เป็นคุณวิเศษ เป็นธรรมะอันประเสริฐเป็นสัมมาสมาธิเป็นธรรมะของพระอาริยะ สัมมาสมาธิเรียกว่า อริโยสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิประเสริฐของพระอาริยะ ไม่รู้หรอก มีศาสนาพุทธนี่แหละ มีพระพุทธเจ้านี่แหละเอามาเปิดเผย เป็นผู้รู้เป็นเจ้าของความรู้อันนี้ เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตา อาตมาเอาหลักฐานต่างๆมายืนยันมากมาย เพื่อที่จะให้รู้ อาตมาเอง ขอพูดตัวเองนิดหนึ่ง ท่านฟ้าไทว่า กาละนี้ มีพระโพธิสัตว์อุบัติมาในโลกหลายพระองค์ แล้วท่านก็ว่าอาตมาคือโพธิสัตว์อุบัติขึ้นมาในชาตินี้ครั้งนี้ อาตมาประกาศออกไปเช่นนั้น หน้าที่พระโพธิสัตว์ ในระดับสูงๆ เป็นโพธิสัตว์ที่เหนือกว่าโพธิสัตว์ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) อาตมากล่าวพูดเช่นนั้น ไม่ได้พูดด้วยจิตมีกิเลสอยากอวดโอ่ ว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์มาทำงานนี้ เป็นการพูดด้วยจริงใจใสซื่อ เปิดเผยความจริงออกไปเท่านั้น ให้รู้สำหรับผู้ที่ไม่มีอคติในจิต ไม่เพ่งโทษ ผู้ฟังธรรมด้วยดี ซึ่งต้องการพบสัตบุรุษ เพราะศาสนาพุทธนั้นต้องพบสัตบุรุษ พบผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงจะได้รับความรู้ ถ้าไม่พบสัตบุรุษ ผู้รู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแม้แต่เพียงขั้นโสดาบัน พบใครต่อใครทั่วไปไม่ได้มีหวังจะบรรลุธรรม ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้หลายสูตร ในจักรสี่ ปัญญาวุฒิสี่ ต้องพบสัตบุรุษได้ฟังสัทธรรม ในอวิชชาสูตรบ้าง พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ มีการฟังธรรมที่บริบูรณ์ มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ได้โยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ประเด็นสำคัญคือศาสนาพุทธมีเชื้อพิเศษเป็นเชื้อของความรู้อาริยะขั้นโลกุตระ ปุถุชนไม่มีสิทธิ์ คนไม่บรรลุธรรมะจริงไม่มีสิทธิ์เอามาพูดให้คนฟังอย่างถูกต้องบริบูรณ์หรือไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีสิทธิ์ เพราะว่าจะไม่ชัดเจนในสภาวะกับความรู้ที่เป็นความจริง ไม่ชัดเจนจะผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้จำเป็นมาก เพราะว่า ยุคนี้เป็นยุคใกล้กลียุค และเป็นยุคที่คนที่เป็นชาวพุทธได้เสื่อมไปจากศาสนาพุทธ เกือบสิ้นเชื้อแท้ คือเชื้ออาริยะ เชื้อโลกุตระ เกือบนี้อาตมาเกรงใจ ที่จริงมันสิ้นไปหมดแล้ว มันไม่มีแล้วในเชื้อศาสนาพุทธที่เป็นความถูกต้อง ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่จารีตประเพณีนอกรีต เดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ ประเพณีที่สร้างขึ้นใหม่ขึ้นมาให้คน นึกว่ามาเอาความพ้นทุกข์ มาด้วยเลือดเนื้อวิญญาณของชาวโลกีย์ปุถุชน ผู้ที่ไม่รู้ธรรมะก็ต้องให้เขาได้รับความพอใจ เขาเป็นเลือดโลกีย์ปุถุชน เขาต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขาไม่ได้สอนโลกุตรธรรม ไม่พูดกันแล้ว ที่ไม่พูดก็เพราะไม่รู้ เข้าใจกันไม่ได้แล้ว ศาสนาพุทธจึงน่าสงสารมากเลย อาตมาเกิดมาที่จะมาทำงานนี้จึงสงสารศาสนาพุทธมาก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตรธรรม มีคนพูดว่า ศาสนาพุทธสอนทั้งโลกียธรรมและโลกุตรธรรม ท่านสอนทั้งสองอย่าง ก็พูดโลกียธรรมให้รู้เพื่อเปรียบเทียบให้รู้ ว่าคนปุถุชนที่หลงโลกียธรรมเป็นเช่นนี้ โลกุตรธรรมก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง ศึกษาให้ดีว่าต้องการให้เลิกโลกียธรรม ที่พูดนี้ไม่ได้หมายถึงว่า สอนโลกียธรรม ไม่ต้องสอนหรอก คนเป็นนักล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู่แล้วไม่ต้องสอนเลย เพราะฉะนั้นสอนแต่อุบายเครื่องออกจากโลกียชน ออกจากการไปหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มันเป็นทุกขอริยสัจ ลาภ ยศ ชั้นสรรเสริญก็มีในโลก ความสุขโลกีย์ที่โฆษณากันเต็มเมือง ให้มารับความสุขหาความสุขให้ความสุข แล้วพยายามใช้เวลาแสดง ใช้ทุนรอน เครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อที่จะโฆษณาความสุข โลกียสุขให้คนไปเอาไปเสพ ไปซื้อหาไปใช้จ่ายแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธเลย อาตมามาทำงานศาสนามาสอนศาสนาพุทธ จึงเป็นเรื่องที่ชาวโลกเขา ที่อาตมาบอกว่า มันไม่มีศาสนาพุทธแล้วเขาจึงเห็นว่าอาตมาเป็นเศษสวะอะไรในโลก ยกตัวอย่างเช่นสื่อสารมวลชน เขาไม่ถือเป็นสาระเลย ไม่สื่อเลยไม่เห็นค่า โพธิรักษ์เสียเวลาพูดทำไม พูดอยู่ได้จนแก่จะตายแล้ว แต่ยังไม่ตายนะ แม้จะอายุมากก็ยังไม่ยอมแก่ พยายามรักษาขันธ์ให้ยืนยาวไป เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้ ขอพูดย้ำซ้ำซาก พูดอวดอุตริมนุสธรรมอีก ว่า อาตมามีธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม และมั่นใจว่าเป็นสัมมาทิฏฐิด้วย พูดด้วยความจริงใจใสซื่อ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกิเลสแอบแฝง ไม่ได้พูดเพื่อให้คนอื่นสนใจ แต่พูดเพื่อรายงานความจริง ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง อาตมาจึงได้พูดบรรยายทุกวี่วันเพื่อให้ผู้ที่แสวงหา ผู้ที่ตั้งใจจริง ผู้ที่ไม่มีจิตเพ่งโทษ ผู้ที่ฟังด้วยใจไม่คิดว่าเอาความรู้ของตน คุณรู้ได้อย่างไรว่าอาตมาไม่ใช่อาริยะ ไม่ใช่โพธิสัตว์ ไม่ใช่ผู้มาพูดความจริง คุณเก่งอย่างไร คุณจะมาตัดสิน วัดว่าอาตมาไม่ใช่ความจริง คุณศึกษาอ่านเอาได้ ท่องจำเก่งสอบได้เป็นเปรียญ 9 ด็อกเตอร์ทางศาสนา เป็นอัจฉริยะทางศาสนาพุทธด้วย คุณสามารถเป็นมิเตอร์วัดอาตมาได้หรือ ว่าอาตมาไม่เป็นพระอาริยะ ไม่เป็นพระอรหันต์ ไม่เป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาขอยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถวัดได้หรอก วัดไม่ได้ในความเป็นจริง แต่ว่า คุณได้ฟัง หลายผู้หลายคนอาจอายุ 80 ปี ได้ศึกษาศาสนามานาน คนก็ได้ฟังศาสนาพุทธที่คุณศึกษามาอย่างนั้นแหละ พอมาฟังอาตมาพูด มันเป็นปรโตโฆษะ มันเป็นอันอื่นขึ้น จากที่คุณรู้แล้ว อาตมาพูดนี้คือปรโตโฆษะ ถ้าคุณได้ยินได้ฟังอันเก่า ป่านนี้คุณเป็นอรหันต์แล้วถ้าสัมมาทิฏฐิ แล้วคุณก็ปฏิบัติตามตั้งหลายสิบปีแล้ว หลายคนพากเพียรปฏิบัติจนอายุ 80 อย่างพระที่บวชอายุ 80 ตั้งเยอะ ป่านนี้เป็นพระอรหันต์หมดแล้วถ้าสัมมาทิฏฐิ ในบรรดาอาจารย์ที่ถ่ายทอดกันและเป็นกระแสหลักกระแสเดียวกัน เช่น สอนว่าศีลคือ ปฏิบัติแค่การสำรวมกายวาจา แล้วก็แยกสมาธิไปนั่งหลับตา ปัญญาก็คิดตรรกะคำนวณไป ไม่ได้เกิดจาก ปัญญาต้องเกิดจากกระบวนการของมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 หรือ โพธิปักขิยธรรม 37 แล้วก็เกิดกระบวนการของการสังเคราะห์สังขารทั้งหลาย คุณก็เรียนรู้แล้วก็ทำ อภิสังขารซ้อน ให้เกิดพลังงานบุญ กำจัดกิเลสนั้นให้สำเร็จไปได้เรื่อยๆจนหมดกิเลส แต่ไม่ได้สอนกันอย่างนี้ ปัญญาไม่ได้เกิดด้วยกระบวนการ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ ในมหาจัตตารีสกสูตร เขาว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติให้เกิดสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาตามมา ปัญญาจริงๆนั้น ไม่ได้เกิดหลังสมาธิ แต่ปัญญาจริงๆนั้นเกิดพร้อมสมาธิ ธาตุรู้ที่เป็นธาตุรู้อาริยะ ธาตุรู้อันเป็นอาริยะ จะเป็นสัญญาก็ตาม จะเป็นอัญญาก็ตาม เป็นอาริยะ ก่อนอื่น สัญญาก็เป็นอาริยะ ธาตุรู้ที่ทำงาน เป็นตัวงาน เป็นตัวทำงานจริงๆเลยสัญญา

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาคปฏิบัติของ นาม 5 คนปฏิบัติธรรมต้องใช้สัญญาตลอดเวลา ในนามธรรม 5 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่านามรูป มีอะไรบ้าง รูปก็มี รูป 28 นามก็มีนาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นาม 5 เป็นกระบวนการของการปฏิบัติธรรม มี 5 ลักษณะนี้ 1. คุณจะต้องมีเวทนา เป็นกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ ปฏิบัติเวทนา 108 บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ อยากรู้เวทนาต้องมีสัญญากำหนดรู้อาการของเวทนา จะเกิดเวทนาได้คุณจะต้อง ผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ่นกระทบรส กายสัมผัส แล้วจะเกิดเวทนา เมื่อเกิดเวทนาแล้ว คุณจะต้องศึกษาเวทนาแยกแยะเวทนา วิจัยเวทนา พิจารณา เวทนาในเวทนา ในเวทนา 108 แล้วแยกเคหสิตเวทนา มันจะเป็นก่อน แล้วคุณก็ปฏิบัติให้เกิดเนกขัมมะ ทำให้ออกจากกิเลส กาม พยาบาท วิหิงสา ในสังกัปปะ ก็เอากิเลสออกเป็นเนกขัมมะ การที่คนรู้จักกิเลส เข้าไปรู้กิเลสในจิต แล้วแยกแยะกิเลสได้ แล้วปฏิบัติหรือทำให้กิเลสลดลงไปได้เรียกว่ามนสิการ เรียกว่าการทำใจในใจ การปฏิบัติใจของเราเอง ทำใจเราให้กิเลสมันลด กระบวนการ 5 นี้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะมนสิการนี้แหละ คือตัวตัณหา เพราะเจตนามีสาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี่คือเจตนา ตัวนี้เป็นสมุทัย ต้องทำเบื้องต้นก่อนที่กามตัณหา คุณต้องมีวิภวตัณหาก่อน วิภวตัณหาคือตัณหาไม่มีภพ เป็นความต้องการเรียนรู้ รู้ว่าเรามีภพ มีกามภพ ตัณหาที่มีกาม ก็ต้องล้างกามให้หมดภพชาติก็หมดกามตัณหาก็เหลือภวภพ ในรูปภพ ก็ล้างระดับกลางอีก คือรูปภพ ล้างกิเลสรูปภพหมดก็เหลือกิเลสอรูปภพ ล้างอรูปภพก็สำเร็จวิภวตัณหา ตัณหาไม่มีภพ แต่ท่านไปแปลกันว่า กามภพคือตัณหาในกาม ภวภพคือตัณหาในภพ วิภวภพคือตัณหาในความไม่มีภพ แล้วอธิบายไม่ได้ว่า วิภวตัณหาเป็นตัณหาที่เป็นคุณหรือโทษ ผู้ที่มิจฉาทิฐิก็จะไม่รู้จักความไม่มีภพ แต่จริงๆแล้วมันเป็นอรูปภพ ดีไม่ดีเป็นรูปภพได้ เช่นไปนั่งสมาธิ คนนั่งหลับตาแล้ว เขาก็ตัดประเด็นข้างนอกเป็นกามภพไม่เอา ทิ้งไปดื้อๆ แล้ว เขาก็ไปอยู่ในภพภายใน นั่นคือขั้นหนึ่งในการไม่มีภพ วิภวภพ เขาก็นึกว่าเขาหลุดพ้นแล้วก็ไปอยู่ในภวังค์ ไม่มีกามภพ ไม่รับรู้ นั่นก็คือเขาได้พ้น วิภวะ ไม่มีภพอย่างหนึ่งแล้ว เขาอยากได้อย่างหนึ่ง นี่ก็คือการได้ภพ การนั่งหลับตาสมาธิเป็นการสร้างภพ ไม่ใช่ล้างภพ เป็น meditation สะกดจิตหลับตาให้ดิ่งลงไป เป็นมิจฉาทิฐิทั้งโลกที่ทำสมาธิแบบนี้ เป็นของเดียรถีย์ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ วิภวตัณหา จึงทำตามที่ตนเองเข้าใจ ไม่สามารถอธิบายอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงไม่มีความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม อย่างเก่งทุกวันนี้ผู้ที่เก่ง มีความรู้ในศาสนา พูดก็เก่งอยู่ที่พยายามเรียนรู้พยัญชนะของศาสนาพุทธ แล้วก็พยายามแปลพยัญชนะของพระไตรปิฎก อาตมาไม่เอาของอรรถกถาจารย์ ที่แปลอย่างเอาแค่เป็นตนเองไปผสม พระไตรปิฎกมีเนื้อแท้จากคำสอนพระพุทธเจ้ากลับไม่เอามาศึกษาโดยตรง แต่มีคนพยายามแปลพระไตรปิฎก มีอยู่ไม่ใช่น้อย แปลให้ตรงกับพยัญชนะบาลี โดยมีความรู้บาลี พยายามแปลให้ตรงกับบาลี อาตมาก็ขอยกย่องท่านประยุทธ์ ปยุตโต ว่า ท่านเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้ ท่านมีความรู้เท่าไร ท่านซื่อตรงท่านพยายามไม่ให้ผิด

สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน อรหันต์คือคนสิ้นบุญสิ้นบาป เช่น ขออภัย ต้องขอยกมือไหว้ ตอนนี้ท่านเป็นสมเด็จพุทธโฆษาจารย์แล้ว อาตมาเป็นพระผู้น้อง แม้อายุจะแก่กว่า ท่านแปล อภิสังขาร อภิสังขาร 3 (สภาพที่ปรุงแต่ง, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ, เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม) 1. ปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นบุญ, สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร) 2. อปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป, สภาพที่ปรุงแต่กรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย) 3. อาเนญชาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นอเนญชา, สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร 4 หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน ท่านแปลตรงตามอักษร แต่อาตมาสงสารคนอ่าน เขาไม่เข้าใจ ว่า อภิสังขาร เป็นการปรับแต่ง สังขาร แล้วเกิดบุญ เพราะฉะนั้น สังขารที่เป็นบุญ พยัญชนะสู่พยัญชนะไม่ผิดหรอก แต่ไม่ถึงใจโลกุตระ เพราะการสังขารที่เกิดบุญ สภาพปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ซึ่งไม่ใช่ เป็นสภาพปรุงแต่งซึ่งทำลายกิเลสฝ่ายชั่ว ปุญญาภิสังขาร คือการปฏิบัติธรรมให้รู้จักสังขารแล้วแยกสังขารนั้นออกได้ว่าเป็นวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา แยกอ่านตัณหาได้ แล้วก็กำจัดตัณหาได้ คืออภิสังขาร กำจัดชำระกิเลสได้เรียกว่าบุญ กำจัดกิเลสไม่ใช่เป็นการปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี แต่ไปปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ปุญญะมีหน้าที่ทำลายชั่ว ไม่มีหน้าที่ทำลายดี เมื่อทำลายชั่วหมด จริง ปุญญะเป็นกุศลเจตนาที่จะไปทำลายกามาวจร รูปาวจร แต่สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดีนี้ไม่ถูก แล้วไม่ใช่ปรุงแต่งธรรมดา แต่เป็นอภิสังขารแปลว่าจัดการกิเลส สร้างพลังงานในจิตให้เป็นพลังงานบุญ บุญเป็นพลังงานเท่านั้น เป็นพลังงานเท่านั้นไม่ใช่สสาร บุญเป็นพลังงานโลกุตระที่พิเศษที่สุดในศาสนาพุทธ บุญคือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและเอามาใช้ในศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มีเรื่องบุญ ไม่รู้จักบุญ เพราะกำจัดกิเลสไม่เป็น ศาสนาพุทธกำจัดกิเลสเป็น รู้จักกิเลสเหตุแห่งทุกข์มีวิธีการกำจัดเหตุแห่งทุกข์ แล้วทำให้เหตุแห่งทุกข์หมดไปเรียกว่านิโรธ นั่นคือวิธีการของบุญ ในอภิสังขาร 3 มีอยู่สามอัน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ท่านแปลแค่นั้น อปุญญาภิสังขารท่านก็แปลว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป, สภาพที่ปรุงแต่กรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย ท่านแปล อปุญญะว่าบาป อันนี้ศาสนาพุทธพังทันทีเลย เพราะปุญญะนี่เป็นเอกังสวาที เป็นสภาวะของสัจธรรมเดียว ไม่มีแยกอื่น เป็นอกังสเสนะ เป็นสถานะบทบาทมีหน้าที่เดียวคือกำจัดกิเลส กำจัดกิเลสหมด บุญก็หายไปไม่เหลือ บุญจึงยิ่งใหญ่พิเศษที่สุดที่ต้องรู้ความหมาย ถ้าไม่รู้ความหมายสมบูรณ์จะเป็นอย่างนี้จึงล้มเหลวในการปฏิบัติธรรม อาตมาโชคดีที่ยังมีพยัญชนะเช่น โอวาทปาติโมกข์ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นสมาธิในส่วนของ สาสวะ เป็นเสขบุคคล ในมหาจัตตาริสกสูตร ท่านตรัสว่ามีส่วนแห่งบุญหรือพูดสั้นๆว่าส่วนบุญ แต่ทุกวันนี้บอกว่าแบ่งส่วนบุญ เป็นการออกนอกศาสนาพุทธหลงผิดมิจฉาทิฐิ เอาบุญมาแบ่งกันแล้วเอาบุญมาเป็นสมบัติ ออกนอกทางศาสนาพุทธไปเลยเป็นมิจฉาทิฐิไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะเข้าใจคำว่าบุญผิดเพี้ยน ศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงได้ขายบุญเอาบุญมาหลอกล่อ จริงๆ บุญต้องมาเรียนรู้และสร้างทำขึ้นมา ทำพลังงานให้มันเกิดบุญเรียกว่ามนสิการ ทำให้เกิดพลังงานบุญ บุญเป็นพลังงานอาวุธเครื่องมือทำลายกิเลส มีหน้าที่ฆ่ากิเลสหมดก็หมดหน้าที่ บุญเหมือนกับคุณสร้างระเบิดปรมาณู คนสร้างระเบิดปรมาณูได้ แต่บุญเป็นพลังงานไม่ใช่สสาร อาตมาก็ขอขยายเอารูปพลังงานปรมาณูมาขอใช้หน่อย คุณทำพลังงานระเบิดปรมาณูได้ ก็อาศัยวัตถุ แล้วออกไประเบิด ก็กำจัดอะไรก็แล้วแต่ ตั้งใจจะระเบิดที่ไหนก็ตาม จะไปทำลายเกาะกวม ขู่ๆไว้ ขอยืมยกตัวอย่างปัจจุบันธรรม พอระเบิดปรมาณูระเบิดแล้วพลังงานก็ไม่เหลือ สูญหายหมด คุณไปจับพลังงานปรมาณูนั่นมาไม่ได้อีกแล้ว หมดไป พลังงานบุญ คุณต้องสร้างขึ้นเป็นปัจจุบันเท่านั้น คุณสร้างไว้รอก็ไม่ได้ เพราะบุญไม่ใช่สมบัติ บุญมีหน้าที่วิบัติอย่างเดียว มีหน้าที่ปหานอย่างเดียวทำลายอย่างเดียว ทำลายเสร็จแล้วพลังงานนี้ก็สูญไปเหมือนกับการทิ้งระเบิดปรมาณู เสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ของบุญ อปุญญานี้มันไม่มีบุญแล้ว อภิสังขารเป็นโลกุตรธรรม เป็นการจัดการกิเลส คือสถานะที่ปรุงแต่งจัดการกับกรรมฝ่ายชั่ว เมื่อเกิดอกุศลกรรมก็ทำลายมัน คือปุญญาภิสังขาร เมื่อหมดกิเลสก็เป็น อปุญญา อันที่ 2 คือ ผู้ที่เป็นอรหันต์ อันที่ 1 คือเสขบุคคล อันที่ 3 คืออรหันต์หรือพระโพธิสัตว์ที่สั่งสมอภิสังขารที่เป็นอเนญชา ก็จะเกิดความชำนาญในจิตมีอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีความบริสุทธิ์สะอาด กระทบกระแทกสัมผัสกับโลกก็ยังสะอาดปริโยทาตา มีความคล่องแคล่วของเวทนา สัญญา สังขาร มุทุ มีกายปาคุญญตา ทำงานเก่ง คล่องแคล่ว ดับกิเลสได้เก่งขึ้นเร็วไวขึ้น ตัวเจโตก็แคล่วคล่องปรับไว ตัวปัญญาก็รู็เร็ว จะไปทำงานก็เป็นการงานที่ดีได้สัดส่วนไม่มีโทษ ปภัสสรา ถึงอย่างไรก็ผุดผ่องผ่องแผ้วอย่างเดิม จะผ่านการงานอะไรก็ยังเจริญ เป็นความเจริญของอุเบกขา 5 ท่านตรัสไว้ในธาตุวิภังคสูตร ก็เจริญอุเบกขาเจริญขึ้นไปเรื่อย อาตมาแปลจากสภาวะของอาตมาเป็นความรู้เก่า ไม่ได้แปลด้วยพยัญชนะหรือมาจากอาจารย์ไหน ที่เป็นอนุฎีกาฯ ฎีกาจารย์มาช่วย ก็อาศัยความรู้ที่ตนเองเรียนมาบ้าง อาตมาจึงไม่ได้แปลตามที่ท่านแปลกัน แต่ก็เข้าใจว่าท่านแปลตามที่จะรักษาพยัญชนะ ซึ่งส่วนมากก็มีการขยายความตามความเข้าใจตัวเอง คนต่อไปก็เอาคำขยายของท่านไปแปล คนอื่นก็เอาไปเป็นตัวตั้งต้นเอาไปแปลต่อไปเรื่อยๆมันก็ผิดเพี้ยนไปทีละน้อยจนผิดเพี้ยนไปจนกระทั่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย เช่นอันนี้แหละ อปุญญาภิสังขาร ท่านแปลว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป ซึ่งอภิสังขาร เป็นการสร้างฐานที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ แต่เป็นการปรับแต่งจัดการกิเลส อภิสังขารเป็นโลกุตระ สังขารต่างหากเป็นโลกียะ แล้วสังขารนี่แหละจะต้องเป็นตัวสำคัญที่เราจะเรียนรู้แล้วทำอภิสังขาร 3 ให้ได้ ก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าคุณไม่สามารถทำอภิสังขารก็จะมีแต่สังขารไปตลอดกาล ในอภิสังขาร 3 ไม่ใช่ความหมายทางโลกียะ ถ้าแปลอย่างโลกียะก็ไปไม่รอด ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีตัวให้ปฏิบัติ อภิสังขารเป็นตัวธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้ทำอย่างนี้อภิสังขารเป็นอุบายเครื่องออกเป็นการจัดการปรับแต่ง มนสิการทำใจในใจ ปุญญาภิสังขารก็ทำกิเลสให้ดับ อปุญญาภิสังขารก็ไม่มีบาปให้ดับแล้ว บุญก็ไม่มีด้วย บาปหมดไป หน้าที่บุญล้างบาป เหมือนระเบิดปรมาณู บุญก็หมดไปด้วย ไม่ได้เป็นการสะสมอะไร ผู้ที่ทำลายบาปได้ จึงเป็นผู้ที่หมดบาป บุญก็หมดไปด้วย เป็นเสขบุคคลก็ทำลายบาปไปได้ทีละส่วนจึงเรียกว่าส่วนแห่งบุญ ทำลายสองส่วนสามส่วนไปเรื่อยๆ บุญคือการทำลาย พอเป็นอนาสวะ หมดสิ้นอาสวะ อาสวะคือบาปหมด บุญก็หมดด้วย พยัญชนะบาลีคือ ปุญญปาปกริขีโณ คือพระอรหันต์เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) กุศลเป็นสมบัติ กุศลไม่ใช่บุญ บุญไม่ใช่กุศล ถ้าแยกบุญกับกุศลไม่ออก ทำให้ศาสนาพุทธเละเทะ เข้าใจว่าบุญกับกุศลเป็นสิ่งเดียวกันเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น บุญเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาเป็นฌาน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นพลังงานไฟ อุณหธาตุที่เป็นไฟวิเศษ มีหน้าที่เข้าไปทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มีอำนาจ เป็นเตโชธาตุ กำจัดพลังงานไฟเหมือนกันแต่มีฤทธิ์มากกว่า ฌานแปลว่าไฟกองใหญ่ ในพจนานุกรมบาลีก็แปลเช่นนี้ เป็นพลังงานที่วิเศษอย่างยิ่ง ที่มีความเหนือกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ จึงสามารถทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ ถ้าเข้าใจคำว่าบุญไม่ถูกต้องอย่างเดียว ก็ไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้สำเร็จของศาสนาพุทธ มันจะวนอยู่ไม่ไปไหน จะวนไม่เจริญพัฒนาขึ้น วนอยู่ที่เก่าคือโลกีย์ โลกีย์คือโลกอันวน บุญเป็นการทำลายโลก โลกีย์มันคือกุศลอกุศลที่วน มีแต่โลกหมุนดีชั่ว ชั่วดี สัพพปาปัสอกรณัง แปลกันว่าไม่ทำชั่วทั้งปวง กุสลสูปสัมปทา แปลว่าทำแต่ดี สจิตติปริโยทปนัง คือทำจิตให้ผ่องใส การแปลว่า สัพพปาปัสอกรณัง แปลกันว่าไม่ทำชั่วทั้งปวง เป็นการแปลที่ผิด สัพพปาปัสอกรณัง คือบาปทั้งปวงไม่กรณะแล้วไม่เกิดแล้วที่จิต ผู้ที่สำเร็จโอวาทปาติโมกข์สามนี่คือพระอรหันต์ เพราะท่านทำจิตให้ขาวรอบได้แล้ว สจิตตปริโยทปนัง ศึกษาเพื่อให้เป็นชีวิตที่ไม่มีบาปทั้งปวงทำอย่างไรก็มีแต่กุศลให้ถึงพร้อม จะมีข้อปฏิบัติอะไรอีกก็มีแต่การถึงพร้อม มีแต่กุศลเกิด แต่บุญไม่เกิดอีกแล้ว ข้อต้นว่า ไม่มีบาปทั้งปวง แต่ท่านไม่ตรัสว่า ข้อสองก็ว่าทำแต่บุญสิ ทำไมใช้ทำแต่กุศล ถ้าจะหมายบุญว่าเป็นตัวตน ก็ถ้าหมดบาปแล้วก็ทำแต่บุญสิ แต่ไม่ใช่ เพราะบุญต้องหมด เป็นปุญปาปปริกขีโณ คือสิ้นบุญสิ้นบาป เป็นพระอรหันต์ ทำกิจทำกรรมอะไรก็มีแต่กุศล เพราะเหตุแห่งอกุศลหมดไปแล้ว ถ้าไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิอธิบายคำว่าสิ้นบุญสิ้นบาปไม่ได้หรอก จะบอกว่าคนหมดบุญคือการตาย แต่ต้องรู้ว่าคือกิเลสตาย กิเลสตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)ด้วยนะ

คนธรรมดาคือคนเมาโลกีย์ เมาไปกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สติไปอยู่กับเงินทองลาภยศสรรเสริญ นี่คือคนเมา

_3867อยู่กับการเมืองไทยมาทุกรบ.ยังไม่เห็นมีรบ.สมัยใดกำจัดกิเลสในตัวตนให้หมดจดได้เลย!ไม่เช่นนั้นคอรัปชั่นหมดสิ้นแผ่นดินไปนานแล้ว!จริงบ่จริงพิสูจน์ที่ผลคดีขจัดสุจริตชนฤาอุ้มทุจริตชน? พ่อครูว่า...ในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่ปฏิบัติธรรมออกนอกรีตมิจฉาทิฐิไปหมดแล้ว ต้องพูด เถรสมาคมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะอาตมาล้มเหลวนะ แต่คนอื่นเขาก็พูดกัน ทำให้ธัมมชโยยิ่งใหญ่ได้นี้คือล้มเหลวแล้ว ยิ่งกว่าไม้หลักปักขี้โคลน ไม่ว่าก็ไม่ได้ มีแต่เรื่องนิคคัณหะ มีแต่เรื่องต้องว่ากล่าว กำราบปราบปราม แต่ถ้าจะชม ปัคคัณหะ ก็มีแต่ต้องชมชาวอโศก เพราะสัมมาทิฏฐิอยู่ที่นี่ แล้วพูดสัจธรรมต้องอธิบาย อธิบายถูกก็เข้าตัว มันก็ชมแต่พวกมันว่าถูกว่าดี แต่มันจริงหรือเปล่า?หนอ

_5818 การนั่งสมาธินั้นมิใช่การนั่งนิ่งๆเฉย การนั่งเงียบๆเฉยๆนั้น ไม่ผิดอะไรกับก้อนหินตอไม้ เพราะวัตถุเหล่านี้ก็อยู่เงียบๆ เช่นกัน ผู้น้อยกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพ ชี้แนะการทำสมาธิที่ถูกต้อง สาธุ พ่อครูว่า...ที่สอนที่พูดตลอดเป็นการให้ทำสมาธิที่ถูกต้อง ทั้งสิ้น ติดตามให้ดี _จากเฟซบุ๊ค

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อัญญาโกณฑัญญะเกิดอัญญาแล้ว _Winai Witayalai · สาธุ ฟังธรรมพ่อครูได้ปัญญาเพิ่มขึ้นๆเสมอ พ่อครูว่า...ปัญญาจะเกิดด้วยการปฏิบัติธรรม นอกจากคุณจะเก่ง ในการฟังธรรม ก็ทำอภิสังขารได้ เข้าใจว่าอย่างนี้เป็นกิเลสหรือ แล้ว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน