สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ชาวอโศกคือคนจนที่มีศีลและสัมประสิทธิ์อาริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ชาวอโศกคือคนจนที่มีศีลและสัมประสิทธิ์อาริยะ งานนี้เขาให้ชื่อว่าความจนที่มีสัมประสิทธิ์ คืออะไร พวกเรานี้รู้จักความจน แล้วก็รู้ด้วยปัญญา มีสัมประสิทธิ์ ก็คือมีสมรรถภาพมีความสามารถ มีประสิทธิภาพ efficient พิเศษด้วย โลกโลกีย์ คนโลกีย์ เขาก็มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพแบบโลกโลกีย์ คนจนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ คนโง่ คนจนที่มีสัมประสิทธิ์มากที่สุดคือคนโง่มากเขาก็เลยรวยมากด้วย เอาเปรียบโดยวิธีนานาเขาก็เลยรวย คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ในโลกียะ เอาความรู้ความสามารถไปเอาเปรียบเขา เอาเปรียบนี้ไม่ดี จะเอาเปรียบด้วยความรู้ความสามารถ ถ้าคนมีความรู้ความสามารถแล้วเอาความรู้ความสามารถไปเสียสละ นั่นคืออาริยบุคคล เป็นคนโลกุตระ ส่วนคนที่มีความรู้ความสามารถมาก แล้วเอาความรู้ความสามารถนั้นไปเอาเปรียบเขา คนที่ถูกเอาเปรียบมันก็แย่ มันก็ขาดแคลน มันก็เดือดร้อน อย่างที่เป็นกันอยู่ในโลกโลกีย์ที่โง่ ยิ่งเรียนยิ่งโง่ยิ่งโตยิ่งเซ่อ มันน่าสังเวชใจจริงๆ นี่คือความซ้อนของอวิชชาหรือความโง่ที่ไม่ฉลาดเก่งๆ โลกถึงแก้ปัญหาไม่ตก เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เดี๋ยวนี้ก็ยังทำประเทศไหนก็ยังทำประเทศไทยก็ยังทำ ผู้ที่เป็นนักเศรษฐกิจนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ มาช่วยที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บอกว่าจะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้คนเลิกจนให้คนรวย ใส่ concept เข้าไป ใส่ paradigm เขาไปให้คนทั้งหลายจะเอาแต่รวยๆๆยัดเยียดเข้าไปในจิตมนุษย์ ให้เกิด concept(ความรู้องค์รวมรวบยอด) paradigm ความรู้กระบวนทัศน์แนวความคิด ให้ตั้งหน้าตั้งตาจะรวยรวยรวย แล้วก็แก้ปัญหาให้คนจน จ้างให้อีกกี่ร้อยชาติก็แก้ปัญหาไม่เสร็จ เริ่มต้นบอกว่าทุกคนจะไปรวย มันจะไปแข่งกันรวย แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ไหม มันก็มีแต่ทุกคนจะต้องแย่
อ่านต่อ
งกัน ทะเลาะกัน ทุกคนก็มีแต่ตั้งหน้าตั้งตากระเหี้ยนกระหือรือที่จะรวยรวยรวย มันก็จะชกกันตีกันและเป็นปุถุชนด้วย ก็ไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้จักกรรมกิริยา ก็มีแต่กรรมกิริยาที่ หยาบ แรง แย่งแรงขึ้น กูจะรวยยิ่งขี้น หาทางเอาชนะร่ำรวยให้ได้ยิ่งขึ้น ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา ดีไม่ดีก็เลยด้วยอาวุธ ด้วยเครื่องมือทำร้ายคนอื่นเป็นอย่างนั้นทั้งโลก เพราะฉะนั้นสังคมก็กลายเป็นว่าประเทศที่เจริญ คือประเทศที่มีอาวุธร้ายแรง ให้เขากลัวเกรงเราจะได้เป็นใหญ่เราจะได้ร่ำรวยก้าวหน้า นั่นก็เป็นจริง ประเทศไหนที่จะเป็นใหญ่ต้องสร้างอาวุธ ยิ่งใหญ่มีเขี้ยวมีงา เอ็งอย่ามาทำใหญ่ ทำสู้นะ ข้าเก่งนะ ขย้ำเอ็งได้ มีอาวุธประสิทธิภาพสูงนะ พวกนี้ยังไม่ฉลาด พวกเรานี้มาเป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์มีประสิทธิผล มีความสามารถ มีประสิทธิภาพพิเศษ ที่รู้จักความจน เข้าใจด้วยปัญญา และเต็มใจที่จะมาจน มาเป็นคนจน เป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ พวกเราสำเร็จแล้ว ทุกวันนี้ชาวอโศกเราเป็นผู้ที่มีผลสำเร็จต่อชีวิต มีผลสำเร็จที่เป็นคนจนจริงๆ คนจนที่ตั้งใจมาจน คนที่สำเร็จแล้วก็มาอยู่กับชุมชนร่วมกันเป็นสมาชิกพลเมืองของชาวอโศก มาเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ มาเป็นคนจนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสังคม ช่วยผลิตสิ่งที่เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สิ่งที่ไม่เป็นอาชีพที่ควรทำ เป็นมิจฉาชีพ เช่น สร้างอาวุธ ฆ่าสัตว์ เลี้ยงสัตว์ กินเนื้อสัตว์ โลภโมโทสันต่อวัตถุ แย่งวัตถุขี้โกงวัตถุขี้โลภวัตถุโกงทุจริตคอรัปชั่น หอบกอบโกยเอาวัตถุ พวกนี้ผิดศีลข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไม่รู้จักรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นทาสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แย่ง ตะกละในเรื่องได้รูปสวย ได้เสียงเพราะ แย่งกัน แล้วหลงชื่นอกชื่นใจ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นสวรรค์เป็นเทวดา อาริยบุคคลของพระพุทธเจ้าหมดความเป็นสวรรค์เป็นนรก เป็นอุเบกขากลางๆสบายๆเบิกบานใจสุขสำราญ มันไม่รู้จะทำอย่างไร พูดไปแล้วเหมือนกับหลงยกย่องตัวเอง ดูองค์ประกอบชีวิตชาวอโศก ดูแค่การจัดฉาก ที่ไหนไม่เหมือนเราหรอก เอาแต่สาระ เอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่ามาจัดฉาก แล้วคนจัดฉาก composition องค์ประกอบของเวทีนี้ ให้อาตมามานั่งเทศน์ มีกระด้งใส่ข้าวเปลือก มีผลไม้ มีผัก ต้นขึ้นฉ่ายสูงสองสามฟุต ต้นคะน้าใบยาวสองสามฟุต หรือมะเขือ ผ่องสดงามอะไรอย่างนี้ อุดมสมบูรณ์มีประสิทธิผลสูงเป็นผลสำเร็จ นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าที่หนึ่งในโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลก ชาวอโศกอุดมสมบูรณ์มีพรักพร้อมไร้สารพิษ กินแล้วสบายใจ ไม่มีกิเลสก็จะกิเลสขึ้นเอา แล้วก็อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อย ความจนที่มีประสิทธิภาพนี้ เป็นความจนของอาริยบุคคลจนแบบโลกุตระ ไม่ใช่ความจนทั่วไปของปุถุชนคนสามัญเขา แต่มีสัมประสิทธิ์ที่สำคัญ จึงเป็นคนจนพิเศษ จึงเป็นคนจนที่เจริญยิ่ง เรียกว่าคนจนอาริยะ ถ้ามีประสิทธิภาพพิเศษหรือว่าสำคัญยิ่ง แตกต่างจากคนจนปุถุชนสามัญ เพราะมีความสามารถต่อหน้าที่ เรียกว่าเป็น efficient จึงมีประสิทธิภาพยิ่ง มีความพร้อมไปด้วยกัน เรียกว่า Coefficient พร้อมร่วมกันไป นี่เป็นความจนที่มีประสิทธิภาพมีสัมประสิทธิ์สมบูรณ์ ความจนที่พร้อมไปด้วยประสิทธิภาพ ปุถุชนคนสามัญ ไม่มีใครที่เขาต้องการความจน ไม่ว่าใครทั้งนั้นไม่มีใครปรารถนาความจน วงเล็บไปว่า แต่อาริยบุคคลที่มีสัมประสิทธิ์แล้ว เป็นอาริยบุคคล จะปรารถนาความจน ถามจริง ตอบอย่างถูกต้องในตัวเอง พวกคุณ ตั้งใจมาจนหรือเปล่า อยากจนหรือเปล่า ... คนที่ “อยากจน”แล้ว “ตั้งใจมาจน”สำเร็จ คนนั้นก็หมด “ความยากจน” คนที่เข้าใจว่าความจนนี่มันดีมันสุดยอด เราเข้าใจด้วยปัญญาเลยว่าความจนนี้สุดยอด การไปเป็นคนรวยมันเลว อยากรวยแล้วโง่เง่า ยิ่งรวยยิ่งโกง ยิ่งหาทางเอาเปรียบเอารัดเขาให้ได้มากๆรวยๆรวย โง่ไม่เสร็จพวกนี้ คนที่ “รวยไม่รู้จบ” คือ “คนจนไม่เสร็จ” คนจนไม่รู้จักจบ รวยเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอเลย มันควรจะพอ มันควรจะจบ มันควรจะหยุดบ้าง คนที่เข้าใจแล้วว่าไปรวยทำไม แค่นี้ก็พอแล้ว Sufficient นี่คือพอเพียงแล้ว ผู้ที่มี Sufficiency ความพอเพียงคือผู้ที่จบแล้ว อย่างพวกเรานี้ปฏิบัติได้สำเร็จ เป็นอาริยะบุคคลที่สำเร็จอยู่ในสังคมในโลก ตัวเราก็สบาย สังคมก็ได้รับประโยชน์จากเรา สังคมก็อยู่เป็นสุข แล้วเราก็เป็นตัวอย่างให้แก่สังคม สร้างสรรค์ให้แก่สังคม สอนสังคม กระจายความรู้ แบ่งกันไป เผยแพร่กันไป ก็ช่วยกันไปอย่างนี้ ที่เราพูดนี้ อาตมาพูดนี้เหมือนอวดอ้างยกตนเอง จริงๆแล้วมันเป็นความจริง มันก็ต้องอ้างตนเองยกตนเองเพราะตนเองทำสำเร็จ แล้วก็เป็นสิ่งที่จริงที่ดีด้วย แต่คนไม่รู้ก็หาว่าอยากอวดอ้าง แต่อาตมาไม่ได้อยากอวดอ้าง ไม่ได้มี สาเฐยจิต ไม่มีความอยากอวดอ้าง ที่เรียกว่าจะอวดออกไป แสดงออกไป ไม่ได้อยากแสดงอยากโชว์ออฟ มีอะไรที่แฝงในจิตใจ มีความบริสุทธิ์ใจไม่ได้อยากอวด แต่พูดและแสดง ใช้ภาษาว่าอวดว่าแสดง ตรงๆ ไม่ได้มีความอยาก อวดอยากแสดง จะออกไปตรงๆด้วยความจริงใจว่าสิ่งนี้น่าพูดน่าโชว์หน้าบอกกล่าว มันเป็นสิ่งดีงาม แตกต่างกันนะ ที่อาตมาขยายความ คนอยากอวด กับคนที่อวดโดยไม่อยาก อวดได้ตรงๆด้วยความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ใจปรารถนาดี คนเข้าใจอันนี้ไม่ได้กัน ก็เลยตีขลุมว่า คนแสดงความดีเป็นกิเลสหมด อาตมาเป็นคนที่รู้จักเจตสิก ที่มันมีอกุศลเจตสิก หรือความเป็นตัณหา เป็นความอยากอวด อาตมาไม่มีความอยากตรงนั้น อยากอวด จิตไม่มี คนก็ฟังไม่รู้ไม่เข้าใจ หาว่า อาตมาพูดอย่างคนโลกีย์ พูดด้วยกิเลสอยากอวด มีของดีก็อยากอวดอยากโชว์นั้นมันดารา อาตมาไม่ใช่ดารา อาตมาเป็นคนจริงเป็นคนธรรมดาสามัญไม่ใช่เป็นดารา ไม่ได้ไปหากินกับดาราไปหาเงินแสดงแล้วก็เอาเงิน ไปโชว์ตัวแล้วก็เอาเงิน ไม่ใช่ อาตมาไม่ใช่ดารา ดาราอย่างนั้นอาตมาไม่อยากเป็นหรอก ดารานี่คือคนรับจ้าง แต่อาตมานี่เป็นคนรับใช้ อาตมาทำงานฟรี เป็นคนรับใช้ไม่ใช่คนรับจ้าง คนที่ทำงานเอาค่าจ้างคือคนรับจ้าง ดารายิ่งได้ค่าตัวแพง ยิ่งไม่ดี เป็นพฤติกรรมไม่ดี ประเทศไหนสังคมยุคไหนก็ตาม ถ้าไปให้ดารามีค่าตัวแพงยุคนั้นเสื่อม ประเทศนั้นเสื่อมสังคมนั้นเสื่อม สังคมไหนนิยมดาราราคาแพงๆดังๆ เป็นเรื่องไร้สาระเป็นเรื่องอบายมุขไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์ ประโลมใจให้กิเลสหนาขึ้นเท่านั้น เป็นเรื่องบำเรอกิเลสอย่างเดียว คนไม่เข้าใจสัจธรรมที่อาตมาพูดนี้ก็หาว่าอาตมาพูดไปว่า แน่นอน สิ่งที่ไม่ดีอาตมาก็ต้องข่มต้องว่า สิ่งที่ดีก็ต้องยกต้องชม นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง อาตมาไม่มีมังกุ ไม่มีเหนียม เป็นคนตรงพูดชัดๆอธิบายให้ละเอียด คนมีปัญญาถึงฟังธรรมะอาตมาเป็นสัจธรรม ถ้าคนไม่มีปัญญาก็จะเข้าใจไปต่างๆนานา ไม่มีปัญหาอาตมาไม่มีปัญหาเรื่องคนเข้าใจผิด เพราะเขาเป็นคนไม่ฉลาด เขาเข้าใจอาตมาผิด แต่ถ้าคนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด ยังไงๆฟังอาตมาก็ยิ่งเข้าใจ จึงจะรู้ว่าอาตมาเป็นคนมีปัญญา เป็นคนปรารถนาดีจริงใจเป็นคนเอาดีมาอวดเอาดีมาโชว์ มาขยายความและชวนกันทำสิ่งดี ที่อาตมาท้วงติง เหมือนไปว่าผู้บริหารประเทศ ว่าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการแก้ปัญหาให้คนหายจน ให้คนรวยทั้งประเทศ มันเป็นไปได้หรือ มันไม่ได้หรอก พูดไปทำไม เป็นการขี้โม้โดยที่มันเป็นไปไม่ได้ให้คนรวยทั้งประเทศ ให้คนหายจนทั้งประเทศ มันเป็นไปได้ยังไง แล้วที่สำคัญทำไมไม่มีปัญญาว่าความจนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ต้องให้เข้าใจว่าคนจนไม่ใช่คนที่น่ารังเกียจ ชาวอโศกเป็นคนที่ตั้งใจมาจนมาปฏิบัติตัวเป็นคนจนอย่างไม่ได้โง่ที่เรามาเป็นคนจนนี้ และเป็นคนจนที่สำเร็จแล้วด้วย นอกจากบางคนที่ไม่สำเร็จก็แล้วไปเถอะ แล้วแต่คนที่จนไม่เสร็จจนไม่ลง ก็เรื่องของคุณสิ จะบอกว่าเป็นชาวอโศกก็ไม่ว่า แต่คุณก็คงจะตั้งใจที่มาจนเหมือนกันนอกจากจะมาแอบแฝงก็เรื่องของคุณ แต่ถ้ามาเป็นชาวอโศกก็ต้องมาเป็นคนจน มาเป็นคนจนของประเทศ แต่คนจนของอาริยบุคคลคนจนที่มีความสำคัญ คนจนที่ประเสริฐคนจนที่สำคัญนี้ มันไม่ใช่คนจนอย่างไร้สมรรถภาพ ไม่ใช่คนจนที่ยากจน แต่เป็นคนจนที่อยากจน มาจนจนสำเร็จจริงๆ แต่จนแล้วขยันหมั่นเพียร จนแล้วมีความรู้ความสามารถ จนแล้วก็สร้างสรรค์ทำงานผลิตสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นมิจฉา มิจฉาชีพ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาสังกัปปะ ไม่ทำ เช่น มิจฉาวณิชชา 5 1. สร้างอาวุธค้าขายอาวุธ 2. สร้างสัตว์แล้วก็ค้าขายสัตว์ 3. สร้างเนื้อสัตว์ ก็คือไปฆ่าสัตว์มา แล้วเนื้อมันมาขายมาค้า 4. สร้างของมีพิษแล้วก็ค้าขายของมีพิษ 5. สร้างของมอมเมา แล้วค้าขายของมอมเมา เป็นการค้าขายและเป็นการสร้างที่มอมเมาสังคมทำร้ายสังคม คนสร้างอาวุธก็ทำร้ายกัน เรื่องของมันไม่ต้องไปเลี้ยงมันหรอก สัตว์มันเลี้ยงตัวมันเองมันมีวิบากของมัน ไปหวังดีเอามาเลี้ยง หรือตะกละเอามาเลี้ยง เอามาเลี้ยงเพื่อกินเพื่อค้าเพื่อขาย เอามาเล่น หลงสัตว์เอามาเล่น เล่นกับคนก็เหลือแหล่ เอาเวลาแรงงานทุนรอนไปเล่นกับสัตว์ทำไม เล่นกับหมาหมาเลียปาก เล่นกับสาก สากต่อยหัวเอา เลี้ยงสัตว์บางทีเพื่อเอามากินมาค้าขาย เลี้ยงด้วยความรักชอบ ปฏิพัทธ์ จนกระทั่งหลายคนตายไม่ลงเพราะห่วงสัตว์ บ้ากันจริงๆ จะตายก็ตายไม่ได้เพราะห่วงสัตว์ คนตายตายไม่ลงเพราะห่วงลูกหลานก็ยังพอสมควร แต่นี่โง่ถึงขนาดตายไม่ลงเพราะห่วงสัตว์ มันอาการหนัก ถ้าตายไม่ลงเพราะห่วงลูกหลานก็ยังพอสมควร เราเป็นคน แต่ตายไม่ลงเพราะห่วงสัตว์ มีนะ ตลกมาก ที่พูดนี้ไม่ได้รังเกียจไม่ได้ไม่เมตตาสัตว์ อาตมาเข้าใจสัจธรรมสมบูรณ์ สัตว์มันก็เกิดมามีวิบากของมัน เรารักสัตว์เราก็เมตตาทั้งนั้นแต่เราไม่เคยเลี้ยงสัตว์ คนไปเลี้ยงสัตว์เท่ากับคนไปตัดวิบากมัน ไปทำให้วิบากมันเสีย มันเสียเวลาเสียนิสัย คนเอาสัตว์มาเลี้ยงนี้ทำให้สัตว์เสียสัตว์หมด สัตว์หากินไม่เป็น สัตว์มันก็ต้องเกิดมาช่วยเหลือตัวมันเองเลี้ยงตัวมันเองให้แข็งแรง มันไม่ต้องเป็นหนี้คุณ แต่เมื่อเอาสัตว์มาเลี้ยงมันก็เป็นหนี้ของคุณ มันก็ต้องมาใช้หนี้คุณ ก็เป็นความผูกพันใช้หนี้กันไปใช้หนี้กันมาในสังสารวัฏอีกเท่าไหร่ มันไม่รู้จัก ยิ่งคุณเอามาเลี้ยงเพื่อฆ่ากินยิ่งมีวิบากมหาศาล ไปทำทำไม สัตว์มันก็เกิดมาตามวิบากมันก็อยู่ของมันไป เราไม่ได้เลี้ยงสัตว์ไม่ได้หมายความว่าเราโกรธเกลียดสัตว์ เปล่า เราก็เอ็นดูสัตว์ ดีไม่ดีเราเจอสัตว์ก็ไม่ได้ทำให้มันเจ็บปวดไปทำร้ายมัน สัตว์เล็กสัตว์น้อยเราก็ช่วยมันไป มันก็อยู่กินของมัน เราไม่ต้องไปเลี้ยงมัน ถ้าคนจริงๆเลยไม่ฆ่าสัตว์เลย จิตวิญญาณสัตว์มันจะรู้ว่าคนนี้ใช้ได้ไม่ฆ่าเรามันจะไม่กลัวเรา แต่ทุกวันนี้สัตว์มันเห็นคนก็กลัวคน คนรูปร่างหน้าตาอย่างนี้มันฆ่า สัตว์ที่ไม่ฆ่ากันไม่กินกันมันก็อยู่ด้วยกัน คนก็เป็นสัตว์อย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าคนมีจิตวิญญาณไม่ฆ่าสัตว์ คนไปใกล้สัตว์ สัตว์มันก็ไม่หนี มันก็จะเดินไปร่วมกันไปกันมาได้ แต่นี่มันจำได้มาหลายชาติแล้วว่าอย่างนี้มาฆ่ามัน มันก็ไม่ให้มาใกล้ จับมันไม่ได้หรอกเข้าใกล้มันไม่ได้หรอกมันเรื่องจริง เพราะฉะนั้นคนที่เมตตาสัตว์มาก สัตว์จะเข้าไปหมดเลย คนที่สร้างพลังงานเมตตามาก อย่างพวกที่เป็นพระกรรมฐานที่เขาเรียกพระกรรมฐานสร้างเมตตาจนสัตว์ไม่กลัว มันเป็นจริง สัตว์จะมี sense พิเศษรู้ว่าคนนี้ไว้ใจได้ มีพลังงานพิเศษมันเป็นจริง คนอย่างนี้มีเมตตามาก จนกระทั่งสามารถเป็นพลังงานที่ทำให้สัตว์มันรับได้ มันก็จะเข้าใกล้เลย
เรามาพูดถึงคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ตามหัวข้อของงานนี้ คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ก็ต้องศึกษา มีความสามารถมีสมรรถนะ อย่างดีอย่างสำคัญ ก็ต้องมีการศึกษา ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ศึกษา การศึกษาพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรหรอกมีไตรสิกขา มีการศึกษา 3 เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นมากกว่า 3 เลย ธรรมะพระพุทธเจ้าคืออะไร คือไตรสิกขาทั้งหมดเลย คุณจะเอาอภิธรรมเท่าไหร่มารวมลงอธิบาย มันก็คือไตรสิกขา ศีลสมาธิปัญญา แล้วก็มีวิมุต วิมุตติญาณทัสสนะเป็นผลสูงสุด การศึกษาศีล สมาธิ ปัญญาจึงเรียนรู้อย่างสำคัญ ตั้งใจฟังดีๆ เรียนรู้อย่างสำคัญ คือ เรียนรู้ศีลเป็นเบื้องต้นเป็นหลักสำคัญ เป็นหลักใจที่คนที่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วก็จะต้องเอาศีลมาเป็นตัวตั้ง เริ่มต้นด้วยศีล 5 ซึ่งเป็นจุลศีล ข้อที่ 1 ข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3 ละกรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ข้อ 4 ไม่พูดสิ่งที่เป็นทุจริตกรรม ไม่พูดความเท็จก่อน ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดหยาบคายไม่พูดเพ้อเจ้อ และมีความละเอียดของจิตที่เรียกว่าไม่เมา สุราเมระยะมัชชะ รวมเป็นศีล 5 ก็รวมจุลศีลข้อต่างๆ ตั้งแต่เรื่องสัตว์ ต่อไปเรื่องพืช อย่างข้อที่ 7 ไม่เพ้อเจ้อเป็นเรื่องของการพูด ข้อที่ 8 ไม่พราก พืชคาม ภูตคาม ข้อที่ 9 เป็นคนฉันหนเดียว ไม่ฉันในราตรีในวิกาล ข้อที่ 10 เว้นขาดจากการขับร้องประโคมดนตรี การละเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล ตรงนี้ก็ขอแวะหน่อย เรื่องขับร้องเรื่องการดนตรีการละเล่น มีบ้าง เป็น amateur ไม่ใช่เป็นอาชีพ หมายความว่า เป็นเรื่องสมัครเล่น ไม่ใช่อาชีพ ถ้าเป็นอาชีพเป็นข้าศึกแก่กุศล เขาเอาการละเล่นการดนตรีการขับร้อง แม้แต่การกีฬา มาเป็นอาชีพ มันเป็นอบายมุขเป็นความเสื่อม ประเทศใดที่ไม่เก่ง ไม่เป็นศิลปะเลย ถ้ามันมากหรือจัดจ้าน เป็นอบายมุข ศิลปะคือมงคลอันอุดม ศิลปะไม่ใช่มากหลากหลายจัดจ้านแบบนั้น ไปหลงละเมอด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้าน มันเป็นอบายมุขทั้งนั้น เป็นความซับซ้อนมากเลยทุกวันนี้ คนไม่เข้าใจศิลปะ ไปลองบอกว่าศิลปินเป็นศิลปะจัดจ้าน เอาความจัดจ้านมาเป็นดารา มาเป็นศิลปินใหญ่ เลอะหมดเลย มันเป็นความสุดโต่งไปจนกระทั่งไกลมากทุกวันนี้ โลกทั้งโลกไม่ได้ศึกษาแบบพุทธ เขาไม่เข้าใจหรอก ศิลปะของเขาพาออกนอกเรื่องนอกราวนอกรีตไปไกล จัดจ้านไปหมด เพราะฉะนั้นศิลปะทุกวันนี้คือความบ้าบอทางเทคนิค ภาพจินตนาการ ศิลปะของโลกทุกวันนี้คือการสร้างเทคนิคกับจินตนาการผสมกันและบอกว่าเหนือจริง abstract คนจัดฉากที่นี่ไม่ได้เรียนศิลปะมาแต่จัดฉากได้ดีมาก หากปล่อยให้ผู้ที่เรียนศิลปะมาจัด ยกตัวอย่างให้ไม้ร่มมาจัดฉาก จะเละเทะกว่านี้มันสุดโต่ง ไกลกว่าความเป็นศิลปิน ไกลกว่าความเป็นศิลปะ แต่มีคนจัดฉากเป็นศิลปินศิลปะจัดให้พอเหมาะพอดี Sufficient พอดีพอเหมาะ มีสมรรถนะ ถ้ามี Sufficient ก็จะมี Coefficient มีประสิทธิผลสมบูรณ์แบบ ทุกวันนี้ไม่เข้าใจเรื่องศีล อาตมายกตัวอย่าง จุลศีล 26 ข้อมาปฏิบัติไปแต่ละข้อละเอียดขึ้นมา ไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ ถ้าหากสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติศีลให้เกิดจิต แล้วมีปัญญากำกับไปทั้งหมด ศีลของพระพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ถามพระว่ามีศีลเท่าไหร่เขาก็จะบอกว่า 227 มันเป็นพระวินัย เหมือนกับถามว่าไปไหนมาก็ตอบสามวาสองศอก แล้วไม่มีศีลกันหรือ เขาก็บอกว่าศีล 227 ไปถามเขาดูจะยืนยันเช่นนี้ บางคนจบเปรียญ 9 ไปถามดีๆ ก็จะบอกศีล 227 ส่วนจุลศีล 26 มัชฌิมศีล10 มหาศีล 7 ถามเขา เขาก็จะตาขวางว่ามีด้วยหรือ ศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้าบัญญัติศีลเป็นธรรมนูญของศาสนา ส่วนพระวินัยเป็นหลักเกณฑ์ที่บัญญัติขึ้นภายหลังที่ภิกษุไปปฏิบัติผิด แล้วพระวินัยก็มีโทษทัณฑ์ ถ้าไปละเมิดก็มีอาบัติต้องปลงอาบัติ ดีไม่ดีปาราชิกไม่ต้องปลงกับขาดจากความเป็นพระ ภิกษุ หนักที่สุดก็สังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรม เหมือนกับการติดคุก ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวช เมื่อเป็นชาวพุทธจะต้องรู้ว่าศีลมีอย่างนี้ ศีลสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ ก่อนอื่นคือมหาศีล เป็นการชี้บ่งว่า นี่คือศาสนาพุทธ มหาศีลมีอะไรบ้าง มีเดรัจฉานวิชาที่ท่านห้ามไว้ว่าอย่าไปทำละเมิด อยากมีอยากเป็น มหาศีล 7 ข้อนี้ เดี๋ยวนี้ในศาสนาพุทธเต็มวัด เต็มวงการศาสนาหมดเลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องชี้บ่งว่าศาสนาพุทธไม่เหลือ ไม่มีแล้ว เพราะเต็มไปด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ห้ามไว้ในศาสนา คือมหาศีล 7 เป็นเดรัจฉานวิชาที่ห้ามไว้ มหาศีล 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นาเป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ก็คือพวกพระภิกษุที่มียศศักดิ์ทั้งหลาย แต่เขาก็จะเลี่ยงไปว่าเป็นพวกสมณพราหมณ์ไม่ใช่พวกเขา แต่อาตมาชี้ให้เห็นว่านี่แหละคือพวกที่มีพระภิกษุที่มียศศักดิ์ เป็นชั้นพรหม ชั้นเทพ ชั้นราช เป็นพระครู เจ้าคุณ ทั้งหลาย แล้วก็กินอาหารที่เขาเลี้ยงไว้ด้วยศรัทธา ยังเลี้ยงชีพเป็นคนอยู่ยังไม่ตายแล้วเลี้ยงชีวิตด้วยทางผิดเป็นเดรัจฉานวิชา เห็นๆ ...เช่น ทายอวัยวะคือโหงวเฮ้ง เดี๋ยวนี้ประยุกต์ไปต่างๆนานาทำกระเป๋าเสก ทำผ้ายันต์ ทำพระเครื่อง ทำเครื่องรางของขลัง สารพัด ศาสนาพุทธจริงๆไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย ทุกวันนี้เหลือแต่ศาสนาพุทธปลอมปลอมน่าสงสาร มันกลายเป็นไม่มีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องมีสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พุทธ มันกลับกันเสร็จเลยจนกลายเป็นคณะใหญ่ เป็นกระแสหลัก อาตมาเอาความจริงมาพูดขึ้นมาปลุก กระแสหลักตีข่มเลย ว่า พวกนี้เป็นพวกนอกรีต ศาสนากระแสหลักของเขาเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน พวกเรามีคนเข้าใจก็เลยมาทางนี้ทั้งที่ถูกปกาสนียกรรมว่าเป็นพวกนอกรีต เดี๋ยวนี้ก็ยังเชื่อว่าชาวอโศกเป็นอย่างนั้นอย่างสนิทใจ น่าสงสารจริงๆสังคม คนที่กันพวกอาตมานี้บาปมหาศาล ดีไม่ดี จะเกิดอนันตริยกรรม อนันต์แปลว่ายาวนานมากไม่มีจบสิ้นมีเยอะ เขาก็จะเชื่ออย่างนั้นติดอย่างนั้นเป็นอนันตริยกรรมแล้ว เขาก็ยังเชื่ออยู่นะ ติดยังงั้นอยู่นะ เขาก็ยังมองอโศกเป็นอย่างนั้น ถ้าเขาไม่รู้สึกเปลี่ยนว่าอโศกคือเนื้อแท้คือสัจธรรมที่แท้จริงของพุทธ ถ้าเขาเกิดปัญญาอย่างนั้นก็จะเจริญ คนไหนที่เข้าใจแล้วเกิดปัญญาแล้วก็จะมาจนกระทั่งเป็นคนจนสำเร็จเป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ สรุปแล้วสังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่ 1. สุขสำราญเบิกบานใจ 2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จแล้ว ถามหน่อยว่าทุกวันนี้ชาวอโศกมีความทุกข์อะไร ทุกข์เพราะกินเยอะ มีเยอะให้กิน คนที่อยู่ในชุมชนชาวอโศกไม่ต้องห่วงเงินทอง ไม่ต้องห่วงข้าวของ ข้าวของเรามีธนาคารใหญ่คือ สขจ. เป็น Supermarket เป็นห้างสรรพสินค้า มีสารพัด ไม่มีสิ่งที่ไม่น่ามี เช่นเพชร เช่นทองคำ ไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ธนบัตรก็ไม่มี เป็นอสรพิษ เป็นสิ่งที่ชาตรูปรชตปฏิคหนา เป็นของที่สังคมตั้งราคาไว้สูงเราไม่มี ก็มีของที่ใช้ได้เป็นของจำเป็นเป็นของสำคัญ เป็นเครื่องใช้เครื่องกิน คนเรารู้จักสาระว่าเป็นสาระ หากไปเอาอสาระ มาเป็นสาระ ก็เป็นคนหลงโลก คนที่มีปัญญาแล้วไม่ไปหลงไปยกย่องเชิดชูสิ่งไร้สาระ พวกเรารู้สาระก็ไม่ไปหลงไหลกับเขาในอบายมุขอย่างนั้น จึงเป็นคนไม่สูญเสีย 3 อย่าง 1 ไม่สูญเสียเวลา 2 ไม่สูญเสียทุนรอน ข้าวของทรัพย์สมบัติ 3 ไม่สูญเสียแรงงานทางกาย แรงงานทางสมอง นี่เป็นความสูญเสีย 3 อย่างที่ยิ่งใหญ่ 1.ไม่สูญเสียเวลา 2.ไม่สูญเสียแรงงานข้าวของ 3.ไม่สูญเสียทุนรอน ทุกข์เรื่องปลูกแล้วไม่เก็บผล เรี่ยราด ก่อนเราจะมาจากบ้านราชฯ อยู่ที่ศาลาเฮือนสูญศูนย์ มีพริกเก็บมากองเบ้อเริ่ม สวย เป็นพริกยำ อาตมาพาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ประสบความสำเร็จมีประสิทธิผลมีสมรรถนะมีความสามารถมีความรู้ มีผลแห่งความรู้ความสามารถกันแล้วเรียบร้อย เพราะฉะนั้นคนที่ปฏิบัติธรรมสำเร็จผลจึงเป็นคนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ เจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน ทำพลังงานบุญกำจัดบาป จนเป็นอรหันต์ก็หลายคน เป็นอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบัน พัฒนากันได้จริง ทำงานศาสนาพระพุทธเจ้าสำเร็จ แม้แต่ถึงยุค 2561 แล้ว พระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์ไปก็จึงนับพุทธศักราชหนึ่งมาเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ ถึง 2561 ปี อาตมาก็นำธรรมะพระพุทธเจ้ามารื้อฟื้นจนคนบรรลุธรรม เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ในยุคกึ่งพุทธกาล ทำได้สำเร็จแล้วสบายๆ อายุอาตมาก็ปาเข้าไปพอสมควร แต่ก็ยังแข็งแรงดีพอเป็นไป ยังไม่เหมือนคนแก่ที่ไม่มี Coefficient ไม่มีพลังงานอัตราการก้าวหน้า พลังงานก้าวหน้าจะเป็นพลังงานที่ช่วยเสริม แทนที่จะแก่ก็มีพลังงานเสริมนี้ ไม่แก่อย่างที่ควรจะเป็น จริงๆจะไม่แก่ไม่ได้หรอก มันต้องแก่ตามสัจจะตามเหตุปัจจัย มันแน่นอน แต่มันเป็นสิ่งที่ช่วยไว้ได้ ถ้าหากอาตมาช่วยไปได้ถึง 151 ปี ถือว่าเป็น Best Record มันมีประวัติว่าคนอายุถึง 256 ปี ลีชิงยุน อันนั้นเป็นคนพิเศษ อย่างไรก็ไม่รู้อายุยาวยืนจะถึง 256 ปี ในประวัติศาสตร์มีภาพถ่าย มีเมีย 20 กว่าคน จะมีทีละคนไปเรื่อยๆ อายุยืนยาว 200 กว่า ก็มีเมียไปได้เรื่อยๆ ผู้ที่สามารถรู้จักพลังงานสัมประสิทธิ์และสร้างให้มีในตัวเอง ได้จริงๆ ก็จะสามารถเอาพลังงานมาใช้ยิ่งกว่าไอน์สไตน์ค้นพบพลังงานทางฟิสิกส์ แล้วเขาก็เอามาใช้ทุกวันนี้ จนกระทั่งเอาไปใช้ในทางสันติภาพ ไม่ใช่เอาไปใช้แบบ อสันติภาพ เป็นอาวุธ แต่เอามาใช้ทางเครื่องกลทางเทคโนโลยีเจริญในทางสร้างสรรค์ได้ดี ก็เกิดจากพลังงาน E=mc 2 ของไอน์สไตน์ เอามาผนวกกับนามธรรมก็ได้ อาตมาถึงมาเติม ของไอน์สไตน์ว่า E=mc 2 + A ตัว A คือชีวะ จิตนิยาม แต่ของไอน์สไตน์เป็นทางอุตุนิยาม หรือจะเอาไปใช้แค่พีชนิยามนิดหน่อย แต่ของพุทธ ขยายถึงจิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม เมื่อเราจัดสรรพลังงานจิตเจตสิกได้ ให้ไปทำกรรม ไปออกบทบาท จัดสรรตั้งแต่สังกัปปะ ในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ส่วน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นฐาน static จัดสรรเรียกว่าอภิสังขาร ไม่ให้มันมีกิเลส แต่ให้มันมีวิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์ มีความต้องการที่มีตัณหากำกับมีปัญญากำกับ ตัณหาหรือความอยากที่ไม่มี ราคะโทสะโมหะเข้าไปร่วม ปรุงแต่ง มีแต่ความปรารถนาความต้องการอยากจะให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีสัมประสิทธิ์ของอันนั้นอันนี้เกิดขึ้น เป็นพลังงานสร้างสรรค์เกิดขึ้น ที่เป็นประโยชน์คุณค่าเป็นสิ่งดีงาม ไม่เป็นพิษภัย แก้ไขๆ นี่เป็นผลสำเร็จ ของผู้ที่มีวิภวตัณหา ตัณหาแปลว่าความต้องการ วิภว แปลว่าความไม่มีภพชาติไม่มีกิเลส ไม่ก่อภพก่อชาติแล้ว เป็นโลกุตระเป็นอารยธรรมสมบูรณ์ ธรรมะของพระพุทธเจ้าผู้ที่สำเร็จแล้ว ไม่ใช่ไม่ทำงาน สำเร็จแล้วไม่มีปัญหา ไม่ใช่ ไม่มี วิภวตัณหา พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาด้วยวิภวตัณหา พระอรหันต์ช่วยสืบสานศาสนาด้วยวิภวตัญหา ไม่ใช่กามตัณหาไม่ใช่ภวตัณหา แต่เป็นวิภวตัณหา ไม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive