591026_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ อย่างไรคือพอเพียงตามพ่อ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591026_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ อย่างไร คือพอเพียงตามพ่อ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดินว่า...วันนี้ เป็นวันพุธที่ 26 ตุลาคม 2559 แรม 10 ค่ำเดือน 11 ปีวอก วันนี้เราเริ่มรายการ โดยเลขมงคล 15.52 น. เพราะว่า ต้องจบก่อน 6 โมงเย็น รายการจะได้ไม่หายไปตอนท้าย เพราะมีเคารพธงชาติ ตอนนี้งานหลักของชาวสันตินาคร ก็คือการทำกระทงใบตอง ทีมแพทย์วิถีธรรมก็ระดมกันมา จองวันที่ 28 เลย มาช่วยแบ่งเบา ปฐมอโศก สันติอโศก ที่เป็นกำลังหลักสลับเช้าและบ่าย ก็คงทำไปเรื่อยๆ เป็นการเก็บข้อมูลที่เราจะค่อยๆ ทำกันไป มีคนถามว่า “พ่อครูจะให้ทำไปนานเท่าไหร่ ครบ 100 วันไหม” พ่อครูบอกว่า “ให้ดูปัจจุบัน” ก็ค่อยเซ็ททีมเครือแห ชาวอโศกกันมา ยังประทับใจงานเทศกาลกินเจที่อุทยานบุญนิยม มีศิษย์เก่ารวมกันถึง 80 กว่าคน คนหนุ่มสาวมีกำลังเหลือเฟือทดแทนผู้ใหญ่ได้ดีมาก ก็ขอส่งข่าวถึงต่างจังหวัด ว่าใครจะมาก็ขอให้แจ้งบอกมาที่คุณดินนา หรือคุณบุสดี ที่สันติอโศก เพื่อที่เขาจะได้จัดวางตาราง วางแผนการทำงาน ก็จะได้ทำกันได้ถูก ส่วนงานทางด้านทำโรงบุญ เราก็เคลื่อนตัวต่อไป ทางนามธรรม พ่อครูก็พยายามทำนามธรรมไปด้วย เมื่อวานพ่อครูพยายามย้ำ และจบที่ตัวปัญญา ปัญญาจะต้องเกิดจากสัมมาทิฏฐิ มีการเดินมรรค ทั้ง 7 องค์ คือเมื่อชีวิตเรายังไม่ตายก็ต้องมีการคิดการพูดการกระทำ มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ เมื่อวานเราจบที่เวทนา 108 อาตมาว่า...ก็ขอย้ำ ก่อนจะเข้าสู่ความรู้ทางธรรมะ ตอนนี้อธิบายธรรมะ ดิ่งลึกละเอียดเข้าไปถึงปรมัตถ์ ขออภัยที่ต้องกล่าวว่ายังไม่เคยมีใครมาเจาะลึกอย่างนี้ ที่พูดนี้ไม่ได้หลงตัวหลงตนอะไร มีสติสัมปชัญญะดีอยู่ ก็รู้ตัว อ่านจิตตนว่า ตนมีความอยากอวดอยากโอ่หรือไม่ แต่ก็ย้ำยืนยัน ถึงความจริง เป็นการศึกษาวิชาการเท่

อ่านต่อ

านั้น ไม่ได้บรรยายด้วยการเอากิเลสมาพูดกันไปเลอะเทอะ ทุกคนตอนนี้ ชาวอโศก อาตมาได้พาไป แม้แต่ได้พาไปชุมนุมประท้วง เพื่อที่จะให้พลังของความไม่ดี พลังของความไม่พัฒนาไม่เจริญ เป็นพลังที่มนุษย์ได้กระทำกันอยู่ในประเทศไทย ในด้านการเมือง อาตมาก็ได้พากันออกไปต้าน ไปประท้วงเพื่อจะให้ด้านโน้นเขาสงบเขาหยุด ก็ได้ผลอยู่มาแล้ว ดีแล้ว ก็สงบลงได้ ก็มีคะแนนว่าเราชนะ เขาแพ้ไป สำเร็จไปแล้ว ใช้อาวุธคือธรรมาวุธ ความสงบ ไม่ได้ใช้อาวุธอื่นเลย ใช้ความจริงใจ ใช้ความเมตตาปรารถนาดีจริงๆ แสดงออกทางกายกรรม วจีกรรม เท่าที่เราจะแสดงออกด้วยความจริงใจ เราปรารถนาดีอย่างนี้จริงๆ ไม่อยากให้คุณทำบาป กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วมันเป็นนรก เป็นสิ่งไม่ดีไม่งามตามสัจจะ ศาสนาใดๆ ก็มี นรกและสวรรค์ นรก คือ อะไร ก็อธิบายให้ชัดเจน ผู้ที่ได้รับฟังก็จะเกิดความเข้าใจ เป็นการเผยแพร่ศาสนา ทำกันอย่างมีประโยชน์ เหตุการณ์เหล่านั้นผ่านมา เป็นการได้กำจัดความเลว แต่ขณะนี้ เราไปนี้ ไม่ได้ชุมนุมประท้วง แต่เพื่อ จะทำคุณงามความดี มีนัยสำคัญ ตรงกันข้ามกับการไปชุมนุมประท้วงครั้งก่อน เราไปปราบปรามความเลว ก็ได้ความร่วมมือพร้อมเพรียงของคนไทยและชาวต่างชาติด้วย คราวนี้เราก็มาทำเพื่อจะเชิดชูส่งเสริม คุณงามความดี ของสมเด็จพ่อของประเทศไทย ที่ได้ทำไว้เอามาย้ำยืนยัน ให้คนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ตอนนี้สื่อสารโทรทัศน์นี้ออกไปทั่วโลก ก็ขอประกาศว่า ผู้ใดที่จะมาร่วม แม้ไม่ใช่ชาวอโศก หรือกองทัพธรรมเท่านั้น แต่รวมกันทั้งหมดเลยทั่วประเทศ ทุกกลุ่มหรือรวมกันที่สนามหลวง ไปมีจุดเป้าหมายร่วมกัน คือ การแสดงออกซึ่งกุศลธรรม แสดงออกจุดสำคัญ คือ มาแสดงการเสียสละการให้ ๆๆๆ ไม่มีใครแสดงออกความโลภ และการขัดแย้ง หรืออาจจะมีบกพร่องบ้างเล็กๆ น้อยๆ กิเลสเขาอดไม่ได้ ก็แสดงถึงความมักได้บ้าง ก็เป็น Error สามัญ นอกนั้นมีแต่คนเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือรวยก็มารวมกันแสดงออก เป็นเรื่องประหลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นอย่าตกขบวน มารวมกัน อย่าเป็นคนที่ไม่ตื่น ไม่รู้เรื่องอะไร ก่อนจะได้สาธยายต่อก็ขอคุยกับ SMS

SMS วันที่ 25 ตุลาคม 2559 _ 0845818xxx "คุณงามความดี และเสียสละอันยิ่งใหญ่" พระพุทธองค์ และพระศาสดาทั้งหลายได้แผ่ความรักความเมตตาของท่าน ไปสู่ผู้คนทั้งหลาย ด้วยการสั่งสอนชี้ทางสว่าง เพื่อให้เขารู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต เพื่อให้ชาวโลกสามารถดับทุกข์ ทั้งหมดคือ "ปณิธาณ" ที่พระองค์ทั้งหลายได้ตั้งไว้ คนที่มีปณิธาณอยู่ในระดับสูง คือ ผู้ที่มีจิตใจเต็มไปด้วย "การให้" และปราถนาที่จะเสียสละทุกอย่าง เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ปณิธาณขั้นสูงสุดนี้ เป็น "ปณิธาณ" ของพระพุทธะอริยะ และจอมปราชญ์ทั้งหลาย ผู้รู้ซึ้งถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต

_0893809xxx การที่คนเราจะประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยความขยัน "การเรียนรู้และการปฏิบัติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" ไม่ว่าคำพูดของใครจะยิ่งใหญ่แค่ไหนสวยงามแค่ไหน การกระทำของเขาเท่านั้นจะเป็นเครื่องตัดสิน สมกับคำพูดที่ว่า "การกระทำย่อมก้องกังวานไปไกลกว่าคำพูด" ตอบ...อาตมาในปางนี้ตกในฐานะที่เป็นคนพูด ซึ่งต่างจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเราแน่ พระองค์ทรงอยู่ในฐานะประพฤติ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมครบหมด ท่านเป็นผู้บริหาร ท่านจึงต้องไปทั่วทุกถิ่นประเทศไทย เท่าที่ท่านจะไปได้ถึง ซึ่งจะหาพระเจ้าอยู่หัว หรือพระเจ้าแผ่นดินที่จะทรงงานขนาดนี้ นาน ๆ ไม่ใช่แค่ 100 ปี หลาย 1,000 ปี ไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ อย่างนี้แหละ คนจริงที่มีพระคุณสมบัติที่เพียบพร้อมอย่างนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ สรุปแล้วในหลวง เป็นผู้ที่มาทรงงานทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ส่วนอาตมาน้ำหนักไปทางวจีกรรม ซึ่งการกระทำย่อมก้องกังวานไปไกลกว่าคำพูด ชัด ๆ เลย แต่อาตมาอยู่ในฐานะที่เป็นผู้พูด จะไปแบกหามก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำได้ แค่พูด คนยังไม่ค่อยฟังอาตมาเลย ซึ่งต้องพิสูจน์ ว่าเป็นสัจธรรมที่เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ชัด ๆ เท่านั้น คนมีปัญญาจะรู้ คนมีปัญญาจะรับได้จริงๆ อยากพิสูจน์จริง ๆ ว่า ยุคนี้มีน้อยคนที่จะรับโลกุตรธรรมตรงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่ายุคต่อไป จะมีความเสื่อม คนจะรับโลกุตรธรรมได้มีจำนวนน้อย ท่านเปรียบเทียบว่า เล็บจิกไปในดินมีขี้ดินติดซอกเล็บ ก็มีน้อยเทียบกับดินในปฐพีนี้ ฟังดูยิ่งกว่าเขาโคกับขนโค แต่ดินนี่ จะมีกี่เม็ดติดเล็บเทียบกับแผ่นดินทั้งหมด มันไกลลิบเลย อาตมาจึงเข้าใจ ถ้าคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว โลกุตรธรรมนี้ มีค่ามากเทียบกับโลกียะแล้วในราคาต่อหน่วยเทียบ Demand Supply แล้วราคาแพงจริง ๆ แต่อย่างไรก็ต้องทำเพราะเห็นอยู่แล้วว่ามีคนรับได้ สำคัญ คือมันได้ช่วยมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

_0893867xxx จนท.กู้ชีพจิตอาสา อปพร.รปภ.ตร.ท.นพ.พยบ.นร.นศ. คือ กองทัพคนใจบุญ ก่อสร้างพลังสามัคคีเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ลูกไทยก้าวตามรอย ร 9 เสริมส่งแผ่นดินพ่อฯ ยั่งยืนยง! _0893867xxx เพราะต้นไม้ที่พ่อฯ ปลูก คู่กับแม่ฯ ที่รักป่าไม้ ทำให้ลูกไทยได้สูดอากาศดี ๆ ไว้หายใจ! เพราะต้นน้ำที่พ่อฯ สร้างคู่กับแม่ฯ ที่รักษ์ป่าทำให้ลูกไทยได้แหล่งน้ำใช้อุดมสมบรูณ์! ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ _0822712xxx มีการรับบริจาคช่วยโรงบุญมั้ย และช่วยแรงงานด้วยมั้ย ไป-กลับ หรือค้างครับ? ตอบ...ต่างคนต่างมาเสียสละ ถ้าใครจะมาบริจาคโจ่งแจ้งมันน่าเกลียด คุณทำได้จริงใจก็พยายามหาวิธีเอา จะไปทำต่อหน้าประเจิดประเจ้อนั้นไม่ดีไม่งาม คุณเจตนาดี เราก็ทำเต็มที่ไม่ยักไว้หรอก มันบาป เราทำอย่างซื่อสัตย์ ก็คือช่วยบริจาคได้ และก็ช่วยแรงงานได้ด้วย ทั้งที่สันติอโศกและไปที่สนามหลวง ไปกลับหรือจะค้างก็ได้ มาที่สันติฯ ก็พักได้ ดีมากเลยมีน้ำใจอย่างนี้ แสดงออกที่ชัดเจนว่าไม่มีใครไปบังคับใคร หรือแม้แต่ใครจะมาโฆษณาหว่านล้อมก็ไม่มี มีแต่สัจจะแสดง คนเห็นสัจจะมาด้วยอิสระเต็มใจมาก็มา ไม่เต็มใจก็ไม่ต้องมา มันชัด ๆ เลย เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่เป็นปรากฏการณ์ที่อาตมาว่า เราได้ร่วมในยุค แล้วเราจะได้ร่วมกุศลอันยิ่งใหญ่อันนี้ด้วย หาโอกาสไม่ได้ง่าย ๆ

เข้าสู่เนื้อหาของสิ่งที่เกิดขณะนี้ ที่พระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงพระราชทานเรื่องให้ปฏิบัติแบบเศรษฐกิจพอเพียง Sufficiency คือ พอ อธิบายใจก็ คือใจพอทั้งที่ศัพท์นี้ของอังกฤษจะเป็นโลกุตระหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เอามาอธิบายได้ ใจเราก็พอ วัตถุเราก็มีแค่นี้ก็พอ ดูแค่นี้ก็พอ เหลือจากนี้ก็สะพัดออกไป ให้อ่านอาการใจเรา ใจเราได้เท่านี้ ได้อาการที่เหน็ดเหนื่อย แค่นี้ก็พอ หรือเราสามารถอนุโลมเราได้ว่า เรายินดี ถ้ามากกว่านี้เราจะเสื่อมทางปรมัตถ์ จะเกินเขตที่เราจะดึงไว้อยู่ กลายเป็น อุพเพงคาปีติ จะแรงไป เสียหายต้องหยั่งลงพอประมาณ ถึงขีดนี้คุณต้องหยุดอย่าให้มากกว่านี้ ภาษาที่ท่านกำหนดไว้ ก็คือ อภิปโมทยังจิตตัง ให้จิตร่าเริงยินดี ประมาณใดประมาณหนึ่งของแต่ละคน ไม่ใช่ทำจิตหม่นหมองเศร้าสร้อย ทำจิตให้ร่าเริงเบิกบาน แต่อย่าให้ร่าซ่า คือ เกินขีดให้น้อยไว้ อย่าให้ไปเสพติดอาการ อย่างพวกหลงใหล อบายมุขติดกีฬา เส้นสมองจะแตกตาย เป็นพลังงานที่อัดแน่นเกินไป อีกหน่อยเส้นสมองจะแตก เส้นเลือดในสมองจะแตกตาย ถึงขั้นสรีระระเบิด แม้แต่ไม่ถึงขั้นนั้นการเป็นนามธรรมก็ขาดตอน ตายได้ทันทีช็อคได้ Sufficiency ความพอเพียง ทำอย่างไรเราจะทำให้ใจของคนพอเพียง มีสันตุฏฐีธรรม ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sufficiency คือ มีขีดพอ พอแล้วมันหยุดไม่เอาต่อ วัตถุก็ไม่เอาต่อ จิตก็ไม่เกิดอยากได้ต่อ เรียกว่า พอเพียง ใจที่พอเรียกว่า สันโดษ หรือสันตุฏฐี กิเลสไม่มีพลังที่ต้องการเอาเพิ่มจากนี้ ไม่มีกิเลสที่จะเอาเพิ่มจากนี้ เป็นอาการของพลังงานทางจิต ทฤษฏีที่จะเรียนรู้ศึกษาฝึกฝนอบรมให้จิตใจของเรา ให้เกิดจริงเป็นจริง ให้มันพอ เอาน้อย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องเอามาก ให้ความจริงเหล่านี้เกิดได้ ให้ศึกษาพุทธศาสนาจากสัมมาทิฏฐิ ด้วยการเรียนรู้ ธาตุรู้ เวทนา สัญญา สังขาร สัญญา กับ ปัญญา สัญญาเป็นการกำหนดหมาย รู้ได้ ต้องมีคุณสมบัติรู้ รู้ชัด รู้การเสื่อมหรือเจริญ รู้กิเลสรู้การกำจัดกิเลส มันลดลงจริง ๆ รู้อินทรีย์พละของมัน ว่ามันเบาบางลงหรือมากขึ้น มีสติปัญญาอ่านออกด้วยความเข้าใจเฉลียวฉลาดที่รู้อันนี้ สัญญาจะสั่งสมเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธาน เป็นต้นทุนอันแรก พอไปปฏิบัติมัคคังคะ ในมรรค 7 องค์ ปฏิบัติในขณะทำกรรมกิริยาการพูดการคิด ก็ต้องสามารถทำธรรมวิจัย อ่านอาการจิต ขณะทำงานอาชีพเลี้ยงชีวิตเลี้ยงครอบครัว ก็สามารถวิจัยแยกแยะ อกุศลจิต คือ จิตในจิต แล้วอ่านได้อย่างคมชัดแม่นไม่ผิดเพี้ยนไม่แปดเปื้อนอย่างอื่น สมณะเดินดินว่า...เมื่อเกิดการขัดแย้งทำอย่างไรเราจะจับอกุศลเหตุได้ อาตมาว่า...ประสิทธิภาพของธาตุรู้ ที่เรียกว่าสัญญาธาตุ มีลักษณะทำงาน มีหน้าที่กำหนดรู้ หยาบ กลาง ละเอียด ลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้มีมากหรือน้อย ใหญ่หรือเล็ก ถูกหรือไม่ถูก กำหนดถูกได้สัมมา ก็คือตรงตามพระพุทธเจ้าสอน ตั้งแต่รู้ก็มาเป็นพลังงานสะสมในทิฏฐิ ยิ่งกำจัดกิเลสได้ ตัวรู้ก็สั่งสมไปเป็นปัญญา เป็นทิฏฐิที่เต็มรอบ เป็นปัญญินทรีย์ ไปเรื่อยๆ จนเป็นผลเต็มเรียกว่าปัญญาพละ หรือปัญญาผล เป็นผลเต็มขั้นที่ 3 ปัญญาก็เกิดการเจริญด้วยลักษณะเช่นนี้ ปัญญาจะเกิดจากกำหนดรู้แต่ภายในเฉยๆ ไม่ครบ นั้นมีแต่เพียงสัญญา โดยเฉพาะปฏิบัตินั่งหลับตาอยู่ในภพ ไม่ได้ออกมามีการรับรู้ ทางทวารนอกเลย ก็ไม่รู้สมมุติสัจจะที่มีทั้งคน สัตว์ พืช ดิน น้ำ ไฟ ลม สารพัดอย่าง ทั้งอาการ กรรมกิริยาของคน ของลม ไฟ น้ำ คน กิริยาอาการของคนสัตว์ต่างๆ นานา คุณไม่ได้รู้สิ่งเหล่านี้ ได้แต่นั่งกำหนดในภพ ขาดสิ่งเหล่านี้มหาศาล ก็ได้แต่ภพแคบๆ แล้วดึงอดีตมาปรุงแต่งกำหนดรู้ ตั้งสิ่งที่คิดมาใหม่อีก จินตนาการใหม่อีก ซึ่งมันยังไม่เป็นของแท้จริงเลย อดีตก็เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิดเลย พระพุทธเจ้าท่านยืนยัน ว่าอดีตไม่ใช่ความจริง อนาคตก็ไม่ใช่ความจริง ปัจจุบันที่มีครบผัสสะนั่น คือของจริง การปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิไม่มีความจริง ไม่มีปัจจุบันไม่ครบเหตุปัจจัย ถ้าตั้งใจฟังให้ดี ไม่ยึดติดแต่ความรู้ของกูตัวกู ฟังดีๆ ถ้าเปิดจิต ก็จะเข้าใจ สรุปตรงนี้เลยว่า ปัญญาต้องรู้ครบทั้งนอกและในรู้ให้มากที่สุด มีเหตุปัจจัยครบมากเท่าไหร่ ก็เป็นผู้รู้รอบมากเท่านั้น ถ้ามันไม่มีก็ได้แค่นั้น รอบไหนก็รอบนั้น กรอบไหนก็กรอบนั้น เขตไหนก็เขตนั้น มันมีให้คุณรู้เท่านั้นก็ได้เท่านั้น พระพุทธเจ้าตัดเขตศาสนาพุทธ ว่าหลับตาปฏิบัตินั้นไม่มีฐานะอันจะเป็นได้ เพราะไม่มีเวทนา ไม่มีการรับรู้ทั้งนอกและใน กายในกาย กายนอกกาย ต่อเนื่องไม่ได้ตัดขาดจากกันและมาเป็นจิต เป็นเวทนา เรียกว่าความรู้สึก หรือเป็นการปรุงแต่งสังขาร เป็นเวทนาที่เป็น สุข ทุกข์ เฉยๆ ได้ แล้วเป็นสุขโลกีย์ หรือโลกุตระ เป็นสุขที่เก๊ หรือไม่ ที่ต่างคนต่างสเป๊คเอาไว้แต่ละคน ถ้าตรงสเป๊คก็ชอบไม่ตรงสเป๊คก็ไม่ชอบ สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มีสอง ท่านกำกับไว้ด้วย มันจะลงตัวกันเลย แม้จะมีต่างคนต่างกำหนดหมาย สัญญา ย นิจจานิ ฉันเที่ยงแท้ตามที่ฉันยึดไว้ของฉัน แม้อยู่กัน100 คน ต่างคนต่างยึดคนละอย่าง แต่ 100 คน นี้ไม่เอาไว้ของตัวเอง แต่มาร่วมกันมีอนุโลม ปฏิโลม ร่วมกันมีมติร่วมกัน มีคะแนนเสียงลงคะแนนร่วมกัน ตกลงร่วมกัน เอาอย่างที่ตกลงกันโดยเอาวิธีการคะแนนเสียงส่วนมากเป็นตัวที่ถูกต้อง เป็นสัจจะที่เป็นสมมุติสัจจะ ใช้วิธีนี้นี่แหละ คือหลักเกณฑ์ของประชาธิปไตยอันมีจิตวิญญาณประกอบด้วย ระบอบประชาธิปไตยขาเดียวไม่รู้จักจิตวิญญาณแบบนี้ ไม่มีความรู้โลกุตรธรรมแบบประชาธิปไตย 2 ขา แบบของพระพุทธเจ้า แม้เขาจะบอกว่ามีอนุโลม ปฏิโลม แต่ว่าก็ไม่ได้จริงเท่าหรอก ความรู้ของพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติสัจธรรมตั้งแต่อุตุนิยาม ท่านกำหนดนิยาม จำกัดไว้แค่นี้ ว่าอุตุ คือ กรอบเท่านี้ เป็นพลังงานทางฟิสิกส์ เป็นพลังงานดินน้ำ ไฟ ลม อากาศยังไม่มีจิตวิญญาณ เรียกว่าอุตุ ยังไม่เป็นชีวะ เป็นธาตุสามัญของสสาร มีพลังงานเคลื่อนที่น้อยหรือมาก เคลื่อนที่เร็วแรง มีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ความร้อน แสง เสียงก็เป็นเรื่องของสสาร จนเกิดเป็นชีวะ เกิดเป็นเซลล์ซึ่งมีลักษณะของน้ำ ลักษณะที่เกิดชีวะคือ เริ่มจากน้ำ Cell ในภาษาของพระพุทธเจ้า คือ กลละ ตัว C คือ กะ ส่วน ll ก็คือ ลละ Primary Cell ตัวแรกที่จะเป็นชีวะ ตัวแรก คนจะอ่านไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่เป็นไร มีตัวที่ 2, 3, 4, 5 ไป ก็เป็นชีวะที่ใหญ่ขึ้น วิทยาศาสตร์ก็ศึกษา แต่พุทธศาสนารู้มาก่อน การข้ามขั้นสรีระมาทางจิตวิญญาณ ตั้งแต่เป็นสัญญา สังขาร จนมาเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้หมดว่าแค่นี้มีแต่สัญญากับสังขาร จนเป็นเวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก 3 ของจิตวิญญาณ จะปรุงแต่งนอกใน ตั้งแต่เป็น นัจจะ คีตะ วาทิตะ หรือมีแค่ คีตะ วาทิตะ ไม่มีสัจจะ ก็เข้าใจหมด หรือมีแต่ในมโน นี่ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่แค่พยัญชนะแต่มีสภาวะจริงรองรับ เพราะอาตมารู้ว่าแค่นี้เป็นมโน กับอีกสิ่งหนึ่งปรุงแต่งกัน มีสุ้มเสียงสำเนียงภาษา มีการแสดงอาการทางกายด้วย เราก็เข้าใจ เรียนรู้ว่ามันปรุงแต่งสังขารกันอย่างไร วิจัยออก และมันมีตัวปลอมเกิดขึ้นมา เป็นอาการที่ 33 มีชอบ ไม่ชอบ เกินกว่ารู้ความจริงตามความเป็นจริงที่ทุกคนรู้เหมือนกันหมด เย็นร้อนอ่อนแข็งสัมผัสรู้เหมือนกันหมด สัมผัสแล้วตรงกันหมด แต่ถ้ามีอาการใหม่ที่สัมผัสแล้วชอบ หรือไม่ชอบมันเป็นของปลอม เป็นของเก๊คุณทำให้เกิดอาการเก๊เหล่านั้นหมดไปจากจิตใจเลย รู้จักความจริงตามความเป็นจริง จะอนุโลมยิ้มแย้มให้เป็นสิ่งชวนใจ เราก็รู้ว่าโลกต้องการก็ทำให้ ถ้าไม่ทำก็จะตัดแรงมากไป จนกลบสิ่งที่น่าจะให้เขามาสัมพันธ์มาร่วมด้วย ก็พอมีปฏิภาณรู้ แต่คนไม่รู้ก็นึกว่ามีอาการอารมณ์ อย่างอาตมานี้ยิ้มไม่มีอารมณ์ ใช่ว่าจะต้องมีเพราะว่าต้องเอามาบำเรอใจ ไม่มีไม่ได้ขาดไม่ได้ แต่เพียงเราทำอาการนี้ให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นเท่านั้นเอง ถ้าเราแยกแยะได้ว่าอาการอย่างนี้ คือ พีชะ คือ จิต อย่างนี้ คือ สัญญา อย่างนี้ คือ สังขาร ไม่มีดูดมีผลัก หรือเอามาเพื่อให้ได้เป็นอยู่ครบตามฐานะของชีวะ ที่ชีวะจะต้องมีสิ่งนี้อยู่ถ้าพร่องไปก็ไม่ดี พีชะก็รู้ว่าจะรักษาสถานะของมันอยงไร ไม่มีการไปแย่งหรือฆ่าแกงใครเพื่อเอามา ได้แค่นี้ก็แค่นี้ ได้ไม่บริบูรณ์ก็เสื่อมไป สุดท้ายก็สูญก็ตายไป ไม่ได้ทำความวุ่นวายเดือดร้อนให้ใคร คุณลักษณะของพืช มีการทำความสร้างสรรเนื้อแท้ให้ตัวเองได้เยอะ แต่ไม่รุกรานใคร นี่คุณสมบัติอันประเสริฐ คนก็รู้ว่าต้องทำคุณสมบัติอันประเสริฐอย่างพืช แต่มีพลังงานเหลือเป็นพลังงานจิตนิยาม แล้วเราก็ทำพลังงานจิตนิยามไปสร้างสรรให้คนอื่นได้ เรารู้อาการนิจจังอย่างนี้ นอกไปจากนี้ไม่มี สัสตัง มันต่อไปไม่สิ้นสุด ทุวัง มันก็ยั่งยืนอย่างนี้ต่อไป สัสตัง ต่อเวลากาละเท่าไหร่ไปได้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิม อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง ไม่มีอะไรหักล้างได้ อสังกุปปังไม่มีกลับกำเริบ เป็นการยืนยันลักษณะที่รอบถ้วนรอบด้าน เรารู้แล้วได้แล้วก็แสดงออกให้คนอื่นได้รู้ด้วย หรือถ้ารู้คนเดียวแสดงออกให้คนอื่นรู้ไม่ได้ก็เป็น สัญญายะนิจจา นิของคุณ ก็บ้าคนเดียว ถ้ามีประโยชน์บ้างก็ยังดี แต่คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ ก็สื่อไม่ออกด้วยก็บ้าคนเดียว ถ้าไม่มีประโยชน์ หรือเป็นโทษด้วย แต่คุณเองไม่รู้ก็เลยทำสิ่งเป็นโทษแล้วนึกว่าเป็นประโยชน์ เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรามีการสัมผัสรู้ Percieve รู้เข้าไปมากขั้นเป็น Percept ถ้ามีความสามารถมากขึ้นรู้ได้มากขึ้น เป็น Perceptable คุณรู้ว่า คืออะไรก็เข้าใจของคุณเอง แม้แต่ Perception คือ การหยั่งรู้ มีอาการจริงร่วมกันยืนยันกันได้ หรือ Perceptive เกี่ยวกับการรู้ หรือ Perceptual เป็นคำนามขึ้นมา ก็เป็นภาษาที่ใช้กันได้ ยิ่งรู้ครบรอบด้าน คือ Prespective รู้ยาวกว้างหนาครบรอบด้านเลย ก็ยิ่งดี ก็ใช้ภาษาต่างๆเป็นคำสื่ออธิบายให้แต่ละคนเข้าใจ ใครรู้เนื้อหาอังกฤษก็รู้เอาอังกฤษ หรือภาษาอื่นก็เอาภาษาอื่นๆ ไปได้ สรุปแล้ว เรารู้ขนาดองค์ประกอบกันได้ ว่ามีองค์รวม หรือองค์ประกอบอย่างนี้เรียกว่าอุตุนิยาม เป็นกรอบขอบเขตขนาดนี้เรียกว่า พีชะนิยาม เราก็กำหนดรู้ได้ เรากำหนดสัมประสิทธิ์ได้ อย่าให้มันมีฤทธิ์อำนาจในกรอบนี้ ตัวแปรที่จะทำให้เกิดสิ่งไม่ดี เราไม่ให้มีตัวแปรไหนทำให้เกิดสิ่งดีเอาไว้ อยู่ที่เรากำหนด เรากำหนดได้เราถึงอยู่เหนือพลังงานเหล่านั้น พลังงานชีวะระดับพืช ระดับสัตว์ สัตว์อเวไนยสัตว์ที่สอนกันไม่ได้ สื่อกันไม่รู้เรื่อง จนสื่อได้รู้มากขึ้น มีหมา วัว ควาย จนเป็นคนรู้เรื่องมากขึ้น แต่ให้รู้มาถึงโลกุตรธรรมไม่ได้ เราก็ให้รู้แค่ว่าดีหรือชั่ว สอนให้รู้ดี ชั่วได้เป็นเวไนยสัตว์ระดับกัลยาณธรรมก็สอนให้รู้ ดีชั่ว ให้กำหนดรู้ จิตได้แต่ไม่รู้รายละเอียดถึงสมุทัย สมุทัยที่จะให้ไม่ปรุงแต่ง เป็นสสังขาริกัง ที่จะไม่ให้นำพานำเกิดนำเป็น ไม่ให้นำเกิด ไม่ให้นำพา ไม่ให้นำเป็น อสังขาริกัง คุณทำได้ นั่นคือผู้กำหนดพลังงานตนที่จะปรุงแต่งไปกับโลกได้อย่างไม่อคติ ไม่ทำให้เพราะว่าชอบ หรือไม่ทำเพราะไม่ชอบ หรือหลงเลอะเทอะ หรือเพราะว่ากลัว ก็เลยต้องยอมทำตาม เป็นทาสเลย แต่ไม่มีอคติ 4 เลย นี่คือพลังงานเหนือที่เรียกว่าอุตระ หรือโลกุตระ หรืออัตตาธิปไตย เป็นโลกาธิปไตย มีอำนาจพลังงานเหนือโลก หรือเหนือของตนเอง เรียกว่าเหนืออัตตาธิปไตย ประมวลแล้วแสดงออกตามสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 เอาพลังงานออกไปใช้ตามประม าณแล้วไม่มีอคติ เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ถ้าคนทำได้อย่างไม่มีเจตนาร้าย มีแต่เจตนาดี คนนี้ทำจริงสามารถควบคุมพลังงานจิตที่เป็นประธาน มโนปุพพังคมาธัมมาได้ คนนี้ คือ คนได้เรียนรู้แบบพุทธ ทุกวันนี้คนเหล่านี้มีแล้ว มีอยู่เป็นกระบวนการด้วย ให้เรียนรู้อย่างให้เป็นประโยชน์ต่อโลกด้วย ก็ขอตีเข้าที่ประชาธิปไตย 2 ขา กับ 1 ขา 1 ขาไม่มีการอบรมมนุษย์อย่างนี้จิตวิญญาณจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ประชาธิปไตยขาเดียวที่ไม่มีหลักสูตรอย่างนี้ จิตวิญญาณจะไปตามยถากรรมเอาแต่กัลยาณธรรม สะกดจิต เอาแต่ดี แต่ดีไม่ถึงต้นตอของสาเหตุ คือ สมุทัยแท้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ลึกพอ ไม่แท้จริง ไม่เที่ยงแท้ ไม่มั่นคง อย่างที่เป็นผีเข้าผีออกไม่ช้าไม่นาน อาตมาอธิบายวิชาการ ใครจะเอาประชาธิปไตยขาเดียว ก็ไปเอาที่คุณชอบแต่ก็ คือ หลงผิด 2 ขา นี้ดีกว่าเพราะมีสิ่งจริงใจ ปรารถนาดี เสียสละ จริงใจ เต็มรูปเลย อาตมาขอพิพากษา อาตมารับเองผิดก็เป็นอกุศล ผิดก็เป็นบาป ไม่เกี่ยวกับบุญ บุญ คือ การชำระกิเลส นี่คือสัจจะ พูดมาถึงคำว่าบุญ ศาสนาพุทธเสื่อมเพราะว่าไม่รู้จักสาระสัจจะของบุญ แล้วเอาไปปนเปกับกุศล ไม่มีวันเรียนรู้ลึกถึงอาการของบุญที่มีหน้าที่กำจัดกิเลส กำจัดแล้วบุญก็หมดหน้าที่ ปุญญปาปปริกขีโณ คือ สิ้นไป หมดไป ไม่มีทั้งบุญและบาป อาตมามีหลักฐานยืนยันในพระบาลีมีอยู่ชัดเจน อาตมาไม่ได้ตั้งหรือบัญญัติ แต่มันตรงกับที่ท่านใช้มา การหมดบุญหมดบาปคือ อย่างไร เขาไม่เข้าใจว่าปุญญภาค คือ มีส่วนบุญได้ส่วนบุญ แต่มีสิ่งที่ทำความฉิบหาย คือ มีสิ่งที่ไม่มี ได้สิ่งที่ทำให้ตายไป ได้วินาศ พินาศไป คือ อกุศลวินาศไป จิตที่ไม่ดีมีกิเลสให้มันพินาศไป มันมี 100 หน่วย หมดไป 10 ก็ได้ส่วนบุญไป 10 ได้สิ่งที่ไม่มี เอาไปแจกใครไม่ได้ เพราะส่วนบุญ คือ สิ่งที่ไม่มี คือ สูญได้ จึงเอาไปแบ่งไม่ใช่ว่าได้ แจกไม่ได้ ได้ผลบุญมาแล้วมีประสิทธิภาพเหนือโลกีย์ แล้วเอามารับใช้มนุษยชาติ คือ ได้สูญ ได้สิ่งไม่มี แล้วจะเอาไปแบ่งใครได้ คำว่าบุญ คือ ได้สิ่งที่สูญไป เกิดผลทำให้ไม่มี คือ สูญไป จะมีส่วนบุญ คือ ได้ชำระกิเลสหมดเกลี้ยงเลยสูญสนิทแล้ว แล้วจะไปแบ่งใครก็ไม่ได้หรอก บุญนั้นแบ่งไม่ได้ ส่วนบุญ คือ ส่วนการชำระกิเลส คือ อกุศล คือ สิ่งที่ไม่ดี ถ้าจะไปให้เขา ก็มีแต่สิ่งดี คือ กุศลเท่านั้น บุญ คือ กรรมกิริยาหน้าที่กำจัดกิเลส ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ค้างเหลือ ไม่มีอะไรเป็นผลตอบกลับมา มันจบในตัวมันเองเสร็จหน้าที่ของมัน แล้วมันก็หายตัวไปเลย เสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องไปกระทำอีก นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ตลอดกาล Forever หายไปนิรันดร คนทำผิดไปจากศาสนาพุทธ ก็หลอกคน วิธีการแบ่งส่วนบุญ คือ เป็นวิธีการหลอกล่อขี้โกงของมนุษย์ผู้นั้น ว่าจะไปให้คนนั้นคนนี้แต่ก็ยักไว้ของตน การที่คุณไปเอา เอาวัตถุ เอาเงินทอง เอาข้าวของ แล้วจะให้กับนามธรรมได้อย่างไร คุณได้เงินแสนล้าน แล้วก็ให้แสนล้านนี้ ให้สองหมื่นล้านให้ค่าจ้างแล้วอีกแปดหมื่นล้านส่งให้แม่หน่อย ก็ไม่มีทางให้ได้ สรุป คือ คนหลงผิดในศาสนาพุทธ หลงคำว่า “บุญ” คำว่า “กุศล” ผิด เข้าใจนามธรรมผิด ก็เลยไปหลอกต้มคนได้เงินทองข้าวของคนอื่นไป แล้วก็บอกว่าให้แล้วนะ ให้ที่ตายไป พ่อคุณตายฉันเอาไปให้แล้วนะ ได้รับแล้วยังมาขอบคุณเลย คุณทำอีกมากๆ จะได้ไปให้อีกนะ ฉัน คือ คนที่เอาไปให้ได้ คนอื่นเอาไปให้ไม่ได้ ต้องเป็นฉันนะ เป็นเล่ห์กลที่จับส้นได้ หลอกอย่างนี้หลอกใครได้หลอก แต่หลอกโพธิรักษ์ไม่ได้ ไม่หลงเอาไปให้เด็ดขาด ใครที่รู้ทันตามภูมิปัญญาก็ไม่เอาไปให้หรอก เพราะรู้ว่าขี้หลอก ข้าพเจ้ารู้ทัน ก็น่าเห็นใจคนที่ไปหลงคนหลอกชนิดนี้ แล้วกำชับอีกว่า อย่าไปฟังคนอื่นพูด ช่องนี้ช่องเดียว รูนี้รูเดียวอย่าไปรับรูอื่น คุณถูกสะกดจิตก็เชื่อตาม น่าสงสารคนที่ถูกสะกดจิต ทำอย่างไรจะปลุกคนที่ถูกสะกดจิต อาตมาปลุกด้วยเสียงดัง เขาก็เฉย อาตมาว่าขณะนี้ มีหลายอย่างกระตุ้นเตือนให้เขาได้คิด มีคนที่ตื่นแล้วก็มีก็อนุโมทนาสาธุด้วย คนที่ตื่นแล้วเรียกว่า “ชาคริยา” ตื่นจากความงมงายตื่นจากความมืดบอด มาเห็นแสงสว่างของสัจธรรม ให้มาศึกษาสัจธรรม อย่าไปงมงายกับสิ่งที่ครอบงำไว้ เป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป มาเข้าเป้าที่ว่าเมืองไทยขณะนี้ กำลังแสดงลักษณะประชาธิปไตย 2 ขาที่มีจิตวิญญาณอันเดียวกัน เปรียบในสำนวนของเทวนิยม ว่าเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับพระเจ้า อันเดียวของใคร ของพระพุทธเจ้าของพระโพธิสัตว์ พระเจ้าแผ่นดินภูมิพลอดุลยเดช จิตวิญญาณอย่างเดียวกัน สเป๊คเดียวกัน อย่างที่กำลังแสดงออกเป็นเมตตาเกื้อกูลเสียสละมีน้ำใจ กระจายไปตอนนี้ ใครอยากจะดูความเข้มข้น ก็อยู่ที่สนามหลวง ความเข้มข้นของกระแสแห่งความเมตตา เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล สงเคราะห์ มีแต่คนไม่เห็นแก่ตัว ทำไมมันมากมายกระจายเต็มไปหมดเลย ดอกไม้บานสะพรั่ง เพราะฉะนั้นก็จะมีคนจากต่างประเทศเห็นได้ เราก็จะได้เงินค่าเข้าจากการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่คนต่างประเทศจะมาดู มันไม่ได้มีให้ดูง่ายๆ เป็นสิ่งที่ Amazing ประเสริฐ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน