560802_รายการเรียนอิสระฯโดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง รู้วิปัสสนาพาพ้นคุก ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข15 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560802 รายการเรียนอิสระฯ โดยพ่อครูและส มณะ ฟ้าไท เรื่อง รู้วิปัสสนาพาพ้นคุก ตอน 2

ส มณะ ฟ้าไท … ดำเนินรายการวันนี้วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2556 ที่บ้าน บวรราชธานีอโศก… รายการนี้คนมาฟังก็ได้ไม่มาฟังก็ไม่ได้ แม้แต่พ่อครูก็ไม่ได้บังคับใครให้มาฟัง ให้อิสระ ศานาพุทธให้อิสระ เป็นศาสนาที่อิสรเสรีภาพ เป็นตัวของตัวเรา ใช้ปัญญาชำระกิเลสตน มีปัญญาจึงปฏิบัติได้ ถ้าไม่มีปัญญ า ก็ไม่ได้ วันนี้พ่อครูก็คงจะสนทนาธรรมกับ 8705 ได้ข่าวว่าเป็นวันสุดท้าย เป็นความกรุณาของมหาบุรุษที่ทนต่อความกรุณาไม่ได้

พ่อครูว่า … ตั้งใจว่าจะบรรยายโดยเอาของคุณ 8705 มาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่าไม่อ่าน แต่ไปคิดอีกทีก็น่าจะได้พูดกันก่อนจะได้หยุด ซึ่งเขาได้ sms มาตั้งแต่วานนี้ เขาต่อว่า … อ่านของเขาไม่ต่อเนื่อง ก็ขึ้นใหญ่เลย วันนี้ตั้งใจจะอ่านรวด แต่ก็เอาข้อความสั้นมาอ่านก่อน แล้วค่อยอ่านรวด พระพุทธเจ้าว่าใครมาว่าเราถ้าเราเป็นเช่นนั้นก็รับ แต่ถ้าคนมาติเตียนแล้วเราไม่เป็นเช่นนั้นเราก็ชี้แจงบอก ใครมาชมเราเราก็อย่างเหลิง ท่านพูดไว้ใน พรหมชาลสูตร

ประเด็นแรกเขาว่า

_ 0888705xxx … ถ้าคนนอนหลับ..มโนวิญญาณดับด้วยละก็..แล้วคนๆ นั้นจะฝันได้ยังไงกันจ๊ะ! พ่อครู ว่า … ถ้าคนเราหลับแล้วมโนวิญญาณดับมันก็ดับปื๋ไปเลย ขอตอบว่า ในตอนนอนหลับมโนวิญญาณไม่ดับก็มีเขาถึงฝัน ส่วนผู้ที่มโนวิญญาณดับก็มีแต่น้อยคนที่เป็นได้ พวกสายหลับตาจะดับไปหมดเขาชอบเช่นนั้นกลับมาท้วง อาตมา ว่า … จะฝันได้อย่างไร ก็ถ้าดับมโนวิญญาณตอนหลับก็ไม่ฝันได้ ในสายหลับตา คือมันได้ดับจริงด้วย

_ 0888705xxx … พุทธเจ้าบอกให้คนไปปฏิบัตเอง ถึงจะพ้นทุกข์ แต่พธร.กลับบอกให้คนมาฟังตนฝอย ถึงจะพ้นทุกข์! พ่อครู ว่า … นี่ใส่ความกันหรือเปล่า สมณะ ฟ้าไทเพิ่งพูดไ

อ่านต่อ

ปตอนเร ิ่ มรายการ และ อาตมา ไม่ได้เจตนาต้องการให้คนมาเป็นบริวาร ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญ ไม่ได้เอามาล้มล้างลัทธิใด ก็ยืนยันตามพระพุทธเจ้าแต่เขาก็ยังเข้าใจอย่างนั้นอีก แต่ที่จริงฟังธรรมก็บรรลุธรรมได้

_ 0888705xxx … กระจกสะท้อนภาพอื่นๆ ได้แต่สะท้อนกระจกเองไม่ได้ฉันใด … วิญญาณก็เห็น(ปัสสติ) รูปอื่นๆ ได้ แต่เห็นวิญญาณมันเองไม่ได้ฉันนั้น! จึงมีแต่ปัญญาเท่านั้น ถึงจักรู้จักเจ้าวิญญาณได้! เพราะถ้าวิญญาณสามารถจะเห็น(ปัสสติ) ได้ด้วยวิญญาณเองแล้ว … ถ้างั้น,พุทธเจ้าก็คงไปโปรดอรูปพรหมได้แล้วซิ! แต่ทำไม? พุทธเจ้าถึงไม่สามารถไปโปรดอาฬารดาบสที่ตายไปแล้วเกิ ดเป็นอากิญจัญ ยายตน พรหมที่เหลือแต่มโนวิญญาณได้ล่ะ! ไหนพ่อคุณทูลหัวพธร.ตอบ หน่อยซิ! พ่อครู ว่า … คุณพูดเอาเองว่า วิญญาณเห็นรูปอื่นๆ ได้ แต่วิญญาณมันเองเห็นมันเองไม่ได้ เหมือนกระจก คุณก็ยกตัวอย่างวัตถุมาเทียบจิตวิญญาณที่มีความวิเศษกว่าวัตถุเยอะนะ อาตมา อ่านข้อความนี้ก็ชัดเจนว่า คุณยังไม่มีความรู้เรื่องรูปเรื่องนามจริงๆ ที่บอกว่าวิญญาณเห็นตัวเองไม่ได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เห็นวิญญาณตนเอง และที่เห็นตัวเองนั้น นามก็มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ แล้วคุณ 8705 ก็ว่า … ไม่เห็นมีคำว่าวิญญาณเลย แล้วเขาว่าวิญญาณไม่เป็นนามหรืออย่างไร … ซึ่ง อาตมา ก็ว่าคุณไม่เข้าใจวิญญาณเลย วิญญาณคือรวมเอา เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเนื้อแท้ของวิญญาณ ผู้ศึกษาจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง แต่คุณติดแค่พยัญชนะภาษา แถมความรู้ก็สั้นแคบอีกด้วย

_0888705xxx … ธรรมชาติของรูป28 ที่มีเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น ปุริสภาวะรูปกับอิตถีภาวะรูป ซึ่งทั้ง 2 นี้ ก็เป็นลักษณะทางกายภาพของรูป(ที่เกี่ยวกับฮอร์โมน) ที่แม้ภิกษุณีอรหันต์ก็ยังต้องมีอิตถีภาวะรูปนี้อยู่เหมือนเดิม! แต่พธร. ชอบมั่ว ไปหาว่าผู้ปฏิบัติจะต้องเปลี่ยนอิตถีภาวะรูป ให้เป็นปุริสภาวะรูปก่อน ถึงจะปฏิบัตธรรมสำเร็จผลเป็นอรหันต์ได้! แต่พธร. ลืมไปแล้วรึว่า อรหันต์ทั้งหลายย่อมเป็นอุดมเพศ ที่พ้นไปจากความเป็นเพศคู่แล้ว! OK ไม๊ พ่อครู ว่า … มั่นใจว่าคุณ 8705 ไม่รู้จักคำว่า “กาย” เพราะใช้คำว่ากายภาพ แต่ที่จริงคำว่า “กาย” หมายเอาถึงทั้งรูปและนาม แต่คุณ 8705 ก็เอาฮอร์โมนซึ่งเป็นเรื่องรูปธรรมมาเกี่ยวกับนามธรรม เอาไปเป็นเรื่องเพศที่เป็นปุคลาทิฏฐาน เพราะในทางธรรมแล้ว อิตถีภาวะ และปุริสภาวะเป็นเรื่องของนามธรรมต่างหาก และที่บอกว่าต้องเปลี่ยนอิตถีภาวะเป็นปุริสภาวะนั้นคุณตู่มาก็ถูกแล้ว เพราะวิการรูปนั้นสามารถดัดแปลงเปลี่ยนไปอย่างวิเศษอย่างสูงได้ จากหยาบมาเป็นอาการเบาบาง เป็นลหุตา มุทุตา เป็น กัมมัญญตา ได้ สามารถเปลี่ยนจากอิตถีภาวะมาเป็นปุริสภาวะได้จึงจบ และทำให้รู้ว่าคุณ 8705 แยกแยะลิงคะไม่ออกนั่นเองในการอ่านนามธรรม และอุดมเพศคือ ปุริสภาวะสูงสุดนั้นเอง แม้แต่ภิกษุณีก็มีจิตวิญญาณเป็นปุริสภาวะสูงสุดแล้ว ไม่เอาสรีระร่างมาเป็นสำคัญ

_0888705xxx … ที่เราเล่าประสบการณ์วิกขัมภนวิมุตและตทังควิมุต(สมัยที่ยังเป็นปุถุชน)... ให้พธร. ฟังนั้น มิได้หมายความว่า...จุดหมายของการปฏิบัติธรรมคือ วิกขัมภนวิมุตหรือตทังควิมุต ก็หาไม่! แต่เพราะพธร.ฟังไม่ศัพท์จับไปกระเดี ยด ! จึงฟังไม่ออกว่า นั่นเป็นเพราะว่า เรากำลังจะอธิบายเพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะของวิญญาณโดยเฉพาะมโนวิญญาณ ตะหากเล่า! ซึ่งขนาดแค่อธิบายลักษณะของวิญญาณให้ฟัง..พธร.ก็ยังฟังไม่รู้เรื่องเลย! แล้วถ้าเราสามารถจะอธิบายโลกุตตระธรรมของจริง (ที่เป็นปัจจัตตัง) ให้พธร.ฟังได้รู้เรื่องแล้วละก็ … สงสัยว่า ต่อไปนี้ ใครๆ ก็สามารถจะสอนสุนัขให้กินทุเรียนเป็นได้เหมือนกัน! ซึ่งแม้ที่เราจะได้พูดถึงเรื่องปฏิหาริย์อันเกิดจากมโนวิญญาณหรือสัมผัสที่ 6 ไว้มากก็จริง … แต่เราก็ได้สรุปรวมมาลงที่หลักของการปฏิบัติ วิปัสสนา ว้แล้วไม่ใช่รึว่า เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน รู้แจ้งธรรมารมณ์+ปาฏิหา ริย์ ก็สักแต่ว่ารู้แจ้งธรรมารมณ์+ปาฏิหาริย์! ฉะนั้นพธร.จึงควรโยนิโสมนสิการคือหัดฟังให้เป็นมั่ง. . .หรือทำจิตให้เหมือนกับภาชนะที่รองรับน้ำฝน! มิฉะนั้นแล้ว ถึงแม้พธร.จะท่องพตปฎ.จนจบได้ … ก็หาได้รู้ถึงสาระที่แท้จริงแห่งธรรมะเลยไม่! ซึ่งทีแรกก็นึกว่า … มีสัญญาณที่ดีแล้ว! เพราะพธร. บอกเองว่า จะอ่านไปทีเดียวให้จบก่อน … โดยจะยังไม่แทรกวิจาร ณ์ เลย! แต่ที่ไหนได้ พึ่งจะพูดไปเอง … อยู่หลัดๆ แท้ๆ พธร. ก็ขาดสติ! ลืมที่ตนเองพูดไว้เสียสิ้น เพราะพอเริ่มอ่านไปวรรคหนึ่ง..คำ วิ จารณ์ก็พรั่งพรูออกมาเลย! เหมือนว่าพยายามจะเถียงเอาชนะทุกวรรคทุกตอนให้ได้! ซึ่งธรรมะนั้นต้องอ่านปะติดปะต่อกันไป ถึงจะฟังรู้เรื่องได้! แต่ถ้าอ่านไปวรรคหนึ่งก็หยุด เพื่อหาข้อจับผิดอยู่เช่นนี้แล้ว..คนอื่นๆ ที่กำลังฟังทั้งหลาย จะไปเข้าใจความหมายในเนื้อเรื่องที่ต้องการสื่อ..ได้อย่างไรกัน! เพราะแม้ควายที่ว่าโง่แล้ว มันก็ยังรู้จักเคี้ยวเอื้องโดยไม่หยุดเลย! หรือว่าพธร.จะอีเดียดยิ่งกว่าควายหรือกระมัง? แต่คิดว่าเป็นเพราะพธร. คงกลัวไปเองว่า หากขืนว่าตนไม่วิจารณ์เพื่อชี้ข้อผิดเสียก่อนแล้ว ประเดี๋ยวคนฟังทั้งหลาย (โดยเฉพาะพวกที่เป็นศิษย์ บริวาร) จะหันไปเชื่อ 8705 กันจนหมด! แล้วก็จะแข็งข้อคือเริ่มไม่เชื่อไต้ก๋งพธร. อีกต่อไป! ฉะนั้นพธร. จึงจำต้องคงรักษานโยบายเดิมไว้ คือฉายหนัง 1 นาที แล้วก็สลับด้วยโฆษณาชวนเชื่อ (เล่ากงกงพธร.) คั่นเสีย 5 นาที..อย่างนี้เรื่อยไป! ซึ่งแม้ว่า ตั้งแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน พธร. พยาพยามที่จะนำเสนอตัวเองเป็นปรโตโฆษะที่ดี เพื่อหวังให้เป็นแบบอย่างแก่คนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกอโศกทั้งหลาย ที่ไม่ค่อย GET กับพธร. เท่าไรนัก..เผื่อว่าจะได้หันมาฟังพธร. กันบ้าง! ฉะนั้นจึงย่อมเข้าใจกันได้ไม่ยากว่า ทำไม? พธร.ถึงยอมเปิดใจกว้างอ่าน SMS ธรรมะของเรา แต่ก็ดูเหมือนว่า ใจจะกว้างยังไม่จริง! เพราะเวลาที่อ่าน..ต้องคอยแทรกวิจารณ์อยู่ตลอด! ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผู้ฟังที่เป็นศิษย์ได้ฟังอย่างอิสระต่อเนื่อง..เพื่อจะได้หัดใช้วิจารณญาณที่เป็นของตัวลูกศิษย์เองบ้างเลย! ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพธร.มีนิสัยขี้หวงคือยังหวงแหนบริวารของตนว่า จะพากันไปเชื่อคนอื่นหมด (เช่น8705) นั่นเอง! ซึ่งทักษิณเป็นบ้าเพราะกอดความร่ำรวยของตนไว้แน่น ฉันใด..พธร.ก็เป็นบ้าเพราะกอดทิฐิของตนไว้แน่น ฉันนั้น! ฉะนั้นทักษิณจึงทนไม่ได้หากจะโดนยึดทรัพย์แม้แต่เพียงบาทเดียว ฉันใด..พธร.ก็ทนไม่ได้หากทิฐิของตนจะโดนขัดแย้งแม้ด้วยSMS ฉันนั้น! ดังนั้นธรรมดาแล้ว พธร.จึงไม่น่าที่จะอ่าน SMS ธรรมะของเรา (ทั้งๆ ที่ ขัดแย้งกับพธร.) ได้! แต่เพราะเราย่อมรู้ดีว่า ทักษิณมีนิสัยไม่ยอมแพ้ใครเพราะเชื่อในอำนาจของตน ฉันใด พธร.ก็มีนิสัยชอบเถียงเอาชนะคนอื่นเพราะเชื่อมั่นในมิจฉาทิฐิของตน ฉันนั้น! และด้วยเหตุที่ชอบเถียงเอาชนะคนอื่นนี่แหละ พธร.ถึงต้องยอมอ่านธรรมะของเรา ก็เพื่อจะจับผิด..หวังเถียงเอาชนะนั่นเอง! แต่กลับอ้างกับลูกศิษย์ว่า เป็นการตีงูให้กากิน! ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่ พธร.จะยอมอ่านธรรมะของเราแต่โดยดี คืออ่านไปตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่แทรกวิจารณ์ทุกวรรคทุกตอนเลยนั้น..พธร.ย่อมไม่เคย! แม้ครั้งล่าสุดที่บอกเองอยู่หลัดๆว่า จะอ่านไปทีเดียวจนจบโดยไม่แทรกเลยนั้น..อรหันต์ พธร. ก็กระทำตามปากว่ายังไม่ได้! หรือว่าสัจจะวาจาในอรหันต์ พธร. ย่อมหาไม่ได้อีกแล้ว … แม้จะบนโพเดียมหน้าจอ FMTV ก็เถอะ! และรู้หรือไม่ว่า การที่จะอ่านธรรมะ ต้องรู้จักเคารพธรรมะนั้นด้วย คือต้องอ่านไปทีเดียวให้จบก่อน..แล้วถึงควรจะวิจารณ์ธรรมะนั้นได้! แต่การที่ พธร.อ่านไปวรรคหนึ่ง ก็ออกความเห็นวิจารณ์ไปเลยนั้น..จึงย่อมไม่ถูกต้อง! เพราะบางทีต้องอ่านติดต่อกันหลายๆ วรรค..ถึงจะได้ความหมายกันครั้งหนึ่ง! ฉะนั้นการที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ฟังอย่างต่อเนื่องนั้น..นั่นย่อม เท่ากับ ว่า กำลังมัดมือชกอยู่! เพราะไม่ให้โอกาส ผู้ ฟังได้ใช้วิจารณญาณเป็นของตนเองบ้างเลย! หรือว่าพธร.ชอบล้างสมองแบบคอมม ิว นิสต์ ที่คอยชี้นำตลอดแม้ในด้านความคิดของพวกลูกศิษย์..อย่างนั้นหรือจ๊ะ! เอวฐ ป.ล..ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายควรหัดใช้วิจารณญาณของตนเองดูบ้างว่า พระดังๆ ทั้งหลายที่ยังแถมอวดด้วยว่า ตนเองต่างก็เป็นอรหันต์กันทั้งนั้น เช่น นิกร ยันดะ พุทโธ ปู่เณรคำ เป็นต้น..ย่อมล้วนปราชิกกันทั้งสิ้น! เพราะขาดจากความเป็นพระแล้ว! แต่สำหรับเสด็จปู่แล้ว อวดยิ่งกว่าเพื่อนๆ! เพราะเป็นแค่อรหันต์นั้นยังน้อยไป..เคยไปอ่านเจอในหนังสือแสงสูญ เสด็จปู่บอกเลยว่า ถึงแม้ตอนนี้ตนเองจะยังมิได้เป็นพุทธเจ้า แต่ญาณความรู้ของตน..ก็เทียบเท่าระดับน้องๆ พุทธเจ้าเลยทีเดียว ที่เรียกว่าสะยังอภิญญาไง! ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า หากเสด็จปู่จะปราชิกแล้ว ย่อมจะไม่ปราชิกธรรมดาแน่ๆ เพราะปราชิกธรรมดาย่อมหมายถึง..แค่ทำวิปริตจากธรรมวินัย เช่นนิกร ยันดะ พุทโธ เณรคำ เป็นต้น ส่วนเสด็จปู่ชอบทำธรรมวินัยให้วิปริต คือมีเจตนาแปลงคำสอนของพุทธเจ้าให้เป็นคล้ายกับลัทธิการเมืองเอียงซ้ายลัทธิหนึ่ง (สาย RUSSIA) จึงน่าจะเข้าขั้นปราชิกยกกำลัง 2 เลยทีเดียว! OKไม๊? วันนี้ในหลวงกับราชินีย้ายไปหัวหิน แสดงว่ากรุงเทพอาจจะเกิดเหตุการณ์ก็ได้! พ่อครู ว่า … ผู้รู้แท้หรือปราชญ์ จะเห็นความผิดของคนผิดเป็นความถูกแล้ว ส่วนผู้ที่ยังไม่รู้หรือไม่ใช่ปราชญ์ จะเห็นความถูกของคนถูกเป็นความผิด พ่อครูก็เห็นว่าความผิดของคนผิดก็เป็นเช่นนี้ถูกแล้ว คนไม่รู้ก็เห็นความถูกของคนถูกเป็นความผิดแน่แล้ว ก็คงจะจบเป็นอันสุดท้ายแล้ว ไม่ได้อ่านแทรกเลยนะในข้อความยาวๆ

ก็มาว่ากันต่อถึงบทต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ที่ได้อธิบายถึง จิตวิญญาณ

28 ) คนไม่รู้ (อวิชชา) สุขได้ง่ายๆ ว่าเป็นภาระแสนทุกข์ ซึ่งมันแสนจะเป็นทุกข์ต่างหาก ที่ฝังไว้ในใจว่ามันน่าได้ น่ามี น่ าเป็น ไม่ปล่อยวาง จึงเป็นภาระที่จะต้องเป็นทาสมัน ต้องซมซาน ซ็อกๆ แสวงหามาให้มันเกิดสุข ไม่รู้แล้ว

ผู้ไม่รู้ตัวได้สักทีว่า สุขโลกีย์นี้มันเป็นเท็จ(อลิกะ) ก็จะต้องแสวงหาสุขมาให้ตน บำเรอตน เสพอารมณ์ที่ว่าเป็นสุขนี้อยู่ไม่หยุดเด็ดขาดลงได้ ไม่ปลดปล่อยสุขนี้ออกไปจากความหลงติดหลงยึด ขังสุขนี้ไว้ในก้นบึ้งของจิต(อนุสัย) ไม่ยอมปล่อย คนหลงใหลมัน(โมหะ) คนไม่รู้ความจริงนี้(อวิชชา)จึงขังมันไว้ หวงแหนมัน ไม่ให้มันพรากจากห้วงอนุสัย โอ! เมื่อไหร่จะรู้ความจริงนี้กันได้สักทีหนอ มีแต่คนพยายามสร้างคุกชนิดนี้ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น สร้างให้มากขึ้นๆ ใส่ใจตนเองเพิ่มขึ้นๆ เพื่อขังสัตว์ที่หลงมัน ว่า มันเป็นเทพบุตร เทพธิดา แต่แท้ๆ มันคือมาร คือผี ที่เรียกด้วยศัพท์ทางธรรมว่า เทพบุตรมารนั่นเอง แท้ๆ มันคือผีมารจริงๆ

เทพบุตรมาร แปลว่า ผีหลอก ไม่ใช่เทพตัวจริง มันไม่มีรูปร่าง (สรีระ) ตัวตน (อัตตา) หรอก จึงรู้จักตัวมันยากมาก ซึ่งจะต้องรู้เป็น นามรูป(นามธรรมที่ถูกรู้ด้วยความรู้อันมีการสัมผัสของจริง นั่นคือ ต้องมีการสัมผัสหรือมีการสัมพันธ์รู้ภาวะที่เป็นนามนั้นอยู่โต้งๆ มิใช่รู้แบบเนรมิต หรือรู้แบบไม่มีอิทัปปัจจยา ตา ) แม้มันจะมีแค่นามธรรม(การทรงอยู่ของนามนั้น) แค่ นามกาย(องค์ประชุมของนามธรรม) ก็ต้องรู้ด้วยการสัมผัสเห็นมันไม่มีรูป ไม่มีร่าง ไม่มีโฉม แต่มันเกิดจริงเป็นจริงมีจริงในตัวคน ที่สัมผัสรู้ได้ด้วยวิปัสสนาญาณ

29 ) รู้อย่างวิปัสสนา เป็นไฉน? คืออย่างไร? การรู้ที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ก็คือ ความรู้ที่เกิดจากกิริยาของปัสสติ(แปลว่า เห็น หรือมองเห็น) นั่นคือ ต้องเห็น มองเห็น จึงจะเรียกว่า ปัสสนา คือ ต้องมีเหตุกับปัจจัยสัมผัสกัน หรือสัมพันธ์กันอยู่ เช่น มีตาสัมผัสรูปอยู่หลัดๆ มีหูสัมผัสเสียงอยู่โต้งๆ แม้ทวารอื่นก็ต้องมีสัมผัสอยู่โทนโท่ ทั้งนั้น เป็นปัจจยาการ(มีเหตุและปัจจัยสัมผัสกันแล้วเกิดผลต่อๆ กันไปเรื่อยๆ เป็นปฏิกริยาลูกโซ่) หรืออิทัปปัจจยตา(เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เมื่อมีสิ่งนั้นแล้วจึงมีสิ่งนี้ ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นปฏิกริยาลูกโซ่)

มิใช่มีอย่างหนึ่งอย่างเดียวโผล่ขึ้นมาให้รู้ซึ่งมันมาจากไหนก็ไม่รู้ ลึกลับ ไม่มีเหตุที่มาที่ไป เหมือน M agician นักเล่นกลแสดงให้ดู เหมือนนักปลุกผีหรือผู้วิเศษแสดงเก่ง เนรมิตปุ๊บ ก็ได้ปั๊บ มาจากไหน ไปยังไงมายังไง ก็ไม่รู้ และหรือ มิใช่รู้จากการขบคิดแค่ผลของการขบการคิดจากเหตุจากผลจนกระทั่งรู้แจ้งแทงทะลุ ที่เรียกว่า รู้ด้วยตรรกะ อยู่แค่นั้น

แต่ต้องรู้ที่ไปที่มา มีเหตุมีปัจจัยสืบเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่มี นั่นคือ มีความสืบต่อ มีความต่อเนื่อง (สันตติ แปลว่า ความสืบต่อ,ความสืบเนื่อง) มิใช่ไม่มีสันตติ

30 ) ไม่ใช่รู้ลึกลับ แต่รู้แจ้งเห็นจริงครบเหตุปัจจัย รู้กิริยาอาการของจิตใจในขณะที่มีสิ่งสัมผัสกันอยู่หลัดๆ และมีความสืบต่อกันอยู่นั้นแหละ การสืบเนื่องยังไม่ขาด ทันทีนั้นก็เห็นอยู่รู้อยู่ เป็นปัจจุบันนั้นทีเดียว(ชานโต ปัสสโต วิหรติ) วิปัสสนาที่เกิดญาณต้องรู้ต้องเห็นอย่างนี้ เห็นจิตใจตนเองในบัดนั้นว่า เป็นผี เป็นเทวดา ไม่มีรูปร่างสีสันตัวตนใดๆ แต่เห็นอาการของมัน มีเครื่องหมายให้รู้ได้(นิมิต) ว่า จิตใจเช่นนี้ๆ ที่เป็นผีหรือเป็นเทวดามันมีทั้งความรู้สึก(เวทนา) ทั้งการกำหนดรู้(สัญญา) ทั้งความมีจุดมุ่งหมาย(เจตนา) ทั้งการสัมผัสอยู่(ผัสสะ) ทั้งการทำใจในใจ(มนสิการ) เป็นการปรุงแต่งกันอยู่(สังขาร) มันคือจิตใจคนแท้ๆ ที่เป็นผีเป็นเทวดา อันเป็นภาวะจริงๆ อยู่ที่ใจ ตั้งอยู่ที่หทัยรูปทีเดียว

หทัยรูป คือ รูป(อุปาทายรูป=สิ่งที่ถูกรู้)ที่เป็นจิตใจ หรือจิตวิญญาณ ขณะนี้กำลังตาย เกิด อยู่ในใจเราหลัดๆ เช่น อกุศลจิตหรือกิเลสซึ่งคือผีแท้ๆ ของตนเองตายลง ก็จุติ หรือจิตเราก็เลื่อนขึ้นไปปฏิสนธิ(เกิด) เป็น กุศลจิตเป็นจิตใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นเทวดาแท้ๆ (อุบัติเทพ)

31 ) การตาย การเกิดของจิตที่รู้แจ้งเห็นจริงความรู้เห็นการตาย การเกิดของจิตใจเช่นนี้ คือ การเกิดที่เรียกว่า โอปปาติกโยนิ(การเกิดทางจิตวิญญาณ) ฉะนี้เอง คือ การเห็นการเกิด การดับของจิตใจ เห็นอกุศลจิตตายลง และเห็นกุศลจิตเกิดใหม่ชัดๆ โต้งๆ เมื่อมีการสัมผัสด้วยเหตุกับปัจจัย ของรูปและนาม จึงสามารถรู้ได้ในตนของตน ภาวะดังกล่าวนี้แล ปรากฏอยู่ตรงไหนที่ญาณสามารถหยั่งรู้ ณ ตรงนั้นได้ ก็ตรงนั้นแหละคือที่ตั้งของใจ(หทัยรูป)

32 ) การเกิด ดับของรูปและนามที่แท้จริงเช่น อกุศลจิตหรือกิเลสของเรา ซึ่งคือผีแท้ๆ ของตนเองตายลง..จิตเราก็จุติ หรือจิตเราก็เลื่อนขึ้นไปสะสมไป (อุปจยะ ; ตรงข้ามกับอปจยะ) กระทั่งเกิดขึ้น(ปฏิสนธิ) เป็นกุศลจิตคือจิตใหม่เกิดขึ้นเป็นเทวดาแท้ๆ (อุบัติเทพ) และถ้าถึงที่สุดก็เป็นพรหม (วิสุทธิเทพ) จิตบริสุทธิ์

ต้องเรียนรู้ความเป็นรูปธรรมให้ดีๆ โดยเฉพาะ รูปที่เป็นรูปกาย(องค์ประชุมของภาวะนามและรูปประกอบกันให้เรารู้) และรูปของนามกาย(องค์ประชุมของภาวะนามประกอบกันใหเรารู้) จนสามารถรู้ความเป็นลักษณะ ทั้งอาการะ (กิริยาท่าทาง) และวิการะ(การเปลี่ยนแปลงในภาวะ) ของรูป(สิ่งที่ถูกรู้)

รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งต้องเข้าใจดีๆ ชัดๆ ให้ครบ สิ่งหรือภาวะที่ถูกรู้ด้วยวิญญาณ ด้วยธาตุรู้นั้น ไม่ว่าจะรู้จากการสัมผัสของทวารทั้ง 5 ภายนอก หรือแม้แต่รู้จากการสัมพันธ์อยู่ในใจภายใน ก็เรียกว่ารูปทั้งนั้น

33 ) รูปคืออะไร? หมายเอาแค่ไหน? รูปไม่ใช่หมายถึงแค่ภาพ(ในภาษาไทย) หรือแค่รูป(ที่ไทยเข้าใจ) อันเกิดจากตากระทบสัมผัสสิ่งภายนอกเท่านั้น คนส่วนมาก ไปติดอยู่แค่ภาษาคำว่ารูป ที่คนไทยกำหนดสำหรับการรู้ได้จากทวารตา แล้วใช้คำว่ารูป ถ้าการรู้จากทวารอื่น ก ระทบสัมผัส ก็ไปเรียกอย่างอื่น เช่น การรู้ที่หูกระทบสัมผัสเสียง แล้วใช้คำว่า ได้ ยินหรือการรู้ที่จมูกกระทบสัมผัสกลิ่นแล้วใช้คำว่า กลิ่นการรู้ที่ลิ้นกระทบสัมผัสรส แล้วใช้คำว่ารส

ความซับซ้อนที่คนไทยเข้าใจยากอีกภาวะหนึ่ง ก็คือ การรู้ที่ตา หู จมูก ลิ้นกระทบสัมผัสเป็นองค์ประชุมร่วมกันอย่างนี้เรียกว่า “กาย” แล้วใช้คำว่า กายสัมผัส หรือ สัมผัส เฉยๆ (โผฏฐัพพะ ; กาเยน โผฏฺฐัพพัง ผุสิตฺวา) ซึ่งอาจจะเป็นองค์ประชุมแค่ 2 ทวารเท่านั้นร่วม สัมผัสกันอยู่ หรือ 3 ทวารเท่านั้นร่วมสัมผัสกันอยู่ หรือทั้ง 4 ทวารประชุมกันหมด ก็เรียกว่ากาย (องค์ประชุม) ได้ทั้งนั้น

ส่วนคำว่า รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่คือ องค์ประชุม ภาวะที่มีการกระทบกันสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ ตาสัมผัสสิ่งภายนอกใช้คำเรียกว่า รูป ไม่ใช้คำว่า กาย หู กระทบสิ่งภายนอก ก็เรียกว่า รูป หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้ทางทวารหู ไม่ใช้คำเรียกว่ากาย จมูก ลิ้น กายแต่ละทวารกระทบสิ่งภายนอก ล้วนต้องใช้คำเรียกว่า รูป แต่คนไทยขาดตกความรู้นี้ไป แม้ใจที่มีสัมพันธ์กันอยู่เฉพาะใจภายในใจ ก็กำหนดรู้ได้ การรู้เช่นนี้ก็ยังเรียกว่า รูป คือ นามรูป ไง!

นามรูป จึงหมายถึง นามธรรมที่ถูกรู้โดยวิญญาณ ที่ วิญญาณสามารถสัมผัสหรือสัมพันธ์อยู่ ก็กำหนดรู้ (สัญญา)ได้ แม้จะเหลือ เฉพาะใจในใจขั้น อรูป (ไม่เกี่ยวกับภายนอกแล้ว) ก็ยังสามารถเกิดสิ่งที่ถูกรู้(รูป)ได้ด้วย สัญญา(การกำหนดรู้) ซึ่งเป็นองค์ประชุมเฉพาะนามในใจ(นามกาย)

34 ) ปริเฉทะ คือการตัดรอบขอบเขตไปเป็นลำดับ จึงต้องเรียนรู้ ความเป็นรูปกาย(องค์ประชุมของภาวะนามและรูปประกอบกันให้เรารู้) และนามกาย(องค์ประชุมของภาวะนามประกอบกันให้เรารู้) ให้เข้าใจถึงภาวะที่เป็น ปริเฉทะ ของรูปกาย และ นามกาย ให้ได้ ปริเฉทะ(ปริจฺเฉท) แปลว่า การตัดรอบขอบเขต การกำหนดที่เที่ยงแท้แน่นอน การจำกัดวง การวางแบบแผน ปริเฉทรูปก็คือ รูปที่ได้รับการตัดรอบขอบเขต หรือสิ่งที่ถูกรู้ที่ได้รับการกำหนดที่เที่ยงแท้แน่นอนไปตามลำดับ ซึ่ง ปริเฉทรูป จะเปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถ ทำให้ ปริเฉทรูปที่หยาบใหญ่หนาโตนั้นๆ เปลี่ยนไปได้ดังเจตนา ปริเฉทรูปนั้นลดลงๆๆๆๆ จนที่สุดถึงขั้นสามารถกำหนดรู้ปริเฉทรูปในภายในขั้นอรูปที่เรียกว่า อากาสธาตุ(รูปที่ว่าง ช่องว่างที่มีแสงสว่าง) ก็รู้แจ้งความเกิดภาวะนั้นได้ ก็รู้แจ้งภาวะที่เป็นได้นั้นในใจเรา รู้ตั้งแต่ องค์รวมของความคิด มโนคติ ( C oncept) ที่มีการสัมผัสสัมพันธ์อยู่ในปัจจุบันนั้น ตั้งแต่สัมผัสมหาภูตรูปแล้วเกิดรูปเป็นสิ่งให้วิญญาณรับรู้ กระทั่งมี การตัดรอบขอบเขต การกำหนดที่เที่ยงแท้แน่นอน การจำกัดวง(ปริเฉทะ) และรู้เข้าไปถึง สิ่งที่บรรจุอยู่ ปริมาณของความจุ สาระ( C ontent) ก็จะเข้าใจ บริบท หรือ กรอบแห่งความสัมพันธ์ เชื่อมโยงแวดล้อมกันอยู่( C ontext)ของ มโนคติ ของสาระ และผู้ปฏิบัติก็สามารถกำจัดกิเลสลงได้

35 ) ภาวรูป คือ เครื่องชี้ให้รู้ความแตกต่าง จึงจะรู้แจ้งเห็นจริง ความเกิด ความดับจากรูป (สิ่งที่ถูกรู้) ต่างๆ ได้ จากภาวะของความเป็นจริง ยืนยันความจริง โดยเฉพาะภาวรูป 2 อันได้แก่ ความเป็นเพศ หรือ ลิงคะของรูป นามที่อยู่ในภาวะกายทั้งปวง ว่า เมื่อใดยังมี ภาวะของอิตถินทรีย์หรืออิตถัตตะ ( D ynamic หรือ K inetic energy) ซึ่งยังไม่ถึงที่สุดแห่งสมมุติ อิตถีเพศหรืออิตถีภาวะคือ สิ่งที่ปรากฏให้รู้ว่า อยู่ในขั้นที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งสมมุติ ภาวะที่ยังไม่เป็น เอกบุคคล เอกบุรุษ ยังไม่เป็นภาวะของคนประเสริฐ

เมื่อใดถึงขั้น สัมบูรณ์สุดแห่งภาวะเป็นปุริ ส สินทรีย์ ( S tatic หรือ P otential energy) ซึ่งถึงที่สุดแห่งสมมุติ(อัตตะ) นั้นแล้วคือ ปุริสัตตะสัมบูรณ์ ไปแต่ละรอบ แต่ละขั้น ผู้บรรลุเอกบุคคล เอกบุรุษ คือภาวะที่สำเร็จถึงยอดของแต่ละลำดับในความเป็นอุตตริมนุสสธรรมแห่งมนุษย์

ซึ่งมี การตายของอกุศลจิตอย่างรู้ๆ เห็นๆ ว่า จิตเราจุติเข้าสู่การเกิดของกุศลจิตด้วยความสามารถปฏิบัติที่บรรลุธรรมนั้นจริง ด้วยวิชชา 8 หรือญาณ 16

36 ) นี้คือการตาย การเกิดของจิตที่รู้แจ้งเห็นจริง ความรู้เห็นการตาย การเกิดของจิตใจเช่นนี้ คือ การเกิดที่เรียกว่า โอปปาติกโยนิ(การเกิดทางจิตวิญญาณ) เห็นการเกิด ดับนั้นเห็นอย่างนี้ ไม่ใช่เห็นอะไรก็ไม่รู้ที่เกิด ดับคลุมๆ เครือๆ เดาเอา หรือไปเห็นแค่ภาวะของวัตถุของมหาภูตรูป เท่านั้น ตาย เกิด แต่เป็นการตายของจิต เจตสิก และการเกิดของจิต เจตสิก ด้วยการสัมผัสรู้อยู่หลัดๆ โทนโท่กันจริงๆ

เรียกเต็มๆ อีกทีว่า เห็นรูป นามเกิด ดับ ก็นี้แหละ วิญญาณที่เรียกว่าอกุศลจิตตายแล้วกุศลจิตก็เกิด คือ การเห็นการเกิด การดับของจิตใจ เห็นอกุศลจิตตายลง และเห็นกุศลจิตเกิดใหม่ชัดๆโต้งๆ เห็นการดับคือเห็นภาวะนิโรธ (กิเลสดับ) เห็นการเกิดคือเห็นภาวะอภินิพพัตติ (เกิดจำเพาะ)

เมื่อมี การสัมผัสด้วยเหตุกับปัจจัย ของรูปและนาม จึงสามารถรู้ได้ในตนของตน อกุศลจิตเป็นรูปที่ถูกรู้ ญาณคือนามที่หยั่งรู้

ภาวะดังกล่าวฉะนี้แล ปรากฏอยู่ตรงไหนที่ญาณสามารถหยั่งรู้ ณ ตรงนั้นได้ ก็ตรงนั้นแหละคือที่ตั้งของใจ เรียกด้วยภาษา วิชาการว่า หทัยรูป ซึ่งหมายถึง นามรูปที่ถูกเห็นด้วยญาณ เรียกด้วยศัพท์วิชาการว่า นามรูปปริเฉทญาณ

37 ) หทัยรูปที่แท้จริง เป็นปรมัตถธรรม ไม่มีสรีระ หทัยรูป นี้ไม่ใช่สภาวะของมหาภูตรูปแล้ว ละเอียดยิ่งกว่าแสงยิ่งกว่าอากาศ เป็น อุปาทายรูป เป็นปรมัตถธรรมที่ได้แก่ จิต เจตสิก แม้จะเรียกว่า รูป ก็เป็น นามกาย เช่น อุปาทายรูป 24 เป็นต้น หทัยไม่มีรูปหยาบ ที่ประกอบด้วยเส้นแสงสีเสียงแท่งก้อน ไม่ใช่วัตถุรูปหรือเลือดเนื้อแต่อย่างใดแล้ว เป็นแค่นามธรรมจริงๆ หทัย ไม่ใช่เนื้อหนังมังสา ไม่ใช่ก้อนหัวใจ ที่เป็นเลือดเป็นเนื้อ แต่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นในบัดใด นั่นก็คือ หทัยรูปที่ผู้มีวิปัสสนาญาณสามารถสัมผัส เ ห็นได้ในบัดนั้น หทัยรูป เคยได้ยินสอนกันมาว่า หมายถึงหัวใจ ที่เป็นเส้นเลือดก้อนเนื้อหนังมังสาของคนอยู่ในอกข้างซ้าย ถ้าไปหมายถึงอันนั้น นั่นผิดแน่ เพราะนั่นยังไม่ใช่ ปรมัตถธรรมที่ปลอดพ้นจากการเป็นมหาภูตรูป หากหมายเอาปรมัตถธรรม ก็คือ นามธรรมที่ปลอดพ้นไปจากความเป็นภาวะของมหาภูตรูป 4 ซึ่งไม่มีสรีระ ไม่มีรูปร่างสีสันเส้นแสงแท่งก้อนแต่เป็นจิตวิญญาณที่ต้องเกิดจากผัสสะต้องศึกษาจากผัสสะแล้วจึงจะเป็นเหตุให้มีวิญญาณ ขึ้นมาศึกษาทุกข์ กำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้สำเร็จ ตามที่พระบรมศาสดาตรัสในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 161 เป็นต้น

3 . ทุกขนิโรธสูตร [ 161 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงเหตุเกิดแห่งทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ท่านทั้งหลายจงฟัง จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ฯ

[162 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน