560812_เทศน์ก่อนฉันวันแม่ โดยพ่อครู เรื่อง พ่อแม่ทางจิตวิญญาณ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560812 เทศน์ก่อนฉันวันแม่ โดย พ่อครู เรื่อง พ่อแม่ทางจิตวิญญาณ
วันนี้ วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2556 ที่ บวร ศีรษะอโศก เป็นวันแม่แห่งชาติ ลูกที่ดีก็น่าจะได้กระทำสิ่งดี เป็นการกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี แม่ให้การเกิดทางร่างกายได้ แต่ให้กำเนินจิตวิญญาณไม่ได้ ซึ่ง สรีรพันธุ์ ต่างจากกรรมพันธุ์ สรีรพันธุ์คือร่างภายนอก เป็ น อวัยวะรวมองคาพยพของร่างกาย ทั้งห มด เป็น a natomy แม่จะมี ดีเอ็นเอ โครโมโซม มีเผ่าพันธุ์ เป็ นยีน เท่านั้น แต่เขาใช้คำว่า กรรมพันธุ์ซึ่งผิดความหมายแท้จริง น่าจะแปล ว่า “ สรีรพันธุ์” ม ากกว่า ซึ่งการเกิดแบบนี้คนไม่มีความรู้ก็ทำได้ แม้แต่พืชกับสัตว์ก็ทำได้ ผสมพันธุ์แล้วก็ทำการเกิดได้ อย่างนี้เป็นธรรมดาไม่มีปัญหาอะไร เราได้ร่างกายนี้จากพ่อแม่ แต่ว่าร่างกายนี้เราต้องมีจิตวิญญาณอาศัย เราได้ร่างกายนี้จากพ่อแม่มาแล้วเราต้องใช้ร่างกายนี้ทำบุญ ทำกุศล อย่าให้ทำชั่ว โดยเรามีจิตวิญญาณเป็นตัวใช้ร่างกายนี้ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” อะไรเป็นกุศลอกุศลใจเราเป็นตัวบังคับ ถ้าเราไม่มีร่าง เราก็ทำอะไรไม่ได้มาก ทำได้แต่ในใจเรา เป็นตัวคนเดียว เอกจรัง มีอาการเกิดในใจอย่างเ ดียว สมมติ ว่าเราต ายไปแล้วก็มีมีแต่ใจ ไปเดี่ยวๆ เดียวๆ เป็นเอกจรัง ไม่มีรูปร่างตัวตน แต่คนมักเข้าใจผิดว่าตายไปจะมีร่างกายเหมือนเดิม เป็นวิญญาณล่องลอยออกจากร่างเป็นตัวเป็นตน อย่างนั้นเป็นการเข้าใจผิดๆ ถ้าร่างเองไม่มีใจเป็นตัวกำหนด ก็ทำอะไรเองไม่ได้ เช่นกระดาษนี้ (ชูกระดาษ) ตัวมันเองทำอะไรไม่ได้ มันต้องมีน้ำมีลมมีไฟมากระทำกับมัน ให้มันละลายหรือยืดหรือเปื่อยสลายไป มันไม่มีวิญญาณเป็นแค่อุตุนิยาม ซึ่งสามารถพัฒนามาเป็นพีชะนิยาม (ทั้งอุตุและพีชะเป็นอนุปาทินกสังขารคือ สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง) และพอมาเป็นจิตนิยามก็ส
อ่านต่อ
ามารถมีวิญญาณได้ทำบาปทำบุญได้เป็นอุปาทินกสังขาร มีเวทนา มีสุขมีทุกข์ มีรักมีชังได้ ก่อเวรานุเวรกันมากมาย นับไม่ถ้วน จิตวิญญาณนั้นมีการเกิดการดับ ซึ่งต้องมี แม่ มี พ่อ ในสัมมาทิฏฐิ 10 มีข้อที่ว่า พ่อมี แม่มี ซึ่งธรรมดาทั่วไปคนเขาก็รู้กันว่า คน สัตว์ เกิดมาต้องมีพ่อมีแม่ ที่ให้กำเนิดร่างกายนี้อยู่แล้ว แต่แม่ทางวิญญาณนี่สิ ต้องมาตั้งใจฟังให้ดีว่าคืออะไร พระพุทธเจ้ามีวิญญัติรูป คืออาการเคลื่อนไหวขององค์รวมทั้ง กาย วาจา ใจ มีนัจจะ คีตะ วาทิตะ มีการสอน เป็นแม่ เป็นการเคลื่อนไหว เป็นภาวะแม่ เป็นอิตถีภาวะ (ภาวะไม่นิ่ง ไม่จบ ปริเทวนาการ ยังมีต่องแต่งยุกยิก ไม่เป็นหนึ่ง เป็นภาวะรอง) แต่เป็นภาวะที่มีประโยชน์ ให้เกิดการสังเคราะห์สร้างสรร ทำงาน พระพุทธเจ้าแสดงอาการเคลื่อนไหว k inetic energy เป็นพลังงานจลน์ สามารถเอาพลังกุศล ที่เคลื่อนที่เป็นประโยชน์ ท่านไม่ทำสิ่งเป็นโทษเลย เป็นองค์รวมของกาย วาจา ใจ แสดงออกสื่อออกมา เป็นกายวิญญัติ แต่ถ้ามีแต่สุ้มเสียงภาษาเรียกว่า วจีวิญญัติ ให้คนรับรู้ได้เป็นแบบอย่างทำตาม จนเกิดเป็นไปได้ เกิดลีลาการเกิดสอนตามที่เป็น k inetic หรือ d ynamic นี่คืออาการของแม่ เรียกว่า กายวิญญัติหรือวจีวิญญัติ ซึ่งกายพระพุทธเจ้าเป็นปุริสภาวะแล้ว แต่ว่าแสดงออกเป็นอิตถีภาวะได้ ซึ่งทั้งผู้หญิงผู้ชายทำได้ เป็นอาการสอนให้ไปทำตาม ให้เกิดชำนาญ เป็นนิสัย เป็น วิสัย แล้ว วิสัยคือเป็นเราเลย แก้ไขยากแล้ว ซึ่ง สย หรือ สยัง คือเป็นเราแล้ว แก้ได้ยากเลยล่ะ อาการที่สอนด้วยการเคลื่อนไหวนี่คือ แม่ แล้วก็จะได้ความครบเป็นภาวะ “พ่อ” ความเป็นแม่ คือ “มาตา” ในทิฏฐิ 10 ข้อที่ 7 จะมีผลอย่างไร เป็น “นัตถิ” (มีผล) หรือ “อัตถิ” (ไม่มีผล) ซึ่งเกิดจากกรรมเราเอง “มโนกรรมเป็นพ่อ ส่วน กายกับวจีเป็นแม่” จากพ่อเป็น k inetic มาเป็นแม่ d ynamic การกระทำใดๆ มาจากต้นเหง้าหรือพ่อที่ดี แล้วก็สื่อออกมาให้ดี ทำให้เกิดกายกับวาจาที่ดี ถ้าแม่กับพ่อทะเลาะกัน แม้พ่อมีเจตนาดี แต่ข้างนอกมีแรงมาก เราเป็นแม่เหล็กอ่อนไปตกในสนามแม่เหล็กไม่ดีก็เสียได้เลวได้ เราต้องทำพ่อให้แกร่งให้แข็งแรง ส่งออกเป็นแม่ที่แข็งแรงด้วย เหนือกว่าทางโลกไม่เป็นไปตามโลก เราจะมีบทบาทแม่ก็จะมีกรรมที่เหนือชั้นกว่าชาวโลกที่เป็นอยู่ เราจะมีทั้งความรู้ความจริง และมีแรงฤทธิ์สูงกว่าทางโลก เราจะเป็นอย่างโลกก็ได้ถ้าดี แต่เราไม่เป็นก็ได้ มีปัญญาตัดสินว่าดีหรือไม่ แล้วก็เป็นหรือไม่ก็ได้ นี่คืออำนาจพ่อและแม่ ซึ่งไม่แยกกัน อำนาจสูงสุดเป็ น เอกัคคตา ที่จะทำให้สมบูรณ์ได้แค่ไหน ก็จะออกมาเป็นกายหรือวจี วิญญัติ ออก มาที่ดี ให้คนอื่นได้รับรู้ คนมีปัญญาก็จะมาทำตาม ทำตาม กาย วจีวิญญัติ เขาจะมีปัญญาตัดสิน แล้วเกิดแม่เกิดพ่อ ที่เป็นกาย วาจา อย่างใด เป็นอิสระเสรีภาพว่าจะทำแบบไหน คุณจะเอาอย่างใคร คนนั้นก็เป็นแม่ เอาอย่างการเคลื่อนนี่อ่านง่ายกว่าส ิ่ งที่ไม่แสดงออก หรือนิ่งอยู่ มารดาหรือมาตาที่ว่านี้ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่แม่ทางจิตวิญญาณนี้ยาก คนจะเข้าในทิฏฐิ 10 ข้อนี้ได้ไม่ง่าย อาตมา ก็เข้าใจรู้จากภูมิของตนเก่า ไม่ได้เอาจากตำราไหนเลย ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ แม่มีความเก่งเร็วคิดได้มาได้เยอะได้สารพัด แต่เรียบเรียบรวบรวมความคิดไม่ให้เฟ้อเกินยาก เช่น อาตมา มีความเป็นแม่มาก มีความรู้อะไรมากแต่เรียบเรียงไม่เก่ง ส่วนภาวะพ่อก็จะทำเป็นโล้เป็นพาย เป็นลำดับมีระเบียบ ปัญญาคือตัวรู้ ส่วนศีลคือการกำหนด แต่กำหนดนอก กำหนดขอบเขต ว่าจะทำเขตขอบนี้นะ เช่นไม่กินเนื้อ หรือไม่กินเนื้อสัตว์แต่ยังกินนมอยู่เป็นต้น ให้รู้ว่านี่คืออนุโลม แล้วเราก็ทำให้บริสุทธิ์ เพ ิ่ มเคร่งขึ้น จะเจริญไปตามลำดับ ตามอธิศีลสิกขา จะรู้ว่าทำได้หรือไม่ก็อยู่ที่ใจที่ปัญญา เช่น อาหารอะไรไม่ถูกปากเราก็ต้องกินหากมีประโยชน์จะเอาแต่อร่อยไม่ได้ เราไม่ตามกิเลสมันไม่ตายหรอก มีอะไรให้กินที่มีประโยชน์อีกมากมาย หรือเครื่องอุปโภค ก็อยู่ที่ความพอเหมาะพอสม มรรค 8 กับโพชฌงค์ 7 ซึ่ง มรรค 8 เป็นแม่ โพชฌงค์เป็นพ่อ เราต้องเข้าใจอาการ ( วิญญัติ) อาการอย่างไรคือมรรค คือทางปฏิบัติ มีอาชีพ มีกาย วจี มโน เราก็ต้องรู้ ว่าอย่างไรคือสัมมาอย่างไรคือมิจฉา อย่างไม่ดีเราก็ไม่เอา เราทำแต่ดี จับให้ได้ว่าอาการนี้คือ โกง คือส่อเสียด คือเพ้อเจ้อ เราไม่ทำ ไม่ปด ไม่หยาบ ไม่เพ้อเจ้อ ไม่ส่อเสียด มันไม่ดีเป็นสิ่งสากลที่รู้กันทั่วโลก ให้งดเว้นจะทำไม่เป็นเลย ปดไม่เป็น มีแต่ซื่อตรง เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่บื้อๆ ปดไม่เป็นนี่ไม่บื้อ เราจะรู้ลีลาการพูดว่าอย่างไรไม่ถูกตรง รวมทั้งนัจจะ คีตะ วาทิตะ ว่าอย่างไรคือมิจฉา อย่างไรคือสัมมา มาจากใจเป็นตัวกำเนิดทั้งสิ้น ลึกเข้าไปในโพชฌงค์ ต้องมีสติ มีธัมวิจัย มีวิริยะควบคุม ต้องรู้กุศล อกุศล ทำได้ก็เป็น ปิติ ปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ ใจเราก็ทำ สติ ธัมวิจัย วิริยะ เป็นตัวปฏิบัติไปสะสมไปเรื่อยๆ เช่น เราลดความโลภได้ก็ดีใจ ซึ่งการดีใจในการทำชั่วก็มีเหมือนกัน เป็นปีติโลกีย์สมใจสมกิเลสก็ดีใจ เป็นเทวดาเก๊ก็มีต้องแยกแยะให้ออก โดยธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ และทำมากๆ ก็ตกผลึกเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ ...จนไปถึงอุเบกขา สรุปคือ โพชฌงค์เป็นหลักเป็นตัวจัดการแต่มรรคคือการแสดงออกมา เป็นพ่อกับแม่ แล้วทำให้เกิดความเจริญเป็นคุณธรรม ตั้งแต่ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ คุณรู้ว่าแม่และพ่อคืออย่างไร คุณก็ทำให้จิตวิญญาณเราเกิดเป็นโอปปาติกะโยนิ ทำความเจริญทางจิตวิญญาณเป็นการเกิดที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถทำได้
การเกิด หรือชาติ 5 อย่างนี้พระพุทธเจ้าบัญญัติมี ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เราเลือกเฟ้นเอาอกุศลออกไป เอาแต่กุศล เอาอย่างอาริยะ เป็นการเกิดให้เป็นโอกกันติ จนเป็นนิพพัตติและเป็นอภินิพพัตติ ต่อมา อาตมา ก็จะได้สาธยาย “ชาติ” หรือ “ความเกิด” 5 อย่างแบบที่ อาตมา แบ่ง ชาตินัยที่ 1 การเกิดของสัตวโลก สามัญทั่วไป ได้แก่ ชีวิตของคนหรือมนุษย์,สัตว์เดรัจฉาน เกิดมาได้ร่างและวิญญาณ แล้วก็ตายไป ร่าง(สรีระ)แตกดับ(กายัสสะ เภทา) ลงไป ก็สลายหายไป จบความเป็นชาติ ชาติหนึ่ง นี้คือ ชาติความหมายที่ 1 ตามสามัญความรู้พื้นๆ ของโลกแบบสามัญ คือ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ตามไตรลักษณ์ที่เป็นสามัญลักษณะ ซึ่งธรรมดาของธรรมชาติก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป นี่คือ สมมติสัจจะ แม้ใครเรียนรู้ความเป็นจริงนี้ หรือไม่เรียนเลยก็ตาม ความจริงนี้ก็เป็นจริงอยู่อย่างนี้ ตลอดกาล จะเรียนรู้ หรือไม่เรียนรู้ ก็เปลี่ยนแปลงความเป็นธรรมดาธรรมชาตินี้จากความจริงนี้ไปไม่ได้ การเกิดของสัตวโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเกิดชนิด อัณฑชโยนิ คือ เกิดออกมาจากตัวสัตว์เป็นไข่ก่อนแล้วไข่จึงจะฟักออกมาเป็นตัวอีกที หรือจะเกิดชนิด ชลาพุชโยนิ คือ เกิดเป็นตัวในท้อง ในมดลูกแล้วคลอดออกมาเป็นตัวทีเดียว หรือจะเกิดชนิด สังเสทชโยนิ คือ สัตว์ที่เกิดจากเหงื่อไคล หรือของชื้นแฉะโสโครก ล้วนเป็นการเกิดคือชาติ มีชีวิต แล้วตั้งอยู่ในเวลาช่วงหนึ่ง แล้วก็ดับไปหรือตายไป ก็เป็นลักษณะ 3 (ไตรลักษณ์) ลักษณะ 3 อย่างนี้ เรียนก็รู้ ไม่เรียนก็รู้ได้ ไม่เห็นยากอะไรเลย ไม่ลึกซึ้งลึกลับอะไร สำหรับชาติหรือการเกิดสัตว์โลกทั้งแบบ อัณฑชโยนิ-ชลาพุชโยนิ-สังเสทชโยนิ ไตรลักษณ์ที่เป็นสามัญลักษณะแบบนี้ ไม่ยาก ชาติแบบที่ 1 การเกิดแบบนี้ ใครๆ ก็รู้ได้ ชาตินัยที่ 2 การเกิดทางจิตวิญญาณ อันเป็นการเกิดของสัตว์ที่เรียกด้วยศัพท์ทางพุทธธรรมว่า สัตว์โอปปาติกะ (สัตตา โอปปาติกา) ซึ่งก็เป็นสามัญทุกคนมี-ทุกคนเป็นกันอยู่ ได้แก่ ชีวิตของสัตว์ในจิตใจของมนุษย์ สัตว์ในร่างของคนเป็นๆ ที่เกิดอยู่ในจิตวิญญาณ เช่น จิตใจเราเป็นสัตว์นรกอยู่-สัตว์เทวดาอยู่นั้น มีภาวะอย่างไร? ต้องมาเรียนรู้ว่า ตั้งอยู่ที่ไหน? ต้องรู้หทัยรูปตามที่เป็นอยู่จริง มันเกิดวิญญาณตอนที่ผัสสะทางทวาร 6 ไง แล้วมีอาการอย่างไร เป็นอิตถีภาวะและปุริสภาวะอย่างไร อาการเคลื่อนคือความมีใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่เอาที่เป็นโทษ ใช้เสร็จแล้วหยุดจบนิ่ง ปุริสสภาวะ เช่น ตากระทบแก่นตะวัน แล้วคุณก็รู้ว่ามันเป็นอะไร ตามปฏิภาณปัญญา รูปร่างน่าดูหรือไม่ สีสันน่าดูหรือไม่ ก็อยู่ที่อุปาทานคุณเองกำหนด ไปเซ็นสัญญาไว้เอง ซึ่งสัญญานี้ร้ายกาจมากไปสัญญาไว้หมดว่านี่คือ ขี้หมา นี่คือดอกไม้ สัญญามันเอามาใช้ทันทีเลย สรุปแล้ว ทหยรูปคือ ที่ตั้ง เป็นนามธรรมอธิบายยาก ซึ่งอภิธรรมเขาก็ไปกำหนดเป็นสถานที่ตัวตนรูปร่าง มันก็เลยจับอาการนามธรรมไม่ได้ ไปกำหนดว่าอยู่ที่หัวใจเป็นต้น ต้องอ่านที่เวทนา ชอบหรือชัง อ่านรู้นั่นก็คือหทยรูปนั่นแหละ มันต่อเนื่องจากมหาภูตรูปมาสู่อุปาทายรูป เป็นเวทนา เราก็ต้องเจาะลงในเวทนา แล้วเจาะเวทนาในเวทนาอีก จับตัวการตัวเหตุแห่งทุกข์ต่ออีก เมื่อจับตัวการได้ ก็รู้ที่ตั้งมันได้ จัดการมันได้ มันก็ถูกตัวมันในที่ตั้งของมัน แล้วต่อมาที่ชีวิตรูป
มีความเป็นชีวิตอยู่อย่างไร? ต้องรู้ชีวิตรูป เข้าใจชัดในชีวิตินทรีย์ของความเป็นชีพหรือชีวะนั้นๆ ว่า ยังทรงอยู่อย่างไร? แค่ไหน? เราจะสามารถให้เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปได้อย่างไร? แค่ไหน? ภาวะใดควรอยู่ ควรดับ อาการลีลานี้มันยังมีชีวิตหรือชีพ ของจิตวิญญาณ ยังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ อ่านให้รู้ว่าชีวิตมันเกินมันเฟ้อไป มันเลวมันชั่วแล้วนะบาปแล้วนะ ไม่ดีแล้วคุณต้องมีปัญญามีญาณเลือกเฟ้นเอาออกได้ มี อาหาร 4 ที่ต้องเข้าใจอย่างสำคัญ ก็ต้องรู้อาหารรูป และต้องรู้ถึงความเป็นอาหารอย่างไร? แค่ไหน? ซึ่งเป็นเครื่องอาศัยยังชีวิตให้เกิดขึ้นอย่างไร? แค่ไหน? และตั้งอยู่อย่างไร? แค่ไหน? แม้แต่ที่จะให้ดับไปอย่างไร? แค่ไหน? ชนิดที่เป็นปรมัตถธรรมถูกสัดส่วนอันควรอย่างพอเหมาะ(ปโหติ) ในกวฬิงการาหารนี้มีสิ่งที่คุณติดยึดอีกมากต้องพิจารณาผีร้ายที่มากับอาหาร ที่เราต้องได้ต้องกำหนดหมายและยึดต้องเอาอย่างนี้ๆ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ชอบ ถ้าได้ก็ชอบ ซึ่งมันไม่ตรงกันหมดหรอก มีทั้งคล้ายกันมากและต่างกันไป แต่ถ้าเหมือนกันหมดก็แย่งกันเละเลย เราเอาอาหารที่เป็นแค่เครื่องอาศัย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใจ ทางทวาร 6 มันก็มีแต่อาการ ชอบกับไม่ชอบ อย่างเช่นรูป ใครเห็นก็รู้ว่าเป็นรูปอย่างเดียวกัน แต่ว่าความชอบกับไม่ชอบก็ต่างกันไป เราต้องรู้เหตุและดับเหตุ เราจะเห็นความดับในความเกิด อย่างเช่น เลือกเฟ้นว่า อย่างนี้เราจัดการอาการชอบ ไม่ชอบได้ จะเกิดสาระประโยชน์ขึ้นได้ ทำให้ กิเล สชอบหรือชังหายไป จิตคุณก็เกิดใหม่เป็นจิตสะอาด นี่คือเห็นความเกิดความดับอย่างแท้จริง ไม่เหมือนพวกนั่งหลับตาดับ ก็เรียนรู้ได้แคบๆ แต่ในสัญญาในความนึกคิด ความจำเท่านั้น เป็นของแห้งไม่ใช่ของสด คุณอ่านได้คุณให้มันเกิดมันดับก็ได้ แต่ของสดคุณไปกระทบแล้วคุณเกิดพยาบาทเกิดรัก แล้วคุณไม่ให้มันขึ้นได้ หยุด โกรธหยุดรักได้ นี่อันนี้สิจริง แล้วไปอยู่ในใจมันก็ไม่มีแรงแล้ว ขนาดสัมผัสปัจจุบันมันยังไม่ขึ้นเลย แล้วเหลือในใจมันก็ไม่ขึ้นหรอก จะมีอาการในใจนี่แหละคือส่วนเหลือ ไอ้เหลือนี่จะหมดจากความจำนี่แหละนาน แต่ไม่มีปฏิกิริยารักหรือชังแล้วขณะมีผัสสะ มีการจำกัดบทตอน ตัดแบ่งตอนอย่างเหมาะสมกับตนกับการปฏิบัติ และรู้แต่ละบทแต่ละตอนว่าเกี่ยว สัมพันธ์มากน้อย ใกล้ไกล แน่นบางอย่างไร? แค่ไหน? นั่นคือ ต้องรู้ปริเฉทรูปหรือรู้จักบริบทของภาวะนั้นๆ ที่ปฏิบัติไปตามลำดับ ให้แต่ละบทแต่ละตอนให้ถึงที่สุดความหมด กระทั่งเป็นความสูญ(สุญญ) ความว่าง(อากาส) จึงไม่เป็นสามัญเลย ที่ทุกคนจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ว่าเกิดขึ้นอย่างไร? ตั้งอยู่อย่างไร? ดับไปอย่างไร? ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีร่าง (สรีระ) ไม่มีรูปทรง(สรีระ) ที่เรียกว่าสรีระ แต่เป็นสัตว์ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับ ไปอ ยู่จริง เป็นจิตเป็นวิญญาณที่ปรากฏจริงในคนเป็นๆ ที่เห็นได้จริงจึงเป็นวิสามัญอย่างยิ่งเพราะวิเศษกว่าสามัญ เพราะเป็นผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัตว์โอปปาติกะของตนในตนจริง ว่าเกิดอย่างไร? ดับหรือตายอย่างไร? โดยเฉพาะดับจริงๆ ตายจริงๆ ซึ่งเป็นการตายหรือดับไปอย่างสนิทไม่เกิดขึ้นในใจเราอีกเลยนั้นอย่างไร? ถ้าใครสามารถทำให้ดับหรือตายสนิทไม่เวียนวนมาเกิดในจิตใจเราได้อีก นี่แหละคือ สิ้นการเกิด คือชาติดับสนิท ชาติตามนัยที่ 2 นี้เอง คือ ชาติที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นหลักธรรมสำคัญไว้ในปฏิจจสมุปบาทที่ผู้มีวิชชารู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นชาติตามนัยที่ 2 นี้ แล้วดับชาติ นี้ได้ อย่างสัมมาทิฏฐิ ฉะนี้เองเรียกว่า นิโรธหรือนิพพาน ผู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงการเกิด-ตั้งอยู่-ดับไปของสัตว์โอปปาติกะในจิตวิญญาณตนเอง และศึกษาปฏิบัติกระทั่งสามารถทำให้ความเป็นสัตว์ในจิตวิญญาณของตนลดลง หรือตายดับไปได้สนิท ไม่มีการเกิดของสัตว์ทางจิตใจนี้อีก
เช่นนี้ ผู้นี้ชื่อว่า ผู้รู้แจ้งไตรลักษณ์ที่เป็นปัจจัตตลักษณะ คือ ลักษณะที่ทำได้ในตนเองเฉพาะตน ซึ่งเป็นไตรลักษณ์เกินสามัญคนปุถุชนจะรู้จะเป็นกันได้ หรือทำไม่ได้ง่ายๆ ซึ่งในธรรมที่เป็นพุทธอย่างถูกต้องแท้จริง ต้องเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติจนเกิดสัมมาผล ก็จะได้เห็นจริงในผลของตนเองในตนเองว่า ธรรมชาติของสมมุติธรรมนั้น เป็นสามัญลักษณะอย่างไร? และมันแตกต่างกับธรรมที่ไม่มีชาติของปรมัตถธรรมอย่างไร ตั้งแต่ชาติของความเป็นสัตว์ที่ตนเองเริ่มกำจัดได้ จนกำจัดสำเร็จหมดเกลี้ยงสิ้นชาติความเป็นสัตว์นั้นๆ ผู้ปฏิบัติมีมรรคผลจริงอันเป็นผู้มีปัจจัตตลักษณ์ จึงเป็นไตรลักษณ์ที่นัยสำคัญต่างกันกับสามัญลักษณ์ฉะนี้ ชาตินัยที่ 3 การเกิดที่เรียกว่า ลิงลมอมข้าวพอง ของผู้มีปัจจเจกภูมิหรือสยังอภิญญา (บารมีที่มีเองเป็นของตนเองมาจริง) แต่ชีวิตที่สัญชาตญาณอันเป็นปัจเจกภูมิหรือสยังอภิญญาของตน ยังไม่ถึงวาระที่จะออกมา มีพลังแท้ ทำงานเต็มที่ ยังหลงไปกับสังคมสิ่งแวดล้อมนั้นๆ อยู่ ซึ่งเป็นอำนาจของโลกีย์ ก็เป็นการเกิดชั่วขณะที่ตนยังถูกครอบงำไปชั่วระยะหนึ่ง ชาตินัยที่ 4 การเกิดที่เรียกว่า ชาติในความเป็นประเทศ เป็นรัฐ ซึ่งเรียกกันว่า ประเทศชาติหรือชาติรัฐ ชาตินัยที่ 5 การเกิดที่เรียกว่า ชาติในความเป็นทิฏฐิ หรืออัตตา แล้วก็หลงยึดทิฏฐิ-อัตตา เป็นภพ เป็นชาติของตนก็ได้สิ่งที่ยึดนั้นๆ เป็นตัวตน(อัตตปฏิลาโภ) วันนี้ขยายความเรื่องความเป็นแม่โดยมีความเป็นพ่อประกอบเล็กน้อย ก็ไปทำให้ความเกิดทางจิตวิญญาณของแต่ละคนให้เจริญกันเทอญ...จบ