591025_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ หัวเชื้อคุณค่าความดีของมนุษย์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591025_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ หัวเชื้อคุณค่าความดีของมนุษย์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะเดินดินว่า..ในช่วงนี้ พ่อครูก็คงจะมาเก็บบทสรุป ที่สนามหลวง ที่มีปฏิกิริยา Chain Reaction ของ A Bomb of Love ที่ไอน์สไตน์พูดไว้เกิดขึ้น แต่น่าเสียดายที่คนเอาทฤษฏีไอน์สไตน์ไปฆ่ากัน แทนที่จะมาช่วยเหลือกัน ในหลวงเราก็ทำระเบิดแห่งความรักนี้มา 70 ปี จนเกิดผล ให้เห็นที่สนามหลวง เดิมที่สันติอโศกจะทำข้าวต้มมัด 2000 กว่ามัด ก็เป็นหลายพันมัดได้ วันนี้จะทำเป็นมันต้มแทน ที่สนามหลวงมีการทำอาหารแจกอาหาร มีผลข้างเคียงอาจทำให้ต้นมะขามที่สนามหลวงตาย เราเองถ้าจะหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะโฟม หันมาใช้กระทงใบตองได้ ง่ายและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ฝากคนต่างจังหวัดถ้าใครจะมาก็ฝากเอาใบตองมาฝากคนกรุงเทพด้วย ที่สนามหลวงคนกำลังมีปิติแจกอาหารแจกข้าวของกัน เรากำลังจะดึงมาสู่ชีวิตที่สมดุล ในหลวงเราบอกว่าประเทศไทยจะอยู่ได้ต้องมีความพอเพียงความสมดุลเป็นหลัก วันนี้พ่อครูจะมาได้อธิบายรูปธรรมนามธรรมที่ปรากฎให้พวกเราได้ อาตมาว่า...ที่สันติอโศก วันนี้วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2559 แรม 9 ค่ำเดือน 11 ปีวอก วันแต่ละวันผ่านไปๆ เหตุปัจจัยต่างๆ ก็เกิดขึ้นสังคมที่มีพฤติกรรมหรือพฤติกรรมสังคม ก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยเสมอๆ ในเมืองไทยขณะนี้มีปรากฏการณ์เกิดขึ้น ที่อาตมาเรียกว่า Amazing ฟีโนมีนอน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าตะลึง น่าทึ่ง น่ามหัศจรรย์ น่าทึ่ง น่ามหัศจรรย์คือ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากจิตวิญญาณเป็นประธานจริงๆ ซึ่งมันตกผลึก ใครจะเจตนาสั่งสมหรือไม่สั่งสมก็ตามแต่จิตวิญญาณได้รับการตกผลึก จะรับการสั่งสมเอาสิ่งที่ดีๆ เป็นสิ่งที่น่ายินดี น่าปลื้มใจ ถ้าไปเก็บเอาสิ่งที่ดีๆ ซึ่งพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า อันเป็นกุศลธรรม อันยิ่งใหญ่ กุศลธ

อ่านต่อ

รรมในระดับโลกุตระ คือในระดับที่เป็นการแสดงออกที่ไม่เห็นแก่ตัว มันเป็นสาราณียธรรม คือเป็นธรรมะอันระลึกถึงกัน (สาราณียะ) ตอนนี้มันก็เกิดความจริง ใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณคนที่ได้ซึมซับเอาสิ่งที่เป็นกุศลกรรมนั้นไว้ คนเรานี่มันรักดีกันทุกคน มันอยากได้ดี ประทับใจก็จะประทับไว้ ด้วยตัวเองจะรู้สึก รู้ทันหรือไม่ทันก็ตามใจ แต่ในสัญชาตญาณของมนุษย์ คำว่า มนุสโสคือผู้ที่มีจิตสูง มันดูว่าอะไรดีหรือชั่ว จะหลงผิดอย่างไรก็จะรู้ ก็จะเก็บเอาสิ่งที่เป็นกุศลจิตที่ประเสริฐ และจิตที่ไม่เห็นแก่ตัว ที่ไม่มีตัวตนคือโลกุตรจิต จิตที่เป็นการแสดงออกการเสียสละการให้ ตอนนี้เราจึงเห็นพฤติกรรมของการให้ ที่มันประทุออกมา อาตมาพูดตรงตรงเลยว่า แทบน้ำตาซึมเลย พฤติกรรมเล็กๆน้อยๆที่เจอ อาตมาก็ไปเจอที่สนามหลวงไปเดินดู ไปสัมผัสดูเหตุการณ์ ของจริงต่างๆนาๆของเขา ก็เดินดูไป เด็กของเราตามไปมี ด.ญ.ดูแล กับ น้องศีล เขาก็เดินตามไปเขาฝึกเป็นผู้สื่อข่าวมีกล้องตามไป เสร็จแล้วไปเจอผู้ชายคนหนึ่งมีน้ำขวดมา 2 ขวด มาถึงก็ยื่นให้ดูแล ดูแลก็ไม่เอา เขายื่นมาถูกตัวเลย ศีลก็เลี่ยงไม่เอา เขาก็พยายามยัดเยียดให้อยู่นั่นแหละ อาตมาเห็นเขาให้ด้วยน้ำใสใจจริง เขาไม่ใช่คนแต่งตัวดีอะไรหรอก ค่อนข้างดูโทรมด้วยซ้ำ ซึ่งดูแลเห็นแล้วก็คงรู้สึก แต่คนแต่งตัวดีๆ เด็กเรา Innocent ก็อาจจะรับ อาตมาก็ดูกิริยา เขาไม่ได้ให้สัญญาณอะไร ดูแลก็คงพอมีปฏิภาณ เขาพยายามยื่นให้ ดูแลก็จำนนรับให้ ศีลก็รับให้ พอรับให้เขาเท่านั้นผู้ชายคนนี้ก็ร้องไห้เลย คุณนึกดูเลยว่าคืออะไร? พอดูแลเขารับ เขาก็ร้องไห้ เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ยากมากเลย จิตใจลักษณะเช่นนี้ มันเป็นลักษณะหลั่งการเสียสละหลั่งการให้ พฤติกรรมของสังคมไทยมันเป็นโรคระบาดแห่งการให้ จะเห่อหรือ Fever การให้ อาตมาว่าไม่ใช่โรคหรือ Fever แต่เป็นความจริงใจที่ประทุออกมา ต่างคนต่างจะไปให้ สังคมจึงเต็มไปด้วยการให้ ก็จะมีการให้ไปให้มาให้กลับคืน ให้กันไปให้กันมา ก็ดีใจ ปลื้มใจประทับใจที่เราได้ให้ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ ยิ่งใหญ่มาก วิเศษมาก คำตอบคำเดียวว่า การให้เป็นความดีงาม ดีงามคือ สาหุ เป็นเรื่องดี ด้วยประการใดๆทั้งนั้น กิริยาการให้ เป็นรูปแบบการให้เลย จะจริงใจหรือไม่จริงใจแต่รูปแบบการให้มันดีแล้ว ถ้ายิ่งจิตใจได้ให้ด้วยจริงใจก็สมบูรณ์แล้ว สรุปแล้วธรรมะต่างๆคนเรามาปฏิบัติธรรมเพื่อการให้อย่างเดียว ในบารมี 10 ทัศ จะปฏิบัติ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน ลงท้ายด้วยเมตตากับอุเบกขา ตัวประพฤติแท้ ก็คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา 4 ตัวแรก จะบอกว่า คำว่า ทาน คือตัวแท้ ให้ ประพฤติศีล วิธีการปฏิบัติ การปฏิบัติศีลพรต จะมีหลักปฏิบัติใดๆก็เพื่อจิตมันให้ ถ้าจิตมันให้ได้ก็คือเนกขัมมะ ฝึกอ่านเอาความโลภออก เอาความเป็นตัวกูของกูออก เอาไปให้ เนกขัมมะต้องมีปัญญารู้ว่า ชีวิตนี้เป็นคนให้เถอะ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ใจไม่ต้องมีความขี้เหนียวหวงแหน หรือต้องการสิ่งตอบแทน ไม่ต้องเลย สรุปแล้วธรรมนี้ ถ้าศึกษาฝึกฝนก็เพื่อจะเป็นคนให้ พระอรหันต์ทุกพระองค์ คือพระผู้ให้ คือผู้ให้ ผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น พระอรหันต์มาเป็นผู้ที่ไม่ต้องมีอะไร หมดเนื้อหมดตัว หมดตัวหมดตน ทรัพย์สมบัติวัสดุก็พอมีอาศัยใช้สอย แม้แต่อาหารก็ไม่สะสม ตื่นเช้าขึ้นมาเราจะยังชีพได้ด้วยอาหารก็พอนิดหน่อย เดินไปบิณฑบาต ถือบาตรที่ใส่อาหาร เดินไปไม่ได้ขอนะ เป็นวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบแล้ว คนเห็นก็ให้ท่านได้อาหารเลี้ยงชีวิตไว้ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น โดยที่เราเองก็เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่สะสม ชีวิตมีวรรณะ 9 เป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นผู้ที่ขัดเกลา มีศีลเคร่ง มีอาการน่าเลื่อมใส ไม่สะสม อปจยะ และขยันเสมอ วิริยารัมภะ งานหลักของพระอรหันต์หรือผู้บรรลุธรรมสูงสุด คือบอกความจริงเปิดเผยความจริงอธิบายความจริงแจกจ่าย เผยแพร่ความจริงให้คนได้รู้ความจริง ให้คนได้ประพฤติปฏิบัติความจริง มาเป็นผู้ให้เหมือนพระอรหันต์ ถ้าบุคคลใดสังคมใดมีแต่การให้มากกว่าการเอา มีแต่คนอยากให้ มีแต่คนไม่ทำเพื่อตัวเอง ทำแล้วก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ทำแล้วก็เอามารวมกันกินแจกจ่ายเกื้อกูลกันไป สังคมแบบนี้เป็นสังคมประเสริฐสังคมสูง สังคมคนเจริญ เคยเห็นสังคมแบบนี้ไหมเอ่ย เห็นไหม? มีแรงงานทำผลผลิต ใช้เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคใช้สอยร่วมกันไป ไม่หวง ไม่แหน แบ่งแจกเกื้อกูลกัน เป็นสาธารณโภคี พฤติกรรมของสังคมแบบนี้เคยเห็นบ้างไหมสังคมแบบนี้ ที่ไหนที่ไหน ...ที่อโศก …ชาวอโศกอยู่ไหน? ชุมชนชาวอโศกเราเป็นสังคมที่ปฏิบัติธรรม อาตมาได้ละทิ้ง การมีชีวิตอย่างคนทางโลก คือการทำมาหากิน ละทิ้งลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข กาม อัตตา แค่นั้น จนอาตมาปฏิบัติได้บรรลุธรรมก็จึงเลิกจากการมีชีวิตแบบอย่างนั้น ออกมาตั้งแต่ พ. ศ. 2513 จนถึงวันนี้ ก็ 46 ปีเข้าไปแล้ว ก็ยิ่งมั่นใจเต็มใจ ว่าการมีชีวิตอย่างนี้ดีแล้วถูกแล้ว ดีกว่าการมีชีวิตแบบโลกๆ ถ้าอาตมาอยู่ทางโลกก็แย่งลาภ ยศ สรรเสริญ กับเขาได้อยู่นะไม่ได้พ่ายแพ้ เป็นตัวแย่งเอาทรัพย์สินในสังคมเดือนหนึ่งไม่ใช่น้อย ตอนนั้นก็กำลังจะตั้งบริษัทหัวใจสีชมพู ที่จะเป็นบริษัทเป็นบันเทิงธุรกิจสื่อสารมวลชน มีทั้งแสดง แต่งเรื่อง เพลง วาดภาพ ถ่าย จะรวบรวมไว้ยิ่งกว่าแกรมมี่ อาร์เอส รวมกันเลย รวมสื่อสารมวลชนบันเทิงธุรกิจเอาหมด แต่เสร็จแล้ว เมื่อมาปฏิบัติธรรมก็รู้ว่าบาปกินหัวเปล่าๆจึงเลิก โดยไม่ได้สงสัยลังเล ออกมายังเด็ดเดี่ยว ก่อนออกมานี่ทรัพย์สินเงินทองก็แบ่งให้น้องๆ คนอื่นก็มาเอา แม้แต่เด็กมุสลิมก็แบ่งให้ แล้วก็ออกมา โดยไม่เหลืออะไรไว้ ยังเซ็นกระดาษเปล่าให้น้องๆว่า ว่าถ้ามีอะไรตกหล่นก็เอาไปได้เลย บอกเขาไว้ สรุปแล้ว อาตมาว่า ชีวิตชาตินี้ ที่มาเป็นโพธิรักษ์ ทำงานอยู่ทุกวันนี้ อาตมาว่าอาตมาเป็นคนสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ยกย่องตนเองอะไรนะ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และออกมาประกาศเพื่อให้คนมาเป็นแบบนี้ ที่เรียกกันว่าเป็นอริยบุคคล จะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อรหันต์ ก็ตามแต่ ตามแต่ละขั้นตามแต่ละฐานะ อาตมาก็มาเป็นคนอย่างนี้ได้ แล้วก็มาเผยแพร่ประกาศอธิบายเพื่อให้คนอื่นๆทั้งหลายที่เป็นมนุษย์มาเป็นคนอย่างนี้กันเถอะ ตอนนี้ เหตุการณ์บ้านเมืองที่มาจากจิตวิญญาณที่แสดงออกกันเต็มบ้านเต็มเมืองไทยขณะนี้ อยากจะไปดูเป็นพฤติกรรมเข้มข้นจริงๆก็ไปดูสิ เปรอะเต็มสนามหลวงเลยพฤติกรรมนี้ มีแต่คนแสดงออกที่น่าซาบซึ้งใจ คำว่า “ ให้ ”คำเดียวมันไม่พอ ขนาดวันเซ็นลงนามถวายอาลัยคนยังมากขนาดนี้ แล้วถ้าเปิดเคารพพระศพอีกก็คนจะมากกว่านี้อีกเยอะ พฤติกรรมนี้เรียกว่า หัวเชื้อคุณค่าของความเป็นคนของความเป็นมนุษย์ ที่มีต้นแบบมาจากพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงพระจริยวัตร คนรับรู้ได้ทั่วไป ชัดเจน พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงงานทรงพระจริยวัตรอย่างที่คนอ่านรู้ได้ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงงานมากว่า 70 ปีเป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานหนัก ท่านก็ไม่ได้ประกาศให้ใครรู้แล้วท่านก็ทรงประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นของท่านเอง ท่านก็ทรงประพฤติปฏิบัติของท่านเองไปเฉยๆ ไม่ได้ประกาศบอกกล่าว ไม่ได้โฆษณาหาเสียง มันก็รู้ก็เห็นกัน มนุษย์ไม่ใช่คนตาบอด ตอนนี้กล่าวได้ว่าคนตาบอด หนูพัทธนันท์ ตาบอด ก็บอกว่ามองเห็นพระเจ้าอยู่หัวทั้งที่ตนเองตาบอด เป็นนิมิตหมายที่คนตาบอดมาประกาศให้โลกรู้ว่าฉันมองเห็น ฉันมองเห็นพระเจ้าอยู่หัวของไทย มองเห็นแล้วก็ซาบซึ้งบรรยายไปตามเนื้อเพลง ในหลวงของแผ่นดิน มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางความมืดมัว แล้วตัวคนมองเห็นนอกจากมืดมัว แล้วตนเองยังตาบอดอีกต่างหาก มันซับซ้อนกี่ชั้น มาร้องเพลงว่าเห็นในหลวงแล้ว อีกเพลงหนึ่ง“เพลงยิ้มสู้” ทรงพระราชนิพนธ์ให้แก่คนตาบอด ให้คนตาบอดให้หัดร้อง คนตาบอดก็ร้องยิ้มสู้ๆ จนตอนนี้คนตาบอดเห็นแล้ว ก็มาบอกประกาศให้ทั่วโลกรู้ว่า หนูเห็นแล้วๆ เห็นอะไร เห็นในหลวง เห็นทิพยธรรม เห็นธรรมทิพย์ของในหลวง อาตมาหยิบมาพูดตามประสาอาตมา เป็นอจินไตย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นของจริง ตถตา เป็นความจริงเช่นนั้นเอง ใครมองความจริงออก มันจึงทำให้อาตมายิ่งมั่นใจว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีสิ่งที่ประเสริฐอันนี้แหละ ในหลวงของเราได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ได้ทำกิจนั้นไว้เสร็จแล้ว เป็นเวลายาวนาน 70 ปี มีสิ่งประเสริฐทิ้งไว้ให้แก่มวลชนทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น ถ้าใครรู้ไม่มีสงวนลิขสิทธิ์ด้วย นำไปประพฤติปฏิบัติตามคำสอนตามที่พระองค์ท่านนำทำมาก่อนด้วย แต่ละหน้าที่แต่ละฐานะ ทำไปตามหน้าที่ของตัว ท่านเองก็ทรงหน้าที่ของท่าน เราแต่ละคนก็มีหน้าที่ตามสุจริตกรรมของเรา ตาม โอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธเจ้า สัพพปาปส อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ก็สมบูรณ์แบบ จบ ( พ่อครูไอ) สมณะเดินดินว่า...พ่อครูเกริ่นกล่าวทานสูตร อาตมาคิดว่าทานสูตรไม่ใช่ไปว่าเฉพาะธรรมกาย แต่พวกเราเองด้วย ทานอย่างไรจะหมดตัวหมดตน พฤติกรรมของในหลวง 70 กว่าปีก็คือการให้อย่างสมบูรณ์รณรงค์โดยไม่ต้องหาเสียง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ต่อมาถึงประชาชน ถ้าชาวอโศกได้ทำทานอย่างในหลวงบ้าง ทำโดยไม่ต้องคิดว่าจะมีใครมายอมรับเราไหม จะมีใครจะมาชื่นชมเราไหม ทำไปอย่างเดียว ก็จะมีอานิสงส์ อย่างที่พ่อครูยกตัวอย่างคุณชัช อุบลจินดาให้ฝรั่งเหยียบหลังไม่ถึง 5 นาที แต่ว่าเขาทำอย่างไม่ได้หวังอะไร ก็น่าซาบซึ้งมากแล้ว พ่อครูว่า...คุณชัช ให้ฝรั่งเหยียบหลังขึ้นจากโคลนแล้วก็ไม่ได้รอรับแม้คำขอบคุณ ขับเรือไปเลย สมณะเดินดินว่า...ชาวอโศกเราก็ควรจะทำทานยังไม่ต้องหวังว่าจะได้อะไรกลับคืนเลย เหมือนอย่างที่ในหลวงทรงงานมาตลอด 70 กว่าปี ในหลวงไม่ได้มีสำนักประชาสัมพันธ์ของในหลวงเลย ทรงทำมาตลอด 70 ปี เป็น Big Bang ที่ประชาชนไทยรับรู้ได้

พ่อครูว่า...มาดู sms กัน SMS วันที่ 24 ตุลาคม 2559 _0893809xxx ยึดติดในขันธ์ห้าเป็นทุกข์ ขันธ์ห้าทุกข์สุดทนเพราะความโลภ อาหารโปรดรสเลิศ ผ้าแพรพรรณพร้อมพรั่งยังติว่าไม่พอ ปล่อยอารมณ์ความอยากไม่หยุดยั้ง ลงโลกันต์เมื่อสิ้นลมสู่แดนทุกข์ "รู้จักพอ ก็เป็นสุขได้ การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐานของความสุข ใฝ่ความดีนั้นเป็นเรื่องสุขที่สุด" _0833208xxx ชีวิตจะสั้นยาวไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญต้องรู้ว่าทำไมเราต้องเกิด? และเกิดมาทำไม? แล้วจะดำรงอยู่อย่างไร? ยามมีชีวิตอยู่ทำเรื่องชั่วร้ายขายชาติแสวงหาประโยชน์ส่วนตนทำร้ายปวงชน เช่น"โจโฉ" เวลานี้ผ่านไปนับพันปียังมีแต่คนแช่งด่าสาปแช่งไม่สิ้นสุด พ่อครู..ทำไมเราต้องเกิด? เพราะอวิชชา และเกิดมาทำไม? ..ทำงาน แล้วจะดำรงอยู่อย่างไร? ...คนเราต้องเรียนรู้เหตุ และกำจัดเหตุ เมื่อกำจัดเหตุนั้นได้ ก็จะเกิดมาอย่างรู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาอย่างทำงานโดยไม่มีกิเลส ง่ายดีไหมตรรกะ แต่ถ้าเรียนรู้ปรมัตถ์ เรียนรู้กิเลส ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ แล้วกำจัดกิเลสตามพระพุทธเจ้า คนเรามีกิเลสลดจะยิ่งมีแต่วิริยารัมภะ มี วรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 6 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) จะเป็นคนที่มีพลัง 4 คือ ปัญญาพละ วิริยะพละ อนวัชชะพละ สังคหะพละ ขยันหมั่นเพียรทำงานเพื่อผู้อื่น สังคหะ เป็นคนที่มีพลัง มีอายุวรรณะ สุข โภคะ พละ คนที่จะได้อายุก็ต้องมีอิทธิบาท จะได้วรรณะก็ต้องมีศีล คนจะได้สุขก็ต้องมีฌาน คนจะได้โภคะก็ต้องมีพรหมวิหาร 4 คนมีกำลังคือพละ ต้องมีวิมุติ ก็จะเกิดพลัง มีพลังแล้วจะเป็นพลัง 4 คือมีพลังปัญญา ทำกรรมกิริยาด้วยปัญญา ด้วยวิริยะ เพื่อเกื้อกูลผู้อื่นเป็นสังคหะ แล้วจะไม่มี ภัย 5 1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) . 4. มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) ไม่กลัวตาย 5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) คำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นจริงได้ทั้งสิ้น (พ่อครูไอ)

สมณะเดินดินว่า...ในพลัง 4 อาตมาดูคำสอนในหลวง บอกว่า คำสอนศาสนาที่ท่านชอบที่สุดคือ วิริยะ อย่างคำว่า วีรชนคือผู้มีความกล้า ต้องกล้าทำความดี กล้ายืนหยัด คำศัพท์ทางศาสนาที่ในหลวงชอบคือวิริยะ อย่างพระมหาชนก แหวกว่ายในมหาสมุทรอย่างไม่เห็นฝั่งเป็นต้น อย่างการกอบกู้ประเทศ ก็ไม่เห็นฝั่งเลย ดีว่าอาตมามากับพ่อครูจึงเห็นฝั่งบ้าง แต่ในหลวงเราทำอย่างไม่เห็นฝั่งจริงๆ แต่ท่านตรัสว่า ท่านชอบคำว่าวิริยะมากที่สุด พ่อครูว่า...อาตมาเห็นฝั่งแล้วก็มาชี้ทาง ส่วนในหลวงทรงเป็นผู้ประพฤติให้เห็น แม้ไม่เห็นฝั่งก็ต้องทำพากเพียร ท่านทรงบำเพ็ญในปางนี้มี 2 อย่างคือ มหาชนกกับเตมีย์ใบ้ อย่างเตมีย์ไม่พูดเลย แล้วท่านไม่พูดมาก แต่ละคำๆที่ตรัสออกมา

_0893867xxx ธ.สาธารณโภคีอันพ่อครูสอนทำให้มวลชนประพฤติปฏิบัติตามทศพิธราชธรรมอันมีทาน,ศีล,ปริจาคะ,อาชวะ,มัทวะ,ตบะ,อักโกธะ,อวิหิงสา,ขันติ,อวิโรธะได้ แต่นักโกงกินเมืองทำไม่ได้เพราะแม้แต่คำสัตย์ปฏิญาณฯ ก็รักษาไว้ไม่ได้แล้วจะรักษาประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร? คนซื่อสัตย์จริงจะทำทานการเสียสละ,ศีลประพฤติดีงาม,ปริจาคะสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม,อาชวะซื่อตรงสุจริต,มัทวะสุภาพอ่อนโยน,อักโกธะไม่โกรธ, อวิหิงสาไม่เบียดเบียน, ขันติอดทน, อวิโรธะหนักแน่นเที่ยงธรรมได้ไม่ยาก! ธรรมะอันพอดีพอเพียงพอประมาณ! คนซื่อรู้พอทำได้ไม่ยาก! คนคดไม่รู้พอทำไม่ได้ง่าย! _0844497xxx ชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ วันนี้เราเป็นมนุษย์ พรุ่งนี้จะไปเป็นอะไรยากที่จะรู้ เวลานี้เป็นเวลาดี เป็นโอกาสที่จะบำเพ็ญธรรม "เกิดพันครั้งผ่านหมื่นเคราะห์ได้ร่างคน เพราะชาติก่อนสร้างความดีจงเข้าใจ ในชาตินี้ไม่ถนอมร่างตนไว้จะรอเมื่อไหร่ได้ร่างคืน" ตอบ...วันหนึ่งๆ ส่วนมากไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็นเปรตอสุรกาย เดรัจฉาน หรือเป็นเทวดาเก๊ ไม่เป็นเทวดาจริงหรอก ถ้าไม่ได้เรียนรู้ธรรมะ เทวดาคนปุถุชนมีแต่เทวดาเก๊ เทวดาสมมุติเทพ แต่เทวดาจริงคือ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เทวดาอยู่ที่จิตวิญญาณ นอกจิตวิญญาณไม่มีเทวดา ผู้ใดอ่านจิตวิญญาณตน จับจิตวิญญาณตนเองได้ทุกเมื่อ แล้วสามารถทำให้จิตวิญญาณของตนเป็นเทวดาถาวร เป็นอุบัติเทพหรือวิสุทธิเทพ ถ้าทำได้แน่นอนคนนั้นก็สมบูรณ์แบบ มาเรียนรู้แล้วจะรู้ เมื่อได้ร่างเป็นมนุษย์ ต้องทำจิตให้เกิดเป็นวิสุทธิเทพได้ ถาวร ยั่งยืน เที่ยงแท้ไม่มีเปลี่ยนแปลงให้ได้ นั่นคือสุดยอด

_0847354xxx ธรรมะก็คือหลักสัจจธรรม ธรรมะก็คือชีวิต ธรรมก็คือหนทาง "ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่มิอาจละห่างแม้ชั่วขณะ ที่ละห่างได้นั้นมิใช่ธรรมะ" น่าเสียดายที่คนเราพากันหลงผิดอยู่ใน สุรานารีพาชีกีฬาบัตร ถูกชื่อเสียงความรักความผูกพันร้อยรัดจนดิ้นไม่หลุด ตอบ...รู้กันดีๆทั้งนั้น ก็พากเพียรเอา คือผู้ที่สนใจธรรมะที่อาตมาเทศนา ที่แสดงออก SMS มาเป็นผลตอบรับก็อย่างนี้ ก็ขอบคุณ ในโลกนี้มี 6 ภพเท่านั้นแหละ ที่เขาว่าเป็นภพสวรรค์ คนก็ต้องการภพสวรรค์ทั้งนั้น ไม่มีใครอยากได้ภพนรก เหมือนคนซื้อหวย เพื่อจะได้ แต่เสร็จแล้วจริงๆก็เสีย คนกี่คนซื้อหวยเพื่อจะได้ทั้งนั้น แต่สุดท้ายคุณคือคนที่เสียที่จะได้ก็ไม่กี่คน เป็นเรื่องการพนัน แต่เรื่องนี้เป็นการศึกษา มนุษย์ไม่ศึกษาเรื่องนี้ น่าเสียดายที่ได้ร่างคนมา แต่ไม่เอาเวลามาศึกษาเรื่องนี้ ขนาดคนมาศึกษาปฏิบัติธรรม เขามีลัทธิศาสนาเยอะแยะ พยายามที่จะศึกษา อบรมปฏิบัติเพื่อให้ได้สวรรค์ แต่เสร็จแล้วกลับยิ่งได้ภพชาติ ติดยึดเหนียวแน่น ศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอนล้างภพจบชาติ ไม่ได้ยึดติดสวรรค์เลย แต่ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้เสื่อมไปจนกระทั่งหลงสวรรค์แล้วหลอกกัน เอาบัญญัติศาสนาพุทธมาใช้ผิด โดยเฉพาะคำว่าบุญ บุญ มีคุณลักษณะของการทำวิบัติอย่างเดียว ทำเสร็จแล้วจบ ไม่มีหน้าที่ทำสมบัติ ทำวิบัติอะไร ก็ทำวิบัติให้แก่บาปอกุศล ใครมีบาปมีอกุศล จงใช้บุญนี้กำจัด บุญมีลักษณะเดียวคือกำจัดบาป กำจัดอกุศล ใครที่ไม่มีบาปอกุศลแล้วไม่ต้องใช้บุญ ไม่ต้องมีบุญ อย่างพระอรหันต์นี่เป็นคนหมดบุญ พวกเราฟังก็เข้าใจ แต่คนไม่มีพื้นฐานก็ฟังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าพระอรหันต์ไม่มีบุญ ไปเอาที่ไหนมาพูด ก็ตอบให้ฟังว่า เอามาจากพระพุทธเจ้า ศาสานาพุทธก็กู้ไม่กลับ เพราะมีสำนักใหญ่ที่จะไปค้าขายบุญ เอาบุญไปค้าขายเป็นสินค้าที่ใหญ่ยิ่ง เอาบุญไปขายเยอะแยะเลย แล้วก็ได้บาปเละเลย พ่อค้าบุญทั้งหลายแหล่ เพราะบุญเป็นโลกุตระ บุญไม่ใช่โลกีย์เลย บุญเป็นโลกุตระทั้งแท่งเลย ไม่เป็นโลกียะสักเล็กสักน้อยเลย คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้จักบุญเลย ไม่รู้ส่วนแห่งบุญ ปุญภาคิยา คนปฏิบัติธรรมสัมมาทิฏฐิเข้ากระแส ก็ได้ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เรียกว่าทำบุญเป็นแล้ว คือฆ่ากิเลสได้ฆ่ากิเลสได้ส่วนหนึ่ง ก็ได้บุญส่วนหนึ่ง คนก็เข้าใจเป็นโลกียะได้ส่วนแห่งบุญเรียกว่าได้อะไร แต่แท้จริงคือได้เสียส่วนแห่งบุญคือการได้เสีย ไม่มีสิ่งที่จะได้มา ทำได้ผลได้ประโยชน์ของบุญคือได้เสียทำให้พินาศ ทำให้วิบัติ ทำให้ฉิบหาย ทำให้หมดไป ทำให้สลายไป ทำให้สูญหายไป ทุกวันนี้อาตมามีหน้าที่ขยายความและกู้กลับจากสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากพระพุทธเจ้าตรัส พูดมา 46 ปีเขาก็ไม่สนใจเท่าไร อย่างที่พระพุทธเจ้าว่าเขาจะไปฟังแต่คำไพเราะที่ประโลมใจเป็นคำโลกๆ ไม่ฟังคำที่จะพาให้กิเลสลด ซึ่งเขาจะไม่ฟัง _0833046xxx ปัญญา หมายถึง สติที่ออกมาจากจิตใจอันดีงาม ที่สั่งให้ทำการความคิดนั้น เป็นแค่เปลือกนอกของปัญญาเท่านั้น ปัญญาต้องผ่านการฝึกฝน ผ่านความยากหนึ่งครั้ง ก็จะเพิ่มพูนขึ้นหนึ่งครั้ง ปัญญาจึงไม่ใช่ความฉลาด เล่ห์เพทุบาย กลโกง ชั่วครู่หนึ่งที่ขาดปัญญา ก็เกิดความหลงเข้าครอบงำ “อริสมันต์” เคยพูด “ขวดแก้วคนละใบ” เผากรุงเทพฯ วันนี้บ้านถูกไฟไหม้ เป็นกรรมสนองใช่มั้ยครับ ตอบ...เท่าที่อ่านแล้วก็ว่าคุณคนนี้เป็นคนศึกษานะ (พ่อครูอ่านคำถามนี้อีกรอบ) คงหมายถึงว่าปัญญาต้องมีสติ แล้วก็ออกมาจากจิต ปัญญาจะเป็นส่วนหนึ่ง น่าจะบอกว่าต้องมีสติแล้วปัญญาจะเป็นตัวสั่งการ ส่วนความคิดจะต่างจากปัญญา ปัญญาแท้จริงคือโลกุตรธรรม และปัญญาคือความฉลาดด้วย แต่ปัญญาที่ฉลาดแบบโลกีย์คือเฉกาหรือเฉโกหรือเฉกตา คำว่าเฉโกจึงขายไม่ออก เพราะคนรู้ว่าเป็นความฉลาดที่ไม่สุจริต เป็นความฉลาดที่มีกิเลสประกอบ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตแปลว่าความฉลาดแกมโกง คนก็ไม่ชอบคำนี้ ความฉลาดที่ใช้คำว่าเฉกามาเรียกจึงไม่ติดตลาดจนลืม แม้ไทยก็เอามาใช้ เอามาจากบาลี (พ่อครูไอ) สมณะเดินดินว่า...วันนี้เป็นสิ่งน่าคิดที่พ่อครูบอกว่าสวรรค์ไม่มีจริง ปุถุชน ต้องการสวรรค์มาก แต่สิ่งที่เขาได้ คือได้สวรรค์ลวง คือปุถุชน ยกตัวอย่างง่ายๆ ดูปุถุชนเขามีสุขมาก เขาไปกินเหล้ากินหมูก็สุขได้สวรรค์ แต่ยิ่งสวรรค์มากเท่าไหร่ก็คือต้องลงนรกมากขึ้น เพราะจะได้กิเลสฝังในอนุสัยอาสวะ มากขึ้น น่าเสียดายที่คนไม่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาสัจธรรมที่จะมาล้างกิเลส วันนี้มีคนมาฟังธรรมมากกว่าปกติ เป็นบารมีในหลวงด้วย อาตมาว่า...ขยายความคำว่าปัญญาให้ชัดขึ้น ถ้าเข้าใจแล้วเราจะปฏิบัติธรรมได้มากกว่า ปัญญาบอกแล้วว่าคือโลกุตระ เฉกา หรือเฉโก ความรู้กระทำความฉลาด สร้างความฉลาดให้แก่ตัวเองอย่างไม่มีทฤษฎีพระพุทธเจ้า คนที่มีพลังงานปัญญามากขึ้น คือ ปัญญา เมื่อมีพลังปัญญาเพิ่มขึ้นเป็นปัญญินทรีย์ สูงสุดเป็นปัญญาพละ ปัญญาจะเกิดได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นสูตรไว้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ (องค์แห่งมรรคทั้งหมด) ที่จริงปฏิบัติ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ปฏิบัติอย่างนี้แล้วจะเกิดปัญญา เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆปัญญาจะเกิดเองไม่ได้ ต้องปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิถูกต้อง ต้องปฏิบัติองค์ 3 คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ให้ถูกต้อง การไปนั่งหลับตาสมาธิ นั่งหลับตาให้ตายอย่างไรก็ไม่เกิดปัญญา เพราะไม่ได้มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ไม่มีอาชีพ ไม่มีการคิด ไม่มีการพูด สะกดจิตบอกว่าไม่ให้คิดอีก ปัญญาไม่ได้เกิดจากการคิด เขาก็ให้นั่งหลับตานิ่งสะกดจิตจุดให้นั่งสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง พระพุทธเจ้าก็สอนว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ แต่ที่กลับสอนว่ามันจะเกิดเอง ให้นั่งสมาธินิ่งให้ดับสนิทแล้วปัญญาจะเกิดเอง ในจิตใจที่นั่งหลับตาเข้าไปมีแต่สัญญา ไม่มีปัญญา การนั่งหลับตาสมาธิ ในพรหมชาลสูตรท่านตีทิ้งว่ามีแต่ทิฏฐิ 62 ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น อยู่ในพระสูตรเล่ม1 เลย ก็ต้องอ่านสูตรที่ 1 ก่อนเลย ท่านก็ตีทิ้งไว้หมด แต่เขาอ่านพระไตรปิฎกไม่แตก ไม่มีความเข้าใจสมบูรณ์ ก่อนอื่นก็ต้องรู้ก่อนว่าปัญญาไม่ใช่เฉกา และปัญญาไม่ใช่โลกียะ แต่ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติธรรม ต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อน สัมมาทิฏฐิ คือต้นทางเป็นประธาน ต้องมาศึกษาให้สัมมาทิฏฐิก่อน ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ปฏิบัติมรรค 8 ไม่เป็นหรอก เขาพูดมรรค 8 กันแต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติเป็น และถ้าไม่ได้เจอแสงอรุณ 7 ก่อนก็ปฏิบัติมรรค 8 ไม่ได้ผล ตามอวิชชาสูตร 1. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น)เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ ทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7. ทุจริต 3 เป็นอาหารของ นิวรณ์ 5 8. นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ อวิชชา 9. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 62) เพราะไม่คบสัตบุรุษ ไม่มีมิตรดี ไม่มีแสงอรุณ 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค เพราะสอนผิดๆมานานเรื่องการนั่งหลับตาสมาธิ พพจ.อุบัติมาเขาก็นั่งสมาธิหลับตากันหมด ไม่มีสมาธิแบบ Supraconcentration แบบพพจ.เลย ทุกวันนี้ก็ปฏิบัติผิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน