560809_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง อำนาจอธิปไตย(หัวใจคือประชาชน).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560809 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส มณะ ฟ้าไท เรื่อง อำนาจอธิปไตย(หัวใจคือประชาชน)
ส มณะ ฟ้าไทเปิดรายการ …วันนี้วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก ตอนนี้การเมืองกำลังเข้มข้น ผ่านวันที่ 7 แล้วยังไม่มีอะไรเกิดมากมาย พวกเราก็ไปร่วมกันที่สวนลุมฯ พ่อครูก็อธิบายการเมือง เอาเทปที่เคยเทศน์ไว้ตอนอยู่ศีรษะอโศกมารีรันให้พวกเราฟัง การทำความดีไปตลอดชีวิตนี่แหละสบาย แต่สำหรับผู้ยังมีกิเลสก็ยังมีใจต้านอยู่ ใจเรายังอวิชชา เรายังโง่ในการต้านการทำความดี ทำความดีแล้วยังใจไม่สบาย คือ ตอนนี้เหตุการณ์นี่การเมืองนี้ อาตมา ไม่ได้มีการเตรียมตัวไว้มาก่อน เมื่อได้ข้อมูลใหม่มาก็เปลี่ยนได้ เขาก็ว่า อาตมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย แต่ อาตมา ว่าอยู่กับร่องกับรอยอยู่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความไม่เที่ยง อยู่กับอภิมหาอนิจจัง ทำใจได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ เราต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ที่เดินเข้าหาจุดสำคัญ i nterest point มีอัตถัญญุตา ส่วนอัตตัญญุตาต้องประมาณตนว่าตนทำได้ขนาดไหนอย่าประมาท มัตตัญญุตา ต้องประมาณสัดส่วน ตามเหตุปัจจัย คำนวณให้อยู่ในส ิ่ งที่ควรที่สุด อยู่ในมหาปเทส เป็นส ิ่ งที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามแล้วเป็นส ิ่ งที่เข้ากับส ิ่ งที่ควร ก็ควรทำ ทำตาม สัปปุริสธรรม 7 คือ ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) 3. อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4. มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณสัดส่วน) 5. กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) สมัยนี้คือปลายเข็มที่สุด ออกจากปลายเข็มนี้ไม่ใช่สมัยแล้ว 6. ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) 7. ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) วันนี้เรากองทัพธรรมก็แจ้งบอกแก่ประชาชน สังคม เราไม่ได้ไปอยู่ฝ่ายไหน เราเป็นกลาง และเป็
อ่านต่อ
นกลางไม่ใช่ไม่เข้าข้างใคร เราเข้าข้างคนดี เราช่วยให้คนไม่ดีไม่ได้ทำบาปด้วย ตอนนี้ก็อธิบายว่า “การเมือง” เ รื่องประชาธิปไตยก็อธิบายแล้วอธิบายอีก การเมืองหรือประชาธิปไตย นั้นมนุษย์ต้องปฏิบัติ “ออกไปชุมนุม” นี่คือประชาธิปไตย แต่ที่ว่าการออกไปลงคะแนนเสียงเป็นประชาธิปไตยนั่นมันประชาธิปไตยขั้นที่ 5 แต่การออกมาชุมนุมนี่คือประชาธิปไตยชั้นที่ 1 ชั้นแรกเลย ออกมา 67 ล้านเสียงเลย ถ้าเห็นร่วมกัน แต่คงเป็นไปไม่ได้ คงมีความเห็นต่างกัน เรียกว่าออกมา “โปรเทส” ตั้งแต่ตอนออกมาชุมนุมประท้วงช่วงแรก และก็ต้องใช้ต่อไป อาตมา เรียกว่า นีโอ - โปรเทส Neo-Protest คือการชุมนุมแบบ “สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น” นี่คือคำชัดเจนแล้ว สันติคือสงบสุข อหิงสาคือไม่รุนแรง ซื่อสัตว์คืออย่าเบี้ยวอย่าเพี้ยน สะอาดทุกอย่างเลย ไม่มีกิเลสมาปน ไม่ใช่กดข่มบังคับด้วย ไม่ใช่ว่าอิสระแบบฮิปปี้ด้วย บริสุทธิ์คือต้องให้กิเลสหมดไป ให้ตรงตามหลักสังคมด้วย ส่วนคมลึก แม่นประเด็นคือต้องตรวจสอบให้ชัดเจนลึก ต้องเอาข้อมูลมาประมวล ให้ครบถ้วน นี่คือปรัชญาการชุมนุม นีโอ - โปรเทส เวลาการปฏิบัติ เราจะทำอย่างไร ก็บอกกันพูดกัน ว่าเรามาชุมนุมประท้วง ต้องไม่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ท่านคานธีใช้คำว่า “สัตยาเคราะห์” คือยอม แม้เขาจะทำร้ายเราก็ยอม อดทน ใครทนไม่ได้ก็หลบวิ่งหนีเอา เรามีความมุ่งหมายที่จะเอาความจริงกับความรู้ออกมาเปิดเผย เสนอความรู้ ไม่ใช่เอามายั่วยุ เหมือน การไฮปาร์ค พยายามมีความรู้อะไรก็ให้ชัดเจน เอาความรู้ความจริงมาประกาศ จริงอย่างไรก็ว่าให้ชัดเจน คือ “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ” นี่คือสโลแกนเรา เราชนะด้วยความจริง ไม่ใช่สมัยโบราณที่เอาชนะด้วยข่มด้วยทำร้าย เราไม่ใช่ยุคหิน ยุคเจ็งกิสข่า น เราควรผ่านยุคนั้นได้แล้ว จึงเรียก Neo-Protest มันต้องมีการชุมนุมประท้วงแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเก่า แพ้ไม่เป็นไร เราเสนอความดีที่สุด แพ้ก็แพ้ชะตาทราม อาตมา แพ้มาตลอดชีวิต เราเสนอความจริง ถ้าเราเสนอไปแล้วไม่ถูกต้องก็แย้งมาติเตียนมา ก็ยินดีเลย ขอบคุณเลย เป็นสิ่งประเสริฐ ไม่ใช่ใช้เรี่ยวแรงยั่วยุทำร้าย เรามีปัญญาเป็นมนุษย์พัฒนาแล้ว สิ่งที่เราได้ทำมานี้ คนที่มีความจริง เป็นตัวชี้บ่ง ซึ่ง อาตมา เคยเทศน์คำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” กับ ประชาภิวัฒน์” ตอนแรกที่ อาตมา คิดคำนี้ ก็คิดว่าจะใช้ “ประชาชนาภิวัฒน์” หรือ “ประชาภิวัฒน์” ดี แต่ก็ใช้ตุลาภิวัฒน์ด้วย ก็จึงใช้ประชาภิวัฒน์จะได้คู่กับตุลาการภิวัฒน์ มาถึงวันนี้แล้ว อำนาจบริหารกับสภาไปแล้วล้มเหลว และตุลาการก็เหลวแล้ว ซึ่งก็เหลือแต่ประชาภิวัฒน์แล้ว ตุลาการก็ช่วยได้มากเลย ดังนั้นประชาชนต้องผนึกกันก่อน เราจะได้สู่ความเป็นประชาธิปไตยนี่คือโอกาส เวลา ที่จะมา 1 คน 1 เสียง พอถึงเวลา คือออกมาชุมนุมคือออกมาลงคะแนนเสียง ไม่ใช่เลือกผู้แทนเลย แต่นี่ใช้อำนาจตรงเลย เป็นของจริงสดๆ เลย อย่าดูดายอย่าเฉย ประชาธิปไตยต้องเอาภาระ ไม่ใช่ไม่เอาตาดูหูแล ใครจะโกงกินทำร้ายก็ช่างเถอะหาเลี้ยงตัวเองไปอย่างนั้น ซึ่งแต่ละคนก็หาเลี้ยงตัวอยู่แล้ว แต่เกิดในแผ่นดินนี้ เป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินควรตอบแทนคุณแผ่นดิน อโศกเราเป็นกลุ่ม ไม่ใหญ่ แต่มีความซับซ้อนของเอกภาพ เรามีคุณธรรมของสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นเอกีภาวะ เป็นอย่างเดียวกันเหมือนกันไม่ขัดแย้ง เป็นหนึ่งเดียวกัน สามัคคี ขัดแย้งพอเหมาะ เราจะประชุมกันวิเคราะห์วิจัยกัน พระพุทธเจ้าสอนให้ทำกันมา เราทำตามพระพุทธเจ้าใหม่เสมอ แสนปีที่แล้วกับตอนนี้ใหม่เสมอ อย่าไปแก้ไขพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนเหมือนกันหมด เป็นสัจจะ ตลอดไม่รู้กี่ล้านๆๆๆ ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เมื่อประชาชนผู้ใดออกมาร่วมกันแล้ว ลงคะแนนเสียง ถ้าไทยเราทำได้ อย่างสันติอหิงสามาร่วมกันแล้ว ก็อยากดูจริงๆ แล้วอย่างไรเขาจะละเมิดขู่แฮ่ๆ ผิดก็จะทำ แบบนี้ไม่เป็นอาริยชน มันก็เป็นพวกมิลักขชน ไม่ใช่อาริยกชน เรามีโอกาสแล้วให้ออกมาชุมนุม ออกมาแสดงความจริงที่เราเข้าใจ นักวิชาการนักรู้ก็เข้ามาร่วมกัน ตอนนี้เราก็กำลังปักหลัก คนเก่าเขาก็ยังค้างๆ อยู่ เราไม่ได้ไปแย่งนะ จนกว่าเขาจะเลิกเราก็ทำ อันไหนที่คุณไม่มีเรามีก็เอามาร่วม อันไหนคุณก็มีเราก็มี คุณไม่ให้เราใช้เราก็ไม่ทำ แต่เราไม่มีสตังค์เช่า เราก็อาศัยเบี้ยบาทของผู้ที่มาร่วมก็ทำ ใครจะมาช่วยเหลือก็ทำ เราไม่ประกาศให้ใครมา บริจาคมากมาย เราก็อาย เรามีเนื้อเท่าไหร่เราก็ทำ “เหลือบ่าเกินแบกก็บอกแขกช่วยหามหน่อย” ถ้าตุลาการบริหารจะช่วยก็อนุโมทนา เราคงไม่หวังพึ่งสภาและบริหาร เราก็หวังพึ่งตุลาการและประชาชน เราไม่มีตำแหน่งในตุลาการหรือบริหาร เราเป็นประชาชนเรามีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ เราก็ทำเต็มที่ ประชาชนที่เห็นด้วยก็ออกมาชุมนุมมาแสดงเสียงประชาธิปไตย เราก็มีแผนกลงทะเบียนมาลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่ากี่รายๆ เอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการเจริญขึ้นได้ 1 . เราต้องสุภาพ สงบ และเรียบร้อย แสดงออกอย่างผู้สุภาพสงบเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรง 2 . ไม่มีความรุนแรง ระมัดระวังอย่าให้เกิดรุนแรง 3 . เสนอความรู้และความจริง 4 . ไม่หยาบและไม่ผิด จะกล่าวคำแรงเสียงดังเท่าไหร่ก็ไม่ว่าเลย เอาเลย ถ้าไม่เจ็บคอเอง แต่อย่าผิดอย่าหยาบ เอาพอประมาณ
เป้าหมายของการชุมนุมคือ 1 . ไม่มุ่งหาบริวารเป็นเอก แต่ถ้ามีมวลมากก็ดี 2 . ต้องให้มีคุณภาพความเป็นประชาธิปไตย จิตต้องมีธรรมะ 3 . เพื่อมาแสดงสิทธิร่วมชุมนุม 4 . ไม่มุ่งหมายเอาชนะหรือแพ้ ให้ความรู้ความจริงเป็นตัวตัดสิน บ่งชี้ว่าสังคมไทยเจริญหรือไม่ที่จะเอาความรู้ความจริงตัดสิน 5 . เอาวิถีชีวิตความเป็นสาธารณโภคีไปแสดง ความเป็นประชาธิปไตยคือสาธารณโภคี สูงส่งกว่าคอมมิวนิสต์เป็นยอดประชาธิปไตย สาธารณโภคีคือคอมมูนยอด โดยประชากรยินดีสละภาษีรายได้ 100 % เข้ากองกลางโดยเต็มใจ ซึ่งไม่เหมือนคอมมิวนิสต์ที่บังคับเอาจากผู้มีรายได้มากก็เอามาให้กองกลางมาก ซึ่งโดยจริงเป็นบุญกุศลมาก แต่เขาก็ต้องขี้เหนียวโดยธรรมชาติ ต่างจากสาธารณโภคี เราทำได้มากก็ให้ส่วนกลางมากเป็นส ิ่ งดีงาม กิเลสเราลดเราก็ให้ได้มาก เป็นกำลังของปัญญา วิริยะ อนวัชชะ และสังคหะ ช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม ตรงตามพระพุทธเจ้า การนำวิถีสาธารณโภคีไปแสดง ให้ประชาชนรู้ ชาวอโศกเราทำได้ แม้จะไม่งามแงะ เราอยากทำได้ดีกว่านี้พากเพียรทำอยู่ก็ช่วยกันให้ดีกว่านี้อีก ช่วยกันคนละไม้คนละมือ สรุปคือ ใ ห้ไม่มีโลภ โกรธ หลงมากที่สุด มั่นใจว่าไทยเราจะมีได้ มีเค้ามูลว่าจะทำได้ ช่วยกันให้งามแงะ ให้ผ่องใส ตามลำดับมาช่วยกัน นี่คือเป้าหมายของการชุมนุม ออกมาครั้งนี้เราไม่เห็นด้วยกับกฎหมายล้มล้างความผิด ที่เรียกว่า กฎหมายปรองดอง ที่คุณทำเองแล้วก็ร่างเอง แล้วก็ไม่มีประชา พิ จารณ์ ใช้อำนาจเสียงในสภาตัดสิน เอาพวกมากลากไป ไม่ซื่อสัตย์บริสุทธิ์เลย ไม่เข้าท่าเลย ถ้ามันจะเป็นสภาที่มีเสียงข้างมากจะเป็นเผด็จการก็ไม่ว่า แต่ขอให้ทำเพื่อประชาชนประเทศชาติจริง จะดี จะสุขสำราญบานตะไทเลย แต่นี่ไม่ใช่เลย เราไม่ใช่ตาหนวกหูบอดเลย มันก็เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดที่ฟังที่รับซับซาบอยู่มาช่วยกันสร้างประชาธิปไตยไทย สรุปคือ 1 คนหนึ่งเสียง มีเวลาเท่าไหร่ก็ออกมารวมตัวให้เห็น เวลาเท่าไหร่ให้เขานับคะแนนเลย นับหัวได้เลย จะออกจะเข้าเท่าไหร่ก็รายงานไป ตามความเป็นจริง คนเราจะอยู่เต็มไม่ได้ทุกคนหรอก อโศกหลายคนก็อยู่เต็มเวลาเลย ใครมีเวลาเท่าไหร่ก็มา มีส้วมให้ เราเรียกส้วมเราว่า “ส้วมพราวสีรุ้ง” เราเองเราเข้าใจว่าสังคมมนุษยชาติเขาต้องการอะไร งานอย่างนี้เขาไม่ค่อยทำ เรื่องขี้เรื่องเยี่ยว เรื่องปัดกวาด ไม่ใช่ว่าเราอยากทำ แต่เราทำได้เห็นสมควรเราก็ทำ ใครจะมาช่วยเสียสละก็มา เป็นเรื่องจำนนด้วย เราไม่เห็นด้วยจริงๆ ว่าจะออกกฎหมายนี้ใครเห็นด้วยก็ออกมา พวกเราก็ฝึกเอาอยู่กันอย่างไม่ต้องเลอเลิศอะไร เราก็ออกสนามกันมาตลอด เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า ตลอดชีพพระพุทธเจ้า 45 พรรษาก็ออกภาคสนามตลอด แม้ท่านเป็นผู้ดี เป็นเชื้อเจ้า ถูกประคบประหงมมาตลอด อยู่ในปราสาท 3 ฤดู ไม่ให้เห็นคนแก่คนเจ็บคนตาย ถูกครอบงำต่างๆ นานา แล้วท่านก็ออกมาใช้ชีวิต นอนกลางดินกินกลางทราย อยู่กับศพกับป่าช้า อยู่กับดินกับทราย ไม่ได้มีบรรจถรณ์ แม้แต่ฉลองพระบาทก็ไม่มี ท่านจะฉลองพระบาทด้วยรองเท้าทองคำนะ แต่ว่าท่านออกมาเท้าเปล่าตลอด 45 พรรษา นี่คือความเสียสละของพระพุทธเจ้า ท่านเคยเป็นผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินนะ มีกุลบุตรคือ พระโสนะที่เป็นผู้ดีมาอยู่กับพระพุทธเจ้า เดินเท้าเปล่าก็ตีนแตก คือเท้าท่านนิ่มจนขนขึ้นเลยล่ะ แสดงว่าเดินพระบาทเปล่าก็เท้าแตก ภิกษุเห็นก็สงสาร ไปทูลพระพุทธเจ้าว่าภิกษุท่านนี้เป็นสุขุมาลชาติ ก็เห็นใจท่านแม้ท่านพยายามมากแล้ว พระพุทธเจ้าก็อนุโลมให้ใส่รองเท้าได้ ให้ใช้ใบไม้ทำรองเท้า ให้ใช้ได้แค่ชั้นเดียวนะ เสร็จแล้วภิกษุที่ขอพระพุทธเจ้าก็ดีใจที่พระพุทธเจ้าอนุญาตรีบไปบอกพระโสนะ แต่ท่านก็บอกว่าขอบคุณที่อนุญาตแต่ท่านจะอดทนไม่ใส่ต่อไปนะ เป็นเรื่องจริง คนเรามันอยู่ที่การศึกษาเรียนรู้ฝึกฝน ชาวอโศกเราทั้งสมณะและสิกขมาตุ ปกติไม่ใส่รองเท้าเป็นปกติ ยกเว้นบางเหตุการณ์ แต่ว่ารองเท้ามักกัดเท้าพ่อครูเป็นประจำเลย พ่อครูไม่ใส่รองเท้ามาตั้งแต่เป็นฆราวาส ตั้งแต่เป็นดารา ใช้ปัตตาเลี่ยนโกนผมเอง แต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลาโกนผมเลย ทำงานไปท่านที่ช่วยโกนผมก็โกนไป พ่อครูก็ทำงานไป ก็เซฟเวลาไป แต่ตอนก่อนนี้ 40 ปีก่อนก็โกนเองมาตลอด ไม่จำเป็นที่จะให้คนอื่นโกน แต่ตอนนี้เวลาโกนหัวเองก็ไม่มี เมื่อผู้ใดได้ฝึกฝนตนเป็นคนมักน้อยสันโดษ อดทนได้โดยไม่ต้องอดทน ไม่ใส่รองเท้าก็สบาย กินมื้อเดียวก็สบาย ให้กินหลายมื้อไม่สบายเลย ไม่ใช่แกล้ง คนอย่างนี้ก็มาเสียสละได้ โดยไม่ต้องอดทนเป็นตถตาเลย เป็นเช่นนั้นเอง ส ิ่ งนี้เป็นส ิ่ งที่พ่อครูมั่นใจและตั้งใจ มั่นใจว่าคนชนิดนี้จะช่วยโลก เพราะเราไม่ได้ไปทำเพื่อเอาเด่นดัง ลาภ ยศ สรรเสริญ เราก็อายระวังว่าจิตเราจะมีจิตลามกอยากอวด เป็นสาเฐยยะจิต อย่างโก้เด่นดัง อย่าให้ออกมาทางกาย วาจา อย่าให้มีอกุศลจิต ต้องกำจัดกิเลสตัวนี้ ได้แล้วใครจะว่าไม่ได้ก็เชิญ ใครจะพูดอย่างไรให้ตาย จิตเราก็ไม่เปลี่ยนแปลงความดีแล้ว ตอนนี้มีเหตุการณ์ทางการเมืองการสังคมการสภาเราก็ฟังเขา พ่อครูว่าให้ใช้สูตร “ดูไป” คือดูเหตุปัจจัยเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ แล้วทำตามเหตุปัจจัยที่เกิด จะมีกรรมกิริยาที่เกิดว่าต้องแก้อย่างไร เราก็ทำ แต่เหตุการณ์ขณะนี้อยู่ในเดือนสิงหาคม เราก็เตรียมกันช่วยกัน ชาวอโศกทุกคนในประเทศไทย ใครอยู่ในรูไหนก็ออกจากรูมา อย่าชอบหลบสบาย เราต้องการความร่วมมือร่วมไม้ มาร่วมสร้างประชาธิปไตย ก็ w ellcome และมีข่าวดีข่าวด่วน วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ พวกเราจะมีกิจกรรมพิเศษกันที่สวนลุมฯ คือ
จะมีตลาดอาริยะ ขายสินค้าที่จำเป็นที่สมควรแก่มนุษย์ ในราคาต่ำกว่าทุน อย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนทุนนิยม จะมีโรงบุญมังสวิรัติ ใครจะมาร่วมก็แจ้งที่คุณต้อย ปลูกขวัญ 086-5596925 จะเป็นชาวอโศกหรือไม่ก็ได้ บนเวทีจะมีกิจกรรมวันแม่ด้วยซึ่งแต่ละชุมชนเราก็ฟิตซ้อมกันหลายเจ้า คงได้ออกงานกันคราวนี้ เราจะทำอย่างมี สาราณียธรรม 6 แล้วจะเกิดคุณธรรมคือพุทธพจน์ 7 สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) เอกีภาวะคือ สภาพแน่นปึ๊กเลย หนึ่งเดียวแน่นเหนียว ได้สร้างสรรทำส ิ่ งดีงามก็เจริญก้าวหน้าขึ้น มีสามัคคียะ ไม่รุนแรง ขัดแย้งพอเหมาะ ไม่วิวาท อย่างเก่งก็มีมุขสตี คือปากมีอาวุธ ท่านแปลว่า “ปากหอก” ซึ่งระดับปากหอกในระดับโสดาบันก็เสียบกันด้วยวาจาอยู่ กระทบกระแทกด้วยภาษาคำพูดแต่ว่าเรื่องกายกรรม ไม่มีหรือมีเล็กน้อยเป็น ข้อ e rror ในพวกรุนแรงบ้าง แต่นอกนั้นก็อยู่กันอย่างสามัคคีพูดจากัน ใครไม่เห็นด้วยมาก็ออกไปได้ สังคหะ คืออยู่กันพึ่งแก่เจ็บตายกันได้จริง ต่างคนต่างสงเคราะห์กัน เกื้อกูลกันไป มีคุณธรรมนี้จริง มีคุรุกรณะคือเคารพกัน ตามศักดิ์ตามวัยวุฒิ อายุ คุณงานความดี ความรู้ หรือสมมุติ เช่นคนนี้เป็นจ่าก็เคารพนายร้อย คนบวชทีหลังต้องเคารพคนบวชก่อน แม้คนบวชก่อนเป็นพระธรรมดา แต่คนบวชทีหลังเป็นอรหันต์ คนบวชทีหลังก็ต้องเคารพคนบวชก่อน มีปิยกรณะ คือรักกัน ตามความรักมิติทั้ง 10 ตามลำดับ ต่ำสุดคือเมถุน แต่ศีล 8 ก็ลดเมถุนแล้วไม่เอาแล้ว แต่ไม่ใช่อยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร อย่าส่งจิตออกนอกอย่างนั้นไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าว สรรเสริญ หมกหมุ่นรูปนั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกหมุ่นรูปนั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่าผู้มีปรกติอยู่ด้วยเพื่อน 2 ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชัก ให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัด กล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปรกติอยู่ด้วย เพื่อน 2 ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้มีปรกติ อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลมแต่ชนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจ ของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังเรียกว่ามีปรกติ อยู่ด้วย เพื่อน 2 ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน 2 เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปรกติอยู่ด้วยเพื่อน 2
สรุปคือ อยู่แต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสองคือปฏิบัติลดละจนไม่มีกิเลสนั่นเอง ไม่ใช่ว่าออกป่าเขาถ้ำ ตอนนี้มีคนอาจระแวงว่าเราออกไปทำไม ออกไปก็แพ้ แต่ อาตมา ว่าจิต อาตมา ข้ามพ้นการชนะการแพ้ แล้วก็พาพวกเราฝึก เรื่องการชนะการแพ้มันเรื่องเด็กๆ อาตมา พาไปเสียสละ ไปอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ แล้วจะเอาชนะทำไม เราแพ้ก็แพ้แต่เราจะไปทำงาน ซึ่งเราก็ออกไปเพราะคณะที่ออกไปยังดำเนินต่อ ยังไม่สุดซอย ประเด็นที่ออกมาต่อต้านก็คือ ไม่อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายนี้ ยังทำไม่สุดเลย ก็ยังไม่เลิก เราเห็นสมควรก็ออกมาทำ เราก็พอทำได้มีความสามารถ เราออกไปเราก็ต้องถามผู้ที่ทำก่อน เราไปเจรจา ทางโน้นจะให้หยุดก็หยุด จะให้ทำก็ทำ จะให้ร่วมทำก็ได้ เราก็จะทำ เป็นการสร้างประชาธิปไตยที่สำคัญมาก ให้รู ้ ว่าประชาชนควรต่อสู้อย่างไร ทำอย่างไร ก็อธิบายว่าเป็น นีโอ - โปรเทส ต้อง “สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น” จะพูดแรงอย่างไรก็ขออย่าหยาบ อย่าผิด เราไม่ต้องได้มากคนก็ได้ แต่ได้มากคนก็ดี ต้องได้ตามจริง ให้สำนึกรู้เต็มใจมาชุมนุม เป็นผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ เราไม่เร่งรัดรีบร้อน แต่ถ้าเร็วก็เป็นบุญของประเทศ เราแสดงสภาพของประชาธิปไตย ตามภูมิตามปัญญาของเรา ก็แสดงบทจริงเต็มที่ แสดงความจริงใจ เหมือนเรามาปฏิบัติธรรม เราก็ไม่แสดงกิเลส เขาว่าจริงใจต้องแสดงกิเลสสิ นั่นไม่ใช่เราต้องไม่แสดงส ิ่ งไม่ดี ถ้าออกมาเต็มที่ก็ฉลุย ชนะ อย่างที่ พล.อ.ปรีชา มั่นหมาย แต่เราไม่เอาชนะคะคานหรอก เราไม่มีอกหัก แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง ยังมีอีกยาวนานให้เราทำ เราชนะรายทางนะ เรามีสาธารณโภคีเป็นของเด่นของพระพุทธเจ้าที่สร้างทฤษฏีนี้ ในสาราณียธรรม 6 เราทำได้ก็ภาคภูมิใจ ให้เห็นเป็นพฤติภาพชัดเจน เราไม่ได้ทำอย่างที่เขาว่าจะแพ้แล้วออกไปทำไม จะบ้าหรือ เราทำอย่างสร้างสรร มันยาก แต่ เราจะทำสิ่งที่ทำได้ยาก เราจะเสียสละในส ิ่ งที่เสียสละได้ยาก เราจะอดทนในส ิ่ งที่อดทนได้ยาก เราจะเอาชนะในส ิ่ งที่ชนะได้ยากคือชนะใจตนเอง เราได้ส ิ่ งที่เป็นธรรมะที่แท้จริง ในขณะที่เราไปทำงานเราได้ฝึกฝนได้ทำจริง ไม่ใช่ละคร แต่คือชีวิตจริงที่เราทำกับสังคม เราเป็นพวกอนาคาริกะ เป็นพวกไม่ห่วงญาติพี่น้อง ทรัพย์สินเงินทอง มีญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะ เป็นไปตามหลักพระพุทธเจ้า ก็สบม. ธ มด.ปกต.หห.จจ. เราก็ทำได้ เพราะเราทำตาม พระพุทธเจ้า เราพิสูจน์ได้ เราไม่ใช่ไม่ดูดำดูดีญาติ แต่เราไปทำส ิ่ งประเสริฐ ถ้าญาติป่วยหรือแย่เราก็ไปช่วยได้ แต่คนพอมาได้ก็มา แม้โภคขันธาปหายะ ไม่ต้องห่วงทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชาน เราก็มาอยู่กินกับหมู่นี่แหละ ส มณะ ฟ้าไท... พ่อครูว่า … ให้เราไปนี่ก็ให้เราอย่าไปเอาชนะ อาตมา ว่าชนะก็ดีแต่ไม่เครียดไม่ซีเรียสเคร่งครัดแต่ไม่เคร่งเครียด ส มณะ ฟ้าไทว่า พ่อครูให้ไปสร้างประชาธิปไตย ไปพัฒนาตนเองให้เจริญขึ้นไปฝึกลำบาก ไปที่ไหนก็ไปลดกิเลส เป็นโจทย์ที่ครูให้โจทย์แบบฝึกหัดแก่เรา เราก็ส่งการทำแบบฝึกหัด ในฐานะลูกศิษย์สาวก ท่านให้แบบฝึกหัด ใครตั้งใจทำเต็มที่ก็จะผ่าน แม้ไม่ผ่านเราก็ได้ฝึกทำแบบฝึกหัด พ่อครู ว่า … เราจบด้วยสูตรนี้ ตั้งตนในคุณอันสมควร บุคคลพึงยังตนนั้นแลให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรก่อน พึงพร่ำสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตไม่พึงเศร้าหมอง หากว่าภิกษุพึงทำตนเหมือนอย่างที่ตนพร่ำสอนคนอื่นไซร้ ภิกษุนั้นมีตนอันฝึกดีแล้วหนอ พึงฝึกตน ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นไรเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะว่าบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก (พตปฎ. ล. 25 ข. 22 ) ...จบ