591011_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิจัยคำวิจารณ์อย่างอรหันต์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591011_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิจัยคำวิจารณ์อย่างอรหันต์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 11 ตุลาคม 2559 ขึ้น 10 ค่ำเดือน 11 ปีวอก ที่บ้านราชเมืองเรือ ขึ้น 10 ค่ำ เป็นตัวเลขสูงสุดคือ 0 เราก็ไม่ได้ฟังธรรมมาหลายวันไปทำงานประเพณีกันมา เข้าร่วมกับประเพณีที่เขามีมาเก่าแก่คืองาน เกาอ่วงเจ เราก็ไปร่วมกับเขาบ้าง เพราะเรามังสวิรัติ ก็ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ไปกับเขาได้ ได้พักผ่อนมาแล้ว จะไหวไหมวันนี้จะเทศน์หนักนะ วันนี้ ท่านแสนดินท่านพริ้นท์พวกคำวิจารณ์ต่างๆมาให้อาตมาดู ก็ว่าน่าเอามาวิจัยคำวิจารณ์พวกนี้บ้าง ดูท่าเข้าทีดี ก็เลยหยิบมาวันนี้ ว่าจะวิจัยคำวิจารณ์ของเขาซ้อนๆ คำวิจารณ์ต่างๆที่เอามาดูแล้ว มันเกิดจากที่อาตมาได้ประกาศ ฐานะของตัวเองความจริงของตัวเองตั้งแต่ปี 2558 ประกาศความเป็นอาริยะ ชั้นสูง ชั้นอรหันต์ ก็มีพวกที่วิจารณ์มา มีด่าหยาบคายมาด้วย ก็ไม่แปลกใจที่จะต้องเป็น ถ้าไม่เป็นเช่นนี้มันก็ไม่จริง มันจะต้องเป็นเช่นนี้แหละ มันถึงจริง หมายถึงว่ายุคนี้คนเสื่อมจากศาสนาพุทธไม่มีความรู้เรื่องศาสนาพุทธ ไม่มีความรู้จากศาสนาพุทธจริงๆ เสื่อมแล้วก็ ยึดมั่นถือมั่นเป็นสีลลัพพตุปาทาน ทิฏฐุปาทาน ส่วนอัตวาทุปาทานเขาเต็มบ้องอยู่แล้ว เขายึดถือในกรรมวิธีการปฏิบัติเรียกว่าศีลพรต ซึ่งวิธีการปฏิบัติที่เขาทำกันมาไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้าแล้ว คำว่าบอกตัวเองหรือประกาศตัวเองออกไปเพื่อการศึกษา ที่อาตมาประกาศตัวเองยืนยันตัวเองออกไปว่าเป็นคนอย่างไหนในพระพุทธศาสนาเพื่อจะยืนยันความจริง อาตมาออกมาบวชตั้งแต่พ.ศ. 2513 แล้วประกาศไปปี 2558 กี่ปีถึงจะประกาศ 45 ปี อาตมาทำงานศาสนามาถึง 45 ปี เท่ากับพระพุทธเจ้าท่านทรงงาน ตั้งแต่ท่านออกประกาศศาสนาจนกระทั่งปรินิพพานก็ 45 พรรษา 45 ปี อาตมาก็ทิ้งท

อ่านต่อ

างโลกออกมาทำงานทางธรรม พยายามอธิบายพยายามเสนอสัจจะความจริงมา 45 ปี แล้วอาตมาก็ประกาศตัวเองว่าอาตมาเป็นใคร อาตมามีฐานะอย่างไรแค่ไหน ที่ประกาศไปให้รู้นั้น เป็นการประกาศเพื่อการศึกษาจริงๆ เพราะอะไร? เพราะว่าการศึกษาศาสนาเดี๋ยวนี้เป็นการศึกษาอยู่ในสังคมศาสนาแห่งการเดาสุ่ม เดาสุ่มอะไร เดาสุ่มว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร เดาสุ่มว่าพระอริยะเป็นอย่างไร ผู้ที่มีคุณสมบัติคุณธรรมคุณวิเศษของศาสนาพุทธเป็นอย่างไร ก็เดาเอาทั้งนั้น เพราะได้รับคำอธิบายกันว่า ผู้ที่บรรลุธรรมนั้นบอกไม่ได้ ผู้บรรลุธรรมแล้วบอกไม่ได้ พยายามอธิบายเน้นเลยว่า ผู้บรรลุธรรมนั้นอย่างไรก็ประกาศตัวเองไม่ได้ ซึ่งเป็นการตู่คำสอนของพระพุทธเจ้าผู้บรรลุธรรมแล้วบอกไม่ได้ คือผู้ไม่บรรลุธรรมต่างหาก บอกไม่ได้ เขาพูดว่าผู้บรรลุธรรมแล้วบอกไม่ได้ อย่างนั้นมันพูดผิด ผู้ไม่บรรลุธรรมต่างหากบอกไม่ได้ นี่คือพูดถูก เพราะฉะนั้นผู้บรรลุธรรมจึงบอกได้เป็นสิ่งที่ถูก ถ้าผู้ที่ไม่บรรลุธรรมแล้วบอกตัวเองว่าบรรลุธรรมนั้นจึงปาราชิกต่างหาก แล้วมีนัยยะลึกซึ้งละเอียดว่า แม้จะเป็นผู้บรรลุธรรมก็ต้องบอกกับผู้เป็น อุปสัมบัน ผู้ที่เป็นอุปสัมบัน ท่านก็แปลว่าผู้มาบวชแล้ว ส่วนอนุปสัมบันท่านก็แปลว่าผู้ไม่ได้ออกบวช ถ้าไปอวดกับอุปสัมบันไม่เป็นไร ถ้าไปอวดกับอนุปสัมบัน ผู้ไม่ได้บวช มีความผิดทางธรรมวินัยเป็นปาจิตตีย์ อาตมายืนยันว่าที่อวดนี้ไม่ได้เป็นผู้ที่ประกาศผิด อาตมาบรรลุธรรมก็บอกว่าบรรลุธรรมอันนี้ไม่ผิดปาราชิกแล้วนะ ต่อมาประเด็นที่ 2 อาตมาประกาศกับอุปสัมบันหรืออนุปสัมบัน เขาตีความกันว่าอนุปสัมบัน คือผู้ที่ยังไม่ได้บวช ส่วนอุปสัมบันคือผู้ที่บวชแล้ว อาตมาไม่ได้ตีความอย่างนั้น อาตมาใช้ตีความว่าอุปสัมบันคือผู้ที่มีภูมิธรรมพอจะฟังรู้เรื่อง ฟังรับได้ไม่ผิดเพี้ยน ไม่เลอะเทอะ อยู่ในฐานที่เหมาะสม ควรจะฟัง คืออุปสัมบัน ส่วนอนุปสัมบันนั้นคือผู้ที่ไม่มีภูมิจะรับได้ เหมือนเอาความรู้ชั้นม. 6 มาสอนม.1 นั้นคือการสอนอนุปสัมบัน แต่ถ้าเอาความรู้ม.1มาสอนม.6 ก็บอกได้ อาตมากว่าจะบอกก็มีอุปสัมบันกันบ้างไหมล่ะ ไม่ได้บอกดื่อๆอย่างไม่มีหลักฐานให้ผล ไม่มีเวลากาละอันสมควรหรือไม่สมควร อาตมาประกาศในงานพุทธาภิเษก ปี 2558 เป็นพุทธาภิเษกครั้งที่ 40 พอดี งานพุทธาภิเษกหรืองานปลุกเสกเป็นการเข้าคอร์สอบรมทำกัน 7 วัน ทำกันมาตั้ง 40 ปี รวมแล้ว 80 ครั้ง ปลุกเสก 40 ครั้ง พุทธาภิเษกอีก 40 ครั้ง ถ้าจะเป็นปีก็ตีว่า 80 ปีแล้ว ที่จริงปีละ 2 ครั้ง อาตมาก็ว่าควรจะอธิบายได้ไม่น่าจะผิดเพี้ยน การอวดกับผู้ที่ฟังเทศน์ในงานประเพณีแต่เขาก็บอกว่ามันออกไปทางโทรทัศน์ด้วย คนที่เป็นอนุปสัมบันก็ได้ยิน อาตมาจะต้องรับผิดชอบขนาดนั้นเลยหรือ แล้วประโยชน์กับอุปสัมบันที่อาตมาจะให้ จะไม่ได้รับเลยหรือ เขาก็อาจจะแย้งว่าอย่าไปออกอากาศสิ เจตนาออกอากาศไปทำไม อาตมาก็ว่าเอาเถอะ ก็ไม่แย้งคุณแล้วล่ะ คุณจะถูก อาตมาก็จะผิดก็แล้วกัน เป็นปาจิตตีย์ แต่ที่จริงไม่อาบัติปาจิตตีย์ด้วยซ้ำเพราะอาตมาประกาศอรหันต์ หมู่สงฆ์ของอาตมานั้นยกเป็น สติวินัยให้อาตมาแล้ว จะพูดก็ไม่ต้องอาบัติ อาตมาประกาศก็ให้เหมาะสมตามภูมิธรรมของอาตมาที่จะทำ ไม่ทำหยาบคายเป็นปาราชิกหรือสังฆาทิเสสอะไร ก็แค่ปาจิตตีย์ แต่จริงๆแล้วปาจิตตีย์อาตมาก็เห็นว่าไม่เข้าข่ายหรอก เพราะบรรยายกับหมู่กลุ่มมาตั้ง 40 ปี พวกเราจะไม่ยกสติวินัยให้หรือ แต่ละคนฟังธรรมมาก็แก่งั๊กกันแล้ว ตายไปก็เยอะแล้ว ยุคนี้เป็นยุคที่ศาสนาพุทธจะล่มสลายแล้ว ไม่ได้พูดกดขี่อะไร แต่พูดสัจจะความจริงตามที่ปรากฏเกิดอยู่ในสังคมโลกปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในสังคมศาสนาพุทธของประเทศไทย มันเสื่อมหมดเลยไม่เหลือ ขอยืนยันว่าอันนั้นไม่เหลือ เสื่อมหมดไม่เหลือ ความหมายก็คือมันไม่สัมมาทิฎฐิ มันไม่สัมมาปฏิบัติ มันไม่มีสัมมาปฏิเวธ นั่นคือเสื่อม เสื่อมจากสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธก็ยังพอทำเนา แต่ยังผิดมหามหันต์อีกด้วย แล้วก็ไปยึดถือความผิดนั้นเป็นความถูกอีกด้วย จึงหนักหนาสาหัสจริงๆ ขอพูดตรงๆว่าอย่าหาว่าพูดเกินความจริงเลย ทุกวันนี้ แม้แต่ผู้ที่จะยกขึ้นเป็นสังฆราชนี่ ก็อาบัติจะปาราชิกหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ยังไม่ได้สอบสวนกันเท่านั้นเอง ประเด็นที่จะปาราชิกคือไปโกงภาษีไปทุจริตในเรื่องซื้อรถยนต์ หรือเปล่า? นี่เป็นประเด็น ก็เข้าข่ายผู้อยู่ในฐานะอันควรปาราชิก ตามภาษาในพระธรรมวินัย ถ้าฐานะอย่างนี้ทำอะไรไม่ได้นะ ในพระวินัยของพระพุทธเจ้าผู้อยู่ในฐานะอันควรปาราชิกนี้ (พ่อครูไอ)...ก็บอกความจริงที่เป็นเรื่องลึกซึ้งๆลึกล้ำ ว่าเป็นวิบากของอาตมาที่จะต้องมีไอและก็มีเจ็บเหมือนเข็มแทงตามร่างกาย ก็มาเข้าสู่บทวิจัยคำวิจารณ์กันดีกว่า ก็ขอย้ำอีกทีที่จะขยายความนี้เป็นเรื่องที่ ความเข้าใจของคนส่วนมากเลยในวงการศาสนาพุทธ ยังเข้าใจว่าไม่ควรพูด ไม่ควรจะประกาศ แต่อาตมาเห็นว่าควรอย่างยิ่ง ที่จะพูด ที่จะประกาศ เพราะเป็นการศึกษา ต้องตั้งใจฟังให้เป็นการศึกษาให้ได้ อย่าฟังเป็นการเพ่งโทษ จับผิด ฟังให้เข้าใจเนื้อหาพิจารณาอย่างสุสูสัง ลภเต ปัญญัง (พ่อครูไอหลายครั้งในการเทศน์ช่วงนี้)

591011 วิจัยคำวิจารณ์ _ Natthapong Yodkad 8 HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=PVlbC043qxc&lc=z13mtzbogxyttvwxk04chngrxyaxgh0ztbs" เดือนที่ผ่านมา การบอกว่าตนเป็นพระอรหันต์นั้นอยากทราบว่า บอกไปเพื่ออะไร? บอกแล้วได้อะไร? มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่จะต้องให้คนอื่นรู้ว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะถึงรู้ไปก็ไม่ช่วยให้มีอะไรดี จะมีก็แต่ คนมาหลงไหลในตัวบุคคล แทนที่จะไปหลงไหล ในธรรมที่ตถาคต ตรัสไว้ดีกว่าไหมครับ นี้คือเหตุที่ควรจะบอกไหม ว่าตนคือ อรหันต์ ถึงเป็น อรหันต์จริง ก็ควรจะใช้ความรู้แจ้งเห็นจริงนั้นเผยแผ่ธรรม ให้ผู้มีอวิชาอยู่ มีตาเห็นธรรมตาม จะดีกว่า ประกาศตนว่าเป็นอรหันต์ ให้คนมาหลงไหลหรือศรัทธาในตัวบุคคล แบบนี้จะดีกว่าไหม อาตมาว่า ... คำตอบของอาตมาก็คือบอกให้ทราบ ให้คนรู้ว่าอาตมาเป็นอรหันต์ บอกแล้วได้อะไร บอกแล้วได้คำด่า จากผู้ที่เขายึดถือ ถ้าผู้ที่ไม่ยึดถือจะไม่ด่า พูดที่เขายึดถือในความรู้ของตัวเอง เขาถือว่าศาสนาของเขา จะต้องปกป้องคุ้มครอง ต้องไม่ให้ใครมาพูดผิด ที่พูดผิดก็คือ ผิดจากที่เขารู้ พูดผิดไปจากความเห็นของเขา เพราะฉะนั้นเมื่อพูดผิดไปจากความเห็นของเขา เขาก็นึกว่าอาตมาผิด เป็นความผิดอย่างร้ายแรงมาก เขาก็จะด่าให้ ที่เอามาอ่านวันนี้มีอีกเยอะนะ ด่าหยาบคายมากใน Social Media ก็ด่าหยาบคาย อาตมาอ่านแล้วก็เข้าใจเขา ไม่ได้ไปรู้สึกเสียใจหรือดีใจที่เขาด่า ก็นึกถึงสงสารเขา เวทนาเขา เขาก็ช่างด่าโดยที่เขาไม่รู้ว่าผิดหรือถูก อาตมาก็รู้ว่าที่เขาด่าอาตมานั้นเป็นบาป ที่พูดไปเป็นการข่มเขาอีกก็จะไม่พูด ก็ตอบอีกทีว่า ที่บอกไปคือให้เกิดประโยชน์ บอกไปเพื่อที่จะได้รู้ว่า อรหันต์จริงๆนั้น คือคนอย่างอาตมา ที่ประกาศกันว่าเป็นอรหันต์ ทั้งหลายที่ประกาศกันอยู่ในยุคนี้ อาตมาขอยืนยัน ขออภัยอย่างมาก พูดด้วยความจริงใจและมั่นใจว่า ที่พูดนี้ถูกต้อง อรหันต์ต่างๆที่เขาประกาศตัวเอง ที่คนไทยหรือคนชาวพุทธเราไปเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ก็ตาม เป็นของเก๊กันทั้งนั้น เพราะปฏิบัติไม่อยู่ในร่องรอยของพระพุทธเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ แค่ประเด็นเดียว คือการนั่งหลับตาสะกดจิต แล้วบอกว่าตนเองบรรลุอรหันต์ก็เป็นเรื่องที่ผิดแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย การนั่งหลับตาสะกด ลืมตาปฏิบัตินี้เป็นเอกปฏิบัติอย่างมรรคมีองค์ 8 อาตมาเอามหาจัตตารีสกสูตรมายืนยัน เขียนหนังสือเป็นหนังสือสมาธิพุทธภาค 1 นั่นคือสัมมาสมาธิของพระพุทธ อาริโยอัฏฐังคิกมรรค ต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์จึงจะเกิดสัมมาสมาธิ แล้วเขาอธิบายกันที่ไหน สัมมาทิฏฐิ 10 ก็ไม่อธิบายกัน ทำทานอย่างไรถึงจะเกิดผลก็ไม่พูดกัน แล้วกลับประพฤติทำทานอย่างได้บาปได้นรกในวงการศาสนาพุทธด้วย เป็นเรื่องที่ต้องตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ ต้องชมในสิ่งที่ควรชม แต่สิ่งที่ควรตำหนินั้นมีมากมายเสียหายร้ายแรงจึงต้องแก้ไขก่อน ที่บอกไปเพื่อให้รู้ว่าอรหันต์จริงๆนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเข้าใจเลย และที่ต้องบอกก็เพราะว่า ที่ไม่บอกกันนั้น เป็นศาสนาแห่งการเดา ศาสนาอมพะนำ ก็เดาว่า พระองค์นี้จะเป็นอรหันต์หรือเปล่านะ ไปถามก็ไม่ได้เพราะจะไม่บอก ไปเข้าใจกันว่าบอกไม่ได้ นอกจากบางองค์ บอกเองก็มีหลายองค์ บอกเป็นทีๆ บอกเป็นนัยๆ ว่าตนเป็นอรหันต์ซึ่งก็เก๊ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ใน อภินิหารปัจจเวก 10 ข้อ ข้อที่ 10 บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆว่า ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอาริยะ คือ อุตริมนุสธรรมอันเราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เราผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้วจักไม่เป็นผู้เก้อยากในกาลภายหลัง คือสะดุดไม่กล้าหาญหรือมังกุ ลำบากตะขิดตะขวงใจ ไม่แน่ใจของตนว่าเป็นจริงหรือเปล่านะ จะพูดได้ไม่เต็มที่ไม่เต็มคำ เรียกว่ามังกุ ความหมายทั้งหมดก็คือว่า เมื่อเรียนธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรมเป็นอาริยธรรมบ้างใหม ถ้าบรรลุแล้วมีคุณวิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีหรืออรหันต์ ถ้ามีใครถามว่าบรรลุหรือไม่ เธอถึงเวลาควรเปิดเผยที่เหมาะสมจะกล้าเปิดเผย จะมังกุไหม หรือจะไม่กล้า ไม่สนิทใจ ตะหงิดใจ ไม่จริงใจ ไม่สะอาด ไม่มั่นใจ ไม่เต็มใจ อย่างเช่น อาตมาที่บอกไปก็มั่นใจจริงๆ เต็มใจจริงๆ ไม่มีความมังกุ เป็น นมังกุ เป็นสัจจะความจริง และประเด็นที่อาตมาเห็นควรจะบอกอย่างยิ่งก็เพราะว่า อาตมาได้ทำงานศาสนามาพอสมควร ได้บรรยายธรรมะมา ทุกคนก็คงจะได้รับข้อมูลแม้แต่ตัวเองก็ต้องยืนยันตัวเองมาตลอดถึง 40 ปีแล้ว ก็ไม่ได้บอกตัวเองว่าเป็นหรือเปล่า บรรลุหรือเปล่า ทุกคนก็ยังเดาๆเก็งๆกัน อาตมาก็ว่าบอกย้ำไปสักทีว่าเป็น เป็นอรหันต์ ว่างั้นเถอะจะได้เลิกเดาเลิกสงสัย ถ้าตัวเองบอกแล้วไม่ต้องไปคาดคะเนอะไร ก็จะได้ชัดเจนว่าอย่างนี้หรือ คนอย่างนี้หรือ มีกายกรรม มีวจีกรรม มโนกรรมอย่างนี้หรือ มีอาชีวะอย่างนี้หรือ เนื้อความ พระไตรปิฎก เล่มที่ 8 บรรทัดที่ 8886 - 8891 หน้าที่ 340 ภิกษุผู้ปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ ย่อมอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีไม่เป็นจริง เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุถึงความเที่ยวชักสื่อ เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุกล่าวว่าภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่านภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุณีขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์ตนมาฉัน เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุไม่อาพาธขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์ตนมาฉัน เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ อาบัตินี้นั้นรวมเรียกว่า อาชีววิบัติ คำว่าอยู่ในวิหาร ภิกษุกล่าวว่าภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่านภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ถ้าคนไม่เข้าใจจริงๆจะฟังแล้วยาก แต่ผู้ที่อวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีไม่เป็นจริงเป็นปาราชิกคือมี 1.ปรารถนาลามก ข้อนี้อาตมาไม่มี หรือถูกความปรารถนาลามกครอบงำ อาตมาก็ไม่มี ไม่ได้อวดไปเพื่อให้เขาเอาลาภมา เดี๋ยวจะได้บริวาร ให้คนมาเคารพนับถือเพิ่มขึ้น จะให้คนเขาบอกว่าเป็นผู้วิเศษเป็นพระอรหันต์อะไรอาตมาก็ไม่มี หรือเพื่อแลกลาภ ยศ สรรเสริญหรือสุข ซึ่งอันนี้ไม่มีในใจอาตมา ภิกษุใดที่อยู่ในที่พักที่อาศัยแล้ว ก็ยังกล่าวว่าตนเองเป็นอรหันต์เพราะมี ความปราถนาลามก 2.ถูกความปรารถนาลามกครอบงำ คือกุศลจิตของตนเอง มันครอบงำให้เราอวด อาตมาก็ไม่มีเลย 3.กล่าวเลวกล่าวลามก อาตมาก็ไม่มี หรือถูกบังคับครอบงำด้วยความปรารถนาลามกมันบังคับให้ทำ อาตมาก็ไม่จำเป็นเลย เพราะถ้าถูกครอบงำก็ต้องประกาศไปตั้งนานแล้ว ตั้ง 40 ปีถึงประกาศ ไม่ใช่ตกกระไดพลอยโจน หรือไม่รู้ตัวก็ไม่ใช่ จะทำอย่างมีการประมาณว่าถึงเวลาแล้ว ก็จะมีความผิดที่เมื่อผู้ฟังเข้าใจความ เมื่ออาตมาพูดไปแล้ว คนไม่เข้าใจผู้ฟังไม่เข้าใจ ก็อาบัติทุกกฏ เมื่อประกาศไปแล้วว่าตนเองเป็นอรหันต์แต่ตนเองไม่ได้เป็นอรหันต์จริง ประกาศไปแล้วคนฟังเข้าใจ เข้าใจว่าท่านประกาศตัวท่านว่าเป็นอะไร อีกอัน ประกาศไปแล้วคนฟังไม่เข้าใจ ว่าท่านประกาศอรหันต์ ถ้าอย่างนี้ต้องอาบัติทุกกฏ แต่ถ้าคนเขาเข้าใจก็ต้องอาบัติถุลลัจจัย สำหรับคนที่ไม่มีจริงในตน พูดไปแล้วทำให้เสียธรรมะ คือถ้าเขาเข้าใจมันก็ ถุลลัจจัย คือความชั่ว ถ้าบอกนัยของความผิด ถ้าไม่เข้าใจก็ทุกกฏ คือทำให้หลักเกณฑ์ผิดเพี้ยนไป ถ้าเขาไม่เข้าใจก็ยิ่งสับสนไปใหญ่ แล้วบอกว่าตนเองเป็นอรหันต์อีก แต่ถ้าเขาเข้าใจ อ๋อ! อย่างนี้หรือแล้วคนนั้นไม่ใช่อรหันต์จริงไม่มีจริง ไม่เป็นจริง คนอื่นก็เข้าใจแล้ว ก็เลยเป็นความชั่วอย่างที่มีอยู่ทุกวันนี้ ทุกวันนี้ที่คนประกาศอรหันต์นั้นประกาศผิด ประกาศสิ่งที่ไม่เป็นอรหันต์จึงเป็นความชั่ว ถุลลัจจัย แล้วไม่ได้ชั่วธรรมดานะ ชั่วระดับปาราชิกด้วย ปาราชิกชั่วๆ ไม่ใช่ปาราชิกสวยๆด้วย ปาราชิกห่วยๆ พระพุทธเจ้าถึงระบุกำหนด ถ้าผู้ไม่เป็นจริงไปบอกก็ถุลลัจจัยหรือ ทุกกฏ แล้วตนเองก็ปาราชิกทำให้ความชั่ว ผิดเพี้ยนเกิดในการประกาศ มันไม่ดีเลย ทีนี้ ถ้าคนที่มีความเป็นจริง เป็นอรหันต์เป็นอาริยะจริงประกาศ แต่ประเด็นพระสูตรนี้ไม่ได้บอกว่าผู้เป็นจริง กล่าวถึงแต่ผู้ไม่มีจริง ผู้มีจริงประกาศ ทั้งไม่ปาราชิก ไม่ถุลลัจจัย ไม่ปาจิตตีย์ ไม่ทุกกฏ อาตมายืนยันว่าประกาศอย่างคิดว่าเหมาะควรแล้ว 40 ปีนะขอประกาศทีเถอะ เพราะถ้าไม่ประกาศก็ไม่ย้ำยืนยันว่าอรหันต์เป็นเช่นนี้ เพื่อยืนยันสภาวะ Phenomenol ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นเช่นนี้ ที่คนเขาประกาศกันนั้นไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจะต้องมาพิสูจน์ยืนยันด้วยการคบคุ้นศึกษา รวบรวมหลักฐานว่าสมณะโพธิรักษ์เป็นอย่างนี้ หรือมีองค์รวมเป็นอย่างไรว่าอรหันต์เป็นเช่นนี้ องค์อื่นที่ประกาศเป็นอรหันต์ก็เช่นกัน ท่านก็มีองค์ประชุมเหตุปัจจัยต่างๆพฤติกรรมหลักฐานที่ท่านแสดง รวมแล้วประมวลแล้ว ท่านจะประกาศเมื่อไหร่ก็ตาม ในส่วนของท่าน ท่านก็ประกาศ ก็ให้รู้กันไปว่าอย่างนั้นหรืออย่างนี้อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ ก็ขยายความอีกว่า ผู้ที่เข้าใจว่าอรหันต์จะต้องนิ่งๆเงียบๆ นี่คือความเข้าใจของศาสนาพุทธทุกวันนี้ พระอรหันต์จะต้องไม่ไปว่าใครหรือไปตำหนิใคร ท่าทางจะต้องสุภาพเรียบร้อย ไม่วิจัยวิจารณ์อะไรใคร แล้วจะต้องเป็นพระป่า จะต้องหนีไปจากสังคมไม่ไปวุ่นวายกับสังคม ไม่วุ่นวายกับการเมือง ไม่วุ่นวายกับพฤติกรรมสังคมที่เขามีอะไรกัน เขาจะโกงกันฉิบหายในบ้านเมืองก็อย่ามายุ่ง ไปอยู่ป่าหลับหูหลับตาอย่างเดียว คนจะตายโหงตายเหวอย่างไรอย่าไปยุ่ง อาตมาก็ว่า ความคิดนึกคิดที่อย่างนั้นมันเป็นความวิบัติ มันมิจฉาทิฏฐิตีลังกากลับไปไกล ความเห็นและทิฏฐิของอาตมา คือพระอรหันต์หรือพระอาริยะ โดยเฉพาะพระอรหันต์ ยิ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมากอบกู้ศาสนาจะต้องเอาภาระ ชาวพุทธทั้งหลาย อาตมาจะต้องมาดูแล แล้วอาตมาก็มาทำงานแล้ว ตั้งแต่บวช ตอนบวชก็ทนอยู่ 5 ปี 2513-18 ตอนปี 2518 อาตมาทนอยู่ไม่ได้เพราะเน่า อาตมาทนอยู่กับกองปลาเน่าไม่ได้ จึงขอลาออกมาเป็นนานาสังวาส อาตมาก็เห็นว่า เถรสมาคมนี้อาตมาสังฆกรรมด้วยไม่ไหว 1.อาตมาทำด้วยไม่ได้ 2.อาตมาเป็นพระผู้น้อย ทำอะไรไม่ได้ พิสูจน์มาแล้วไม่มีผู้รู้หรือมีผู้ใหญ่ส่งเสริมเลยอย่างที่อาตมาทำ มีแต่กลั่นแกล้ง อาตมาก็เลยขอนานาสังวาสตามธรรมวินัย แต่วันดีคืนร้าย เถรสมาคมก็ดึงอาตมาเข้าไปแล้วประกาศอัปเปหิ ไล่ออกจากวงการศาสนาพุทธ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่อาตมาหมด ก็ตอแหลทั้งนั้น ขออภัยที่พูดตรงจริงๆ เป็นความตกต่ำ ต่ำช้ามาก อยากทราบว่าบอกเพื่ออะไร เพื่อให้รู้ความจริงเพื่อเป็นการศึกษาโดยเห็นว่าสมควรจะบอก บอกแล้วจะได้อะไร ก็ได้คำด่า ถ้าคนที่ไม่เข้าใจจะด่าอาตมาอย่างมาก ไปตรวจดูใน Social Media อาตมาไม่ได้อะไร คนชมไหม ก็ไม่มีชม แต่มีคนศรัทธาอยู่ คนชมก็ชมในใจ ไม่มีใครกล้าชม เพราะคนเหล่านั้นกลัว คุณก็ไม่กล้าชมออกสื่อสาธารณะ ขืนไปชมก็อาจถูกด่า คนไม่ชมอาตมามีแต่ติ ถล่มทะลาย ความเห็นของคุณ ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยนั่นก็เป็นความคิดเห็นของคุณ แต่อาตมาเห็นว่ามีประโยชน์อย่างมาก เพื่อยืนยันความจริง เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ไม่ได้อวดเพราะอยากดัง อยากใหญ่ อยากข่ม ก็พูดบอกเพื่อให้เอาไปศึกษา มันเป็นประโยชน์จริงสำหรับผู้ที่ศึกษา นอกจากคนที่มีอคติไม่ยอมรับตีทิ้งก็แล้วไป แต่สำหรับผู้ที่ศึกษาก็ได้ประโยชน์ แต่จะมีน้อยคน เพราะว่าที่ต้องพูด อาตมามาปางนี้เป็นปางอาภัพที่ต้องพิสูจน์สัจธรรม ว่า ธัมโมหเวรักขติธัมมะจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ต้องไปสอบเอาเปรียญมาแล้วเพื่อจะแสดงธรรม แต่แสดงธรรมอย่างหมาหัวเน่า เป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีอลังการอะไรเลย ไม่มีปริญญาตรี โท เอก ไม่มีเปรียญ 123 ไม่มีบัญญัติในสมบัติต่างๆที่เป็นเครื่องประกอบว่าเป็นอะไรต่ออะไร ในทางโลก เป็นยศตำแหน่ง ไม่มีสักอย่าง มีแต่สัจจะความจริงที่เอามาบรรยายมาประพฤติ อาตมาประกาศไปนี่ ควรไหม? ผู้ชมตอบว่าควร เขาว่าเพราะบอกไปไม่มีอะไรดีเลยหรือ ก็ถามว่าพวกคุณเป็นอย่างไร ทำให้พวกคุณมั่นใจขึ้นบ้างไหม ทำให้ยืนยันว่าต้องเป็นอย่างนี้ๆขึ้นบ้างไหม หลักอาริยะหรืออรหันต์เป็นเช่นนี้นะ ไม่ใช่แค่โสดาฯ สกิทาฯนะ แต่นี่อรหันต์นะ ปรมัตถ์สูงสุดเลยนะ มีรายละเอียดมีความลึกซึ้ง ก็จะมีอะไรดีแน่นอน เขาบอกว่าพูดไปก็จะมีแต่คนมาหลงใหลในตัวบุคคล แล้วพวกคุณอยู่ในข่ายหลงใหล หลับไหล งมงายหรือเปล่า? ผู้ชมว่าไม่ เขาตู่ว่าพวกคุณช่างหลงใหล คลั่งไคล้งมงาย เขาก็ว่าแทนที่จะไปหลงใหลในธรรมะของพระพุทธเจ้าดีกว่าไหม? อาตมาก็บอกว่าอาตมาจะไม่หลงใหลแต่จะชัดเจนแจ่มแจ้ง จะมีความรู้ยิ่งในธรรมะของพระพุทธเจ้า จะไม่หลงใหลเลอะเทอะอย่างที่คุณเป็น คำว่าหลงใหลหมายถึงโง่เง่าเลอะเทอะงมงาย อาตมาไม่ได้หลงใหลในธรรมะของพระพุทธเจ้านะ คุณจะบอกว่าหลงใหลในธรรมะตถาคตดีกว่า อาตมาก็ว่ามันควรชัดเจนแจ้มแจ้ง หยั่งรู้ให้คมชัดลึกดีๆ แล้วเขาว่า นี่คือเหตุที่จะต้องบอกว่าตนเป็นอรหันต์หรือไม่ อาตมาก็บอกว่ามีเหตุผลที่จะต้องบอก เขาว่า ถึงจะเป็นอรหันต์จริงก็ควรใช้ความเป็นอรหันต์เห็นแจ้งจริงนั้นเผยแพร่ธรรมะให้พูดที่มีอวิชชาเห็นและทำตาม อาตมาก็กำลังทำอยู่ตลอดเวลา 46 ปีแล้ว แล้วก็มีคนมีดวงตาเห็นธรรมทิ้งโลกียะมาเอาโลกุตระนี้จนมาอยู่เป็นหมู่กลุ่มชุมชนที่เป็นเอกภาพ มีเอกีภาวะ มีสามัคคียะ มีอวิวาทะ มีสังคหะ มีครุกรณะ มีปิยะกรนะ มีสาราณียธรรม จริงๆ เป็นชุมชนที่มี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโน มีลาภโดยธรรม มีสาธารณโภคี มีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ในชุมชนพวกเราอย่างน้อยมีศีล5 แล้วมีทิฏฐิสามัญตาว่าต้องแบบนี้ อย่างที่อาตมาอธิบายชัดเจนเลย ครบสาราณียธรรม 6 เพราะจิตมีพุทธพจน์ 7 มีอวิวาทธรรมที่ไม่แตกแยก มีสามัคคีพร้อมเพรียงกัน มีเอกีภาวะเป็นปึกแผ่น มีปรากฏการณ์จริงให้ยืนยันพิสูจน์ได้ ขอยืนยันว่าอาตมาประกาศไปแล้วไม่มีคนหลงใหลมา มีแต่คนมีดวงตาเห็นธรรมมา อาตมาประกาศความเป็นอรหันต์แล้วให้คนมาหลงใหลหรือศรัทธาในตัวบุคคล อย่างนั้นไม่มี อาตมาประกาศแล้ว คนมาหลงใหลหรือศรัทธาในตัวอาตมา ไม่มีเลยมีแต่ด่า ไม่ได้มาอย่างงมงายเลย ผู้ที่มา อาตมาทำได้ดีอย่างที่คุณว่ามาอันหลังนี้แล้ว _ P Inthavong HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=PVlbC043qxc&lc=z12ojfapwujazjfku22dc1xg5xaowfvme" 1 ปีที่ผ่านมา การอวดอ้างมรรคผล อุ. การอวดอ้างมรรคผล มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี การอวดอ้างมรรคผลนี้ มี 5 อย่าง. 5 อย่าง อะไรบ้าง? คือ:- 1. ภิกษุอวดอ้างมรรคผล เพราะความรู้น้อย เพราะความงมงาย 2. ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอวดอ้างมรรคผล 3. อวดอ้างมรรคผล เพราะวิกลจริต เพราะจิตฟุ้งซ่าน 4. อวดอ้างมรรคผล เพราะสำคัญว่าได้บรรลุ 5. อวดอ้างมรรคผล ที่เป็นจริง ดูกรอุบาลี การอวดอ้างมรรคผล 5 อย่าง นี้แล เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ 8 บรรทัดที่ 11145- 11153 หน้าที่ 427 - 428 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=8&A=11145&Z=11153&pagebreak=0 ตอบ...อาตมาว่าอันที่ 1 นี้อาตมาไม่มี อาตมามีความรู้พอสมควร อาตมาไม่มีความงมงายมีแต่เหตุผลหลักฐานเพ้อเจ้อ หรือเอาสวรรค์วิมานอย่างไชยบูลย์หรืออาจารย์มั่น อาจารย์ชาที่ไปยึดมั่นมโนมยอัตตา มีเทวดาฝรั่งมาอย่างนี้เป็นต้น ปั้นเป็นรูปร่างตัวตน อย่างนั้นมันเป็นเทวนิยมไม่เข้าสัมมาทิฏฐิ ก็ขอยืนยันอย่างท่านมหาบัวท่านอวดเพราะท่านหลงว่าท่านบรรลุ ขออภัยไม่ได้ไปข่มท่านที่พูดไปก็เพื่อการศึกษา เพราะข่มไม่ได้หรอก ถ้าไม่จริงอาตมาเสียด้วย

_ Thanee .com HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=PVlbC043qxc&lc=z12ny5qhcnjrg3wrm04cifoa1oy5vpqzlfk" 7 เดือนที่ผ่านมา ขอโทษเถอะครับท่าน…การเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นการรู้เฉพาะตน พระภิกษุองค์ใดแอบอ้าง หรือจะเป็นจริงๆก็ตาม ตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้าปรับอาบัติหมดไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นพระสงฆ์ที่มีศิลราจาวัตรที่สมบูรณ์ จนชาวบ้านเชื่อว่าบรรลุธรรมชั้นสูง เมื่อมีคนถามท่านๆก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เพราะสิ่งเหล่านี้รู้เฉพาะตน(ผู้ปฎิบัติ) ซึ่งจะบอกกล่าวให้คนรู้ไปเเล้วจะได้อะไร จึงมีคนกล่าวใว้ว่า ถ้ามีใครก็ตามที่ออกมาประกาศตัวเองว่าสำเร็จธรรมชั้นโน้นชั้นนี้ ให้พึ่งตั้งข้องสังเกตุไว้ก่อนว่า เป็นของเก๊ เหตุที่พระธรรมวินัยเขียนไว้เเบบนั้น เพื่อป้องกันอลัชชีแอบบอ้างมั้งครับ เพราะพระอริยะเช่นหลวงปู่ต่างๆไม่เห็นต้องออกมาโฆษณาสรรพคุณตนเองเลยเเต่ท่านจะเเนะเเนวทางปฎิบัติให้ ถ้าเราอยากจะรู้จริงๆ ตอบ...การเลี่ยงไม่บอกนี่แหละ คืออาการเก้อยากหรือมังกุ คนที่มีจริงเป็นจริงจะถามปั๊ปตอบได้ทันที อย่างองอาจไม่เก้อไม่ยากเลย เป็นสัมปติ ตอบได้ทันทีไม่เก้อยากไม่กระบิดกระบวน ตอน Suddenly ถ้าเขาถามก็จะตอบได้ทันที เป็นปัจจุบันธรรม ถ้าคุณไปตั้งไว้ก่อนว่าคนนั้นของเก๊ แล้วแต่เขาของจริงคุณซวยนะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เขียนแบบที่คุณว่ามา อาตมาขอกล่าวอย่างจริงๆใจเลย หลวงปู่ต่างๆนั้นไม่มีความ อาสโภ ไม่มีความองอาจแกล้วกล้าที่จะประกาศตนเองว่าเป็นอาริยะเป็นพระอรหันต์ แม้แต่จะบวชจนอายุ 90 ปีถึงตาย บางองค์ 100 ปีแล้วตาย เพราะไม่มีความกล้าหาญ เพราะเขาไม่มีอาสโภ แต่อาตมานั้นมีความกล้า อาสโภ จริงใจ ไม่ใช่ตกกระไดพลอยโจนแล้วประกาศ ไม่ใช่ มีสติรู้ในกาละอันควร ตอบอย่างมีหลักฐานด้วย ตั้งแต่จาริกใหม่ๆ พ.ศ. 17 ไปโคราช ท่านก็ถามว่ามาทำไม อาตมาก็ตอบว่ามาเผยแพร่ธรรม ท่านก็ถามว่ามีอะไรมาเผยแพร่ เจ้าคณะจังหวัดส่งพระมาถาม เมื่อพระองค์นั้นเป็นเปรียญ 9 มาถาม ถามว่าบรรลุธรรมะอะไรแล้วหรือ ขั้นไหนแล้ว อาตมาก็ตอบอย่างถ่อมตนว่า ถ้าโสดาฯสกิทาฯผมก็ผ่านแล้ว ตอนนั้นใช้ปฏิภาณพูด เพราะท่านเป็นพระ เป็นอุปสัมบันก็บอกได้ ท่านก็ซักไซ้ว่าโสดาฯสกิทาฯแล้วหรือ?

_ Natan Deedee HYPERLINK

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน