Copy of 170601 ปัจจุปปันนังสญาณ-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปท่านจะได้รับฟังการบรรยายธรรมะ เรื่อง ปัจจุปปันนังสญาณ ซึ่งบรรยายโดยท่านพระโพธิรักษ์ ได้บรรยาย ณ วัดนรนารถเทเวศ
มหาเดชตั้งหัวข้อให้อาตมาพูดในวันนี้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราไม่พูดกันหรอก เพราะพูดไม่ได้ ปัจจุปปันนังสญาณ มันไม่ใช่มันไม่ใช่เรื่องพูดได้ แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดเดี๋ยวนั้น และ ดับเดี๋ยวนั้น ปัจจุปปันนะ ปัจจุปปันนัง นี่นะ มันเป็นเรื่องเดี๋ยวนั้น ผู้ใดจะเอาเดี๋ยวนั้นขนาดไหน ก็แล้วแต่ภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล บางคนก็จะเอาเดี๋ยวนั้นของตัวเอง และ อาณาเขตที่มาก และยาวเยอะ เยิ่นเย้อ คนใดที่มีปัจจุบันที่ยาวเยิ่นเย้อ ยืดยาด มากเท่าใด ผู้นั้น ก็คือผู้ยังติดยึดมากเท่านั้น ถ้าผู้ใดเห็นปัจจุบัน เกิดปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน แล้วก็วางปัจจุบัน วางก็เป็นอดีต วางเมื่อใดก็เป็นอดีตเมื่อนั้น ผู้ใดวางได้เร็ว เท่าใด เท่าใด ผู้นั้นก็ยิ่งเป็นผู้ที่เป็นอริยะสูงขึ้นสูงขึ้นเท่านั้น เท่านั้น อาตมาเคยพูดว่า ปัจจุบันนั้นมันนิดเดียว นิดจนกระทั่งยิ่งกว่าปลายเข็มที่เล็กที่สุดที่จิ๊ดเดียวแล้วก็หายไป ปัจจุบัน มันเล็ก มันน้อยมัน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ปลายเข็มที่จิ้มอยู่จิ๊ดเดียว แล้วก็ผ่านไปทันที ความเร็วจะเอาอะไรเร็วก็ตามแต่จิตของผู้ใดจะตามจิตทัน ถ้าให้มันตุ้งติ้ง เยิ่นเย้อ ยืดยาด นานเนอยู่เท่าใดก็ ผู้นั้นก็มีทุกข์ หรือว่ามีความยึดถือเท่าที่ตนเองยึดเอาไว้ โดยรู้กำหนดรู้สิ่งที่เกิดอยู่นั้น เป็น ปริญเยยะ กำหนดรู้ รู้จริงๆ กำหนดรู้อยู่ เป็นปริญเยยะ ผู้ใดกำหนดรู้นั้น ก็เป็นผู้พ้นทุกข์ได้ หรือว่า เป็นผู้ที่ยังดี ส่วนใหญ่แล้ว ปัจจุบันเกิดมา และเราก็ไม่รู้ไม่กำหนดรู้ไม่ระลึกรู้ตัวในขณะนี้ เป็นแต่เพียงสภาวะธรรม มันไม่มีความจริงอะไรสักอย่าง มันไม่มีความเที่ยงแท้อะไรสักอย่าง เป็นแต่สมมุติธรรมที่เรารับรู้แล้วก็ทรงอ
อ่านต่อ
ยู่กับสิ่งที่มันยังตั้งอยู่บนโลกเท่านั้นเอง ตัวเราเองไม่ได้สำคัญมั่นหมาย ไม่ได้สำคัญกับสิ่งนั้นเลย ไม่ได้มั่นหมาย ยึดมั่น ถือมั่นกับสิ่งนั้นเลย ผู้ใดมีอาการอย่างนี้ มีจิตอย่างนี้ มีความรู้ จิตที่มันจะรู้แล้ว มันรู้อยู่อย่างนี้ คนนั้นก็เบาสบาย ถ้าผู้ใดเป็นไปโดยเก่งกาจ สามารถเป็นไปโดยอย่างอัตโนมัติ เป็นไปอย่างอัตโนมัติ เป็นอย่างนั้นแหละ เป็นปัจจุบันเฉยๆ แล้วก็ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไร ผู้นั้นก็สบายยิ่งขึ้น อันนี้เกริ่นให้ฟัง ถึงสภาพธรรมของปัจจุบัน เท่าที่ภาษาจะพูดได้ จริง จริง มันพูดไม่ออก ขนาดพูดไปแล้วนี่ก็ยัง กำหนดรู้เอาตามภูมิของแต่ละบุคคล ภาษาก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ แล้วก็เป็นไป เป็นไปด้วยตามภูมิขิงตัวเอง ไอ้ที่จะเป็นไปได้ คิดเอา คะเนเอา แล้ว ก็ลองสมมุติเอาตามใจ ถ้าใครทำจะทำได้แค่ไหนก็ลองๆ อ่านจิตที่มันเป็นปัจจุบันแล้วเราจะวางจะปล่อยดู ถ้าอะไรมันเกิดมันเป็นรส เป็นชาติของจิต เป็นรสสุขก็ตาม เป็นรสทุกข์ เมื่อเกิดมาแล้ว เราก็จะวาง จะปล่อยมันเนี่ยโดยเร็ว โดยปัจจุบัน ทันด่วนเนี่ยมันจะปล่อยได้หรือไม่ ไม่ว่าสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ที่เป็นอารมณ์อยู่ในจิตรู้เวทนาในเวทนา เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนาของเรา ก็เกิดแล้ว เราก็ปล่อยวางมันได้หรือไม่ เจ้าตัวของทุกคนจะเป็นผู้รู้ว่าวางได้หรือไม่ได้ ถ้าผู้ใดไม่รู้เวทนาเลย อ่านเวทนาขันธ์ไม่ออก พิจารณาเวทนาขันธ์ของตนเองไม่ได้ คนนั้น แน่นอนไม่รู้ คนนั้นไม่มีปัจจุบัน คนนั้นมีแต่อัตตา ไม่มีปัจจุบันนัง ปัจจุปันนัง นี่หมายความว่า เป็นผู้เข้าถึง ซึ่งจะแปลเอาความชัดๆ ให้เป็นผู้เข้าถึงซึ่งแก่น แก่นอันนี้เป็นแก่นของอนัตตา แก่นอันนี้เป็นแก่นของอนัตตา อนัตตาก็คืออัตตาโดยสมมุติ ฟังภาษาดีๆ นะ อย่าพึ่งเมา อนัตตา ก็ คือตัวอัตตาโดยสมมติ มันเหมือนมีตัวมีตน แล้วตัวตนนี่อะ แล้วเราก็จับตัวจับตนไว้ชั่วคราว ชั่วคราว จิตของเราเห็นมันเป็น อนัตตา อยู่ตลอดเวลา จึงเห็นมันเป็นสมมติอยู่ตลอดเวลา แต่แท้จริงมันเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นปัจจุบันนัง จึงเป็นอนัตตาหรือเป็นอัตราโดยสมมุติ โดยแท้จริง ผู้เข้าถึงแก่น แก่นอันเป็นอนัตตาอันนี้ ที่สุด ในที่สุด ที่จะเข้าถึง เวลาจะต้องเข้าถึงอนัตตาให้ได้ ฉะนั้นจึงบอกว่าปัจจุบันเนี่ย เอามาพูดมันก็คือผู้บรรลุ เอาความ บรรลุ ปันนัง แปลว่า ความบรรลุถึงเป็นผู้บรรลุและเป็นผู้สำเร็จแล้ว ปันนัง โสดาปันนะ โสดาปันนัง อย่างนี้ หมายความว่า ปันนัง เป็นผู้บรรลุ เข้าถึง เป็นผู้สำเร็จ ปันนัง ปัจจุ หมายความว่า สว่าง เป็นผู้รู้แจ้ง เป็นผู้รู้ยอด เป็นผู้รู้ยอด มีตัวรู้ยอดเกิดอยู่ในตน เรียกว่ ปัจจุ ปัจเจก ก็หมายความว่า เป็นผู้รู้ที่ตนนั่นแหละ ปัจจุ เป็นความรู้ ความรู้ยอดที่เกิดที่ตน ปัจจะ ตัวนี้ แปลว่า ความรู้ ความรู้แปลว่าตัวแสงสว่างใหญ่ ปัจจะแปลว่า หมายความว่ารู้คนเดียว ปัจเจะ บวกเอก มาเรียกกันว่า ปัจเจกชนหรือปัจเจกบุคคลเนี่ย รู้คนเดียว ส่วนคนเดียวเป็นส่วนของคนคนเดียวเป็นเรื่องของคนคนเดียวเป็นความรู้กับความรู้ของคนคนเดียว เรียกว่า ปัจเจกบุคคล หรือ เรียกว่า ปัจจัตตัง ทีนี้ ฟังดู ปัจจัตตัง มาจากคำว่า ปัจจะ บอกแล้ว เมื่อกี้ ปัจจะแปลว่า แปลว่า ความรู้ แปลว่าตัวมันรู้ มันตัวสว่างรู้ มันรู้ มันไม่ใช่มีภาษา มันเป็น ความรู้สว่างโพลงกว้างขวางอยู่อย่างนั้น บวกกับอัตตะ ก็เป็นปัจจะอัตตะ บวกกับอัตตา นั่นเอง ปัจจะ บวก อัตตะ อัตตา เพราะฉะนั้น ปัจจัตตัง คือ เกิดไอ้ตัวนั้นแหละ ตัวสภาพ นั้นแหละ ให้เรารู้ ขอยืมภาษามาใช้หน่อย ว่า ไอ้สภาพอัตตา หรือ ตัวตนอันนั้น หรือ สิ่งนั้น แต่ถึงรู้ตัวตนก็รู้จริงว่า สมมติ จึงเรียกว่า ปัจจัตตัง ต้องมีตัวตน เกิดที่เรา ต้องมีตนะ เกิดที่เรา ตนะ อันนี้ โดยภาษาบาลีแปลว่า น้อยนิด บางเบาตนเนี่ยภาษาไทยคำว่า คำว่า ตัว หรือ ตนนี่นะ มาจากบาลีนะ คำว่า ตนในภาษาไทยมาจากบาลี ตน ตัวตน ตนตัวนี้มันมีสภาพน้อยนิด มันจึงรู้ยากแต่เราไม่เคยรู้ตัว ไม่เคยรู้ตน เพราะมันน้อย มันนิด มันบาง มันเบามันไม่ใช่ แท่งก้อน แท่งก้อนนี้ไม่ใช่ตัวตนหรอกมันเป็นรูปธรรม มันเป็นวัตถุ ส่วนตัวตนนั้นน่ะมันเป็นนามธรรม มันน้อย มันนิด มันบาง มันเบา ไอ้ตนนะ ไอ้คำว่า ตัวตน มันน้อยนิดบางเบา ตนะ อายตนะ หรือ อายตน นี่นะ อายตนะ นี่มาจากคำว่า อายะตัวหนึ่ง และ คำว่า ตนะ ตัวหนึ่ง อายยะ หมายความว่า ประโยชน์ หรือ ผลที่ได้ ขึ้นมาเรียกว่าอายยะ ถ้าผู้ใดไปหลงผลที่ได้ขึ้นมา แม้เพียงน้อยนิด หลงและใช้คำว่าหลง ฟังให้ดีนะเราไปหลงส่วนที่ได้ขึ้นมา หรือส่วนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ส่วนที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นผลได้ขึ้นมา เนี่ยไปหลงแม้น้อยนิด ไปหลงเป็นสิ่งที่กำไร อายยะ นี่ พอมันโตขึ้นมา เขาเรียกว่า กำไร ไปเห็นว่า เป็นสิ่งที่ ควรได้ หรือ สิ่งที่เป็นกำไร จิตของเราไปเป็นจิตที่โน้มน้อมว่า เป็นกำไร เป็นสิ่งที่ควรมีควรได้ ควรเป็น เป็น เริ่มต้น เป็นสิ่งที่เป็นปัญหา เป็นสิ่งที่ยึดเข้าแล้ว จึงเรียกว่า อายตนะ คำว่าอายตนะตัวนี้ที่จริงเป็นความไม่รู้ เป็นความไม่รู้เสร็จแล้ว ภาษาบาลีอายตนะมาแปลเป็นภาษาไทย อายตนะเขาแปลกันว่า ตัวรู้ ตัวรู้ มันรู้ในทวารใจ รู้ในทวารกาย รู้ในทวาร หู ตา จมูก ลิ้น มันรู้ไปในพวกนั้น ที่จริงน่ะมันจะต้องรู้ ที่จริงนะ ฟังให้ดีนะที่จริงโดยสัจจะมันต้องรู้ แต่โดย โมหะ คือ ความโง่ มันเลยไม่รู้ ผัสสะทางตา แล้วมันต้องรู้ ว่าอะไร ตามที่มันเป็นจริง แต่คนมันไม่รู้ตามเป็นจริง มันบังเข้าเสีย มันจึงกลายเป็นไม่รู้ ถึงรู้ก็รู้อย่างโมหะ เพราะฉะนั้นอายตยะ ตัวนี้ อายตนะตัวนี้ก็ที่แปลว่ารู้ รู้โดยทวาร ตา หู จมูก ลิ้นกาย แต่รู้ไม่บริสุทธิ์สักที ถ้าผู้ใดรู้โดยอายตนะแท้แล้วมันไม่มีอะไรมันเป็นความเป็นจริง ตามอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น ในความเป็นจริง ตามอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น คนเราไม่รู้อย่างนี้ จึงเรียกว่าเป็นตัวผู้ที่ยังงมงายจึงเรียกว่าอายตนะ ทางตาก็ไปงมงายอยู่กับมัน หูก็งมงายกับมัน จมูก ลิ้น กาย แม้แต่ ใจก็งมงายอยู่กับมันทั้งนั้น จึงเรียกว่า อายตนะ หรือ ชรายตนะ ชรายตนะ ที่นี้ ชรายะตนะ เนี่ยภาษาบาลีคำนี้มาเป็นคำไทย ชรายะตนะ เนี่ยมาเป็นคำไทยก็ คือ ชรา คือ ฉลาด แต่เดิมภาษาไทยไม่มีหรอกคำว่าฉลาด แต่โบร่ำ โบราณไม่มี มันรู้ มันรู้ มันรู้ อยู่แค่นั้นเอง ค่อนข้างชัด มันรู้มาก มาก เข้า เอ้ มันรู้อะไร คนมันรู้ได้ด้วย รู้อะไร มันรู้ได้ทางตา มันก็รู้ รู้ได้ทางหู ก็รู้ รู้ได้ทางจมูกก็รู้ เอ้ มันเก่งแฮะ มันรู้ได้มาก รู้มาก มากขึ้น จึงเรียกว่า รู้แบบ ชรายะตนะ มันรู้ได้ทั้งหกทวาร มันรู้ทวารมากขึ้นทั้งหกทวาร รู้ได้ หกทวาร จึงเรียกว่า ผู้รู้มาก หรือผู้รู้ด้วยทวารทั้ง 6 ก็เรียกทับศัพท์ว่าฉลาด ชรายะตนะ นั้นแหละ จะพูดเพราะมากๆ เข้ามันก็พูดสำเนียงไทยๆ มันก็ฉลาดเลย ไม่ชรายะตนะ หรอก มันฉลาดเลย คำว่าฉลาดจึงเป็นภาษาไทยๆ ตีกินเป็นภาษาไทยแล้วก็แปลว่ารู้ รู้ด้วยทวารทั้งหก จึงเรียกว่า ชรายตนะ หรือ ฉลาด เดี๋ยวนี้ เราก็ใช้คำว่า ฉลาด ฉลาด ฉลาด ฉลาด ฉลาด ฉลาด แต่ถ้าผู้ใดฉลาดโดยไปรู้ จุดอะไร อะไร ต่างๆ แล้วก็ไปบึดมั่น ถือมั่นเข้า ไม่ใช่ฉลาดที่ตรงเป้าหมายแต่เดิม แต่เดิมฉลาดที่เป็นเป้าหมายนั้น คือ ฉลาด เพราะรู้เท่าทันในทวารทั้งหก จึงเรียกว่า ฉลาด หรือ ชรายะตนะ รู้เท่าทันในทวารทั้งหก ไม่ใช่ รู้ด้วยโมหะ ถ้ารู้ด้วยโมหะ รู้ด้วยโง่ โง่ มันไม่ใช่ฉลาดนะ อย่างที่ว่า แล้ว อายตนะ มันก็ไม่รู้ หู ตา จมูก ลิ้นกาย มันรับมากระทบ สัมผัสมา มันก็ไม่รู้เท่าทัน มันหลง กลายเป็นหลงไปหมด มันไม่ใช่รู้นะ มันหลง มันงมงาย มันเป็นไปตามเขาปั่นหัวไปหมด ถ้ารู้แล้วก็ถึงจะเอาคำว่า ฉลาดมาใช้แท้ๆ ใช้แท้ๆ ได้เลย ผู้ใดรู้ฉลาดแท้ ขนาดอยตนะ ทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้เท่าถึงใจได้แล้ว ผู้นั้น ก็เป็นผู้ที่มี ปัจจะ มีความรู้แจ้ง และมี ปัจจุปันนะ เข้าถึงความฉลาดรู้อันนั้น ถึงที่สุด รู้ได้แต่เต็ม ความรู้นี้ ไม่ใช่ ภาษา พูดออกมานี่เป็นแต่เพียงสื่อ เป็นแต่เพียงพ่วงแพ ควักภาษาออกมาปั้นเป็นคำพูด ปั้นเป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะให้คุณฟัง ฟังไป เท่านั้นเองมันไม่ใช่ความรู้ที่แท้ไม่ใช่ตัวรู้ตัวนั้น ตัวรู้ตัวนั้นมันอยู่ในจิตของแต่ละบุคคล ของใครของมัน ของใครของมัน ไม่เกี่ยวกับใครเลย ใครรู้ก็คนนั้นได้คนนั้นมีอันนั้น อยู่ในตัวเอง ถึงเรียกว่า ปัจจัตตัง จึงเรียกว่า เป็นการรู้โดยเป็นอัตตาอยู่ที่ตน จริง จริง
อาทิตย์นี้ก็ขอย้อนเรื่อง ปัจจุปปันนังสญาณ มันเกิดขึ้นได้ เพราะเราได้เรียนรู้ ถึงสิ่งที่ได้รู้มาก่อนอย่างนึง เราเรียกว่า อจีตะ หรือ อจีตังสญาณ คือ รู้ในสิ่งที่เป็นอดีต สิ่งที่เราเคยพบ เคยเห็น เคยผ่าน เคยพ้องพานมาแล้วเรียกว่ารู้ โดยที่พ้องพานผ่านมา แล้วเราก็ไปยึดมั่นถือมั่นเข้า ไปจำได้ ไปกำหนดหมายมาแล้วก็ ไปรู้อย่างนั้น อย่างนั้น ถ้าจำได้มาก ก็กำหนดหมายมามาก แต่ยึดมามาก ถ้ายึดแล้วเป็นหลงตามเขาเข้า ก็จะต้องมาเป็นธุระ หรือมาเป็นภาระที่เราจะต้อง ถ้าไปยึดเข้าก็อย่างนี้จะต้องเอาจะต้องมีจะต้องเป็นจะต้องได้อะไรเข้า ก็จะต้องแสวงหา แสวงหา เพราะว่าเราเองเราไปรับรู้กับโลกมาก การไปรับรู้กับโลกมา จะรู้ได้ด้วยจริง หรือ ว่ารู้ได้โดยไม่ได้จริง โดยได้ฟังข่าวเขามาก่อนก็ตาม ฟังข่าวเขามา จนกระทั่งไปสัมผัสเข้ามาบ้าง แล้วก็ไปยึดติดมาบ้าง แต่ฟังข่าวก็มาแล้วก็มาหลงตามเขา ยินดีตามเขา แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นเข้า ไอ้ที่ได้ฟังข่าวเข้ามาเนี่ย ยังไม่พบ ยังไม่เจอ ยังไม่ได้ ยังไม่เห็น อันนี้เรียกว่า อนาคตังสญาณ คุณไปรู้ ไปรู้มาจาก ญาณนี้แปลว่ารู้ ยังเป็น อนาคตะ อยู่ ยังเป็นของที่ไม่มี ไม่มา เราเองยังไม่เกิดผล สัมผัสรู้ แต่เป็นแต่เพียงอนาคต ยังไม่ถึงตัวยังไม่ผัสสะ ยังไม่ครบทวารที่เราจะสัมผัสรู้หมด เพราะว่าสิ่งที่เป็นได้ฟังได้ยินมานั้นจึงเป็นตัวกิเลสแท้ อนาคตจึงเป็นกิเลสมากที่สุด และกิเลสคือสิ่งที่หลอกมากที่สุด เป็นแต่เพียงได้ฟัง ได้ยิน ได้ฟัง ได้ยินเขาเล่าลือ มากล่าวมา ภาษาบาลีจึงเรียกว่า กิระเทสะ มาจากคำว่า กิระ บวก เทสะ ก. สระอิ ร.เรือ นี่นะ กิระ หรือ จิระ ตัวนี้ มันแปลว่า ตัวนี้มันแปลว่าได้ยินได้ฟังมา กิรดังได้ยินมาเคยได้ยินไหม กิระ หรือ จิระ ตัวยี้ ตัวเดียวกัน ที่รักเนี่ยจิระตัวนี้ตัวเดียวกันเหมือนกันภาษาบาลีสองคำนี้ จีระ หรือ กิระ แปลว่ามันได้ยินหูฟังมาแล้ว บวก เอสะ เข้าไป เอสะ ตัวนี้ มันแปลว่า แสวงหา จะได้ไปเที่ยวเสาะแสวงหาไปตามที่เขา ว่ามา เท่านั้นเอง จึงเรียกว่ากิเลส เพราะฉะนั้น กิเลส มันเกิดขึ้นที่อดีต ไม่ได้เกิดที่อนาคต ทีนี้ พอเวลาไปฟังเขามาแล้ว ไปได้ยินมาแล้ว มาแสวงหาดู พอแสวงหาได้รับผล สัมผัส ครบสามทวารเข้าปั๊ป กาย วจี มโน พอสัมผัสครบ ก็จำไว้ จำได้ผู้ที่จำได้นะ น่ะเป็นแต่เพียงจำได้ แล้วจำได้แล้วก็ไม่มี จำได้แล้วก็ไม่มี ไม่มีอะไรสิ่งนั้นไม่มีเป็นแต่เพียงรอย รอยจารึก หรือ รอยจำเท่านั้นเองมันไม่มี แต่เราก็ไปยึด ไปจำ ไปทำความหมาย ไปทำความสำคัญกับมัน ไม่เคยได้กินผลไม้อย่างนั้นเลย พอเขาเล่าเรื่องผลไม้อย่างนี้นี่เป็นผลไม้ทิพย์นะเมืองไทยไม่มีขายหรอก เมืองอื่นสมมุติว่างั้นนะ ได้ยินข่าวว่าผลไม้นี้ก็ยอดกว่า Apple ชื่อ แอปปั้น ก็แล้วกัน ผลไม้ชนิดนี้ชื่อ แอปปั้น ยอดกว่า Apple เขาบอกว่าเนื้อมันดีกว่านะ เนื้อนี่มันดีกว่า Apple ลูกมันสวยกว่า รสมันหอมอะไรต่างๆ นานาว่าไปเลย คุณน่ะ คุณสมบัติ กิระ ใหญ่เลย หมายความว่า ฟุ้งฝอย เล่าลือชมช่อขึ้นมาให้ฟังเชียว คราวนี้ก็ แสวงหาใหญ่เลยเออ ไอ้ที่เขาว่า แอปปั้น นี่มันดีกว่า แอปเปิ้ล มันเป็นยังไงเนาะกิเลสใหญ่เลย พอได้รับแอปปั้นมาหนึ่งลูก เสวยเข้า ได้ เสพเข้า ได้กิน ได้เห็น ได้ ลิ้ม ได้ลอง ได้สัมผัสเข้า มันถึงจิต อ้อ มันดีจริงๆ อย่างนี้ แฮะ แอปปั้น มันดีกว่า แอปเปิ้ล อย่างนี้ จริงๆ แฮะ คนนั้นก็ได้ผ่านสิ่งนี้แล้ว สิ่งที่ว่ามาในอนาคต มันเป็นอดีตเข้า พอเป็นอดีตก็แล้วทีนี้ มันไม่มีหรอกกินแล้วผ่านแล้ว ก็แล้วไปแล้ว สัมผัสแล้ว ก็แล้วไป แล้วนะแต่ยังยกขึ้นมาอยู่นั่นเอง ฟังให้ดีนะ ซ้อนนะ ยกความจำขึ้นมาคิดใหม่ ทุกที ทุกที ยกขึ้นมาคิดสิ่งใดก็เป็นอนาคตทุกที ฟังให้ดีนะตอนนี้อดีตเป็นอนาคตเคยได้ยินบ้างไหมในโลก คือ ความจำ จำได้ นะ สัมผัสนะ ความจำนี่ ไม่มีตัวตนนะ มันจำได้ เพราะได้สัมผัส สัมผัสแล้ว ก็หายไปแล้ว แต่ยังไปจำมันไว้ ยกขึ้นมาคิดเห็นได้ นึกขึ้นมาได้ทีใด มันไม่ใช่อันนั้นนะ มันไม่ใช่ความจริงนะ มันเป็นแต่เพียงจิตทำงาน ฟังดูดี ดึี มันเป็นแต่เพียงจิตทำงาน จิตทำงาน มันไม่มีรสนะ คิดถึงรส แอปปั้น ที่ว่านี่ เคยกินไปแล้ว อาทิตย์ที่แล้ว แล้วคุณกำลังนึกถึงรสแอปปั้น ที่กินอาทิตย์ที่แล้ว ไม่มีรสนะ ฟังดูดี ดี ไม่มีรสนั้นนะ แต่คุณวาดภาพไว้ที่จิต ตามความจำของคุณนะ ะแหมแอปปั้นมันรสอย่างเงี้ย รสนั้นเป็นอย่างไร คุณก็เทียบเคียง คล้าย Apple คล้าย Apple หน่อยๆ หรือว่า คล้ายอะไร ก็แล้วแต่ที่คุณจะ เอาองค์ประกอบหรือ ปัจจัยที่จะมาเทียบเคียงว่า มันคล้าย อย่างนี้ อย่างนี้ หอม หอมเหมือนกันกับดอกกุหลาบ รส เหมือนกับ แอปเปิ้ล กลิ่น ๆ เหมือนกับ ส้ม อะไรก็ตามแต่ สมมติ นี่สมมตินะ สมมุติว่ามันมีอย่างเงี้ย กลิ่นมันคล้ายๆ กับส้มรสมันคล้ายๆ กับ Apple หอม หอม เหมือนกับ ดอกกุหลาบ คุณเทียบเคียงทั้งนั้นเลย แท้จริงตัวนั้นไม่มี ตัวนั้นไม่มีหรอก คุณคิด คิดขึ้นมา แล้วคุณจะเอาความคิดของคุณเนี่ยเจาะลงไปที่ตรงนั้นน่ะ ความคิดของคุณนี่ รวมแล้วมันคล้าย คล้าย นี่ มันก็เหมือนหัวมงกุฏ ท้ายมังกร หัวเป็นกิเลน ตัวเป็นม้า หางเป็นงู นาค อะไรก็ตามแต่ ลงขึ้นมา อ้อ เหมือนม้ามังกร ตัวนี้ นี่แหละ เราเรียกว่า แอปปั้น อย่างนี้ คล้ายอย่างนี้ นะ แอปปั้น นี่ รสมันอย่างนี้ รส มันเป็นอย่างนี้ แล้วคุณก็สมมติขึ้นมาว่าเป็นอย่างนี้ ที่จริงสิ่งนั้นยังไม่มีตัวจริง ยังไม่มีตัว แอปปั้น ยังไม่ได้สัมผัสเข้าไป ที่จิตหรือที่ปากคุณลิ้นก็ยังไม่ได้แตะ มันไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่ใช่ปัจจุบันเลย เป็นแต่เพียงคุณไปคิดเอาความจำได้ จำได้ มันเป็นอย่างนี้แล้ว คุณจะคิดแต่สิ่งที่คิดอันนั้นน่ะ เป็นแต่ลมๆ แล้งๆ เป็นจิตที่คุณคิดไม่มีจริงเลยนะไม่จริงๆ อ่ะ ปัจจุบันเหลือแอปปั้น ก็ไม่มีแล้วคุณก็รอลง ไอ้อำนาจอันนี้ เมื่อคุณยึดเข้า ติดเข้า แหม ต้องไปเอาของจริงมาให้ได้ หา แอปปั้น ใหญ่ เพื่อที่จะได้เอามากินด้วยกัน เอามา เพราะว่า ติดเข้าไปแล้ว คุณก็ต้องเสาะแสวงหา อดีตตัวที่จำได้เนี่ยยกขึ้นมาทีไรคิดทีใด เป็นอนาคต คือเป็นของที่ไม่มี อนะ บวก อาคตะ อาคตะ หมายความว่า เป็นไป อาคต อนะ แปลว่า ไม่ อนาคตะ มันไม่ได้ไปไหน มันไม่มี ไม่มีอะไร อนาคตะ มันไม่มีอะไร อนาคตะ มันไม่มีอะไร มันยังไม่เป็นตัว เป็นตน ยังไม่มีสภาวะธรรมที่จริงในปัจจุบันนั้น ยังไม่มีเลย ยังไม่รู้ถึงสิ่งนั้น ยังไม่มี มีแต่สภาพจิต ไปคิดเอา ันเอา เอาความจำ เอาความคิด เอาความเพ้อ เอาอะไร ก็ตามแต่ เข้ามาใส่อันนั้น ไว้เท่านั้น ปั้นรูปร่างลอยลมขึ้นมา ปั้นรูปร่างลอยลมขึ้นมาเท่านั้นเอง เป็น อนันคตา เป็น อนาคตะ เป็น อนาคต เพราะฉะนั้นการเกี่ยวพันกันระหว่าง อดีต อนาคตเกี่ยวพันกันอยู่เสมอ ทีนี้เมื่อคุณไปแสวงหาแล้วจะได้แอปปั้น มา อ่า ได้แล้ว แล้วคุณก็สัมผัสมันเข้าไปเลยทั้งหมดขณะที่สัมผัสเป็นปัจจุบัน สัมผัสแล้ว เกิดขึ้น ตอนที่สัมผัส พอสัมผัสแล้วก็ผ่านไป ผ่านไป ก็ไม่มีอีก ไม่มีอีก หมด ในขณะที่สัมผัสอยู่ตอนนั้น เป็นปัจจุบันนั่นเทียว แหละ ถ้าจะจริงก็จริงแค่นั้นเอง ถ้าจะจริงก็จริงแค่นั้นเอง นอกนั้น ไม่มีจริงแล้ว นอกนั้นก็ผ่านไป คุณได้ แอปปั้นมา ก็เคี้ยวกิน ก็เคี้ยวกิน แล้ว แอปปั้นก็ กลืนหายไป ก็ไม่ได้กลายเป็นแอปปั้นแล้ว กลายเป็นธาตุในนี้แล้ว กว่าจะถูกพลังงานอันนี้ กว่าจะย่อยจะแปรสภาพ อะไร ต่ออะไรกัน ก็เรื่องของมันแล้วไปแล้ว แล้วทีนี้ มันก็จแปรสภาพ ทำงานของมันไปอีกต่างหาก ปัจจุบันก็มีอยู่แค่เท่านั้นเอง เสร็จแล้วเราก็ไปจำมันไว้อีกยิ่งทำบ่อย เสพคุ้นเข้าเรื่อยๆ เรียกว่า ปฏิเสวนา เสพคุ้นเข้าเรื่อยๆ พอเสพ ปฏิเสวนามากขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิด อธิวสนา เกิด อธิวาสนา นั่นเอง ก็สั่งสมลงยึด ลงอยู่ เข้าติดเลย เป็น อาวาส เลย อาวาสนัง คือ วาสนา พูดเป็นภาษาไทยๆ เป็นวาสนา อธิ แปลว่า ยิ่ง อธิวาสนา ยิ่งปฏิเสวนา ยิ่งไป ซ้อย้อนย้ำ ซ้ำ การคบ การคุ้น การพยายาม อยู่กับมันให้ซ้ำแซะมากเท่าใด เราก็ยิ่งเกิดติด เป็นตัวเป็นตนเป็นรูป เป็นแบบ เราเป็นสิ่งนั้นมากขึ้น วาสนาเราเป็นสิ่งนั้นมากขึ้น มันอยู่กับเรามากขึ้น วาสนามันเป็นสิ่งนั้นมากขึ้น หรือเราอยู่กับมันมากขึ้น จะเป็นอย่างนั้นไปหมด เพราะเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งต้องแสวงหาใหญ่ เพราะฉะนั้น เสพ แอปปั้น เสมอๆ ก็ยิ่งติดใหญ่ ติดใหญ่ ไอ้เสพคุ้นใหญ่ ก็ยิ่งติดใหญ่ ไล่ไม่ออก ละไม่ออก กันใหญ่เลย สภาพที่อธิบายนี้ อธิบายเพื่อที่จะใช้ภาษา ฟังภาษาที่อาตมาพูดเนี่ยฟังแล้วก็พยายามตะล่อมๆ ที่อาตมาพยายามชักจูงให้เข้าไปหา ผู้เพื่อที่จะให้คุณมีความรู้สึกหรือความคิดเข้าไปสู่จุดที่อาตมาหมายจะให้คุณเข้าใจ คุณต้อง คิด คิดตามตอนฟังให้ดี นะอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเออ ภาษานี่พูดไม่เหมือนเขา ไม่เหมือนคนนั้นคนนี้ อย่าไปคิดอย่างนั้น ถ้าคุณมัวแต่คิดว่าภาษานี้พูดไม่เหมือนเขาแล้ว คุณเข้าใจภาษาที่อาจมาพยายามจะจูงภาษาให้คุณเข้าใจไม่ได้เลย คุณก็เข้าใจไม่ได้ คุณก็ฟังไม่รู้เรื่อง มันฟังไม่รู้เรื่อง ก็เท่านั้น ยิ่งเอาคนอื่นมาเถียง เคยจำได้ มาฟัง แล้ว มาเถียงมาแย้ง อะไร ต่ออะไรอยู่ มันยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ เพราะมันเรื่องยาก เรื่องลึก สิ่งที่อาตมาเอามาพูด มันเรื่องยาก นะ เพราะงั้น ถ้าผู้ใด ยังไม่รู้เท่าทันปัจจุบัน ก็คือ ผู้ที่ยังหลงในอดีต และอนาคตอยู่ตลอดกาล ตลอดกาล ผู้ใดจะเกิดปัจจุปปันนังสญาณ เกิดรู้ เกิดญาณรู้ เกิดรอบรู้ รู้เท่าทันในปัจจุปปนังสะ รู้ในปัจจุบัน องค์ของปัจจุบันอันนี้ สภาพ สภาพธรรมของปัจจุบันอันนี้จริงๆ แล้วละก็ เพราะฉะนั้นสบายมากแล้ว เขาไม่พูดกัน คุณได้ยินแต่ อนาคต ได้ยินแต่อดีต แหม คนนี้ระลึกถึงอดีนได้ คนนี้ระลึกไปถึงอนาคตได้ ระลึกถึงปัจจุบัน ไม่พูดกันหรอก เพราะผู้ ระลึกถึงปัจจุบันได้นั้นหรือรู้จริงเป็นจริงในปัจจุบันนั้นเป็นคนที่เก่งเยี่ยมยอดกว่าคนที่ระลึกอดีตได้ เป็นคนที่เก่งเยี่ยมยอดเป็นคนที่ระลึกถึงอนาคต วาดอนาคตหรือว่ารู้อนาคตได้ เป็นคนที่เก่งกว่า ฟังดูดีๆ นะเก่งกว่า เก่งเยี่ยมยอดเลย และเป็นประโยชน์ที่สุดด้วย เป็นประโยชน์ที่สุดด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะพูดด้วยปัจจุบัน คุณมาดูหมอ เพื่อที่จะ ดูอดีต หรือ ว่า ดูอนาคต แต่ถ้าคุณจะมาดูหมอ กับผู้ที่มี ปัจจุปันนังสญาณ ก็จะไม่ดูอดีตคุณ จะไม่ดูอนาคตคุณ ก็จะบอกว่าเป็นยังไงล่ะตอนนี้สบายดีไหม ฟังดีๆนะเป็นไงตอนนี้สบายดีไหม ไม่ดีนะครับไม่สบาย แล้วดูปัจจุบันแล้วนะ ไม่สบายเป็นยังไง ไม่สบายด้วยเรื่องอะไร มันเป็นยังไงเราบอกหัวใจว่าไม่สบายเป็นยังไงตอนนี้ก็จะบอกออกมาหัวใจตอนนี้มันถูกผ่าเป็น 8 ห้องซะแล้วห้องที่ 1 ไปบรรจุไอ้ขี้กระโล้โท้ อันนั้นไว้ ห้องที่สองไปบรรจุไอ้ขี้กระโล้โท้อันนี้ไว้ ห้องที่สาม ที่สี่ ไปบรรจุไอ้ขี้กระโล้โท้อันนี้ไว้หมด ถ้าคนที่เข้าใจตัวเองก็จะบอกอย่างนี้ แต่ทีนี้ คนที่ไม่เข้าใจตัวเอง มาหาหมอที่จะ ทายปัจจุปันนัง ไม่ใช่ทายอนคต หรือ ทายอดีตนะ แต่จะทายปัจจุบันเข้า ก็จะบอกไม่ถูก ไม่รู้สิครับ ที่นี้หมอที่เป็นผู้ทายปัจจุบัน ก็จะถาม ต่อไปเรื่อยๆไอ้ไม่รู้ที่คุณว่าเนี่ยเมื่อวานนี้คุณได้กินข้าวไหม อ้าจะถามถึงอดีต ไม่ได้กินนะครับ กินก็เป็นข้อมูล คุณไม่กินข้าวแล้ว คุณไม่สบายตอนนี้ เมื่อวานนี้คุณ เจอใครบ้างล่ะ คบกับคนนู้น คนนี้บ้าง แหมมีเรื่องกัน ทะเลาะกันมันไม่ตกลงกันเลยเรื่องนั้น เรื่องนี้ สาธยายออกมาใหญ่ หมอก็จะรู้โรค จะรู้โรคขึ้นมาเรื่อยๆ แหละ พอเห็นอดีต อนาคตทั้งนั้นแหละ ก็ตะล่อมเข้า มา คะล่อมเข้ามาก็บอก ก็ตุณไป อ่าทะเลาะกันมาเป็นอดีต ก็พยายามบอกให้กลับกลาย หมอนี่ก็จะพยายามรู้อดีตของเขาให้ได้ รู้อาคตของเขาให้ได้ เพื่อที่จะทำปัจจุบันให้แก่คนนี้ เพื่อจะทำปัจจุบันให้แก่คนนี้ เพราะปัจจุบันนี้แหละทุกข์ กับปัจจุบันนี้แหละสุข ถ้าปัจจุบันนี้วาง ซะแล้วรู้เท่าทันจิต เพราะมันจิตมันทุกข์เพราะมันเป็นยึด จิตมันสุขเพราะมันวาง มันปล่อยมันเฉยๆ หรือสุขหลง เอาความจำ เอาความที่ไปสำคัญเข้า ไปตามความหมายของตัวเองที่ไปยึดเอาไว้นั่นแหละ เอามาวิจัย สิ่งนี้เรียกว่า ภพ เรียกว่า วิมาน เรียกว่า จิต จิตนิยม เรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ว่า จิตนิยม จิตมันไม่มีตัวตน แต่ตัวเองไปสมมติเข้า ไปมั่นหมาย ไปคิดว่ามันสำคัญ แล้วก็เอามาจำ เอามาจำแล้วก็เอามายึด เอามายึดจึงกลายเป็น ภวตัณหา จิตนิยม เป็นสิ่งที่เขาเองหลง แล้วก็พยายามไม่ลืม พยายามย้ำยืนยันเอาไว้ ถ้าได้อีก ปั๊ป ก็จำแม่นขึ้น แม่นขึ้น แล้วก็พยายามอยากได้เพิ่มขึ้นอีก ก็ เป็นทุกข์ของตัวเองนะแหละ หลงเป็นวรรค เป็นเวรอยู่อย่างนี้ จึงไม่รู้ปัจจุบันสักที ไม่รู้ปัจจุบันสักที นี่ อธิบายนะ ภวตัณหา เมื่อกี้นี้นั่นนะ เป็นกามรส เป็นกามารมณ์ เสพแอปปั้นกินที่ลิ้น แหมแตะลิ้นเข้าไป กลิ่น รส อะไร อร่อย นะ ขณะปัจจุบัน มันทำไหมละ เสพกาม เป็นกามารมณ์ เสร็จแล้ว ผ่าน ไปแล้วก็ยังกลับมากรุ่น มาสบาย สุข สุขอย่างนี้ เรียกว่า สุขหลอก ไม่ใช่ สุขจริง แต่ถ้าคนไหนสุขจริง มา มาแล้ว เป็นปัจจุบัน ไป แล้วก็ว่าง เป็นปรมังสุขขัง สบาย พัก ว่าง ไม่มีงาน ไม่ร้อน ไม่ลำบาก ไม่ลำบนอะไร เฉย ไม่ได้จด ไม่ได้จำด้วย รสอย่างนี้ ไม่ได้จด ไม่ได้จำ ไม่ทุกข์ แล้ว ไม่เอามาหลงสุขด้วย ไม่ได้ทุกข์ แล้ว ไม่ได้เอามาหลงสุขด้วย เฉยๆ ผู้วางอย่างนี้ จึงเป็นผู้เข้าถึงปัจจุบัน แม้รู้ปัจจุบัน ถ้าขณะใดกำลังกินแอปเปิ้ล หรือ กินแอปปั้น อย่างที่ว่า เมื่อกี้นี้ ก็แอปปั้น กลิ่นอย่างนี้ รูปอย่างนี้ ก็อย่างงี้ ก็อย่างงี้ ถ้าไม่ได้กินก็ช่างหัวมันปะไร แต่ถ้าคุณไปจำเป็นรส เป็นกลิ่น เป็นสัมผัสอะไร อะไรอะไรอยู่ แล้วก็ติด จึงจะต้องมีภพติดอยู่ที่จิต ตลอดเวลาเพราะไม่หายไป เพราะว่าปัญหาไม่หายไป จึงจะต้องพยายามฟื้นเขี่ยขึ้นมาให้เกิดชาติ ให้เกิดการแสวงหา ให้เกิดการดิ้นรน ให้เกิดการมีความยินดีปรีดา หรือไม่ยินดีปรีดาขึ้นใหม่ ในโอกาสข้างหน้า เพราะฉะนั้นผู้นี้ โลกหน้า หรือ ภพหน้า จึงไม่ดับสูญ เพราะทางจากปัจจุบัน ไม่เข้าใจปัจจุบัน ไม่เข้าใจปัจจุบัน ตัวจริง ตัวจิต มันไม่รู้ รู้ ความจริงตามความจริงเฉยๆ มันไปยึด มั่นหมาย มันไปหลงเป็นสุข เป็นทุกข์อยู่ตลอด เวลา คนนี้ จึงไม่ได้ ปัจจุบันสักที และไม่ได้ปัจจุบันสักที ปัจจุบันตัวใด ตัวใด ก็ตัวนั้นแหละ แล้วก็เลิกกัน ไม่มีอ่ะ วันนี้พูด อย่าไปแล้วก็อย่าไปฟังผิดนะ ฟังไปแล้วก็อะไรๆ ก็ไม่มีก็หวานเลยวันนี้ก็เดี๋ยวจะไปฆ่าคน ไม่มีปัจจุบันอย่างนั้นเราก็เลิกแล้ว ฆ่าตัดตอนซะ แล้วก็เลิก ไม่มี ไม่มี เรื่องนี้ไม่จริงนี่ ฆ่า ก็ ฆ่าทิ้งไปแล้วนี่ เลิกกัน ถ้าใครเขามาจับ ก็บอก ไม่มี ไม่มีความจริง ฆ่าเขาใช่ไหม บอก ไม่มี ไม่ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive