591021_เทศน์ก่อนฉัน ค่ายพระไตรปิฏก แพทย์วิถีธรรม ตัดรอบความหลุดพ้น.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591021_เทศน์ก่อนฉัน ค่ายพระไตรปิฏก แพทย์วิถีธรรม ตัดรอบความหลุดพ้น โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2559 แรม 5 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก ค่ายพระไตรปิฎกชาวแพทย์วิถีธรรม ที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร วันนี้อาตมาโคจรมาถึงนี่ ที่สวนป่านาบุญ เป็นโชคดีของอาตมาที่ได้มาที่นี่ โชคดีคืออาตมาจะได้พบกับกลุ่มหมู่ที่แม้จะนำหน้าด้วยเรื่องสุขภาพ แต่ของหมอเขียวนี่ใช้หลักทางจิตวิญญาณเป็นตัวนำ เป็นเรื่องที่ดีที่สุดและถูกต้อง อาตมาเคยมาทุกที ก็ได้มาบรรยายธรรมะ อาตมารับหน้าที่รับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างแท้จริง คนอื่นก็จินตนาการคาดเดาอย่างไรก็แล้วแต่ คุณไม่ใช่อาตมาก็จะเข้าใจประมาณหนึ่ง ความจริงเป็นธรรมะ 2 มีสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ ปรมัตถ์คือเนื้อแท้เนื้อจริงสูงสุด คือ บรม(ยิ่งใหญ่) + อัตถะ (เนื้อหาแก่นสาร) ก็อยู่ที่ภูมิธรรมของคนที่จะเข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ แต่ละคนสามารถสร้างภูมิธรรมเข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ได้ ถึงรูปธรรมและนามธรรมอันยิ่งใหญ่ ขั้นกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ผู้ที่ศึกษารู้ครบ รูปธรรมและนามธรรม ภายนอกภายในก็จะรู้ครบ ภายในศึกษาได้ยากกว่าภายนอก ต้องศึกษาภายนอกไปก่อนจะศึกษาภายใน คนไม่รู้พลังงานอันนี้ก็เข้าใจคนละแง่มุม คนเข้าใจผี ต่างกันไปตามแต่ละแง่มุม ศาสนา แม้แต่ศาสนาเดียวกันก็เข้าใจไปสารพัด เทวดาก็อย่างหนึ่ง ผีก็อย่างหนึ่ง ผีคือจิตวิญญาณไม่ดี เทวดาคือจิตวิญญาณที่ดี ในความดีก็มีแบบโลกีย์ที่ไม่ได้ล้างความเป็นผีไปติดอยู่ที่ความมี ยังไม่มีความหมดสิ้นก็เป็นโลกีย์ เมื่อมาเรียนรู้วิธีการเรียนภพที่ถูก ต้องล้างไปตั้งแต่กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพคืออย่างไร ความชั่วในกามภพคืออะไร ตนเองหยุดชั่วในกามภพทั้งหมดก็เป็นอนาคามีชน ไม่ทำชั่วภายนอก เหลือแต่ภายในเป

อ่านต่อ

็นรูปภพ อรูปภพ ก็ล้างต่อ เป็นพระอรหันต์ก็ครบบริบูรณ์ ก็อยู่กับโลกที่มี กามภพ เราไม่ติดยึดก็ไม่สุขทุกข์กับเขา อันไหนเราไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องก็ทิ้งไป ก็ได้แต่ว่าเขา ตำหนิเขาไป เราไปช่วยเหลือเขาก็ไม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องตำหนิให้รู้ว่าเป็นสิ่งชั่วสิ่งต่ำหยาบ เพื่อไม่ให้คนไปหลงกลเกินไป ผู้ไม่รู้ก็ช่วยไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาไป เรื่องจิตวิญญาณยังเข้าใจกันไม่ได้ 1 เรื่องผี 2 เทวดา 3 พรหม ผี คือ ความเคลื่อนไหวของจิตที่ยังมีความชั่วจิตที่ไม่ดีเป็นอกุศล เป็นมารหรือผีก็อันเดียวกัน เทวดา คือ เทวดาที่เสพสุข ได้มามากก็สุข ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสพสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นอุปาทานทั้งสิ้น ไม่ได้เสพสุขสมใจ ก็เป็นเทวดาทางโลกีย์ ก็ยิ่งสะสมเป็นอัตภาพ อัตตาที่หนามากขึ้น แน่นมากขึ้น ก็ยิ่งเสพสนุก อร่อย เพลิดเพลิน ในความพอใจนั้น คนที่เสพอร่อย สนุกในสวรรค์เพลิดเพลิน กิเลสก็ยิ่งหนายิ่งขึ้น เป็นปุถุชนแปลว่ามโหฬาร แปลว่าใหญ่แปลว่ามาก มีแต่กิเลสที่หนาขึ้น ไม่มีเว้นวรรค คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก คนหลงสวรรค์ คือคนที่สร้างนรก สร้างความหนาให้แก่กิเลสตัวเองมากขึ้น คือคนที่หลงสวรรค์ แล้วแสวงหาสวรรค์มาเสพ เสร็จแล้วก็ติดเป็นภพ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ล้างภพจบชาติ ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ให้หมดความติดยึดภพในจิต ต้องหมดไปตั้งแต่เทวดาโลกีย์ เทวดาโลกีย์ เรียกว่าสมมุติเทพ เทวดาโลกุตระ เรียกวิสุทธิเทพ ถ้าหมดกิเลส เรียกว่า พรหม เทวดา มาร พรหม สามคำนี้ ย่นย่อไว้ คนไม่รู้ก็นึกว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งที่มันไม่มี มันเป็นสุญญตา ผีเราทำให้หมดไปได้จริง เทวดาโลกีย์ที่หลงติดสวรรค์เอร็ดอร่อยบำเรอจิตสมใจ มันไม่มีจริง เป็นอุปาทาน เมื่อมาเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็ต้องหมั่นล้างกิเลส กิเลสลดลงเขาเรียกว่าเป็นอุบัติเทพ เกิดเป็นเทวดาชนิดใหม่ เป็นเทวดาโลกุตระ เป็นจิตวิญญาณที่สะอาด จิตวิญญาณที่หลุดพ้นจากโลกโลกีย์ไปเรื่อยๆ อุบัติคือเกิดอยู่ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ เกิดให้จิตวิญญาณบริสุทธิ์สะอาดขึ้น บริสุทธิ์ที่สุดเป็นวิสุทธิเทพ ก็เป็นเทวดาชั้นพรหม ในภาษาพวกฮินดู พราหมณ์ คือสูงสุด คือพรหม ของพุทธก็คือวิสุทธิเทพ ไม่ติดยึดภพภูมิต่างๆ แต่คนทั่วไปจะติดสุขเท็จเป็นกามภพเป็นสุขปลอม คนที่ไม่ได้ล้างกิเลสก็เห็นว่ามันมีจริง เห็นรูปสวยก็ซาบซึ้งใจ ได้เสียงเพราะอย่างนี้ ก็ซาบซึ้งใจตามที่เราชอบ ได้กลิ่นอย่างนี้เราพอใจ รสอย่างนี้เราพอใจ สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็งเราก็พอใจ สัมผัสอย่างนี้ดีอร่อย มีความเพลิดเพลิน อาการที่เป็นความรู้สึกอย่างนี้ ต้องทำให้จางคลาย จนจิตใจเราไม่มีอารมณ์ ติดสุขอย่างนั้น ที่เคยมีอยู่ทุกคน ในคนอวิชชา จนเกิดจิตใจที่เป็นอุเบกขา เป็นฐานของนิพพานว่างจากรสโลกีย์รส สูญจากโลกีย์ เหลือแต่รสแห่งความจริง มันไม่มีว่าสีแดงอย่างนี้เราชอบหรือไม่ชอบ ต้องสีแดงเฉทนี้เราถึงชอบก็ไม่มี เฉทนี้อ่อนหรือจัดไป ก็เอียงไปหาเฉทที่เราชอบ แดงเลือดนก แดงคาไมล์ แดงสคาร์เลท เราก็ยึดตามที่ตัวเองละเลียด คนยิ่งละเลียดก็ยิ่งติดยึดเยอะ คนไม่ติดยึดมากก็ง่าย คนเรื่องมากเท่านั้นก็ไม่ได้เท่านี้ก็ไม่ได้ เป็นคนเรื่องมาก ถ้าไม่เรื่องมากก็เป็นคนไม่ลำบาก เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนสบาย แต่คนเราไม่หาทางสบายให้แก่ตัวเอง กลับหลงใหลเข้าใจผิดเรื่องที่มีไม่มีตัวตนเป็นมีตัวตน ตัวตนพระพุทธเจ้าเรียกว่าอัตตา แบ่งเป็น 3 อย่าง โอฬาริกอัตตา คือหยาบใหญ่ข้างนอก ผสมปรุงแต่งเป็นตัวตน อันต่อมาเรียกว่า มโนมยอัตตา เป็นรูปภายในจิต หรือรูปอัตตา มีรูปภาพในใจเรา ไม่ได้ออกมาข้างนอก มีอาการชัดเจน เป็นรูป คืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต เป็นมโนมยาอัตตาสมมุติในใจเราเอง เช่นในใจเราเห็นผี เป็นผีตาโบ๋ แขนยาว น่าเกลียด เป็นผีเปรต ผีกระสือ ตาโปน อะไรก็ไม่รู้ ก็เนรมิตสร้างกันไป ซึ่งมันไม่มีจริงเลย แต่ไปหลอกว่ามีตัวมีตน มีรูปร่าง จนคนอื่นที่ถูกครอบงำทางจิตเห็นรูปร่างไปด้วยเลย คนที่เห็นเป็นรูปร่างผีแล้วกลัว ก็ถือว่าซวย แต่คนที่เห็นรูปร่างผี แล้วไม่กลัวเขาก็ถือว่าเก่ง สามารถปั้นรูปร่างแต่ฉันไม่กลัว ก็จะไปกลัวอย่างไรเพราะตนเองปั้นเอง จะเก่งอะไร ตนเองปั้นเอง แล้วทำให้หายไปเอง แล้วมาอวดเก่งอีก มันก็ดีตรงที่มันหายไปได้ ไม่น่าติดยึดถืออยู่แล้วกลัว แต่นี่ไม่กลัวถือว่าตนเองเก่ง นี่เรียกว่าไสยศาสตร์หรือเดรัจฉานวิชชา ถือ ว่าเป็นคนเก่ง ปราบผีได้ แล้วก็เป็นหมอผี อาตมามีบทความในหนังสือเนชั่นรายสัปดาห์ คอลัมน์ไฮไลท์มายา หมอผี ละครวิทยาศาสตร์สยองขวัญ ถ้ามีเรื่อง ‘ความตาย’ การตั้งคำถามเรื่อง ชีวิตหลังความความตาย และไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นอย่างไร มีอยู่จริงหรือไม่ ทว่าจินตนาการของมนุษย์ ก็อาจสร้างชีวิตของเขาและเธอขึ้น และมีชื่อเรียกไปต่างๆ นานา เรื่องผีเป็นเรื่องที่คนทั้งโลกตั้งแต่โบราณมา มีเรื่องเล่าต่างๆนานาน่ากลัวแตกต่างกันไป ไม่ต้องไปดูอย่างอื่น เอาแค่ประเภทของผีไทย ก็ยาวเหยียดเป็นหางว่าวเลย เพียงแต่ผี ปีศาจ อสูรกายในบางประเภท เราอาจจะไม่ค่อยพูดถึงนักเท่านั้นเอง ผีมีหลายมิติ แต่ส่วนใหญ่เราจะรู้จักแต่ในมิติสยองขวัญ น่ากลัวหรือไม่ก็ตลกโปกฮาไปเลย แต่ไม่เคยมีใครอธิบายถึงที่มาที่ไป (พ่อครูว่า...คนนี้ไม่พบโพธิรักษ์ ไปดูถูกได้อย่างไรว่าไม่มีใครอธิบาย ตนเองไม่มีภูมิปัญญาบารมี ถึงว่าไม่มีใครอธิบาย) พลังงานที่เกิดมาตั้งแต่อุตุนิยาม เป็นพีชนิยามมันไม่มีผี แต่พอเป็นจิตนิยามโง่เป็นเลย เห็นผี พลังงานชั่วพลังงานกิเลสคือผี แม่นาคพระโขนงเต็มเรื่องเล่าในแนวสยองขวัญ มีหลายเวอร์ชั่น เล่ากันไม่รู้เบื่อ ดูผีปอบผีกระสือ จะดูน่ากลัวก็มาจากละครโทรทัศน์เรื่องปอบผีฟ้า เรื่องกระสือ หรือจะเอาตลกก็ปอปหยิบ ตอนนี้ซีรีย์หมอผีที่ออนแอร์จาก pptv ที่มีคุณหญิงแมงมุม ถือว่าเป็นความพยายามมองในอีกมิติหนึ่ง กล่าวคืออย่างน้อยๆ ผีแต่ละประเภทก็มีที่ไป เรียกว่าแนววิทยาศาสตร์แฟนตาซี สยองขวัญ มีผู้กำกับถึง 3 คน ผีแต่ละประเภทจะจบในตอน อาจจะมีผีบางประเภท มีเรื่องราวมากก็จบบริบูรณ์ ใน 2 ตอน ไม่เกินกว่านี้ ราศีแต่ละประเภทก็มีเรื่องราวรายละเอียดในตำนาน และมุมทางวิทยาศาสตร์ ผีที่กล่าวไว้ในซีรีย์เรื่องนี้ เช่นโหงพราย ปู่โสมเฝ้าทรัพย์หรือเสือสมิง กระสือก็มี 2 ตอน พรายน้ำก็มี 2 ตอน ผีเปรต ผีตานี ผีถ้วยแก้ว ผีป่า ผีตาโบ๋ ผีทะเล ก็มี 2 ตอน ผีตายทั้งกลมหมอผีก็ 2 ตอน เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของผีๆเท่านั้นเอง หมอผีเป็นบทประพันธ์ของหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล ( อาตมาว่า หลอกกันไปหลายชั้นเลย ไปเขียนเรื่องผีอีกก็หลอกกันซ้ำเข้าไปอีก ต้องเลิก ) มีทั้งหมด 70 ตอน มี 2 ชม.ต่อตอน ออนแอร์จาก pptv ทุกวันพุธและพฤหัสมีความยาว 90 นาทีต่อตอน ผลิตในนามของศรีคำรุ้งโปรดักชั่น หมอผีเป็นสมญานามของอาจารย์วิเศษ แสดงโดยวสุ แสงสิงแก้ว ผอ.สถาบันฯ หน้าที่คือค้นหาความจริงที่อยู่เหนือปรากฏการณ์ธรรมชาติ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดี แต่ค้นคว้าเกี่ยวกับวิญญาณและรอบรู้เรื่องไสยศาสตร์ คณะทำงานในกลุ่มนี้ประกอบด้วยอาคม (เจสัน ยัง) อดีตนายตำรวจผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์และนักแม่นปืน อีกคนหนึ่งแสดงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญมีเครื่องมือจับผี อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิต ศึกษาด้านจิตวิทยา รายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ด้วยการสะกดจิต จอนห์นี่ เป็นคนแสดง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาสากล และมีคนแสดงเป็นผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ เป็นกลุ่ม Paranormal Research จะทำการศึกษากรณี เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับทั้ง 20 ตอนของซีรี่ส์ เรื่องนี้ ยกตัวอย่างเรื่องผีถ้วยแก้ว อธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า การที่นิ้วกดบนถ้วยแก้วเป็นเวลานาน ร่างกายจะเกิดการอ่อนล้า ทำให้นิ้วมือเกิดการสั่น โดยอิสระ แล้วการสั่นนี้ทำให้แก้วเคลื่อนที่ไปได้ หรือกรณีที่มีชายคนหนึ่งได้ใช้กรณีของ Auto Erotic จนถึงแก่ความตายที่ดงกล้วย โดยมีเบื้องหลังว่า นางตานีถูกขุดขึ้นมาจากที่ฤาษีคนหนึ่งถ่ายทอดให้ฟัง คนที่เป็นผัวของนางตานีจะผอมไปโดยลำดับ กลับหักลำที่ คนที่เป็นฤาษีกลับไปทำลับๆล่อๆที่ดงกล้วยเสียเอง แต่ละตอนก็จะให้อารมณ์ที่ต่างกันไป อาคมกับการตายของขวัญข้าวที่ถูกปูเงื่อนงำไว้ แต่ละตอนดูแล้วจะเกิดอารมณ์ที่แตกต่างกันไป ใช้ CG ช่วย แต่ละตอนมีการสร้างผีขึ้นมาใหม่ Design ใหม่ทั้งหมด ( อาตมาว่า ยิ่งบาปหนัก โง่หนัก ทำบาปไม่รู้ตัว จะเอาแต่สนุกตื่นเต้น เพื่อเงินทอง ) ในแต่ละตอนแล้วต้องดีไซน์ผีขึ้นมาทั้งหมด เราต้องมานั่งศึกษากันประชุมกันว่าจะปรับตรงไหน จะดีไซน์ตรงไหนจะเล่นอะไรกันอีก หรือจะให้ออกมาอย่างไร อย่างเช่น พรายน้ำ เราก็จะอิงจากลักษณะรูปร่างของพรายน้ำที่คนไทยรู้จักกันดี ดารามาปรับให้น่าสนใจ เจ๋งมากขึ้นอีก พรายน้ำของเราจะไม่ใส่เสื้อทั้งตัว ( อาตมาว่า เอากามมาล่ออีก ของเก่าเขาปิดบางส่วน แต่นี่เปลือยหมด คือประกอบด้วยกิเลสกามกับกิเลสในภวภพ ก็งมงายกันไป ไม่มีเซนเซอร์ ประเทศเลยเสียหาย ไม่มีความรู้กัน ) พรายน้ำจะไม่ใส่เสื้อผ้า ผมยาวถึงตาตุ่ม ตัวเป็นเมือกทั้งตัว แล้วจะมีลูกพรายน้ำอีก เป็นเหมือนเยลลี่น้ำ พวกนี้ทำยากมาก เมื่อคุยกับผู้กำกับเสร็จ เราก็ไปคุยกับ CG ว่าเราอยากจะได้แบบนี้ เห็นเขาพรีเซ้นต์กันเอามาให้ดู และปรับแก้กันไป ละครเราเป็น Remake แต่เรากลับให้เป็นสมัยใหม่ มี CG ทำให้เนียนมากขึ้นสามารถ Create ผีให้ออกมาเป็นแบบแปลกๆได้มากขึ้น ทำให้งานน่าดูมากยิ่งขึ้น ว่าไปแล้วซีรีย์หมอผี มีความแตกต่างไปจากละครทั่วไป จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนชม เป็นงานใหม่ๆที่แตกต่างไปจากงานที่คุณหญิงแมงมุมได้ทำมา อาตมาว่า...อาตมาเจอบทความนี้ ก็เห็นว่าถูกครอบงำทางจิตเลอะเทอะ เรื่องผี คือจิตวิญญาณและอุปาทาน ข้างนอกที่ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส สัมผัสแล้วตาก็เห็นเป็นรูปเลย ลักษณะที่ตาเห็นรูปเลย เป็นภาพหลอน ทางหมอทางแพทย์ทางวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบ เขาว่าไม่มีจริง ก็ใช้จิตวิทยาแก้ไขรักษาไปเรียกว่า Visual hallucination มีตาหลอน แล้วก็มีหูแว่ว Auditory hallucination พวกนี้เป็นโรคจิต Psychosis พวกหมอ พวกนักวิทยาศาสตร์ก็รู้ ของทางพุทธศาสนาก็รู้เป็นของไม่มีจริง ท่านเรียกว่าโอฬาริกอัตตา เห็นเป็นรูปร่าง มีเสียง มีกลิ่นไหม้ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นน้ำหอม แบบนี้บอกว่าคนตายชอบใช้ เป็นของไม่มีจริงแล้วหรอกกันสมมติเข้าไปว่ามีจริง อาตมาเคยเรียนวิทยาศาสตร์ก็เรียนสะกดจิตว่าเป็นอย่างไร Hypnotize สะกดจิตแล้วก็สามารถสั่งจิตใจเขาได้ครอบงำจิตเขาได้ เช่น บนโต๊ะนี้ไม่มีอะไรเลยนะ เราก็สั่งให้เขาไม่เห็นอะไร เราก็บอกว่าลองหยิบขวดสีน้ำตาลบนตัวนี้ เขาก็จะควานไป เพราะเขาไม่เห็น ถ้ามือไปโดนขวดนี้ตกแตกเลยได้ ก็เขาไม่เห็นทั้งที่มีแสงกระทบวัตถุแล้วเข้าไปสู่เรตินาของเขา แต่จิตเขาไม่รับรู้เห็น นี่คือสะกดจิตให้จิตมีอุปาทานว่าสิ่งที่มีอยู่แท้ๆแต่ไม่เห็น ก็ทำได้ จึงเป็นเรื่องหลอก เป็นเรื่องแท้ ผีจึงเป็นความเท็จทั้งหมด ผีคือความเท็จ ก็ยังไม่ใช่การปั้นให้เป็นรูปร่าง แต่คนที่ไปปั้นให้เป็นรูปร่างมีอุปาทาน ให้เห็นผีเป็นตัวเป็นตนมาหลอก ถามว่าใครเคยเห็นมาแล้วในชีวิตนีสัมผัสทางตาเลย …มี 1 คน มีคนที่เห็นน้อยมาก เรียกว่ามีอุปาทานเยอะ มีโอฬาริกอัตตา เรียกว่า หยาบใหญ่ มาจากจิต เรียกว่ามโน จริงๆคือมโนมยอัตตา สำเร็จเป็นตัวตนข้างนอก เรียกว่าโอฬาริกอัตตา ปั้นเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสข้างนอกให้เห็นเลย เย็นร้อนอ่อนแข็งกระทบสัมผัส 7 สีได้เลย ทั้งๆที่มันไม่มี คนอื่นไม่ได้รับด้วย แต่ตนเองไม่อยู่คนเดียว นี่คือจิตใจเป็นได้ คือโอฬาริกอัตตา แต่มโนมยอัตตาก็อยู่ภายในจิตตน ไม่ออกมาข้างนอก อันนี้เป็นได้เยอะกว่า มโนมยอัตตาที่จัดจ้านก็คือโอฬาริกอัตตา พอคุณสัมผัส อ้า วันนี้ได้กินขนมอันนี้อร่อย เกาะเกิดรสอร่อยขึ้นในจิต รสอร่อยนั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าผี เป็นรสชาติที่ไม่มีจริง คนอื่นที่ไปกินขนมอันนี้แล้วเขาไม่ชอบ ไม่มีอุปาทานด้วย บอกว่าไม่ได้เรื่อง เขาก็ได้ผีที่เป็นผีน่ากลัว เป็นผีที่ไม่น่าชอบใจ ส่วนคนที่ชอบใจก็ได้ว่าผีที่น่าชอบใจ เรียกผีตัวนั้นว่าเทวดาเป็นอารมณ์หลอก อารมณ์สมมุติ เป็นอารมณ์ที่คุณสร้างขึ้นเอง เป็น Psychosis เป็นโรคจิต คนที่เป็นปุถุชน ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ หรืออนาคามี เมื่อกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วเกิดชอบใจหรือไม่ชอบใจ เป็นผีหรือเป็นเทวดา หรือรู้สึกกลางเฉยแบบไม่ใช่เนกขัมสิตะ แต่เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา คือไม่รู้หรือว่าสะกดจิตได้เก่ง นั่งสมาธิเก่ง สัมผัสแล้วเฉย เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา คนมีแบบเคหสิตอุเบกขาเวทนาเป็นโลกีย์ ส่วนเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาเป็นอาริยบุคคล ไปตามลำดับ ลดได้ก็มีปีติ เป็นอาการอารมณ์ทางจิต อารมณ์ทางจิตเป็นกรรมฐานที่ศาสนาพระพุทธเจ้าให้ศึกษา ทุกวันนี้ ผิดเพี้ยนในเรื่องกรรมฐานไปเยอะ ไปยึดถือเอากสิณ 40 เป็นกรรมฐาน ไปจดจ่อจดจ้องให้จิตเราติดยึด นิ่งเป็นอุเบกขา ซึ่งเป็นเรื่องของอรรถกถาจารย์ที่ไปรวบรวมมาด้วยความไม่รู้ ทำให้จิตใจหยุดคิดหยุดปรุงแต่งอยู่กับกสิณอันนั้น ไม่ได้เกิดภูมิปัญญา วิเคราะห์วิจัย ในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์ คือเรื่องของเวทนาเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ได้เรียนรู้เลย ในเวทนาพระพุทธเจ้าสอนให้แยกแยะออกเป็น 108 เวทนา เวทนาพวกนี้คือกรรมฐานทางจิต ที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตร ท่านยืนยันว่าการปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะถึงมีเวทนา มีกรรมฐาน ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือไม่มีฐานปฏิบัติหากปราศจากเวทนา (ในพระไตรปิฎกแปลว่า ไม่มีฐานที่จะมีได้) เว้นจากผัสสะเสียแล้ว เขาเหล่านั้นจะรู้สึก ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือรู้สึกแต่เรียนรู้เรื่องกรรมไม่ได้ แยกอกุศลกรรม กุศลกรรมไม่ได้ หรือทำให้โลกียธรรมมาเป็นโลกุตรธรรมไม่ได้ ชาวพุทธอย่าได้ไปหลงกสิณ 40 ที่อรรถกถาจารย์รวบรวมไว้ อันนั้นเป็นของนอกศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีเวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วเรียนรู้ให้ถึง 108 เข้าใจอาการอารมณ์ของจิต ตั้งแต่ อารมณ์ 2 กายิกเวทนากับเจตสิกเวทนา เวทนา 3 มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 สุขภายนอก ทุกข์ภายนอก โสมนัส(ภายใน) โทมนัส(ภายใน) อุเบกขินทรีย์ นี่คือสภาพอารมณ์ที่รู้สึกได้ ทั้งภายนอกและภายในหรือเฉยๆ ภายนอกโสมนัส/โทมนัสมากหรือน้อย ภายในโสมนัส/โทมนัสมาก หรือน้อย หรือไม่สุขไม่ทุกข์ กลางๆ เรียกว่าอินทรีย์ 5 เวทนา 6 คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง 6 ทวาร เวทนา 18 คือเวทนา 6 ที่จะมีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นได้ทั้ง 3 อย่างนี้ ก็รวมเป็น 18 คนไม่รู้ก็เป็นเคหสิตะ 18 ขึ้นๆลงตามความรู้สึก ที่ตรงอุปาทานก็สุข ไม่ตรงก็ทุกข์ บางทีเฉยๆเซ็งๆ อย่างเคหสิตอุเบกขา ที่จะแยกนักปฏิบัติธรรมเป็นอาริยะ หรือไม่เป็นอาริยะ จะเป็นพระโสดาบันหรือไม่ ต้องมีญาณปัญญาอ่านเวทนาในเวทนา แยกเคหสิตอุเบกขา กับเนกขัมสิตอุเบกขา เนกขัมมะคือสุขก็ลดได้ ทุกข์ก็ลดได้ ด้วยปัญญา ไม่ใช่กดข่ม เมื่อลดได้สุขก็ไม่จริง ทุกข์ก็ไม่จริง ทำให้มันลดได้เป็นโลกุตระ คุณอ่านเวทนาให้ออก ต้องเอาจริง มีสัมผัสสะเป็นปัจจัย แล้วอ่านอารมณ์ได้ว่าเป็นโลกีย์ มีชอบใจหรือไม่ชอบใจกำลังทุกข์ก็อ่านว่ามันมีอุปาทาน สมมุติว่านี่เป็น Apple ผิวสวยรูปงาม เมื่อสัมผัสจิตใจก็เกิดความต้องการตามที่สมมติไว้ ต้องมีรูปอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ เมื่อมาแตะลิ้น ก็บอกว่ารสอย่างนี้แหละ ต้องหวานพอประมาณอย่างนี้ ไม่เปรี้ยวไปไม่หวานไปก็จะชอบ คุณก็มีผีเกิดขึ้น แล้วหลงว่าผีนั้นเป็นเทวดา เป็นเทวดาเก๊ เป็นสุขเท็จ เป็นอารมณ์วิตถาร อารมณ์ไม่จริง ถ้า Apple รูปนี้ คนสัมผัสแล้ว ได้สัมผัสแตะลิ้นด้วย เกิด 1 รู้รสแท้ ว่ารส Apple มันเป็นแบบนี้ ไทย จีน แขก ฝรั่ง ลาว ที่มีประสาทสัมผัสดีก็รู้ว่าเป็นรสแท้รสเดียว เป็นรสชาติของแอปเปิ้ล ใครมาแตะก็รสนี้รสเดียว นั่นคือรสจริง แต่คนที่มีอุปาทานว่าชอบ นั่นคือรสชาติของผี เป็นสมมุติว่าเป็นเทวดาคือรสเก๊ ส่วนคนไม่ชอบก็บอกว่าเป็นผี นี่คืออุปาทานของปุถุชนของคนโง่ใครไม่เคยมียกมือขึ้น (ใครไม่ยกโกหกอาตมา) ใครทำรสเก๊นี้ออกจากจิตได้ คือฐานนิพพาน ง่ายไหม ...ทำให้ได้ ถ้ากดข่มไม่ให้มีก็ได้ ชั่วคราวไม่ถาวร แต่ถ้าเกิดด้วยปัญญาว่ามันอนัตตา เป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็เพราะไปหลงมัน ก็เลยเป็นภาระ เราเลิกมันได้ก็เป็นปัญญาสว่าง ไม่ต้องมีอารมณ์นี้ หายจากจิตก็นิพพาน นี่คือการไขนิพพานแล้วนะ (ถามว่าใครไม่เข้าใจยกมือ? ก็ไม่มีสักคนที่ไม่ยกมือ) ฐานอุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขา ด้วยภูมิปัญญา ล้างความยึดติดด้วยภูมิปัญญา ไทย จีน ฝรั่ง ก็สัมผัสได้รสเดียวกัน ส่วนความชอบหรือไม่ชอบ ชอบมากชอบน้อย ไม่ชอบมากหรือไม่ชอบน้อย ก็ไม่มี ถ้าเกิดชอบมากหรือน้อยก็เกิดเหตุปัจจัยที่ชั่วหยาบ ก็มีการแย่งชิงกันได้ต่อไป มีความเฉกา คือไม่ฉลาด คือไม่เท่าทันทวารทั้ง 6 เรียนรู้ฉฬายตนะ แล้วไม่ขึ้นไม่ลง รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ชอบไม่ชัง รู้ความจริงตามความเป็นจริง อาการผี อาการเทวดาเก๊ ไม่เกิดในจิตใจคนนั้น คือคนมีนิพพานในจิต เป็นคน เป็นคนมีนิโรธ เป็นคนมีนิพพาน แปลเป็นดูให้ดี จะเกิดการรู้ว่าการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ชอบไม่ชังได้ ก็เป็นฐานนิพพานเรียนรู้เป็นอาริยะบุคคลไปได้เรื่อยๆ แต่ก่อนก็มีสุขมีทุกข์ ไม่ว่าจะสัมผัสทางตา หู จมู กลิ้น กาย ตอนนี้ไม่เหลือ เป็น เอกสโมสรณาภวันติ ไม่มีธรรมะ 2 มาปนเปื้อนเลยไม่มีสุขทุกข์ ไม่มีอยากได้หรือไม่อยากได้ อันนี้สัมผัสแล้วถ้าควรได้ก็เอา ไม่ควรได้ก็ไม่ต้องออก เราควรเอามาใช้หรือไม่กับชีวิตเรา ไม่ได้มีการอยากแบบโลกีย์ ที่ท่านเรียกว่า สสังขาริกัง ของเจตสิก 52 มีสิ่งปรุงแต่ง เพราะมีตัวนำเป็นกิเลสนำ เมื่อไม่มีกิเลสนำก็เป็นอสังขาริกัง คนที่ได้ฐานนิพพานก็จะ รู้เท่าทันผี หรือเทวดาเก๊ เป็นอุบัติเทพ และ วิสุทธิเทพ ซึ่งเทวดามี 3 อย่างนี้ จากสมมุติเทพที่สุขทุกข์ไปกับภายนอกก็ไม่มีแล้วเป็นอุบัติเทพและวิสุทธิเทพต่อไป สัมผัสกับแอบเปิลแล้วไม่สุขทุกข์ได้ อนาคามียังมีอยู่ภายใน คุณต้องอ่านละเอียดให้รู้ส่วนที่เหลือ เสสะ เหลือรูป ร่องรอยนี้ ก็ดับให้หมด ดับเกลี้ยงรูปราคะ อรูปราคะ ไม่มีมานะ หรือเศษละออง เป็นอุทธัจจะ เป็นอรูปแล้วตรวจสอบว่าเหลือรายละเอียดอีกไหม ก็หมดอุทธัจจะ ก็พ้นอวิชชาสวะ เราก็รู้แล้วก็เป็นได้ทำได้ด้วย มีวิมุติญาณทัสสนะเป็นอุภโตภาควิมุติ ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ตราบนั้น โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ผู้ที่ปฏิบัติอย่างที่กล่าวไปนี้ ก็จะเป็นผู้บรรลุธรรมได้ในชีวิตนี้ ไม่ต้องเป็นชีวิตหน้า ถ้าทำได้ศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้บรรลุแล้วจะมีความ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีนิรันดร (แต่ถ้ามีนิรันดรเป็นเทวนิยม) เมื่อทำให้ไม่มีได้ในทุกปัจจุบัน อนาคตก็ต้องไม่มีไปด้วยอย่างแน่นอน คือความไม่มีนั้นเที่ยง แต่ไม่ใช่ความมีนั้นเที่ยง ศาสนาพุทธเที่ยงในความไม่มีกิเลสอีก แต่ปุถุชนเที่ยงแท้ในความหลอก เป็นเทวดา เป็นผี ตามอุปาทาน แก้ไม่หายล้างไม่ออก ชาตินี้ชาติหน้ายิ่งทำให้อวิชชามากขึ้นๆ คนไม่ได้ศึกษาก็เติมกิเลสให้หนามากขึ้น คำว่าหนานี้ยิ่งกว่าใหญ่ โต อ้วน คำว่าหนานี้เป็นมิติที่โตไปทุกด้าน ทุกมิติ รวมแล้วเป็นความหนา แล้วมีความแน่นในตัวด้วย มากได้แล้วแถมแน่นอีกด้วย เอาไหม?...ไม่เอา

อาตมาจะอ่านไลน์ของผู้ที่น่าสงสารในความเข้าใจผิด _จากวาทินทร์ภิกขุ …...มีครูบาอาจารย์ส่งไลน์มาให้อ่าน. กราบสาธุๆๆ 🙏🙏🙏[คำพยากรณ์ถึงพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ]

"วันที่ฟ้าเปิดเหล่าทวยเทพชั้นผู้ใหญ่ พระสยามเทวาธิราช เสด็จมารับด้วยตนเอง พร้อมบริวารเทวดานางฟ้า ครุฑ ท้าวจตุมหาราชทั้งสี่ทิศ มาเป็นล้านๆองค์ นับไม่ได้ มันแน่นไปหมด น่าอัศจรรย์ใจ!!! ท่านเป็นพระโพธิสัตว์นะ จึงมีปรากฎการณ์ที่มองได้ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าภาพแสงส่องจากฟ้าลงมาที่ศิริราช ก็เพราะฉัพพรรณรังสี ของสมเด็จพ่ออยู่หัวในพระบรมโกศ สว่างไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ไม่ใช่เพียงมนุษย์นะโยม เทพาอารักษ์ คนธรรพ์ เมืองบาดาล พญานาคราช ก็โศกกันหมด เพราะท่านเกิดดับมาแล้ว 16 อสงไขย กับอีกแสนกำไรกัป มีความเกี่ยวเนื่องทุกชั้นของวัฏสงสาร เทวดา มารพรหม รับรู้หมด ถึงมีปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์ ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ อย่างผี เปรต สัมภเวสีที่อยู่ในอากาศบ้าง เมืองลับแลที่รอไปเกิด ที่เป็นภพซ้อนกับเรา ก็โศกร่ำไห้ให้พระองค์ นี่ท่านเป็นโพธิสัตว์โดยแท้ อาตมากำหนดดู พระอริยเจ้า ครูบาอาจารย์ ก็ได้ทรงมารับเสด็จ แน่นไปหมด องค์ประธานที่มารับท่านในคืนนั้น คือ สมเด็จองค์ปฐม(พระพุทธเจ้า)นะ อัศจรรย์มากนะ อาตมาเป็นเพียงผู้ทรงศีล ยังอดปิติสุขในใจอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะบารมีท่านมาก มากไปเป็นหมื่นโลกธาตุ นี่ไม่พูดถึงประชาชนในประเทศของพระองค์ โลกทิพย์นี่หากผู้ใดมีฌาณสมาบัติแก่กล้า จะรู้ถึงความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างคืนหลังท่านสวรรคต เที่ยงคืนวันที่สิบสี่เป็นต้นไป สาธุชนในประเทศนอนไม่หลับกันนะ เทวดาที่ประจำตัว พ่อเกิดแม่เกิด ก็ต่างโศกเศร้า เลยทำให้ชาวเราสยามประเทศ นอนไม่หลับ จิตส่งผ่าน คิดถึงท่านทุกขณะจิต นี่แหละเพราะพระบารมีท่านแท้ๆ ไม่ต้องห่วงท่านหรอกนะ พระโพธิสัตว์นั้นท่านไม่เหมือนเรานะ ที่ต้องมีนายนิรยบาล หรือผู้คุมมารับไปพิจารณาโทษ หรือใครมีศีลครบก็ไปจุติ อย่างต่ำก็เป็นบริวารของเทวดาชั้นผู้ใหญ่ มีวิมารเป็นของตนเอง เสวยทิพยสมบัติจนกว่าจะหมดวาระ อย่างพระโพธิสัตว์ท่านพิเศษนะ วันที่พระสยามเทวาธิราชมารับองค์พ่ออยู่หัวบรมโกศ บันไดทองอร่ามงดงามลอยลงมาเลยนะ ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย เทวดาก็แน่น มาต้อนรับกลับที่เดิมของท่านที่บำเพ็ญมา คือ สวรรค์ชั้นดุสิต ที่ของพระโพธิสัตว์ที่ทรงปรารถนาพุทธภูมิ (บำเพ็ญเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในกาลอนาคต) ท่านอยู่กันมาก และเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ท่านก็จะมาจุติในสังสารวัฏอีก สมเด็จพ่ออยู่หัวในพระบรมโกศ อีกไม่เกิน 5 ชาติ นะโยม ในการบำเพ็ญของท่าน คนไทยนี่โชคดีมากที่มีพระมหากษัตริย์ ที่เพรียบพร้อมทั้งทศพิศราชธรรม เกิดในประเทศไทย จงภูมิใจและทำหน้าที่เราให้ดีที่สุดนะ ทรัพยากรเราไม่มีวันหมดหรอก เพียงยังไม่ถึงเวลา ของเหล่านี้มีเทวดากำกับอยู่ เมื่อถึงเวลาประเทศเราจะกลายเป็นมหาอำนาจ ต่างชาติจะง้อเราเอง ตามรอยฝ่าพระบาท ตามคำสอนของพระองค์ไว้ ยามมีภัยให้นึกถึงท่านนะ บารมีจะเกิดทันที ทำความดีเพื่อพ่อต่อไป ก็อธิษฐานจิตหากเกิดจุติที่ใดในภพหน้า ขอให้เกิดทันยุคท่านอีก อุปมาเหมือนผู้อธิษฐานจิต ขอเกิดในชาติที่พระศรีอริยเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน