590922_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาปกิณกะ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข6 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590922 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาปกิณกะ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...ที่บ้านราชเมืองเรือ วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2559 แรม 6 ค่ำเดือน 10 ปีวอก วันนี้มีนักเรียนแล้วก็เปิดให้ถามคำถามได้ ก็มีของใบฟ้าเขียนมาเพื่อทบทวนเพื่อความเข้าใจในภาษากับปริยัติกับสภาวธรรม ก็ขอพูดถึงศิษย์เก่าที่จะเริ่มระดมความคิดเห็นกัน ศิษย์เก่าสัมมาสิกขามีถึง 9 โรงเรียนเปิดมาตั้งแต่ พ. ศ. 2534 ปีนี้ พ.ศ. 2559 รวมแล้วก็ 18 รุ่นแล้ว ออกไป ผลิตออกไปเป็นหลายพันคน แม้แต่รุ่นใหม่ๆ อาตมาก็จะทำไปจนกว่าอาตมาจะตาย แม้อาตมาตายไปแล้วก็เชื่อว่ามีผู้ที่สืบสานธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็ขอยืนยันว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะของมนุษยชาติของสังคม ไม่ใช่เป็นธรรมะที่แตกต่างแปลกแยกออกไปจากความเป็นมนุษย์ความเป็นสังคมเหมือนอย่างที่โลกเขาต้องการ เป็นความตรง เป็นความพิเศษ เป็นคุณธรรมขั้นพิเศษ ปฏิโสตัง ทวนกระแสกับโลกปุถุชน ที่ไปชื่นใจกับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข และอยู่ในกรอบของจิตวิญญาณของอาคามี เป็นจิตวิญญาณที่วนเวียนอยู่กับความสูงและต่ำ ความสุขกับความทุกข์ ความมีมากหรือความมีน้อย นรกต่ำสุดสวรรค์สูงสุด วนเวียนอยู่ในธรรมะ 2 ตลอดกาลนาน ตราบใดที่ไม่มีภูมิปัญญาเข้าใจธรรมะที่ทวนกระแส ที่จะเห็นเลยว่าถ้าเราขืนไปวนเวียนอยู่ในโลกียภพ ก็จะวนไปกับภพนี้ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้นในกลุ่มของพระพุทธเจ้าโลกุตระ เรียกว่าโลกุตรภูมิ การไปก่อตัวเป็นภพเป็นชาติขึ้นมานี้ sensible ละเอียดลึกซึ้งมากเรื่องภพชาตินี้ ส่วนพรหมคือความลดภพแล้ว เป็นอาริยภูมิโลกุตระแล้ว จะรู้ก่อนไม่ได้ ก็มีแต่นรกกับสวรรค์เท่านั้น และมีมนุษย์คนไหนที่อยากได้พนรกก็ไม่มี มีแต่อยากได้ภพของสวรรค์ทั้งนั้น แต่มันทำผิดเพราะมันไม่รู้อวิชชาว่าทำอย่างนี้จะสร้างภพ จะต้องม

อ่านต่อ

ีภูมิปัญญาหรือว่าทำอย่างไรจะไม่ก่อภพได้ มันจึงไม่ก่อภพ อาตมาพูดอย่างนี้ก็อย่าไปตกใจว่าเราจะต้องเกิดภพชาติอีก ถ้าอึดอัดขัดเคืองเกินไปจะต้องหมดภพชาติให้ได้ มันทำไม่ได้หรอกจะต้องทำไปตามลำดับไม่ต้องอึดอัดขัดเคือง เรียนรู้ไปตั้งแต่อบายภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพไปตามลำดับ ดึงดันไม่ได้ ต้องไปตามภูมิตามความจริงของเรา ถ้ายิ่งอึดอัดยิ่งทำไม่ได้ดี ให้ศึกษาไปตามลำดับอย่างละเอียดไม่ติดขัด พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าการเป็นลำดับที่ราบเรียบอย่างฝั่งทะเลเหมือนหาดทราย การอยู่กับหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีจึงมีอานิสงส์สูงเป็นหนึ่งเดียวของศาสนาเป็น ทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนาเลย จะมีคนทั้งระดับ โลกุตรภูมิและระดับโลกียภูมิได้ ในชาวอโศกก็ยังมีระดับโลกียภูมิที่ยังเข้าสู่โลกุตระไม่ได้อีกด้วยมันจึงสมบูรณ์แบบ ก็มีข้อความของคุณใบฟ้าที่แต่ก่อนเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ก็พบศาสนาก็เลยลาออกมาอยู่ในนี้ บอกมาว่าอยากให้อาตมาอธิบายรายระเอียดให้ฟังเรื่องของการศึกษา ขั้นแรก ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา แต่ขั้นต่อมาก็ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา ซึ่งคำว่าเคร่งนี้ดูเหมือนว่ายาก แต่ว่าที่จริงคนที่ทำได้แล้วไม่ยาก เก่งงานก็ทำงานได้เก่งขึ้น วิชาการก็ชำนาญ เชี่ยวชาญสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนขั้นสุดท้ายศีลเต็ม คือศีลไม่บกพร่อง ศิลบริบูรณ์ สัมบูรณ์ Absolute Ultimate เข้มงานคือเก่งงานเอาภาระเต็มที่ แล้วจึงสืบสานวิชชาสืบสานความรู้สืบสานธรรมะที่ประเสริฐของพระพุทธเจ้าตลอดไปจนกว่าปรินิพพาน เป็นปริโยสาน เอาไปเทียบกับธรรมะหนึ่งกับธรรมะสอง เช่นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าจะเทียบว่า ปริยัติ = โลกุตระ ปฏิบัติ = โลกานุกัมปา ปฏิเวธ =โลกวิทู ถามมาว่าจะได้ไหม ปริยัติ นั้น ต้องเริ่มมีจิตโลกใหม่ที่เป็น โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ การได้คุณธรรมเป็นโลกุตรจิตก็ได้ เอาไปเทียบกับปริยัติก็ได้ แล้วปฏิบัติเทียบโลกานุกัมปาก็ได้ คือเมื่อมีโลกุตรจิต เอาโลกุตระจิตมาทำกับโลกกับสังคม มาช่วยเหลือเป็นประโยชน์รับใช้โลก เป็นผู้มีประโยชน์ต่อโลกเขา ส่วนปฏิเวธก็ครบรอบหมด เทียบกับโลกวิทูได้ รู้ทั้งเราทั้งเขา ทั้งความสัมพันธ์ของโลกแต่ละขั้นไป อย่างโสดาบันก็รู้ครบขนาดหนึ่ง สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ก็มากขึ้น จนเป็นโพธิสัตว์ จนเป็นพระพุทธเจ้าก็ครบโลกวิทูเลย แล้วพวกเราศึกษาไปทุกวันนี้อาตมาทำงานไปยังไม่ได้อะไรมากมายก็มีคนรู้โลกุตรธรรมไปตามลำดับ แล้วคนรู้โลกุตรธรรมจะไปรับใช้สังคม โลกานุกัมปา ในด้านการเมืองก็ดี ในด้านเศรษฐกิจก็ดี คนเหล่านี้จะต้องขึ้นไป ไม่ใช่ว่าอาตมาพยากรณ์ ประชาชนจะต้องการคนเหล่านี้แหละ โดยเฉพาะชาวอโศก เด็กชาวอโศกที่ออกไปนี่แหละ ที่ได้ปฏิบัติตนดีขึ้นไป ประชากรของไทยจะต้องการ พวกเราจะต้องไปทำงานให้แก่สังคม อาตมาเชื่อว่าชาวอโศกมีเด็กรุ่นใหม่ อาตมานี่แก่เกินแกง จะเป็นนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีอะไรกับเขาไม่ได้หรอกไม่ทันการหรอก แต่เด็กรุ่นต่อไปนี้แหละจะไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็นนายกรัฐมนตรีอะไรต่างๆ จึงบอกว่าอย่าไปทำเป็นออกไปจากหมู่ไม่เสริมเติมความรู้ ไม่เข้ามาสร้างสรรค์เอาไว้ มันจะช้าไป มันจะไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร ควรจะต้องเข้ามารวมตัวกัน เข้ามาพยายามสืบสาน เพราะจะต้องเป็นไม่ใช่ว่าอาตมาพยากรณ์ เพราะว่าคนที่ทำงานให้แก่สังคมด้วยความบริสุทธิ์ใจมีกิเลสน้อยหรือไม่มีกิเลสเลยนี่มันเป็นสัจจะ ที่โลกเขาไม่รู้ไม่เข้าใจ ว่าอนาคามี อรหันต์ นั้นจะเป็นนักการเมืองที่ดี ซึ่งเขาถูกครอบงำความเชื่อมานานแล้วว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วจะต้องออกบวชและเป็นพระป่า อยู่เดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งอย่างงั้นมันผิดเพี้ยนเป็นมานานแล้ว อย่างคนที่ทำอยู่กับสังคมมีบทบาทเช่นคุณจำลอง คุณไชยวัฒน์ คนอื่นๆ อีกในชาวอโศก แต่มันยังไม่มากพอ รุ่นก่อนๆ นี้มีน้อยไม่มากพอ แต่ตอนนี้มีแล้วคือเด็กพวกเรานี่แหละรุ่นที่ติด chip โลกุตระไปแล้ว ให้พากเพียรขึ้น ถ้าเราไม่พากเพียรก็จะไม่มีบารมีเพิ่มขึ้นได้อย่างไร บารมีไม่ใช่เกิดจากเราซื้อตามร้านขายยา ไม่มีตามร้านสะดวกซื้อห้างขายยา มันต้องมาพากเพียรสั่งสมบารมี ต้องพยายามอย่ามองเมิน เพราะมันเป็นความจำเป็น พวกเราที่มีเชื้อสายมี DNA ของโลกุตระ ของอาริยะแล้ว อย่าทำเป็นเล่นให้ตั้งอกตั้งใจพากเพียรตั้งใจ ใครไม่อยากได้ใคร่ดีก็มาเถิดมาช่วยเหลือโลกเขาไปก็แล้วกัน แม้เราไม่อยากแต่เราต้องมีปัญญาว่ารู้สิ่งที่ควร เรามาฟังดูบทความอันหนึ่งก่อน เมื่อวันที่ 22 กันยายน เป็นบทความของหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับต่างจังหวัด ในคอลัมน์ผ่าประเด็นร้อน ทีมข่าวการเมือง

ผ่าประเด็นร้อน เพื่อแม้วควรหยุดลวงโลก เลิกอ้างประชาธิปไตยมาบังหน้า วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559 ในโอกาสครบรอบ 10 ปี การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 บรรดาแกนนำขบวนการเพื่อแม้วไม่ว่าจะเป็น น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าว นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อแม้ว หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง ต่างออกมาโจมตีการรัฐประหารขณะเดียวกันพยายามสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้า ทั้งๆ ที่ธาตุแท้ของขบวนการเพื่อแม้วคือธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม ถ้าแหล่าแกนนำขบวนการเพื่อแม้วสำนึกในสิ่งเลวร้ายที่ตัวเองทำไว้กับชาติบ้านเมืองก็ควรทบทวนพฤติกรรมด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม 10 ปีที่ผ่านมาขบวนการเพื่อแม้วถึงถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ซึ่งคำตอบก็คือเพราะขบวนการเพื่อแม้วคือต้นเหตุแห่งวิกฤติชาติตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ทำสิ่งเลวร้ายหนักหนาสาหัสไว้กับแผ่นดินอย่างมากมาย หากย้อนกลับไปทบทวนสาเหตุการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณครั้งแรกเมื่อปี 2549 เกิดจากเหตุผล 4 ประการคือ มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬาร มีการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริม มีการผูกขาดอำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระอย่างย่ามใจ และสร้างความแตกแยกในชาติลึกซึ้งรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนจนมวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังขับไล่ สำหรับพรรคเพื่อแม้วถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ต่างจากบริษัทการเมืองจำกัดที่สส.ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริง แต่เป็นแค่พนักงานบริษัทที่ฟังคำสั่งจากเจ้าของบริษัทคือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เพียงคนเดียวเท่านั้น หรือแม้แต่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดที่บงการโดยอดีตนายกฯ นักโทษหนีคุก พรรคเพื่อแม้วยังเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ทุ่มทุนและใช้ผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ซื้อกลุ่ม สส. ซื้อเสียง ซื้ออำนาจรัฐซื้อประชาธิปไตย ซื้อประเทศ แล้วถอนทุนบวกกำไรมหาศาล จากนั้นใช้อำนาจรัฐแผ่ขยายอิทธิพลผลประโยชน์หวังผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและทะเยอทะยานถึงขนาดเคยคิดเปลี่ยนแปลงการปครองประเทศ นอกจากนี้ขบวนการเพื่อแม้วยังจัดตั้งกองกำลังก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และเหิมเกริมถึงกับบุกโรงพยาบาลจุฬาฯและสภากาชาดไทย จนต้องมีการอพยพผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่รักษาอาการพระประชวรอยู่อย่างอลหม่าน ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลและสภากาชาดไทย เป็นเขตปลอดภัยตามหลักสากล ซึ่งพฤติการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นขบวนการเพื่อแม้วเลิกสร้างภาพลวงโลกอ้างประชาธิปไตยปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงอันอัปลักษณ์ของตัวเองได้แล้ว เพราะทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่หูตาสว่างและรู้เท่าทันเล่ห์ลิ้นพวกประชาธิปไตยจอมปลอมโดยเฉพาะจากคดีโครงการรับจำนำข้าว ทีมข่าวการเมือง

อาตมาก็พาดพิงมาย้ำความรู้ความเห็นของสังคมสื่อสารมวลชน ตามเหมาะควรที่จะเอามาเปิดเผย

ต่อมาก็ตอบประเด็น _จากแสงไฟธรรม ได้ข้อมูลมาว่าทางสันติอโศกทางบุญนิยมทีวีสามารถเผยแพร่บุญ นิยมทีวีทางวิทยุ fm ได้แล้ว จึงขอเสนอให้ทางบ้านราชสามารถไปแพร่ทางวิทยุได้หรือไม่ ตอบ….ก็พยายามอยู่

ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ในทัศนคติของข้าพเจ้า มีความเห็นว่า หากจะได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด ควรจะเป็นนโยบายระดับชุมชน คือติดตั้งในระบบส่วนกลาง และจ่ายกระแสไฟ เสริมเข้าไปในระบบไฟฟ้ากระแสหลัก คือจัดการไฟฟ้า การดูแลและการซ่อมบำรุงเป็นของส่วนกลาง จึงจะเหมาะกับระบบสาธารณโภคี ตอบ...อันนี้ก็เป็นความเห็นของคุณแสงไฟธรรม แต่อาตมามีความเห็นว่าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ อาตมามีความเห็นว่าไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการ น่าจะแยกออกมา เป็นโซล่าเซลล์ของเราเอง ไม่ต้องไปเชื่อมกับทางการ ซึ่งของทางการเราก็มีใช้ ถ้าจำเป็นก็สับ สวิช ไปได้ ในเวลาโซล่าเซลล์เราขัดข้องหรือจำเป็นขึ้นมาก็สับ สวิช ไป จะอัตโนมัติหรือไม่ก็ได้ อาตมาเห็นคร่าวๆ เช่นนี้นะ

_ลูกศิษย์ปัจจุบัน ผมอยากทราบว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหมครับ ตอบ...ตอนนี้มันก็ท่วมมาอยู่บ้างแล้ว พวกเราอยู่ท้ายน้ำ จากนั้นก็ไหลออกไปปากเซ แม่น้ำโขง

_ลูกมีข้อสงสัยเรื่องการสละทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพื่อทำบุญตามความเข้าใจ แต่ไม่รักษาศีล โดยเฉพาะกาย วาจา ใจ จะพูดเบียดเบียนคนอื่นอยู่เสมอๆ และคนที่เสียสละคนนี้จะได้รับอานิสงส์ในข้อไหนคะ ตอบ…ก็ขอยืนยันว่าการทำทานให้เป็นบุญอย่าไปทำทานให้เป็นบาปนี้มีแต่สำนักอโศกที่สอนกัน มันเป็นเรื่องอจินไตยเขาไปทำอกุศลในเรื่องของวาจา พูดเบียดเบียนคนอื่นก็เป็นอกุศลของเขา จะไปตีราคาไม่ได้ ไปกำหนดราคาว่าเขาพูดเช่นนี้จะบาปเท่านี้หน่วย แล้วเขาสละเงินเท่านี้จะได้เป็นส่วนกุศลของเขาเท่านี้ มันเป็นของโลกีย์ การไปพูดว่าเขามันเป็นโลกีย์ด้วย และเป็นกิเลสด้วย แต่การสละเงินโดยไม่ได้ทำใจในใจนี้เป็นโลกีย์ได้แต่กุศลไม่ได้บุญ แต่ก็ตอบรายระเอียดไม่ได้มันเป็นอจินไตย ไม่รู้ว่าคุณทำ กาย วาจา ใจอย่างไรมากหรือน้อย คิดเป็นตัวเลขไม่ได้ อยากจะรู้ก็รู้ไม่ได้เพราะอาตมาไม่มีความสามารถตอบได้ มันละเอียดเกินที่จะไปวัดค่า สรุปแล้วเรื่องของอกุศลกาย วาจา ใจ แม้มันจะเป็นบาป คุณจะไปทำทำไมเป็นอกุศล ก็พยายามลดละให้ได้

_ของป.3 มิ้งค์...ณัฏฐา ศรีหงสา ถามว่าทำไมคนเราต้องมีความโลภ โกรธหลงหรอคะ ตอบ….คำแรกตอบได้เลยว่า ทำไมยังมีโลภ โกรธ หลงก็เพราะว่ายังโง่อยู่ แล้วจะฉลาดอย่างไร จะฉลาดก็ต้องเรียนธรรมะ คำว่าฉลาดนี่มันเกิดมาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทั้ง 6 ทวาร ฉฬ แปลว่า 6 เกิดมาจากการสัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจทั้งหกทวารทำงานสัมผัสสัมพันธ์กับอายตนะนอกมีอายตนะใน แล้วก็เกิดสังขารเป็นองค์ประชุมเป็นองค์ประกอบเป็นกรรมกิริยาขึ้นมา ผู้ที่ไม่ได้เรียนไม่รู้จักกรรมกิริยาที่ประกอบเป็นสังขารปรุงแต่งขึ้นมา มันมีกิเลสเครื่องปรุงแต่งอยู่ด้วยเท่าไหร่ ไม่ได้รู้ไม่ได้เรียนก็แก้ไขไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ใดสามารถที่จะเรียนรู้กิเลสมันมีโลภ โกรธ หลงนั่นแหละ เป็นต้นตระกูลหลักของมัน ก็ต้องมาเรียนอันนี้เมื่อเรียนแล้วก็จะสามารถจับตัวกิเลสโลภ แล้วก็กำจัด โกรธก็ดี ก็กำจัดให้ได้ หลงก็ดีให้กำจัดให้ได้ เมื่อกำจัดได้หมดเราจึงจะเป็นผู้ที่ ไม่มี ความโลภโกรธหลง แล้วทำไมต้องมีก็คือเพราะไม่รู้และไม่ได้ศึกษาที่จะกำจัดโลภ โกรธ หลง แม้แต่หลวงปู่หลวงตา หลวงน้าหลวงยายก็มี(สิกขมาตุ) ให้ถามให้ศึกษา แล้วอ่านความจริงของเรา แม้เล็กๆ น้อยๆ ตัวเล็กตัวน้อยก็ศึกษา สมัยพระพุทธเจ้ามีพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ในยุคนี้ก็มีได้ ไม่ต้องห่วงศึกษาให้จริง

_มีข่าวอาการป่วยของท่านสมณะฉันทโส เกี่ยวกับข่าวลือ… เรื่อง อาพาธของท่านฉันทโส อาการป่วยของท่านฉันทโส สมณะนาไท รายงานว่าวันนี้สุขภาพดีขึ้น เมื่อวานนี้ที่ต้องเข้าห้องไอซียู เพราะเสลดมากทำให้หายใจไม่สะดวก และที่เป็นห่วงกันว่า มีภาวะปอดติดเชื้อนั้น หมอตรวจเรียบร้อยแล้วปอดไม่มีภาวะติดเชื้อ เมื่อวานมีข่าวลือไปหลายเรื่อง เช่น กำลังเตรียมจะเจาะคอบ้าง แต่ความจริงคือเอาสายยางไปไว้ในคอเพื่อให้ช่วยหายใจได้ดีขึ้น สิ่งที่หมอขอร้องก็คือ มีคนมาเยี่ยมมาก ช่วงนี้หมออยากให้คนป่วยได้พัก ขอให้ได้ ชลอการเยี่ยมออกไปก่อน

_เรื่องกฐินผ้าป่า ตอบ...มันทำลายศาสนามากที่สุดเลย กฐินก่อน… กฐินแปลว่าสดึง สะดึงใหญ่ที่ทำเท่าจีวร เมื่อได้ผ้ามา เก็บผ้าบังสุกุลได้ ที่เขาทิ้งแล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่มีเจ้าของ หรือผ้าห่อศพ เก็บมาได้ก็เอามาต่อที่สะดึง กว่าจะครบผืน ก็ตัดแต่ละอันให้เป็นเหลี่ยมๆ แล้วมาต่อกัน ให้มีเหลี่ยมเป็นผืนผ้าบ้าง เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสบ้าง ก็จะต่อได้ดีกว่า เป็นระเบียบ เย็บต่อจนกว่าจะเต็มกรอบสะดึง ทำกันหลายคน พระสงฆ์ก็ร่วมกันทำเมื่อเต็มแล้วก็เอามาจัดให้ผู้ที่เหมาะสมต่อไป เรียกว่ากฐิน ส่วนจุลกฐิน ก็คือกฐินที่เร่งรัดให้เสร็จภายในวันเดียวคืนเดียวให้เสร็จเลย จัดการให้เสร็จ ทำให้เสร็จ ในคืนเดียว แล้วก็ถวายผู้ที่เหมาะควร กฐินมีเท่านั้น กฐินที่ท่านอนุญาตเป็นกฐินของคฤหบดี คือให้ฆาราวาสที่มีฐานะ สามารถซื้อสามารถหาผ้ามาได้ เย็บเป็นไตรจีวรเป็นชุดมาเลยอย่างสมบูรณ์แบบ หนูจะเอามาก็ตามเป็นของฆราวาสเขาทำมา แล้วเอามาถวาย เรียกว่ากฐินของคฤหบดีก็ได้เป็นต้น ก็คือการทำผ้าเพื่อที่จะให้ภิกษุ ผู้ที่ขาดแคลนผู้ที่เหมาะสมก็เท่านั้น สมัยโบราณผ้านั้นหายากจึงต้องทำ แต่สมัยนี้ไม่ต้องเสียเวลาทำเลยทั้งกฐินและจุลกฐิน ไม่ต้องทำเลยมีผ้าถวายจากฆราวาสของคฤหบดีเยอะแยะมากมายเพียงพอ ไม่ต้องไปเก็บผ้าไม่เย็บหรอกแต่คนที่เขายังอยากทำอยู่ก็มีแต่มันเสียเวลา เอาเวลาไปทำงานสร้างสรรค์อื่นๆ ที่มีความจำเป็นสำคัญและควรกว่านี้ ส่วนทอดกฐินนั้นทอดได้ครั้งเดียวตอนออกพรรษาถ้าเกินไปแล้วกว่า 1 เดือนก็จบ ก็ทอดกฐินไม่ได้ แต่ผ้าป่านี้ทำได้ตลอดปีตลอดชาติ แล้วผ้าป่า...ผ้าป่าหมายถึงผ้าที่เขาทิ้งแล้วเป็นผ้าบังสุกุล ซึ่งเขาไม่เอาเป็นของตัวเองแล้วก็ทิ้งไว้ที่ไหนๆ ตามข้างทางก็แล้วแต่ ก็เอามา เอามาเย็บต่อก็เหมือนกฐิน เป็นผ้าป่าแล้วมาเป็นผ้ากฐิน แต่ผ้าป่าจริงๆ แล้วก็คือเป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของไม่รู้ว่าเป็นผ้าของใครจริงๆ ก็เลยหยิบมาใช้ ผ้าป่านี้ทำได้ตลอดปีตลอดชาติ คือผ้าที่เขาไม่มีเจ้าของเก็บตกมาเป็นผ้าบังสุกุล 100% รู้ไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ ถ้ารู้รับไม่ได้ แต่ทุกวันนี้มีเจ้าภาพนัดกันมาเลย เอามาทำเป็นพิธี แล้วกลายเป็นเงินเลยกองนี้ได้กี่แสนกี่ล้าน การทอดกฐินก็เป็นเงินไปหมด ทั้งทอดผ้าป่าด้วยกลายเป็นเรื่องหาเงิน บาป บาป บาป ทอดกฐินคือทอดกระทะทองแดง ทอดผ้าป่าคือทอดมหานรก เขาทำผิดแล้วก็ได้บาปถ้าทำถูกก็แล้วไป จริงๆ แล้วมันไม่มีความจำเป็นเรื่องผ้า นักบวชชาวอโศกจึงไม่เกี่ยวกับทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ทุกวันนี้กลายเป็นตั้งกองทุนหาเงิน ผ้าป่าจึงเป็นบาปอันมหาศาล มันเหมือนกลับเอาคำว่าบุญไปหากิน เอาบุญไปหลอกหาเงิน บาปกินหัวหมดเลย

_ด.ญ.ใสเสมอ แม้นมาลัย เขียนมาถาม 1. หลวงปู่คะ ทำไมถึงมีความรักเกิดขึ้นในโลกคะ ตอบ...ความรักมันมีถึง 10 มิติตามที่หลวงปู่เขียนไว้ให้แล้ว ความรักมิติที่แย่ที่สุดคือความรักเรื่องของผู้หญิงผู้ชาย เรื่องของทางเพศ เป็นกิเลสที่แย่ที่สุด กิเลสไร้ค่าไร้สาระ ยิ่งทุกวันนี้คนมันเกินมันล้นโลกแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีความรักเรื่องเพศเรื่องคู่ ความรักกันนี้จึงเป็นความรักที่ไม่ต้องทำ ให้ล้างกิเลสไปเถอะ ต่อมาเป็นความรักเรื่องลูกก็กว้างกว่า แล้วก็เรื่องญาติ ก็ดีขึ้นมากว้างขึ้นอีก กว่าแบบลูกๆ แล้วก็กว้างเผื่อแผ่ต่อไปอีกในมิตรสหาย มีประโยชน์คุณค่าสูงขึ้นๆ แล้วก็รักต่อสังคมประเทศชาติ ก็เห็นแก่ประเทศตนเองก่อน จากนั้นจึงเห็นแก่ทุกประเทศในโลก ก็เป็นความรักที่เผื่อแผ่ ออกไปกว้างช่วยเหลือเกื้อกูลไปได้กว้างมากขึ้นก็เป็นกุศลที่มีราคา มีค่าที่สูงขึ้นจริง เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นเราทำได้แค่ไหนก็ประมาณในการทำ อย่าอ้าขาผวาปีกทำเกินไป

2. ทำไมคนถึงต้องตายด้วยคะ ตอบ...ถ้าคนมีแต่เกิดมาไม่ตายแล้วโลกมันก็จะแน่นเกินไปสิ แล้วคนจะต้องแก่นะ ถ้าเกิดมาแล้วมาไม่ตายก็แก่งั่กสิ มีแต่คนแก่เต็มโลกช่วยตัวเองไม่ได้ก็ตายสิ เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดมาก เป็นธรรมชาติของเขามีอยู่แล้ว เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา ไม่อย่างงั้นมันเต็มโลกแน่นโลกทั้งหมดเลยจะต้องมีเกิดมีตาย

_ถ้าหนูแจกโรงบุญแล้วหนูพูดว่า ทำบุญแล้วนะทำบุญก่อนตาย แต่ขณะเดียวกันหนูก็ไม่ได้ตั้งใจทำอาหารแล้วก็ไม่ได้ล้างมือ ทำแค่ให้คนกินกันไป หนูจะได้บุญหรือเปล่าคะ ตอบ...ถ้าทำอาหารให้คนอื่นเขากินโดยที่เราเองไม่ได้ตั้งใจทำอาหาร ยังไม่ได้ล้างมือนี้ไม่ดีนะ มันสกปรกดีไม่ดีก็มีเชื้อโรคใส่ลงไปกับอาหาร เป็นบาป ควรจะล้างมือให้สะอาด จะตั้งใจทำอาหารให้คนกินก็ดีแล้ว เรามีเจตนาที่จะทำอาหารเลี้ยงคน ไม่ต้องไปหวังว่าเราจะได้กุศล เราจะได้อะไรตอบแทนไม่ต้องไปคิด ให้ตั้งใจอย่างงั้นดีมาก ทำเพื่อที่จะให้คนเขากินแต่ควรจะล้างมือนะ

_พ่อท่านครับ ผมรู้สึกว่ากับข้าวโรงครัวไม่อร่อย ไม่ทราบว่าผมกิเลสหนาหรือว่ามันอร่อย จริงๆ พอจะมีหนทางแก้ไขหรือว่าให้ทำใจอย่างไรครับ รู้สึกว่ากินข้าวไม่อิ่มครับ ตอบ...ก็แสดงว่ากิเลสหนานั้นใช่ คนอื่นเขาก็กินข้าวหม้อเดียวกับเราก็กินอิ่มได้ แสดงว่าเรากิเลสหนากว่าเขา จะอร่อยหรือไม่อร่อยคนอื่นๆ เขาก็กินได้ทำไมเรากินไม่ได้แสดงว่ากิเลสเรามากกว่าเขาแน่นอน ก็ค่อยๆ เรียนรู้ลดละไป ถ้าทำได้ปุ๊ปปั๊บๆ อาตมาก็คงมีอรหันต์เต็มกระบุง มันไม่ง่ายหรอก อย่าไปอึดอัดขัดเคืองตัวเอง ว่าทำไมทำไม่ได้ ยากนัก ก็ค่อยๆ ทำตามลำดับ สงสัยก็ถามผู้ใหญ่ได้

_ถ้ามีความกลัวจะทำอย่างไรคะ มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร (พ่อครูว่า...ค่ะเป็นคำรับ คะเป็นคำถาม ต้องทำความเข้าใจให้ดีเมื่อเขียนมา) ตอบ...คนเรากลัวนั้นเกิดจากความไม่รู้ ถ้าเรารู้จักเสือนี่ดี เรารู้เส้นมันหมดเรารู้ใจมันด้วย ว่ามันจะไม่โกรธไม่ดุไม่เคือง มันจะเฉย มีน้ำใจ รักเราด้วยซ้ำไป ถ้าเรารู้ใจมันคนๆ นี้ก็ไม่กลัวเสือ เรากลัวที่มืดเพราะเราไม่รู้ว่าที่มืดจะมีงูหรือเปล่า จะมีเสือหรือเปล่า หรือไม่ก็ มันจะมีผีหรือเปล่า กลัวงูกลัวเสือก็คงจะน้อยเพราะเราไม่ได้อยู่ในป่า แต่มืดๆ นี้มักจะกลัวผี ซึ่งผีนั้นมันไม่มี ผีที่อยู่ในที่มืดจะไปหลอกคนนั้นคนนี้เด็กๆ ฟังไว้ มันไม่มีหรอก ที่นั่นมีแต่ตัวเองหลอกตัวเองจนไปเห็นภาพเคลื่อนไหวอย่างนั้นอย่างนี้ ภาษาวิชาการเรียกว่ามโนมยอัตตา เป็นรูปที่ปั้นขึ้นเองในใจ จนเห็นด้วยตาหรืออยู่ข้างใน เป็นของหลอกที่หลอกได้เลย เหมือนยังกับรสอร่อย ปั้นรสอร่อยมานั้นมันไม่จริง ใครปั้นขึ้นมาก็เหมือนผีนี่แหละ มันก็หลอกเราเหมือนมีจริง รสอร่อยก็เหมือนมีจริง ความกลัวก็เหมือนมีจริง ถ้าเรารู้ชัดเจนว่ามันไม่มีมันไม่ใช่ มันไม่ได้น่ากลัวอะไร ก็จะหายกลัว ไปนอนที่เมรุ ที่ปฐมอโศกก็ไปนอนกันสบายๆ มีอาณาบริเวณปูแกรนิตอย่างดี กางเต็นท์นอนสบายๆ พวกเราเข้าใจแล้ว ก็ไม่เห็นมีพวกเราคนไหนถูกผีหลอก อาจจะกลัวนิดหน่อยแต่มันไม่ถึงกับเกิดภาพ พยายามพิสูจน์ มันกลัวอยู่บ้างแต่จะไม่เห็นตัวมันหรอก ถ้ายังเห็นอยู่เห็นภาพเห็นเสียงก็แสดงว่าเรากลัวมาก เป็นมโนมยอัตตามาหลอก ซึ่งความจริงแล้วมันไม่มี คนไหนที่กลัวมากๆ ให้หัดฝึกหัดพิสูจน์เลยมันจะพบว่าไม่มีหรอกใจเรามันหลอกเราเอง อาตมาเคยบอกว่าใครกลัวผีก็ท่องคาถาอาตมาว่า แค่ตายแค่ตาย จะไปเจอผีที่ไหนก็ท่องคาถา แค่ตายแค่ตายแล้วเดินเข้าไปหาเลย มันไม่มีหรอก ดีไม่ดีก็มีเค้าแค่หม้อดำๆ คลุมอยู่ที่ตอก็นึกว่าผี เดินเข้าไปก็เห็นเป็นหม้อดำๆ บางอันมีผ้าห่ม มีเศษหญ้าก็เหมือนมีผมนึกว่าเป็นผี ไปดูจริงๆ ไม่ไช่ ก็พิสูจน์เลยกล้าๆ หน่อย คาถาอันเดียวว่าแค่ตายแค่ตาย ถ้าได้ยินเสียงก็เดินเข้าไปเลย เป็นเสียงจิ้งจกเสียงหนูก็เดินเข้าไปดู ไม่อย่างนั้นถูกหลอกกันมานาน

_น้องเมยค่ะ...ทำไมคนเราต้องฆ่าสัตว์ด้วยค่ะ จิตใจของคนโหดเหี้ยมขนาดนั้นเลยหรือคะ ตอบ….จิตใจของคนโหดเหี้ยมอย่างนั้นจริงๆ ที่ไปฆ่าสัตว์มากิน ถามว่าทำไม ก็เพราะเขาไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกไม่ได้เรียนรู้ธรรมะที่ดี ไม่เข้าใจว่าสัตว์ที่เกิดมา ทุกตัวเขามีจิตวิญญาณของเขา เขาก็รักชีวิตของเขา สัตว์ทุกตัวรักชีวิตของเขาทั้งนั้นแม้คนก็ตามก็รักชีวิตของตัวเอง สัตว์ตัวไหนถ้าจะถูกฆ่ามันก็จะหนีสุดฤทธิ์ นอกจากว่ามันหนีไม่ไหวก็จำนนให้ถูกฆ่า ถ้าเราจะฆ่ามันมันหนีทั้งนั้น นอกจากว่าเราไปหลอกให้มันตายใจ จนมันรักแล้วก็จับมันมาฆ่าเสียนี่ อันนั้นเป็นคนเลือดเย็น ทำเป็นเลี้ยงสัตว์อย่างดี แสดงความรักด้วย สัตว์นั้นตายใจหมดเลย มันก็รักคนเลี้ยงเสร็จแล้ววันร้ายคืนร้ายก็ฆ่ามันกินเลย พวกนี้อำมหิตหนักหนาสาหัสเลย เพราะไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษาฝึกฝน จิตวิญญาณที่เป็นอัตภาพตั้งแต่ก่อตัวเป็นเซลล์ของสัตว์ สัตว์เซลล์เดียว 2 เซลล์สามเซลล์ สัตว์ก็จะรู้เรื่องมีตัวตน ยิ่งตัวโต ยิ่งเซลล์มากเท่าไหร่ก็รักตัวตนมากเท่านั้น แล้วก็หวงแหน ใครอย่ามาแตะ อย่ามาทำร้าย พระพุทธเจ้าให้รู้ชีวิตเขาชีวิตเรา ศาสนาพุทธไม่ไปเบียดเบียนทำร้าย ไปรังแกสัตว์ และไม่จําเป็นแม้แต่จะเอาเนื้อสัตว์มากิน เพราะเนื้อสัตว์จริงๆ แล้วไม่ใช่อาหารของคน เขาก็พยายามอธิบายว่าคนเป็นสัตว์ที่กินทั้งเนื้อและพืช มันไม่ใช่ มันเปลี่ยน DNA เป็นพันธุ์มาแล้ว พิสูจน์ได้ว่าเล็บนี้เป็นเล็บอย่างเล็บกีบเหมือนม้า เหมือนควาย เหมือนช้างพวกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์ อย่างฟันกราม ก็เป็นแผงไว้บดไม่ใช่มีเขี้ยวแหลมคมอย่างสัตว์กินเนื้อ ที่มีกรงเล็บ อย่างสัตว์กินเนื้อ สิ่งเหล่านี้มันเหมาะสม ธรรมชาติสร้างมาลงตัวเหมาะสม คนเราเล็บ ฟันไม่ใช่แบบสัตว์กินเนื้อ ลำไส้ น้ำย่อยก็พิสูจน์กันมาหมดแล้ว ผู้รู้วิทยาศาสตร์ ว่าคนไม่ใช่สัตว์ที่กินทั้งเนื้อและพืช คนเป็นสัตว์กินพืชโดยตรงไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ คนที่กินแต่พืชนี้จะอายุยืนยาวโดยไม่กินเนื้อเลย แม้คนที่กินเนื้อน้อยๆ กินผักพืชมากก็ยังอายุยืนยาวได้เลย อย่าไปกินเนื้อเลย กินแล้วมันก็ติด มันเป็นสิ่งเสพติด เราไม่กินเสียซะเลยก็จะได้ล้างสิ่งเสพติด กินเนื้อสัตว์นั้นเป็นการติดรส 2 นอกจากติดแล้วก็เป็นเวรภัย สัตว์แต่ละตัวมันมีวิญญาณเกาะเกี่ยว เนื้อของข้า เนื้อของข้า ตายไปแล้วก็ยังมีเนื้อของข้าอยู่นะ ใครไปกินเนื้อสัตว์นั้นเข้า มันก็จองเวรจองกรรม อยากไปหาเวรใส่ตัวทำไม ดีไม่ดีสัตว์มันจองเวรเราด้วย แล้วมันรู้เรื่องหรือ จะให้มันอภัยให้หรือ แล้วเมื่อไหร่มันจะเลิก เพราะฉะนั้นอย่าไปก่อเวร ถ้าเลิกแล้วเราก็จะไม่ติดรสแล้วก็ไม่ก่อเวร ไปทำทำไม ไม่จำเป็นต้องกินเลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ให้คนกินแต่พืชไม่ต้องกินเนื้อสัตว์เลย ในพระไตรปิฎกของเถรวาทฉบับสยามรัฐ ไม่มีชัดเจนทีเดียว แต่อาตมาเห็นว่าชัดแค่ท่านบอกว่า 1 เป็นชาวพุทธอย่าฆ่าสัตว์ 2 อย่าขายอย่าค้าขายเนื้อสัตว์อันเป็นมิจฉาวณิชชา มังสวณิชชา มังสวณิชชา เมื่อไม่ฆ่าและไม่มีการซื้อขายแล้วจะเอาที่ไหนมากินก็มีอยู่ 2 ทาง 1. ไปเก็บเดนสัตว์กินเหลือ อย่าไปแย่งมันนะ 2. สัตว์มันตายไปเอง แล้วสัตว์ที่ตายเองนั้นก็ไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน