591013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วันมหาวิปโยคของชาวไทยในสองรัชกาล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วันมหาวิปโยคของชาวไทยใน 2 รัชกาล โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่บ้านราชฯเมืองเรือ วันนี้ก็มีนักเรียนมาร่วม เป็นวันที่เราจะได้ให้ถามปัญหากัน ก่อนจะเริ่มรายการก็มีคำเชิญชวนให้เข้าค่ายสัมมาอาริยมรรค เราได้จัดถึงครั้งที่ 15 แล้ว เชิญให้มาปฏิบัติธรรมกัน เดือนละครั้ง คนข้างนอกก็มาร่วมน้อยเหลือเกิน ใครได้ยินได้ฟังก็เชิญเข้ามาร่วมกันได้ เอาธรรมะใส่ใจกันบ้าง พรุ่งนี้วันศุกร์ก็จะได้ย้ำถึงความควรหรือความไม่ควรว่าชีวิตควรได้อะไรในชีวิต ไปถูกหลอกกันเสียมากกว่า เห็นนรกสวรรค์เห็นสวรรค์เป็นนรกกัน ที่เราพยายามพากันแนะนำไปในทางที่ดีสื่อสารธรรมะอันสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า ไม่มีภูมิปัญญากันเลยคนไทยเอ้ย ที่พูดนี้ว่าหนักว่าแรงมากนะ จะรู้สึกสะดุ้งสะเทือนกันหรือไม่ก็ไม่รู้ เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 15 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 14 - อาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2559 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) พบกับกิจกรรมตามหลักสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 โดยหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อันเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ _ฟังวิถีอาริยธรรมสดและถามปัญหาจากพ่อครู _สนทนาธรรมกับสมณะสิกขมาตุเป็นกลุ่มย่อย _ใส่บาตรสมณะ สิกขมาตุ _ฝึกสัมมาอาชีวะ ตามหลักสัมมาอาริยมรรค มีองค์ 8 สนใจเข้าค่าย ติดต่อร้านอุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลฯ หรือที่ Inbox เฟสบุคกองทัพธรรมFP หรือโทรฯ คุณมิ่งหมาย มุ่งมาจน 085-9254783 หรือ คุณชญาดา 087-4437865

มีคำถามแรก _คุณใบฟ้า มีความเป็นไปได้มากน้อ

อ่านต่อ

ยเพียงใดที่พุทธบริษัท 4 ในพุทธกาลจะมาสืบทอดสืบสานศาสนาในแต่ละยุคสมัยจะมาร่วมสืบสานศาสนากับนิยตโพธิสัตว์ในยุคกาลนี้ ตอบ...ถามล้วงลึกให้ระลึกชาติ อาตมาก็ไม่นิยมทำด้วยเรื่องอย่างนั้น ถ้าพูดไปแล้วมีไหม คนที่ร่วมสมัยนั้นมีแน่นอน แต่เขาก็ไปตามวิบากของเขา เขาก็แสดงส่วนที่เขาแสดง แสดงออกตามวิบากของเขาแต่ละคนๆ เป็นอจินไตยที่ยากจะตอบ อาตมาได้เปรยระบุคนไปบ้างแต่ไม่ระบุตรงๆ ว่าชาตินี้เป็นคนนั้นคนนี้ มีร่วมไหม มีร่วมโดยนัยที่จะมารวมเป็นปึกแผ่นอย่างพระพุทธเจ้าที่จะมาประกาศศาสนา มีอสีติมหาสาวก 80 รูป มีอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ที่ได้สั่งสมบารมีร่วมกับท่านมาของพระพุทธเจ้าในครบพร้อม ของอาตมานั้นมีบ้าง แต่ไม่ได้เป็นปึกแผ่นเพราะอาตมาไม่ได้เป็นผู้สร้างศาสนาไม่ได้เป็นผู้มีบารมีปานนั้น ก็เคยเปรยปราย แต่ที่จริงเคยย้ำแล้วว่า ปางนี้ชาตินี้อาตมาออกมาทำงานศาสนา เป็นการทำงานศาสนาในบทเรียนของอาตมา บทเรียนนั้นคือคนเดียวเลย ควงง้าว ควงทวนคนเดียว คนอื่นก็กระปริบกระปรอย ไม่ชัดไม่เด่น ก็เป็นการแสดงธรรม สอดคล้องกับอาตมาบ้าง ช่วยนิดๆหน่อยๆ ไม่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นโล้เป็นพายเท่าไหร่ แต่ผู้มีปฏิภาณเท่านั้นจะรู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องสอดคล้องกัน เป็นทางเดียวกัน อ๋อ โพธิรักษ์ ชี้ทิศทางแบบนี้คนนี้พูดเหมือนหรือเข้าทางของพระโพธิรักษ์แฮะ ขออภัยขอกล่าวอย่างที่ในหลวงท่านตรัส นั่นแหละคืออันเดียวกับอาตมา ในหลวงกับอาตมามาร่วมกันแน่นอน แต่คนไม่กระดิกหูเลย ต้องมาเอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นั่นแหละคือพระพุทธศาสนา 100 เปอร์เซ็น แต่มันยืนยัน ยืนยันอะไร ยืนยันว่าทุกวันนี้ชาวไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน แม้จะเป็นผู้ที่อยู่ในกระแสหลักของพุทธศาสนา ไม่กระดิกหูเลย ไม่กระเตื้องเลย มีแต่ไปหลงเอาแบบคนรวย ไม่มาขาดทุนมีแต่จะเอาเปรียบเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย ต้องมาเอาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ความสันโดษคืออะไร ความพอเพียง ใจพอคืออะไร แต่เขาไปแปลสันโดษว่า ยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มันก็พอใจในสิ่งที่ข้ามีความรวย ข้ามีเท่านี้ก็พอใจในความรวยของข้า ถ้ารวยเพิ่มขึ้นอีกก็พอใจในความรวยของข้าอีก แทนที่จะมาเรียนรู้เพื่อลดละหน่ายคลายสิ่งเหล่านั้น ซึ่งมันเพี้ยนผิดเลอะเทอะไปหมดเลย อาตมากล่าวขึ้นมาก็อธิบายพาดพิงไปแล้วว่า จะมีคนที่มาอย่างนั้นไหม ก็มีแต่ไม่เป็นปึกแผ่นอย่างพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้อาจเอื้อม อย่างในหลวงท่านก็องค์หนึ่งในยุคนี้ที่ยืนยันได้ ว่าท่านตรัสเนื้อหาสาระของสัจจะ ธรรมะพระพุทธเจ้านั่นแหละคือโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าคืออาริยธรรม อาริยะจะต้องมามักน้อยสันโดษมีวรรณะ 9 เป็นคนชั้นสูง The classes ไม่ใช่ The masses คือคนพื้นๆปุถุชน แต่นี่คือ The classes มี วรรณะ 9 (พตปฎ. ล.1 ข.20) 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) เป็นอาการของอาริยบุคคล 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ไม่ใช่เที่ยวไปสะสมเงินทองสมบัติพัสถาน ต้องสละออก ตั้งแต่วัตถุไปจนกระทั่งถึงนามธรรมเป็นสำคัญ ที่จริงแล้วเน้นนามธรรม 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนปรารภความเพียรเสมอ นี่คือ The classes ชั้นแห่งความเจริญ จะเรียกว่าศาสนาพุทธแบ่งชั้นวรรณะ ก็ไม่ใช่อันนั้นแบบความหมายนั้น แต่เป็นฐานะชั้นแห่งผู้เจริญผู้ประเสริฐ วรรณะ 9 ของพพจ. ศาสนาพุทธนั้นเป็นไปเพื่ออันนี้ ท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม1เลยข้อ20 ในพระวินัยปิฎก ตอนนี้มันเสื่อมจนกระทั่งไม่รู้จะว่าอย่างไร ว่าจนไม่ไว้หน้ากัน ก็เกรงใจนะ ความรู้สึกลึกๆของอาตมา จริงๆนะเกรงใจ เพราะเขาใหญ่ เขาเป็นที่เคารพนับถือบูชา เขาต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นฐานของสังคมด้วย อาตมาก็เป็นคนกระจอกมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่มีที่ไปที่มา ไม่มีหลักมีฐาน ไม่มีอลังการ ไม่มียศศักดิ์อะไร กล่าวมาโดยไม่ได้ทนนะ อุตสาหะหรือน่าเบื่ออะไร กล่าวอย่างไม่ได้ยาก ไม่ได้ทนอะไร กลับเต็มใจตั้งใจ อุตสาหะพากเพียรมากล่าว ที่กล่าวนี้กล่าวมา 46 ปีแล้วที่มาทำหน้าที่นี้ ตั้งแต่ออกจากทางโลกมาทำงานหน้าที่เปิดเผยธรรมะอันเป็นสัมมาทิฐิที่สามารถปฏิบัติจนเกิดสัมมาปฏิเวธเป็นธรรมะที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นจอมยุทธกระบี่เดียวดาย มือกระบี่ว้าเหว่ อาตมาเชื่อว่า พูดมา 40 กว่าปีเขาฟังแล้ว ก็เห็นดีแล้วตอนแรกอาจว่าไม่ใช่ แต่อาตมาเอาพระไตรปิฏกมาอธิบาย ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน ยึดมั่นในทิฏฐุปาทานเกินไป ก็จะฟังได้ ส่วนอัตวาทุปาทานนั้นยิ่งกว่ายึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวเอง คือแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้จักอัตตาตัวเอง ยึดในเปลือกคือวาทะ ไม่ได้รู้จักอัตตาจริง แล้วยึดมั่นถือมั่น ส่วนกามุปาทาน ปุถุชนก็ยึดมั่นในกามทุกคน ไม่ละเว้นแม้แต่พระ ที่เป็นพระอยู่ทุกวันนี้ก็ยึดกามุปาทานกันเยอะ ไม่ได้ศึกษาลดละ สัจจะของพระพุทธเจ้ามีแต่กาม กับ อัตตา 2 อย่างนี้ ในธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ศาสนาพุทธนั้นให้เรียนรู้ กามสุขขัลลิกะ กับอัตตกิลมถะ แล้วก็ล้าง 2 อย่างนี้ให้หมด ไม่มีแล้วก็เป็นกลางหรือมัชฌิมา ทางปฏิบัติคือมรรคมีองค์ 8 เรียกว่าปฏิปทาให้เอาไปปฏิบัติแล้วจะเกิดมัชฌิมา เกิดความเป็นกลาง ก็เลยเอามารวมกันว่ามรรคมีองค์ 8 คือ ทางปฏิบัติเพื่อมัชฌิมา ก็เลยรวมว่าเป็นทางสายกลาง คำว่าทางสายกลางก็ชี้บอกแต่ทาง แต่ไม่มีผลเลย ปฏิปทาคือมรรค มัชฌิมาคือผล เขาแปลแค่มรรค แต่ไม่เข้าใจผล เพี้ยนไปจากผล จิตที่มันเป็นกลางแล้ว มีอุเบกขาเป็นฐานกลางฐานว่าง ว่างจาก 2 ข้าง ไม่มีโสมนัสไม่มีโทมนัสก็คืออุเบกขา นี่คือกลาง นี่คือมัชฌิมา แต่ไม่รู้จักก็เลยเพ้อเจ้อถึงจิตว่างจิตกลาง ไม่อยู่ในมรรคที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นตรรกะหมดเลย ในจิตที่วาง จิตที่เป็นกลาง ก็เป็นตรรกะไปหมดเลย ไม่อยู่ในหลักมรรคมีองค์ 8 เลย มันก็เลยไม่มีความบรรลุไม่มีผล ในพระสูตร เตวิชสูตร ที่แสดงถึงยุคพระพุทธเจ้าว่า คำสอนมีเยอะ คือพราหมณ์มหาศาลมีเยอะ แล้วมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ ท่องบทมนต์สาธยายบทมนต์ เยอะแยะ แต่เป็นปทปรมะหมด เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหมือนยุคที่พระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนา ศาสนาก็เพี้ยนไปหมดแล้ว ที่จริงแล้วศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธนั้นมันอันเดียวกัน แต่ศาสนาพราหมณ์มันเพี้ยนไปจากพุทธจนกลายเป็นเทวนิยม แล้วศาสนาพราหมณ์ก็คือสำนวนที่ท่านตรัสว่า เป็นสหายแห่งพรหม คำว่าเป็นสหายแห่งพรหมก็คือนิพพาน คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีทั้งเทวดาไม่มีทั้งสัตว์นรก เป็นจิตที่พ้นจากเทวดาและนรก เรียกว่าพรหม ย้อนถึงทานสูตรที่อาตมาได้ขยายความ ท่านตรัสว่า ทำทานอย่างไรจึงมีผลมีอานิสงส์ แล้วทำทานอย่างไรจึงมีผลไม่มีอานิสงส์ ก็คือการทำทานอย่างทำใจในใจไม่เป็น ไม่รู้จักภพไม่รู้จักชาติ เพราะฉะนั้นทำทานแล้วตั้งจิตใจที่สร้างภพชาติ ก็เลยไม่มีอานิสงส์ แล้วมีผลเป็นผลนรก และผลของสวรรค์เก๊ ได้สวรรค์เก๊ แต่ได้นรกแท้ๆ เพราะทำทานแล้วจิตใจตั้งหวัง (สาเปกโข) แล้วจิตผูกพันในผลทาน ปฏิพัทจิตโต แล้วสั่งสม สันนิธิเปกโข ไปสู่ชาติหน้า เป็นสวรรค์วิมาน อย่างที่สอนกันว่าตายไปแล้วจะได้ไปอยู่สวรรค์เฟส 3 หรือเฟส 2 ก็จมอย่างนั้น เถรสมาคมก็เป็นลูกน้องของธรรมกายเป็นสาวกธรรมกายไปหมด แม้แต่ผู้ที่จะขึ้นเป็นสมเด็จสังฆราชองค์ ต่อไปก็เป็นสาวกของธรรมกายไปหมด นี่เป็นว่าที่สังฆราช ดูเหมือนใหญ่กว่า แต่ที่แท้นั้นเป็นบริวารของธัมมชโย เป็นเรื่องที่น่าสังเวชใจจริงๆ ตำหนิจนกลายเป็นดูถูกหนักหนาสาหัสไปแล้ว ตำหนิสิ่งควรตำหนิ จนดูถูกดูแคลน ก็ยังไม่กระเตื้องไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ยังไม่ปรับตัวยังไม่เปลี่ยนแปลง ว่าทางถูกเป็นเช่นนี้ส่วนอันนั้นเป็นทางที่ผิด ก็ไม่มีใครกล้าหาญ ไม่มีใครแกล้วกล้าอาจหาญ มีแต่คนตกอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ สำหรับสังคมพุทธทุกวันนี้ มีคนพูดเหมือนกันว่าทำไมโพธิรักษ์ถึงได้บังอาจพูดว่าเขาไปหมด บางคนก็บอกว่าพระองค์นี้มีแต่ด่าพระศาสนา คือแปลเจตนารมณ์ของอาตมาไปจนเสียหาย ซึ่งอาตมากำลังพูดความจริง ประกาศความจริงว่า ผู้ที่ดำเนินการศาสนานั้นน่าตำหนิก็ตำหนิ นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ที่จะชมนั้นก็ไม่ค่อยมีเพราะในวงการศาสนานั้นผิดเพี้ยนไปเสียมาก ก็พูดมาเกือบ 50 ปีแล้ว ถึงวันนี้แล้วก็ดูหยาบแรง แต่อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะพูดดีมานานแล้ว ตั้ง สี่สิบกว่าปีแล้ว วันนี้เลยกลายเป็นคนจะบอกว่า ปากปลาร้า เขาก็ใช้ว่าผู้หญิง จิตของอาริยะขั้นต่ำ ผมมั่นใจว่าไม่มีจิตฆ่าสัตว์เด็ดขาด และไม่มีจิตใจคิดกลั่นแกล้งคนอื่นให้เสียหายแม้แต่วัตถุที่ผู้อื่นดูแลให้เสียหาย ตอบ...จิตของอาริยะโสดาบัน มีศีล 5 เป็นศีลพื้นฐานขั้นต่ำ ครบในลักษณะเบื้องต้นของพฤติกรรมมนุษย์ กายมี 3 ข้อแรก ข้อ 4 วจีกรรม ข้อ 5 มโนกรรมก็ครบแล้วในธรรมะพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นอารยะเบื้องต้น ถือว่าเข้าข่ายอารยชนบริสุทธิ์ในศีล 5 บริสุทธิ์แล้วจะไม่ละเมิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ว่าพระโสดาบันนั้นเป็นผู้ที่ไม่ละเมิดศีล 5แม้แต่ชีวิตจะหาไม่ คือเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ฆ่าสัตว์แม้สัตว์จะฆ่าเรา ให้มันฆ่าเราได้ ถ้าคุณเป็นคนแล้วหนีไม่ได้ สัตว์มันฆ่าคุณก็ตายฟรี แต่โสดาบันจะไม่ฆ่าสัตว์ ก็หนีและเลี่ยงเอาอย่าให้สัตว์มันฆ่า ส่วนศีลข้อ 2 ไม่มีจิตใจคิดกลั่นแกล้งคนอื่นให้เสียหายแม้แต่วัตถุที่ผู้อื่นดูแลให้เสียหายส่วนวัตถุที่เขาดูแลอยู่ เราก็ไม่ไปมีสิทธิ์ที่จะไปดูแลวัตถุนั้น ไปจัดการ ให้เขาจัดการดูแลก็เป็นสิทธิของเขา ก็ถูกต้อง ส่วนศีลข้อ 1 อย่าฆ่าสัตว์ ลดโทสะ ศีลข้อ 2 ต้องลดโลภะ คือของที่ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวละเมิดละลาบละล้วงไปเอาของเขามาเป็นของเรา เราไม่ทำ ศีล 5 เป็นการบ่งบอกถึงความเจริญพื้นฐานของคน ของพระพุทธเจ้า ในสังคมชาวอโศกถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำ เป็นสังคมมีศีล ศีลพื้นฐานคือศีล 5 อาตมาเองก็นำพามาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ชุมชนชาวอโศกของเราทุกชุมชน ผู้ที่เป็นสมาชิกชุมชนจะต้องถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำ จะถือศีล 8 หรือศีล 10 เจริญขึ้นกว่าก็ไม่เป็นปัญหา ข้อหนึ่ง มีเหตุผลที่จะต้องฝึกฝนตนให้เป็นผู้ที่ลดละ โทสะ ไม่ลุแก่อำนาจโทสะของตน ถ้าจิตมีอาการอยากฆ่า แล้วเจตนาฆ่าเลย โดยองค์ปานาติบาตครบ 1 สัตว์มีชีวิต 2 รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 3 คิดจะฆ่า 4 พยายามฆ่า 5 ฆ่าได้สำเร็จ สัตว์ตาย ครบองค์แห่งการฆ่า ปานาติบาต ทำให้ชีวิตสัตว์ตกล่วงคือตาย ถ้าครบ 5 ข้อนี้ก็คิด 100% ในศีลข้อที่ 1 ผู้ใดที่มีเจตนาไม่ฆ่าสัตว์ แต่ถ้าเผลอก็ไม่ได้เจตนา แต่จะบอกว่าบาปไหมก็บาป แต่จะบอกว่าเป็นอกุศลจิตก็ไม่มีอกุศลจิต เพราะจิตไม่ได้เจตนา แต่มันมีเหตุปัจจัยเผลอหรือไม่รู้ตัว ฆ่าสัตว์ เช่นเดินไปเหยียบสัตว์ ตัวที่เหยียบได้

วันมหาวิปโยคของชาวไทยในสองรัชกาล มีประกาศจากสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสดี ที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี สำนักพระราชวัง 13 ตุลาคม 2559

จากนั้นทุกคนได้ดูแถลงการณ์จากนายกฯประยุทธิ์ และดูสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ต่อ พ่อครูเทศน์ให้คนภายในศาลาเฮือนศูนย์สูญปิดท้ายว่า… การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงได้ ก็ในประเทศไทยในหลวงพระองค์นี้เป็นในหลวงที่เป็นที่รักของประชาชนมาก ในประเทศต่างๆที่คนในประเทศจะมีจิตวิญญาณ รัก คือผูกพันลึกซึ้ง บูชาเทิดทูน เพราะว่าในหลวงพระองค์นี้ท่านทรงงานมาก และทรงงานอย่างเป็นที่ประจักษ์ของชาวโลก อาตมาว่าในต่างประเทศก็มีประเทศที่มีในหลวงมีพระมหากษัตริย์ ข่าวคราวเท่าที่สดับตรับฟัง ก็ไม่เห็นประเทศไหนมีกษัตริย์ที่ทรงงานอย่างประเทศของเรา เด่นชัดเหนือกว่ากษัตริย์องค์ใดในโลก มีพฤติกรรมมีพระจริยวัตรต่างๆที่เราเอามายืนยันได้ทั่วประเทศ ในประเทศของท่านทั่วประเทศ ท่านทรงเสด็จ ทรงงานทั่วประเทศ ซึ่งอาตมาว่าไม่มีกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตร ทรงงานกับราษฎร ทรงงานของประเทศหนักขนาดนี้ เท่าที่อาตมามีภูมิปัญญา ซึ่งอาตมาก็ไม่ได้กว้างขวางที่จะรู้เหนือกว่านี้ ไปเสด็จป่าเขาลำเนาไพรไปหมด ที่มีประชากรประชาชนไทยอยู่ เหมือนพระพุทธเจ้าที่ไปโปรดคนไปทั่ว ในที่ลึกซึ้งที่สุดอาตมาว่าไม่มีใครรู้ เหมือนอาตมารู้ คือท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มีภูมิธรรมของพระโพธิสัตว์ ซึ่งคำตรัสของท่าน เป็นปรัชญาชัดเจนว่าบริหารประเทศด้วยแบบคนจน หรือลึกลงไปคือต้องมาเป็นคนขาดทุน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา และแบบคนจน อาตมาถือว่าเป็น The Great Word เป็นพระราชดำรัสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ทรงพระแกล้วกล้าชัดเจน ประกาศออกมาได้ว่า ต้องบริหารด้วยแบบคนจน ประเทศไหนใครผู้บริหารประเทศที่ต้องมาบริหารประเทศแบบคนจน คนเราจะให้ประเทศเป็นแบบคนจนแล้วจะอยู่อย่างไร มันต้องมีความลึกซึ้งในความรู้ ในพระปัญญาธิคุณ มีอย่างชัดเจนว่าแบบคนจนก็คือภาษา ชัดๆอยู่แล้ว ก็มาทำตัวให้จน ต้องมาเป็นคนจนกัน อย่าไปแย่งร่ำรวย ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย ธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต แต่คนไทยกลับรับลูกของท่านไม่ได้ ท่านส่งลูกมา แต่รับสิ่งนี้ไม่ได้ เอามาขยายผล เอามาปฏิบัติ เอามาประพฤติไม่ได้ แต่พวกเรานี้ประพฤติอยู่แล้ว เราก็ขยายผลอยู่ ขนาดนั้นสังคมก็มองไม่เห็นอยู่ เพราะเราทำตามตรงพระราชดำรัส จนกระทั่งพวกเรามาตั้งนามสกุลจนกัน คนก็ยังไม่รู้สึกรู้สาว่าทุกชาวอโศกนั้นสนองพระราชดำรัสจริง ก็ไม่เห็นสังคมโดยนักวิชาการผู้รู้ที่ไหนมาสนองคำตรัสพระราชดำรัสที่ว่าปรัชญาอันนี้ มาเอาแบบคนจนนี้ไม่มีเลย ไม่มีสะท้อนตอบรับเลย เงียบสนิท No Respond ก็ยาก เป็นการชี้บ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิธรรมของคน พุทธศาสนิกชนทั่วไปคือนักรัฐศาสตร์ก็ตาม ฟังแล้วไม่กระดิกหูในเรื่องนี้ ไม่มีใครโดดเด่นสามารถเอาปรัชญาอันนี้มาขยายผลมาทำงานในสังคมให้เห็นเด่นชัด ไม่เห็นมีเลย ก็น่าสงสารประเทศ ที่มีพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปัญญาธิคุณขนาดนี้ ทรงแบบอย่างถึงขนาดนี้ แต่ผู้ตามรอยพระยุคลบาทไม่ได้ มันน่าเศร้าใจประเทศชาติ

จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน