591009_วิถีอาริยธรรม อุทยานบุญนิยม พลังงานโสดาบันกับการไม่กินเนื้อสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
591009_วิถีอาริยธรรม อุทยานบุญนิยม พลังงานโสดาบันกับการไม่กินเนื้อสัตว์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้รายการวิถีอาริยธรรมก็สัญจรมาที่อุทยานบุญนิยม วันนี้เป็นวันที่ 9 ของเทศกาลกินเจ ถ้ากินต่อไปได้ก็ดี ตามหลักมหายาน เทศกาลกินเจเขาแปลว่าอุโบสถ แปลว่าจะต้องอยู่ในศีลในธรรม โดยทั่วไปกินอาหารไม่เกินเที่ยงวัน คนต้องมีศีล ตำนานบอกว่าชาวจีนต้องต่อสู้กับชาวแมนจู ก็เลยเอาธรรมะต่อสู้ด้วยการนุ่งขาวห่มขาวกินเจ แต่สุดท้ายก็แพ้เขา ก็เลยสืบทอดเจตนารมณ์ต่อ ว่ากินเจไปทุกปี ที่จะชนะมารในตัวเอง ทุกวันนี้คนไทยก็ยังมีปัญหาเรื่องการกินเจ บอกว่าเป็นชาวพุทธ ไปกินมังสวิรัติหรือกินเจได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สั่งสอน คนเขาเข้าใจเช่นนั้น ตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพานก็กินสุกรมัทวะ เขาบอกว่าเป็นเนื้อหมูอ่อน แต่ตามหลักเขาก็บอกว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่หมูชอบกิน เขาก็บอกว่าไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็น ไม่สงสัยก็กินได้ แต่จะกินได้อย่างไรเพราะว่าสัตว์แต่ละชนิดที่เราไปซื้อมา ก็ต้องถูกฆ่าจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่สงสัยว่าจะถูกฆ่าได้อย่างไร มีน้ำปั่นผักขายด้วย ตอนแรกเราใส่น้ำตาล ก็ว่าคนจะกินไม่ได้ แต่ต่อมาคนขายบอกว่าไม่ต้องใส่น้ำตาลเพราะทำลายสุขภาพ คนกินกำหนดคนขาย เขาก็เลยออกใน facebook ว่า น้ำปั่นผักไม่อร่อย แต่แท้จริงแล้วเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ คนที่มีคุณธรรมจะกินอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ได้กินไปเพื่อรสอร่อย แสดงว่าคนกินกำหนดคนทำ กำหนดคนขาย เหมือนกับในชีวิตของเรา ร้านมังสวิรัติของเราไม่มีใครนำเอาเนื้อสัตว์มาขาย และคนที่นี่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ถ้าคนที่นี่กินเนื้อสัตว์ก็จะมีเนื้อสัตว์เข้ามาขาย ถ้าในหมู่บ้านราชธานีอโศกมีคนกินเนื้อสัตว์คนก็ต้องเอาเนื้อสัตว์มาขายเรา แต่ถ้าเราไม่กินซะอย่าง คนเขาก็ไม่เอามาขายให้เรา ก็ไม่ต้องฆ่
อ่านต่อ
ามาให้เรากินเสียเวลาเสียเงินเสียทอง คนกินเป็นคนสำคัญ ถ้าเราเลิกกินเสียอย่างก็ไม่มีใครเอามาให้เรากินหรอก ชีวิตอาตมาก็ไม่ค่อยมีใครเอาเนื้อสัตว์มาให้กิน ไม่มีใครมาชวนมากินเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้นถ้าเราเลิกกินซะอย่างก็สำเร็จหมดเลย นโยบายของพ่อครู ที่บอกว่าอาหารมังสวิรัติเป็นผลจากบุญญาวุธหมายเลข 1 จึงเกิดผลสำเร็จ ถ้าเราเลิกกินซะอย่างโรงฆ่าสัตว์ก็เจ๊ง ผงชูรสก็เช่นกันถ้าเราเลิกกินโรงงานก็เจ๊ง ถ้าในโลกนี้คนเลิกกินเนื้อสัตว์หมดเลยโลกนี้ก็เป็นสันติภาพไม่เสียเลือดเนื้อเลย ขนาดสัตว์ยังไม่ฆ่าจะไปฆ่าคนได้อย่างไร ถ้าเรากินและเป็นบาปทำลายตัวเองเป็นวิบากกับตัวเองจะกินแต่ทำไม ถ้าคนจะเลิกกินอย่างไรให้เกิดบุญแก่ตัวเอง ในการชำระกิเลสตัวเองให้ได้ทำอย่างไร วันนี้พ่อครูจะมาวินิจฉัยรายละเอียดเรื่องนี้ให้เราแน่ชัดว่าเลิกกันไปเลยนะเนื้อสัตว์ พ่อครูว่า...อาตมานำเรื่องของมังสวิรัติ คือการกินอาหารที่ ไม่มีเนื้อสัตว์ มังสะแปลว่าเนื้อสัตว์ มังสวิรัติคือไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ที่มีชีวิตในระดับชีวะนิยาม พืชก็เป็นชีวิตชนิดหนึ่ง แต่พืชเป็นพีชนิยาม ไม่ใช่จิตนิยาม ก็เอารายละเอียดคำสอนของพระพุทธเจ้ามาขยายความ พระพุทธเจ้าท่านรู้จักพลังงาน ในระดับ อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม พระพุทธเจ้าไขความละเอียดของพลังงานถึงระดับนิวเคลียร์ฟิวชั่น นิวเคลียร์ฟิชชั่น ที่แตกออกมาจากนิวเคลียส เป็นพลังงานบวกพลังงานลบ บวกคือปุริสภาวะ ลบคืออิตถีภาวะ พระพุทธเจ้ารู้สูงกว่าไอน์สไตน์ อาตมาก็ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์ แต่เรียนเคมีสอบได้ 10 คะแนนจาก 100 คะแนน อาจารย์ที่สอนคือศาสตราจารย์ดอกเตอร์สตางค์ มงคลสุข แต่ลูกศิษย์ไม่เอาไหน สอบได้น้อยก็เลยมาเรียนทางอักษรศาสตร์ แต่เมื่อมาเรียนของพระพุทธเจ้า แล้วก็รู้ว่ามันเกี่ยวพันกันทุกอย่าง พลังงานเป็นตัวตั้ง พลังงานเป็นปฏิกิริยาของการเคลื่อน Action Reaction การเคลื่อนของของ 2 สิ่ง จะเล็กขนาดไหนขนาดพลังงานลม พลังงานไฟ พลังงานบวก พลังงานลบ มีพลังงาน 2 สิ่งเกิดปฏิกิริยากันเป็น Action Reaction คือสภาพเริ่มต้นที่มีปฏิกิริยาพลังงานขึ้นมา ท่านเรียกว่า พลังงานรูป พลังงานนาม เป็นธรรมะ 2 ที่กระทบกันแล้วเกิดปฏิกิริยาเป็นพลังงานใหม่ขึ้นมา ถ้าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเฉยก็ไม่มีพลังงานอะไร แต่ถ้ากระทบกันก็เกิดพลังงานขึ้นมา แรงหรือเปล่า ก็แล้วแต่ เมื่อเกิดพลังงานใหม่ขึ้นมาเรียกว่า ปฏิ แปลว่าย้อนทวน เป็น Action Reaction เป็นอันที่ 3 ขึ้นมา ลักษณะอันที่ 3 ขึ้นมา ถ้าอยู่ในระดับของอุตุนิยาม ก็อยู่ในระดับของ พีชะนิยามมีแรงเคลื่อน เป็นการหมุนเวียน Cyclic Order หมุนเวียนได้สมดุลไม่ออกไปไหน เกิดแรงงานขึ้น เป็นพีชะขึ้นมา แล้วเกิดองศา เป็น สามเส้า สามเส้านิดๆก็ออกองศาเล็กน้อย แต่ถ้าองศามากขึ้นก็เป็นพลังงานเพิ่มขึ้นอีก
ทำไมเราต้องมาละเว้นไม่กินเนื้อสัตว์ ขอสรุปเลยว่าถ้าเรากินเราก็ต้องฆ่า ถ้าเราไม่ฆ่า หรือพระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าคนไม่ฆ่าสัตว์ หรือสัตว์ไม่ตายด้วยน้ำมือคน เนื้อสัตว์นั้น ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีบาป เนื้อสัตว์ที่ไม่ถูกฆ่าโดยคน สัตว์ มันตายเอง หรือ 2 สัตว์มันถูกรถชนหรือ สัตว์มันฆ่ากันเองตาย หรือเนื้อสัตว์ที่เป็นเดนสัตว์กิน สัตว์กินเหลือ มี 2 อย่างคือ 1.เดนสัตว์กิน 2.สัตว์ตายเอง เป็นปวัตตะมังสะ เนื้อสัตว์ 2 อย่างนี้พระพุทธเจ้าอนุญาตให้กินได้เพราะไม่ได้ตายด้วยการถูกคนฆ่า
การใส่บาตรพระโสดาบัน 1 ครั้ง ก็มีกุศลกว่าใส่บาตรพระปุถุชน 100 ครั้ง การใส่บาตรพระสกิทาคามี 1 ครั้ง ก็มีกุศลกว่าใส่บาตรพระโสดาบัน 100 ครั้ง การใส่บาตรพระอนาคามี 1 ครั้ง ก็มีกุศลกว่าใส่บาตรพระสกิทาคามี 100 ครั้ง การใส่บาตรพระอรหันต์ 1 ครั้ง ก็มีกุศลกว่าใส่บาตรพระอนาคามี 100 ครั้ง การใส่บาตรพระพุทธเจ้า 1 ครั้ง ก็มีกุศลกว่าใส่บาตรพระอรหันต์ 100 ครั้ง เป็นลำดับของค่าที่เป็นสัจจะ
ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ 5 ประการ [60] ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 1 นี้ สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 2 นี้ ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 3 นี้ สัตว์นั้นเมื่อกำลังถูกเขาฆ่า ย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 4 นี้ ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 5 นี้ ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการนี้.
พูดถึงตรงนี้นึกถึงอดีตที่เป็นฆราวาส ต้องไปหาเนื้อ T bone คือเนื้อข้างกระดูกสันหลัง มาย่างกิน ต้องมีกรรมวิธีย่างอีก นี่คือกระบวนการ คนที่โง่กว่าคนที่โง่ที่สุด อาตมาเจอมาแล้ว เป็นมาแล้ว
แค่คิดก็ไม่ควรคิดแล้วที่จะเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า ถ้าเจตนาเลยที่จะเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งบาป ถ้าเสือฆ่าเก้งแล้วมันกินเหลือก็ไม่เป็นไร ไม่มีเจตนา แต่ถ้าสัตว์นั้นถูกฆ่าโดยคน ซึ่งคนเป็นมนุสโส เป็นผู้มีจิตใจสูงไม่ควรจะไปฆ่าสัตว์ คนนั้นฉลาดกว่าสัตว์ใด จะฆ่าไดโนเสาร์ก็ได้ มันฉลาดกว่าสัตว์ใดๆ จะไปทำร้ายเขาทำไม เพราะเป็นผู้ที่เหนือเขาอยู่แล้ว คนไม่พึงไปฆ่าสัตว์ใด คนที่ฆ่าสัตว์อย่างเจาะจง ตั้งใจฆ่าเลยจึงมีบาปที่ยกกำลังตาม องค์ 5 ของปาณาติบาต 1. สัตว์มันมีชีวิต 2. คนก็รู้ทั้งรู้ว่าว่าสัตว์มีชีวิต 3. มีเจตนาฆ่า เป็นจิตที่เลวแล้ว 4. พยายามฆ่าลงมือฆ่า 5. สัตว์มันตายลงตามความพยายามนั้น เป็นความอำมหิต 5 ชั้น สัตว์ตายแล้วก็มีมิจฉาทิฐิ ได้เนื้อสัตว์ที่มิจฉาทิฏฐิมาก็บอกว่า สัตว์นั้นตั้งแต่มันถูกฆ่า 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 เอาของชั่วเลวยกกำลัง 4 นี้มาถวายพระพุทธเจ้า หรือถวายสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นขั้นที่ 5 เห็นหรือไม่ว่า มีความโง่อยู่ถึงกี่ชั้น แล้วมีความบาปถึงกี่ชั้น จึงเป็นอกัปปิยะ คือความไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะคิดจะทำเช่นนี้ เป็นคนหรือเปล่า ทำไมคิดอย่างนี้ นึกออกไห ม สมณะฟ้าไทว่า...แค่คิดจะฆ่าก็บาปแล้วแล้วไปกินอีกจะยิ่งบาปขนาดไหน พ่อครูว่า...แล้วมีเจตนาให้ ตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ไปยัดเยียดให้ท่านติดเนื้อสัตว์อีก มันบาปกี่ชั้น เป็นเจตนาชั่วของคน แล้วจะทำกับคนที่ตนเองยกย่องด้วย เป็นความหลงผิดที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่แท้จริงเป็นสิ่งชั่ว นี่คือความโง่อันเเสนโง่ของคน นึกว่าเป็นสิ่งที่สุดประเสริฐ แต่เป็นสิ่งที่เลวสุดๆ สมณะฟ้าไทว่า…ทำไมพระพุทธเจ้าอนุญาตให้กินเนื้อที่ สัตว์กินเหลือได้ พ่อครูว่า..อนุญาตให้กินได้เพราะว่าสัตว์มันมีเวรภัยของมันเอง แต่คุณอย่าไปแย่งมันนะ ถ้าจะแย่งมัน ก็จะผูกเวรกับมัน แต่ถ้าเป็นของที่มันทิ้งแล้วก็ไม่มีเวรภัย แต่นี่เขาเอาความเปื้อนไปเปื้อนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรเปื้อนท่านได้อีกแล้ว
_มีคำถามของทิดเดิมแท้ถามมาว่า… ในพระไตรปิฎกไทยเถรวาท จะแยกภูมิโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ตามหลักสังโยชน์10 เป็นส่วนใหญ่ แต่มีข้ออธิบายที่ปฏิบัติได้ยาก ก็คือ สังโยชน์ข้อแรก คือ การละ สักกายทิฐิ (ที่อธิบายว่า ต้องลดละตัวตนให้ได้นั้น น่าจะละเอียดสูงเกินไปสำหรับ ฐานโสดาบัน ใช่ไหมครับ ) เรื่องนี้ เคยได้ยินพ่อท่านอธิบายว่า สักกายะ คือ กิเลสตัวใหญ่ ตัวหยาบๆ ที่เป็นตัวการใหญ่ ซึ่งโยงไปถึงเรื่อง กิเลสหยาบใหญ่ในยุคปัจจุบัน ก็คือ กิเลสอบายมุข 6 นั่นเอง ใช่ไหมครับ ? อยากให้พ่อท่าน กรุณา แจกแจง อธิบายละเอียด ในการปฏิบัติลดละ สังโยชน์ 3 กับ การปฏิบัติศีล 5 เป็นมิติที่เป็นการสอดร้อย สอดคล้องกันไปอย่างไร แล้วจะบรรลุโสดาบันได้จริง ( เพื่อเอาไว้ ถอดเนื้อหา เป็นตำราพาทำปฏิบัติ ต่อไปด้วยนะครับ ? ตอบ… สักกะแปลว่าตัวตน กายคือพลังงานองค์ประชุมของรูปนาม องค์ประชุมรูปนามในตัวเราคือสักกายะ แต่คนเดี๋ยวนี้จบเปรียญ จบดอกเตอร์ ไม่รู้จักคำว่ากาย เขานึกว่ากายคือวัตถุ เป็นมหาภูตรูป ไม่ได้เข้าใจว่ากายคือเน้นถึงจิตมโนวิญญาณ ดีที่ยังมีเหลือเชื้อในพระไตรปิฎกที่บอกว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 _มีคำถามแทรกมาว่าสงสัยว่าถ้าเราไม่ได้ลงมือฆ่าเองแต่ไปซื้อเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่ามาไปทำอาหารถวายพระจะบาปไหม ตอบไปก่อนเลยว่าบาป คําสอนพระพุทธเจ้าไม่ให้ขายไม่ให้ค้า เป็นมิจฉาวณิชชา เป็นการค้าขายที่เป็นบาป 5 ประการ 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) แม้แต่สัตว์ที่เป็นๆก็ไม่ค้ากัน แล้วจะเอาไปค้าขายมันบาป สัตว์ตายเอามาขายก็บาป สักกะแปลว่าของเรา กายคือรูปกับนาม สิ่งที่ถูกรู้คือรูป เป็นวัตถุตั้งแต่อุตุนิยามหรือพีชนิยามหรือจิตนิยามที่ถูกรู้คือรูป นามธรรมหรือจิตวิญญาณเราไปกำหนดรู้มันได้ ไปรู้ก้อนหินเป็นรูปฟักข้าว เป็นรูปสัตว์หรือไม่รู้จิตวิญญาณของตัวเองสิ่งนั้นคิดถูกรู้เป็น Object ตัวธาตุรู้แท้ๆเป็น Subject เป็นประธานสิ่งที่ถูกรู้เป็นกรรมหรือ Object มันมี 2 อย่างคือรูปกับนาม คือผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ ต้องมี 2 อย่าง ธาตุดิน กับดิน 2 ก้อน มาแตะต้องกันมันก็ไม่มีทางรู้ พีชะมันก็มีธาตุรู้ส่วนหนึ่ง มีพลังงานที่เป็นธาตุใดๆ ลองกองมันก็จะต้องได้ธาตุใดๆมาปรุงแต่งให้เหมาะกับมัน พีชะก็มีแต่สัญญากับสังขาร จำได้ว่าธาตุใดมันจะเอา ธาตุใดมันไม่เอา แล้วเอามาปรุงแต่งสังขารเป็นกลไกตามชีวะของมัน ปรุงแต่ง เป็นลองกอง เป็นลูกตาล เป็นฟักข้าว เป็นมะนาวโห่ ปรุงแต่ง ไปตาม ISH ของมันสามเส้า ถามว่าที่ไม่ได้ฆ่า แต่ไปซื้อที่เขาฆ่ามาทำอาหารเป็นบาปไหม ก็เป็นบาปในการร่วมมือกันเป็นคณะ เอาบาปกันไปคนละก้อนเลย ขอว่าอีกหน่อย คุณเอาเปรียบไหม? คนที่ให้เขาฆ่า เขาก็เป็นบาปแล้ว คุณไม่ได้ฆ่า คุณเอาเปรียบเขามาอีกไหม? ไม่ฆ่าเองแต่ให้คนอื่นเขาฆ่าและเป็นบาปเอง ตัวเองจะไม่เอาบาป มันก็เป็นบาปไหม? คนเอาเปรียบคนนี้ชั่วหนักไหม? สมณะฟ้าไทว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้กิน ถ้าได้เห็น ได้ยิน ได้สงสัยว่าถูกฆ่ามา แต่สัตว์ที่ตลาดมันถูกฆ่ามาอยู่แล้ว พ่อครูว่า...สักกาย เป็นสังโยชน์ข้อแรกที่มันปรุงแต่ง อาการของมันเป็นอาการชั่ว นับไปเลย อธิบายศีล 5 ข้อที่ 1.ฆ่าสัตว์ ฆ่าสัตว์แล้วเป็นเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าโดยคน มันบาปซับซ้อนอยู่ในตัว คุณเองก็เอาเนื้อสัตว์นั้นมา แล้วคุณก็มากิน มันซับซ้อนที่ว่า เนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน คนเขาก็ไม่เชื่อง่ายๆ ก็กินกันมาไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว หลงกินกันมาสืบทอดกันมา แต่เนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน เนื้อสัตว์เป็นอาหารของสัตว์เดรัจฉาน คนนั้นกินพืชก็พอแล้ว หรือกินอุตุ เช่นเกลือ วิตามิน ธาตุต่างๆที่ไม่ใช่พืชเป็นอุตุนิยาม คนก็กินพีชนิยาม อุตุนิยาม มันไม่มีเวรภัยอะไร เพราะมันมีแต่สัญญากับสังขาร ยิ่งอุตุนิยามก็มีแต่สังขาร ไม่มีความรู้ ไม่กำหนดรู้อะไรได้ มีพลังงานดูด ผลักเป็นเชิงฟิสิกส์เท่านั้นเอง ดิน ไฟ ลม สามเส้าก็เป็นอุตุนิยามแท้ๆ ถ้าเมื่อมีน้ำ นี่เริ่มเป็นตัวตั้งต้นชีวะแล้ว พอเริ่มต้น ข้อ 1 ศีล ข้อ 1 สัตว์ก็เป็นชีวิต พืชก็มีชีวิต อุตุนิยามไม่มีชีวิต คุณต้องรู้ 3 อย่างนี้ว่าต้องต่างกันอย่างไร? คุณต้องแยก Differency อันนี้ออก ถ้าแยกความต่างนี้ไม่ออกก็ไม่รู้ความจริง ต้องแยกออกว่าอย่างนี้คืออุตุ อย่างนี้คือพีชะ อย่างนี้คือจิต มันเป็นสามเส้า แล้ว 2 อย่างนี้อุตุ มันไม่รู้ตัว มีผลักมีดูด มีนิวเคลียร์ฟิวชั่นหรือฟิชชั่น เท่านั้นเอง มันแตกกันหรือรวมตัวกันก็เท่านั้นเอง ในโลกนี้ก็มีพลังงาน 2 อย่างนี้ แตกกัน ต่างคนต่างอยู่ สรุปแล้วต้องรู้ว่าชีวะในระดับในตัวเราต้องมีพื้นฐาน และระดับอุตุ แล้วมีพีชะ พีชะเริ่มมีสัญญากับสังขาร ส่วนอุตุมีแต่สังขารไม่มีธาตุรู้ แล้วแต่ยถากรรมของมัน พอมาเป็นพีชะจะมีสัญญา รู้ว่าอันไหนเอาอันไหนไม่เอา แล้วไม่ไปทำลายอันที่มันไม่เอาก็ปล่อยไป ไม่ทำร้ายใคร อันนี้พระพุทธเจ้าเอามาให้คนสร้างพลังงานให้แก่ตัวเอง เป็นสามเส้า แล้วไม่เป็นภัยกับสิ่งใด เมื่อคุณได้อ่านพลังงานของตัวเอง ว่าเป็นภัย เป็นโทษ เป็นพิษของตัวเอง คุณอ่านออกว่าสามเส้านี้ถ้ามันเกิดเป็นภัย เป็นโทษก็ต้องเลิก อย่าทำ ทำแค่นี้ นั่นสามารถที่จะทำสภาพของพลังงานในระดับพีชะของตนได้ แต่พลังงานนี่แยกแยะมีผลักดูดได้สูงของจิตคนก็ยังอยู่ เป็นประสิทธิภาพของคนผู้นั้น ซึ่งมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า เป็นความปลอดภัยของตัวเอง แล้วไม่ทำร้ายคนอื่น นี่คือคุณสมบัติอันวิเศษของ มนุสโส ของอาริยะ ที่เริ่มตั้งแต่ อย่าไปทำร้ายชีวะใด รู้ความเป็นชีวะ โสดาบันรู้ชีวิตเขาชีวิตเรา อย่าไปทำร้ายชีวิตเขา นี่คือความเป็นโสดาบันเบื้องต้น รู้จักองค์ประชุมของรูปนามที่เกิดสามเส้าของธาตุ สามเส้าของธาตุที่เป็นพีชะเท่านั้นก็โอเค แต่ถ้าเป็นจิตนิยามมี 4 แล้วก็อย่าไปทำ ถือว่าเป็นสัตว์แล้ว แล้วรู้ความลงตัว Cyclic Order เป็นสามเส้าอันอื่นมันไม่เอา เป็น Self ที่มี ISH แต่ไม่เป็น Selfish ไม่เอามาเกี่ยวกัน ใน Self มี ISH ในตัวมันเอง ในภาษาไทยไม่มีเรื่องนี้แต่ในอังกฤษมี ISH และบาลีก็มี แต่ภาษาไทยไม่เก่าแก่พอจะมีภาษาแบบนี้ ในโสดาบันจะต้องรู้สักกายะของตัวเอง คือองค์ประชุมของรูปนาม ที่เป็นภัยเป็นพิษต่อผู้อื่นแล้ว มันเกินสามเส้า ที่ออกไปรังแกผู้อื่นเป็นตัวที่ 4 โสดาบันจะรู้ โสดาบันจะยังไม่รู้ดีทีเดียว แต่จะรู้แค่ลักษณะพลังงานที่มีเวทนา พลังงานของเวทนาที่เป็นเคหสิตเวทนา กับเนกขัมมสิตเวทนา เนกขัมมสิตะ คือ ต้องลดพลังงานที่เห็นแก่ตัวลงไป ตัวใดก็ตามที่เป็นกิเลสเอามาเป็นตัวเราของเรา ตัวใดตัวหนึ่งตัวนั้นชื่อเรียกว่าอบาย สำหรับแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน คนนี้มีตัวใหญ่ คนนี้มีตัวน้อย แต่เป็นภัยกับเรา คุณจับตัวใดได้ตัวนั้น คืออบายจิต (พ่อครูไอ สมณะฟ้าไทจึงแทรกเสริม ให้พ่อครูได้พัก) พ่อครูว่า...ที่อธิบายไปนี้เป็นภูมิที่ไม่ใช่โสดาบันเป็นอย่างเดียว แต่เป็นภูมิโพธิสัตว์ด้วยซ้ำ ทีนี้สัตว์เอาเฉพาะที่โสดาบันจะรู้พลังงานที่เป็นชีวะ ที่แยกออกเป็นจิตนิยามกับพีชนิยาย ธรรมนิยามกับจิตนิยาม โสดาบันยังไม่รู้พลังงานที่รวม ว่าพลังงานที่เอามารวมตัวเป็นสัตว์แล้วอย่าไปทำลายเขา ไปกินแต่พืช ก็เพราะโสดาบันจะแยกได้แต่พืชกับสัตว์ พืชกับสัตว์มีเวรมีภัยเป็นรูปร่างเป็นตัวสัตว์แล้ว โสดาบันแยกออกระหว่างความเป็นพืชกับสัตว์ เพราะฉะนั้นโสดาบันจะชัดเจนว่าไม่กินสัตว์ โสดาบันที่เริ่มรู้จะเป็นตัวที่เคร่งที่สุด โสดาบันจะรู้ว่านี้เป็นสัตว์จะไม่กิน นี่คือโสดาบันตัวแท้ ถ้าเป็นเนื้อสัตว์จะไม่เอาเข้าปากเลยตายเป็นตาย เราเป็นแค่โสดาบัน ถ้าไปเติมเนื้อสัตว์เข้าไปก็ต้องไปอีกยาวนานเป็นเวรภัย ถ้าเป็นภูมิที่สูงขึ้น ก็จะอนุโลมได้ แต่โสดาบันยังไม่มีต้นทุนที่ดีพอ จะไปอนุโลมได้อย่างไร ไม่มีต้นทุนพอจะอนุโลมผู้อื่นได้ เพราะฉะนั้นโสดาบัน จะแยกความเป็นพืชกับสัตว์ได้อย่างหยาบๆ
_ แล้วคำถามทิดเดิมแท้ว่า กิเลสหยาบใหญ่ในยุคปัจจุบัน ก็คือ กิเลสอบายมุข 6 นั่นเอง ใช่ไหมครับ ? ตอบ... การจะไปติดการละเล่น การบันเทิงเริงรมย์ การพนัน ไปคบมิตรชั่ว ไปเกียจคร้าน ก็อบายมุขหยาบ แต่นี่ก็ไม่ใช่อบายมุข 6 ทีเดียวแต่เป็นเรื่องของชีวิตหรือชีวะ
_แล้วสัมพันธ์กับสังโยชน์ 3 อย่าง การปฏิบัติศีล 5 เป็นมิติที่เป็นการสอดร้อยหรือสอดคล้องกันอย่างไร ? พ่อครูว่า..ตกลงศีล 5 ขอพูดถึงศีลข้อ 1 คือเกี่ยวกับชีวิต คือสัตว์ ศีลข้อ 2 เกี่ยวกับวัตถุไป เอาข้อ 1 ของศีล 5 นี้ก่อน สังโยชน์ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส 1. สักกาย คือองค์ประชุมของธรรมะ 2 ที่ยึดว่าเป็นเราคือสักกายะ อ่านสภาวะให้ได้ คุณฟังอาตมาเข้าใจพยัญชนะความหมายแล้ว ก็ไปอ่านอาการธรรมะ 2 ที่ปรุงแต่ง เป็นอบายหมุนเวียนเสพอบาย เป็นสุข-ทุกข์ ก็อ่านอาการองค์รวมให้ได้ ว่ากิเลสตัวไหนที่คุณจะตัด ต้องหยุดต้องเลิกกินเนื้อสัตว์ จะเป็นจะตายอย่างไรก็ไม่กินเนื้อสัตว์ ต้องเลิกให้ได้ คุณเอาตรงนี้ก่อน 2. วิจิกิจฉา อ่านสภาวะนามธรรมตรงนี้ให้ชัดเจนอย่างไม่สงสัยว่า อันนี้ใช่แล้ว พลังงานอย่างนี้แหละ คือตัวเหตุแท้เป็นสมุทัยอริยสัจ แยกสมุทัยอริยสัจเฉพาะพลังงานที่เป็นเหตุตัวนี้ให้ชัด อย่าไปเหมาเข่ง แยกพลังงานในจิตให้ออก ว่าเรามีอกุศลจิตตัวนี้ กับปัจจัยอันนี้ เช่น จะต้องแยกว่าทำไมเราถึงติดแต่ลองกอง ไม่ติดผลตาล มีผลตาลมา ไม่กินก็ได้ไม่ติด แต่ว่า ลองกองมานี่ต้องกินให้ได้ อย่าไปเหมาเข่ง ต้องเอาให้เฉพาะตัวนี้ให้ได้ นั่นคือชัดเจนไม่มั่วนะ เมื่อจับสักกายะได้อย่างพ้นวิจิกิจฉา แน่ชัด ของพระพุทธเจ้าจึงไม่มีแพะ พ้นความสงสัยลังเลย 3.ศีลพรต (สีลัพพตปรามาส) คือวิธีการ วิธีปฏิบัติ เมื่ออ่านตัวกิเลสได้แล้ว คุณเริ่มฆ่าตัวนี้ วิธีฆ่ามี 5 อย่าง ปหาน 5 1.วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) วิธีการกดข่มจะไม่ถาวร ต้องใช้สัมปัชชลติเป็นพลังงานไฟ(ฌาน)ที่เข้าไปสลายกิเลสให้ได้ ต้องมีอุณหภูมิสูง มีพลังงานสัมปัชชลติเป็นไฟโหม อันนี้จะต้องทำลายพันองศาก็ต้องทำความร้อนพันองศา ถ้าเหนียวมากก็ต้องใช้พลังงานมาก 1000 องศาไม่ทำลายก็ต้องใช้ 2000 2000 ไม่ทำลายก็ต้องใช้ 5000 องศา บางอย่างติดมานานก็ต้องใช้เวลาและพลังงานมาก พลังงานปัญญานี้เป็นหนึ่ง สติสัมปชัญญะ สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด(ในรอบนั้น)
2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65)
พลังงานปัญญาจึงเป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สลายไฟราคะ เพราะฉะนั้นไฟฌานหรือไฟปัญญา สัมปัชชลติ ต้องเหนือกว่าไฟกิเลส วิธีปฏิบัติเรียกว่าศีลพรต ก็ต้องรู้ว่าวิกขัมภนะได้อย่างนี้ถ้าทำด้วยพลังปัญญา เป็นครั้งคราวได้ อย่างนี้ก็เป็นตทังคปหาน คุณต้องจำไว้ ว่าประสิทธิภาพปัญญาเป็นเช่นนี้ ก็ต้องทำซ้ำ (อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำให้มากๆ ทำให้บ่อย) พ้นสีลัพพตปรามาสแล้ว ทำเป็นแล้ว ก็ต้องทำต่อไป ให้มากให้บ่อย ทำอย่างปฏิปัสสัทธิปหาน ทำทวนทำซ้ำ ทำให้มาก จนเด็ดขาด สมุจเฉทปหาน จนเกือบเป็นอัตโนมัติ ก็ทำจนเป็นอัตโนมัติได้ ไม่ต้องควบคุมจัดการ เป็นของมันเองเรียกว่าตถตา อัตโนมัติเองเลย ตัววัตถุนี้ธาตุนี้มาแตะก็จัดการได้ ทั้งรู้และจัดการได้เป็นอุภโตภาค ไม่ต้องไปจัดการเลยสมบูรณ์แบบแล้ว เป็นนิสรณปหาน เป็นปหานตัวสุดท้ายเลย จนสำเร็จ นิสรณะแปลว่าไม่ สรณะแปลว่า ทำการรบ นิ ที่ไม่ต้องสรณะคือไม่ต้องทำการรบ เพราะชนะเด็ดขาดแล้ว นิสรณะ ไม่ต้องทำการรบอีกแล้ว ส คือการทำการประกอบการ รณะ คือรบ นิสรณะคือหยุดรบ เพราะชนะเด็ดขาด นี่คือปหาน 5 คุณเคยทำได้อย่างนี้ไหม รวม 5 อย่างนี้คือ บุญ ให้มีพลังงานเด็ดขาดประสิทธิภาพสมบูรณ์ ต้องทำสมุจเฉทปหานให้เป็นปฏิปัสสัทธิปหาน ให้สงบเรียบร้อย ให้เด็ดขาด ทำเด็ดขาดได้ก็ทำทวนปฏิปัสสัทธิทำให้สงบได้เช่นนี้จนนิสรณะ ไม่เกิดอีกแล้วเป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าแค่สังโยชน์ 3 ของโสดาบัน ถ้าสักกายะ ชัดในองค์ประชุมรูปนามของกิเลสตัวเองไม่มั่ว 2 ชัดเจนแท้เลยว่า ไม่ผิดพลาด ไม่บกพร่องเด็ดขาดชัดเจน ไม่สงสัย ไม่วิจิกิจฉา แล้ววิธีการกำจัดกิเลส คือปหาน 5 ถ้าชัดเจนก็ลงมือทำ คุณอาจขยายปหาน 5 อย่างที่อาตมาขยายไม่ได้ ในโสดาบัน แต่ก็พยายามฝึก วิกขัมภนะ 2 ตทังคะ เข้าใจให้ได้ว่า วิกขัมภนะเป็นสมถะวิธี ส่วนตทังคะเป็นวิปัสสนาวิธี ทำไปจนเกิดความเด็ดขาด ถ้ามีประสิทธิภาพสูงพอ ทำได้แน่ชัดเด็ดขาด ไม่มีอะไรบกพร่องเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เป็นอาญาสิทธิ์เลย ก็สั่งสมเป็น ปฏิปัสสัทธิ คือสงบอย่างทำทวน พหุลีกัมมัง ทำให้มากจนเป็นเอง เป็นตถตา นิสรณะ ไม่ต้องฝึกฝนไม่ต้องพยายามอีกแล้ว เป็นของมันเองเลย โสดาบัน อธิบายอย่างอาตมาอธิบายไม่ได้ แต่ฟังปริยัติได้ ฟังไป จนตัวเองก็มีเนื้อยาแล้วเอาฉลากยาไปใส่ ถ้าเอาเนื้อก่อนแล้วค่อยเอาสลากโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปใส่ แต่ถ้ามีแต่สลากไม่มีเนื้อก็แย่ พ้นวิจิกิจฉา คือไม่มีผิดพลาด ผิดเพี้ยน คม แม่น ตรง ในสักกายะตัวนั้นที่เป็นตัวแท้ ไม่ใช่แพะ ที่คุณต้องจัดการให้ได้ นี่คือ สังโยชน์ 3 แม้คุณไม่มีสภาวะก็พอฟังได้ สำหรับคนมีไหวพริบก็ไปลองทำดูของตนเอง ทำแล้วจะเกิดปัจจัตตลักษณ์ได้ เป็นของตนเอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิติ เป็นปัจจัตตังที่ให้ตนเองรู้เองได้ เมื่อมีมากขึ้นก็จะเป็น ผู้ที่เจริญขึ้นตามลำดับ จากโสดาบันก็เป็นสกิทาคามีเป็นอนาคามีขึ้นไป
แล้วถามว่าสอดร้อยกับความเป็นศีล 5 อย่างไร? อธิบายเป็นของโสดาบันที่แยกสัตว์กับพืชออก กินพืชนั้นไม่มีภัยกับตน คนที่รู้แล้วว่า คนสามารถกินดินกินพืชได้ก็กิน ก็อยู่รอดได้ไม่ต้องกินสัตว์ ถ้าคุณสามารถกินดินไม่ต้องกินพืชก็อยู่รอดก็ทำสิ อาตมายังไม่บังอาจเลย อาตมายังไม่อยากเป็นไส้เดือน ยังไม่ไปแย่งไส้เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive