560804_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง ตถตาคือธรรมะเหนือธรรมชาติ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข15 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560804 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและ สมณะ ฟ้าไท เรื่อง ตถตาคือธรรมะเหนือธรรมชาติ

ส มณะ ฟ้าไทดำเนินรายการ … วันนี้วัน อาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2556 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูจะอธิบายเรื่อง “ตถตา” เป็นการเพิ่มเติมอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาต่อไป …

พ่อครูว่า … วั นนี้ก็มีผู้ที่เป็นนักกฏหมายมีเหตุผลเยอะก็นำเอาข้อความของท่านผู้นี้ที่ข้องใจ อาตมา อยู่มาอธิบายจาก ...

_ คำถาม... จากนักกฎหมาย บุญญาวุธ หมายเลข 1 . อาหารมังสวิรัติ บุญญาวุธ หมายเลข 2 . ตลาดอาริยะ (พาณิชบุญนิยม) บุญญาวุธ หมายเลข 3 . กสิกรรมไร้สารพิษ บุญญาวุธ หมายเลข 4 . สุขภาพบุญนิยม บุญญาวุธ หมายเลข 5 . การศึกษาบุญนิยม บุญญาวุธ หมายเลข 6 . สื่อสารบุญนิยม บุญญาวุธ หมายเลข 7 . การเมืองบุญนิยม กระผมเห็นด้วยกับข้อ 1 ถึงข้อ 6 แต่ข้อ 7 กระผมเห็นว่า...ไม่ใช่หนทางสู่พระนิพพาน จงฝึกจิตข้ามให้พ้นให้ได้เถิด แล้วจะเกิดประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านอย่างแท้จริง ไม่ดีกว่า รึ ครับ พ่อครูตอบ … หนทางสู่พระนิพพานมีการเมืองอยู่ด้วย ในผู้ที่เข้าใจ แต่ถ้าผู้ไม่มีภูมิคุ้มกันอย่าแหยมเข้าไปในการเมือง ผู้มีโลกุตรจิตก็จะทำงานการเมืองอย่างมีประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอย่างแท้จริง

ความเห็นอย่างคุณคนนี้มีเยอะ ในผู้ที่อ่อนแอ แต่ผู้ที่อยู่ขั้นกลางก็ต่อสู้ไปเรื่อยๆ ขั้นปลายคือ สู้ได้อยู่เหนือคือ โลกุตระ จะไม่ประมาท มีประมาณอย่างแท้จริง ผู้ที่เหนือแล้ว ถ้าไม่ไปช่วยผู้อื่นอยู่ป่าเขาถำ้อันนั้นไม่ใช่พุทธ

พุทธอยู่กับโลกีย์อย่างรู้จัก context and content ซึ่งจะรู้กรอบของตน คือ บริบท เป็น content ส่วน context จะลงรายละเอียดไปใน content ลงไปอีกที จะไปแบ่งปริเฉทอีกทีก็ได้ จะมีวิญญัติอีกก็ได้ เช่นกายวิญญัติคือสื่อทั้งกายและวาจา แต่ถ้าวจีวิญญัติก็สื่อแต่เ

อ่านต่อ

สียงแต่ภาษา พ่อครูว่า … อาตมา ข้ามพ้นแล้ว ส่วนผู้ยังไม่พ้นก็ต้องระวังอย่าเข้าไปเกี่ยวด้วย ไม่ใช่เนื้อแท้ทางธรรมของคุณแต่ของพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างที่คุณเข้าใจ ฟังดีๆ ในส ิ่ งที่พ่อครูอธิบายก็อาจมีข้อขัดแย้งกับคุณได้

คำถามต่อ _ ผมขอยืนยันกับท่านอีกครั้งว่า ไม่ได้มีอคติในทางส่วนตัวต่อท่านและชาวอโศกเลย ในทางกลับกันผมเห็นว่าแนวทางของสันติอโศกในอดีตนั้นถูกต้องตามหลักธรรมตามธรรมชาติ ชัดเจน ตรงไปตรงมา ที่ผมติติงอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะห่วงใยสังคมมากกว่า เพราะสิ่งที่ท่านแสดงเผยแพร่อยู่ทุกวันนี้มันไม่ใช่เนื้อแท้ทางธรรม หากแต่มันเป็นไปในทางโลกมากกว่า ซึ่งท่านกำลังนำพาผู้คนให้ไปเกลือกกลั้วทางการเมืองมากขึ้น ทั้งที่คนเหล่านั้นเขาน่าจะมาหาที่พักพิงจิตใจในทางธรรมมากกว่า ธรรมะนั้นย่อมอยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือกฎเกณฑ์ความขัดแย้งใด ๆ คนที่เข้าถึงธรรมะนั้นต้องเข้าถึงธรรมชาติ ไม่จำต้องมีกฎเกณฑ์หรือกฎหมายใด ๆ มาคอยกำกับควบคุมแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะที่ไม่มีชาติแล้ว ส่วนธรรมะคือธรรมชาตินั้นยังวนเวียนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นดับสูญได้หมดดับชาติ พ่อครูตอบต่อว่า … ธรรมะของพ่อครูต่างกับของท่านพุทธทาส ซึ่งธรรมะของพ่อครูมี 4 ความหมาย รู้เท่าทันธรรมชาติกิเลสนั้นๆ ที่เกิด รู้เหตุแห่งการเกิดธรรมชาตินั้นๆ รู้วิธีและทำการดับธรรมชาตินั้นๆ รู้การใช้ชีวิตอยู่เหนือธรรมชาตินั้นๆ

คำถามต่อ … _ เหมือนที่ครั้งหนึ่งท่านโพธิรักษ์ประกาศตัวไม่ขึ้นกับเถรสมาคมนั่นแหละผมชื่นชมและเข้าใจได้จริง ๆ ถ้ามีธรรมะเสียแล้วก็ไม่จำต้องมีกฎหมายอีก ผู้ที่ถึงธรรมแล้วจะไม่เรียกร้องสิทธิใดๆ ทางกฎหมายอีก ผมเคยดูคริปเห็นท่านโพธิรักษ์บรรยายธรรมเรื่อง รัฐธรรมนูญ ปี 50 ก็ยังรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ติดใจ เพราะผมพยายามจะเข้าใจหลักของความเป็นเช่นนั้นเอง และฝึกจิตไม่ให้เพ่งโทษคนอื่น แต่ที่มาตอบกระทู้กับท่านอยู่เนี่ยก็เพราะตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่อยากเห็นสังคมมีความขัดแย้งกันไปมากกว่านี้ ผมเชื่อว่าธรรมะไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก เพราะพระไตรปิฎกเขียนขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าดับขันปรินิพพานไปแล้ว ธรรมะคือธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธเจ้านั้นได้ตรัสรู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และทางพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงสอนมวลมนุษยชาติเพียงเท่านี้ และคำสอนต่าง ๆ ล้วนเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น พ่อครูว่า ... ผู้บรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่ต้องมีกฏหมาย แต่ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์อย่างในสังคมจำต้องมีกฏหมายหรือมีวินัยไว้ควบคุม อย่างที่ อาตมา ออกมาจากมหาเถรสมาคม ก็เห็นว่ากฏหมายที่ท่านเขียนออกมานั้นขัดแย้งธรรม ะ พระพุทธเจ้าเช่น ให้สังฆราชสั่งสึกพระได้ อย่างนี้ไม่ตรงกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ไม่มีกฏนี้ แต่กฏเกณฑ์ที่ถึงขั้นสั่งสึกก็มีแต่ว่าพ่อครูไม่ได้ผิดแบบนั้นก็ไม่สามารถสึกได้ พ่อครูก็ไม่เอาด้วยกับหลักเกณฑ์ที่ขัดกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ก็ลาออกมาเป็นนานาสังวาสกัน เหมือนออกมาตั้งร้านปาท่องโก๋เล็กๆ แต่ท่านเป็นร้านใหญ่

อรหันต์นั้นมีอรหัตตาไว้สักแต่ว่าอาศัย เรียกว่าทรงไว้ แต่ถ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานคือไม่มีส ิ่ งทรงไว้ แต่ถ้าเป็นอรหันต์ไม่ปรินิพพานก็มีส ิ่ งทรงไว้คือ กุศล แต่ท่านได้ล้างเหตุแห่งอกุศลหมดแล้ว บาปหมดแล้วกิเลสหมดแล้วมีแต่กุศลถ่ายเดียว

ตอบอย่างย่อเรื่อง “การเมือง”

การเมือง ในภาษามีสองความหมาย

1 . การเมืองที่มนุษย์มีพฤติในสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องเลวเรื่องเสีย 2 . การเมืองของผู้ที่ช่วยบ้านช่วยเมืองอยู่อย่างแท้จริง เป็นการเมืองโลกุตระ

ผู้ไม่มีภูมิคุ้มกันพอกระโดดลงไปในสนามแม่เหล็กแห่งโลกียะดูดไปเป็นโลกีย์หมด ตกลงไปเสร็จถูกแรงเหนี่ยวนำดึงไปหมด

ส่วนผู้ที่เป็นตัวของตัวเองเป็นเหล็กกล้า เหล็กชั้นเยี่ยมแข็งแรง เข้าไปอยู่ในนั้นก็เป็นพระมาลัยโปรดสัตว์เพราะมีภูมิเหนือ จึงทำการเมืองอย่างไม่เป็นทาสได้ ไม่ไปแย่งอำนาจ โลกธรรมกับเขา อย่างที่พ่อครูพาไปทำงานการเมือง ไม่ได้ไปทำพฤติกรรมการเมืองอย่างโลกีย์เขา

ผู้ใดเป็นโลกุตระจิตจริงผู้นั้นเป็นการเมืองโลกุตระจริง อาตมา ทำการเมืองโลกุตระ เห็นใจคนที่เข้าใจไม่ได้ แล้วก็ไปเอาอย่างโลกีย์ ซึ่งคนทำการเมืองโลกุตระ โสดาบัน สกิทาคามี ก็ยังทำไม่ได้ แต่อนาคามีจะหมดเรื่องลาภยศ จะเป็นตัวของตัวเอง อย่างอรหันต์ยิ่งได้เลย ย ิ่ งอรหันต์ที่สูงมีบารมีสูงย ิ่ งนำไปได้ดีมาก ทุกวันนี้พ่อครูทำการเมืองอย่างไม่ใช่ว่าอวดดี ไม่มีโลกุตระจิตจริง ถ้าทำก็บรรลัย แต่ทำอย่างมีสัปปุริสธรรม 7 จริง กลุ่มใดควรร่วมก็ร่วม กลุ่มใดไม่ควรร่วมก็ไม่ร่วม

แม้กาละใดควรสนับสนุนแต่ไม่เอาตัวไปร่วมก็ทำตามสัปปุริสธรรม 7 ตัดสินเป็นกาละๆ ด้วย กาละนี้ควรร่วมกาละนี้ไม่ควรร่วม ก็ประมาณจัดสรรตามควร พวกฤาษีตีทิ้งการเมือง เพราะไม่มีโลกุตระจิต ก็หนีก็ถูกแล้วไม่ว่าไม่ลงโทษ ไม่มีภูมิคุ้มกันจริง ถ้าไม่มีก็อย่างเสี่ยง แต่เราทำอย่างเหนือโลกีย์ ไม่หลงไปกับโลกีย์ และที่ว่าธรรมะย่อมอยู่เหนือการเมือง คนจะมาพักพิงมากกว่า... อาตมา ว่า คนที่ได้ลาภยศสรรเสริญเขาไม่มาหรอก คนจะมาต้องมีปัญญา

ธรรมะอยู่เหนือกฏเกณฑ์ทุกอย่าง ถ้าเป็นอรหันต์ คืออรหันต์ตามตามกฏเกณฑ์ได้ทุกอย่าง แต่อรหันต์ก็ต้องอยู่ใต้กฏหมาย ไม่ดีหากอยู่เหนือกฏหมาย อย่าเข้าใจผิด ต้องมีศีล มีวินัย พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาด้วยศีล ไม่มีข้อบังคับ แต่วินัยมีหลักเกณฑ์บังคับเป็นอาณามีบทลงโทษ

พระอรหันต์ก็มีศีล ท่านทำศีลธรรมนูญครบ ท่านเอาธรรมนูญนี้ไปทุกแคว้น ใครมาถือตามก็ปลดแอกจากวรรณะจากทาสได้

แต่ถ้าคิดว่าไม่ต้องมีกฏเกณฑ์บังคับเลย ก็เป็นแบบฮิปปี้ เขาก็บำเรอตนไปไม่รู้เรื่อง แต่อรหันต์ก็ยอมรับกฏ แต่ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องลาออก เช่น อาตมา ลาออกจากมหาเถรสมาคม แต่ไม่ได้ออกจากคนไทย ซึ่งก็มีคนตู่ว่า ถ้าลาออกต้องออกนอกประเทศด้วย แต่ อาตมา ว่า … ทำตามกฏหมายไทย ที่ว่าคนนับถือลัทธิ ศาสนาใดๆ ที่ต่างๆ กันก็อยู่ร่วมกันในประเทศได้เป็นต้น แต่จะบอกว่าอยู่เหนือโดยไม่มีกฏควบคุมไม่ได้

อาตมา ว่าธรรมมีทั้งอยู่ในพระไตรปิฎกและไม่อยู่ในพระไตรปิฎกนะ

ธรรมะคือธรรมชาติ นั้น อาตมา ว่าไม่ใช่ แต่ว่าธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ และมีที่ทรงไว้อย่างอธรรมก็มี แต่ทรงไว้อย่างธรรมะก็มี เราต้องให้หมดอธรรมก่อนแล้วเหลือแต่ดี ได้กำจัดเหตุแห่งความไม่ดี เหลือแต่จิตที่ดีเอามาใช้ให้เป็นไปอยู่อย่างดี ผู้สะอาดหมดอธรรมในจิตก็เหลือแต่ธรรมคือ กุศล ช่วยคนได้แท้จริง ทำงานรับใช้สังคมเพื่อมนุษยชาติต่อไป

ส่วนจะปรินิพพานไม่ตั้งจิตต่อ ก็เป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน แต่ถ้าตั้งจิตต่อโพธิสัตว์ก็ไม่ปริโยสานก็เวียนวายตายเกิดอีกได้ แต่มีสยังอภิญญา มีของจริงของตนแล้ว หมดทุกข์แล้ว

ผู้ที่หมดธรรมชาติแล้วก็คืออรหันต์เป็นต้นไป ไม่มีชาติแล้ว มีอภินิพพัตติ เป็นการเกิดสุดยอด ไม่มีกิเลสเกิด จะเรียกว่าธรรมชาติที่สมบูรณ์บริบูรณ์คือไม่ลึกลับในความเป็นชาติแล้ว หมดอคติทั้งหมดทั้งมวลเลย เป็นต้น

เอาแต่แค่คำว่า “ชาติ” แปลว่า “เกิด” ต้องดับชาติจึงทรงไว้ซึ่งธรรมของพุทธ แต่ถ้าธรรมะคือ ธรรมชาตินั้นไม่ใช่ เช่นสมการ x = xy อย่างนี้ไม่ใช่แต่ต้อง x = x จึงจะถูก ธรรมะ=ธรรมะ จึงจะถูกต้องสิ

ธรรมะครึ่งหนึ่งคือธรรมชาติก็ใช่แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่ เราต้องรู้จักธรรมชาติ และอยู่เหนือธรรมชาติ เราต้องทรงอยู่อย่างเหนือกว่ามัน เรื่องไม่ดีเราไม่ทรงไม่เอาด้วย

ในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ หมายว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นสามัญลักษณ์ ถ้ามีเหตุเติมให้หนักหน้าเป็นโลกียะก็เป็นหนักหน้าจัดจ้านเพ ิ่ มขึ้น แต่ถ้าผู้ใดเรียนรู้ที่จะลดเหตุการณ์เติมโลกียะมันก็บางเบาลง ไม่เกิดตามธรรมชาติลดๆ จนไม่เกิดธรรมชาติได้ จนหมดชาติ ก็เหลือแต่ธรรมะ โดยไม่มีธรรมชาติอีกเลย ดังนั้นใช่แล้วต้องรู้ธรรมชาติ และต้องดับธรรมชาติด้วย อุปาทาน,ตัณหานั้นเองเป็นเหตุแห่งชาติ

เมื่อดับตัณหาอุปาทาน,ภพ ชาติก็ดับ เวทนาก็ดับไม่มีสุขไม่มีทุกข์อย่าแข็งแรงเป็นนิสรณปหาน เป็นเนกขัมสตอุเบกขาถาวร ยิ่งมีคุณสมบัติอุเบกขาย ิ่ งขึ้น เป็นมัชฌิมา เป็นความเป็นกลางที่สัมบูรณ์ อุเบกขาก็เป็นกลาง แต่มัชฌิมาก็กลางแบบสุดยอดกว่า ไม่มีอันตา (ปลายข้างใดๆ) เลย ไม่มีออกข้างปลายใดเลย มันกลางจริงๆ ไม่มี Overlap ใดๆ เลย แล้วกลางถาวรด้วย แม้มีอะไรกระทบกระเทือนกระแทกก็มีมีอะไรมาหักล้างความเป็นเช่นนี้เองได้เลย คุณสมบัติของนิพพาน คือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

ผู้บรรลุแล้วเป็นอรหันต์ฺแล้วแต่ไม่ปรินิพพานท่านมีสยังอภิญญาอยู่เหนือโลกแล้วท่านก็อยู่กับธรรมชาติแต่อยู่เหนือแล้วไม่เกิดกิเลสอีกแล้ว แต่ก็อยู่ในชาติไทยนี้ได้

ธรรมชาตินั้นต้องรู้จักแล้วลดเหตุที่ทำให้มันเกิด จนเป็นการเกิดชนิดพิเศษ เป็น "นิพพัตติ" เป็นผู้มีปรินิพพุโพติ เป็นการเกิดที่มีอยู่ในการตาย เป็นจักขุมา ปรินิพพุโพติ กิเลสท่านตายหมดแล้ว แต่ท่านจะมีสัจจานุโลมเกิดเอง แต่ท่านจะไม่ให้เกิดก็ได้ อยู่ทำงานเป็นประโยชน์ต่อโลกอย่างแท้จริง อยู่เหนือความเกิดความตายได้อย่างแท้จริง ทางจิตวิญญาณ แต่ความเสื่อมทางกายก็แก่ไปเสื่อมไปได้ อย่างพ่อครูนี่ก็อยู่เหนือการเกิดการตาย แต่เนื้อหนังก็เหี่ยว ตอนนี้ใช้พลังงานเขียนมากเลย หนังสือจะออกใหม่ เคยเขียนหนังสือเรื่อง "อีคิวโลกุตระ" เขียนหนักถึงวูบไปเลยหน้าห้องน้ำ รู้แล้วไม่ให้เป็นแบบเดิมแต่ก็ต้องหนักอยู่ต้องใช้พลังงานไม่เอาเลยขีดโหม พอใช้สักระยะหนึ่งก็จะพักแล้ว ตอนนี้ไล่ล่าเวลาอยู่ เท่าไหร่ก็ไม่พอ

สรุป ธรรมะต้องมีธรรมชาติแต่ต้องอยู่อย่างเหนือธรรมชาติ ด้วย แต่ถ้าใครมาลดธรรมชาติได้มันก็จะเบาลงถึง ลหุตา มันเบาแล้ว ก็จะประมาณในการเกิด อยู่กับสังคมอย่างอนุโลมปฏิโลม มีจิตทั้งอ่อนและไว ดัดได้ง่ายหัวอ่อน เป็นธาตุในอุเบกขา (ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา) อนุโลมไปกับเขาได้เร็วไวง่ายแต่ก็กลับมาเป็นตัวเองได้ง่ายเร็วไวเช่นกัน ไม่ใช่เพียงพูดแต่ทำได้ด้วย ถ้าสุดท้ายจริงไม่มีแม้แต่ธรรมะ แม้แต่ธรรมชาติ มีอัปปณิหิตตัง ไม่ตั้งจิตต่อ คือปรินิพพานด้วยจิต อัปปณิหิตตัง จิตตัง คือตายสูญไปเลย

ถ้าเป็นสุญญตาเป็นนิพพานแล้วจะอยู่ต่อหรือไม่ก็อยู่ที่ตนจะมีนิมิตเอา จะปณิหิตตะคือมีจุดมุ่งหมายอยู่ต่อ พลังงานนี้จะคงอยู่ มีมโนสัญเจตนาเป็นวิภวตัณหา มีเจตนาตั้งอยู่ แต่ถ้าจะดับสูญมีเจตนาจะไม่ให้มีอะไรตั้งอยู่เป็น อัปปณิหิตตัง จิตตัง ทุกอย่างสูญหมด ทั้งธรรมะและธรรมชาติ

ต่อไปเป็นธรรมะที่พ่อครูเรียบเรียงมาเรื่อง "ตถตา"

ตถตา มาจาก คำว่า ตถะ กับคำว่า ตา ตถะ แปลว่า ความจริง ความแท้ จริง แท้ ตถตา โบราณาจารย์ท่านผู้รู้แปลกันว่า ความเป็นจริง ความเป็นแท้ ความเป็นเช่นนั้น ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเหมือนอย่างนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันเช่นนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย(มิใช่เป็นไปตามความอ้อนวอนปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ) เป็นชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกฎ ปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา ตถตา นี้ ใช้กับคนทั่วไป ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า สำหรับพระพุทธเจ้าจะใช้คำว่า ตถาคต ตถาคต มาจาก คำว่า ตถะ กับคำว่า อาคต ตถะ แปลว่า ความจริง ความแท้ จริง แท้ อาคต แปลว่า มาแล้ว ถึงแล้ว การมา การถึง ตถาคต โบราณาจารย์หมายถึง พระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงเรียกหรือตรัสถึงพระองค์เอง พระตถาคต

แปลได้ความหมาย 8 อย่าง คือ ( 1 ) พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาทรงบำเพ็ญพุทธจริยา เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก เป็นต้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ อย่างไรก็อย่างนั้น ( 2 ) พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือ ทรงทำลายอวิชชา สละปวงกิเลสเสด็จไปเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ อย่างไรก็อย่างนั้น ( 3 ) พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ คือ ทรงมีพระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย หรือของธรรมทุกอย่าง ( 4 ) พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่มันเป็น ตรัสรู้อริยสัจ 4 หรือปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ( 5 ) พระผู้ทรงเป็นอย่างนั้น คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพอารมณ์ที่ปรากฏแก่หมู่สัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ ซึ่งสัตว ์ โลกตลอดถึงเทพถึงพรหมได้ประสบและพากันแสวงหา ทรงเข้าใจสภาพที่แท้จริง ( 6 ) พระผู้ตรัสอย่างนั้น (หรือมีพระวาจาที่แท้จริง) คือ พระดำรัสทั้งปวงนับแต่ตรัสรู้จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ล้วนเป็นสิ่งแท้จริงถูกต้อง ไม่เป็นอย่างอื่น ( 7 ) พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น ( 8 ) พระผู้เป็นเจ้า (อภิภู) คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือกว่าสรรพสัตว์ตลอดถึงพระพรหมที่สูงสุดเป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงอำนาจ เป็นราชาที่พระราชาทรงบูชา เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์เหนือพระอินทร์ เป็นพรหมเหนือประดาพรหม ไม่มีใครจะอาจวัดหรือทัดเทียมพระองค์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ

ตถา แปลว่า ฉันนั้น เหมือนอย่างนั้น ประการนั้น ตถัตต แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น ความเป็นจริง ตถปรักกมะ แปลว่า การก้าวเข้าไปสู่ความเป็นจริง ตถาภาวะ แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น สภาพอย่างนั้น ตถารูป แปลว่า มีอย่างนั้น มีรูปเช่นนั้น อย่างนั้น เช่นนั้น ตถาวาที แปลว่า ผู้กล่าวเช่นนั้น กล่าวอย่างนั้น ตถาการี แปลว่า ผู้กระทำเช่นนั้น ผู้กระทำอย่างนั้น ตถาคตสาวก แปลว่า สาวกของพระตถาคต ตเถวะ แปลว่า ฉันนั้นนั่นแล ในทำนองเดียวกัน เหมือนกันนั่นแหละ ตถูปมะ แปลว่า มีอุปมาเช่นนั้น มีอย่างนั้นเป็นเครื่องเปรียบ เหมือนอย่างนั้น

ตถตา จะต้องศึกษา กันให้ครบๆ ตถตา อย่างไรที่เป็นความหมาย แค่โลกียะ อย่างไรที่เป็นความหมาย ถึงขั้นโลกุตระ อย่างไรที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ อย่างไรที่เป็นสัมมาทิฏฐิ

ตถตาที่ยังเป็นโลกียะอยู่ ก็เช่น เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครไปทำให้มันเป็น มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ถ้าใครเข้าใจอยู่เช่นนี้ คนนั้นก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว เพราะอะไรมันก็จะเป็นของมันไปเองตามแต่มันจะเป็น เช่นเราเป็นอยู่เช่นไรเราก็จะเป็นอยู่เช่นนั้น ตามเหตุที่มันจะผลักดันให้เราเป็น ถ้าเราไม่แก้ไขตัวเรา และเราก็ปล่อยตัวไปตามอำนาจของเหตุปัจจัยนั้นๆ เพราะเราไม่มีอำนาจที่จะสู้กับอำนาจนั้น เราก็เป็นไปตามแต่เหตุปัจจัยใดๆจะพาเป็น นี่เรียกว่า ตถตาตามยถากรรม ตถตาสามัญของโลกียไตรลักษณ์ เพราะรู้จักตถตาที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ คนผู้นี้ก็มีเหตุปัจจัยเป็นเครื่องพาไป โลกพาเป็นพาไปเช่นไร ก็จะเป็นไปตามโลก เป็นเช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติของโลก ของโลกีย์ ไม่มีอำนาจเหนือโลก ที่เป็นโลกุตรจิต จึงเป็นเชนนั้นเองไปตามโลกสังคมเขาเป็น พากันเป็นพากันไปเช่นนั้นเอง ดังนั้น ถ้าจะอยู่อย่างสง่างาม ก็ต้องเอาชนะโลก แบบโลกๆ คือ ต้องมีลาภเหนือกว่าเขา ก็สง่างาม ต้องมียศเหนือกว่าเขา ก็สง่างาม ต้องได้รับการสรรเสริญเหนือกว่าเขา ก็สง่างาม มีรูปสวยเหนือกว่า,มีรสเหนือกว่า,มีกลิ่นเหนือกว่า,เสียงเหนือกว่า,สัมผัสเหนือกว่า ก็สง่างามกว่าเขา มีอัตตา มีศักดิ์ศรีเหนือกว่า มีอำนาจเหนือกว่า มีความต้องการที่ได้ดังใจเหนือกว่าเขา ก็สง่างาม นี่คือ ธรรมชาติอันเป็นไปตามกิเลสของคนเป็นสามัญลักษณ์ ที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป อยู่ในโลกแห่งสามัญโลกีย์ ไม่ต้องไปทำอะไรมัน ใครก็เป็นเช่นนี้เอง เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง เหตุคือกิเลส คือ สมุทัยอริยสัจ ที่ต้องจัดการ ต้องไม่ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นเอง ต้องดับมันให้ได้ ส่วนปัจจัยคือ อีกสิ่งหนึ่ง ที่มาร่วมปรุงแต่ง จัดแจง หรือเหตุร่วม เป็นผลดีก็ได้ เป็นผลร้ายก็ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีได้ ก็ต้องมีความฉลาด ถ้าฉลาดแค่โลกีย์เห็นว่า อะไรดีตามสมมุติโลก ก็พยายามตั้งใจทำให้ได้ดีนั้นตามโลกเขาสมมุติกัน เช่น เขาว่ารวยดี เขาสวยดี เขามียศดี เราไม่รวยก็ต้องพยายามฝืนใจแข่งเขา ซึ่งก็ไม่เป็นเช่นนั้นเองไปตามธรรมชาติที่ตนยึดตนเป็นอยู่ในขณะนั้นอยู่โทนโท่ นี่ก็เป็นการฝืนใจตนขั้นโลกีย์ การทวนกระแสใจขั้นโลกีย์ ซึ่งไม่ใช่จิตยอมปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ตนเป็นอยู่ขั้นหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นอย่างใดก็เป็นไปอย่างนั้น นี่คือตามธรรมชาติจะค่อยๆเปลี่ยนไปเองตามเหตุปัจจัย นี่แค่ขั้นโลกีย์เท่านั้นนะ ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเองอยู่โต้งๆแล้ว ถ้า โลกุตระ ก็ยิ่งจะต้องฝืนใจหนักกว่านี้ ทวนกระแสโลกีย์ หรือทวนกระแสโลกคนละทิศอย่างถาวรด้วย

สำหรับ โลกุตระ จะเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นเช่นใดก็เกิดจากเหตุปัจจัย ถ้าเราสามารถรู้แจ้งดับเหตุปัจจัยนั้น แล้วพากเพียรกำจัดเหตุนั้น ทุกอย่างก็ดับ ก็ไม่วนเวียนเป็นธรรมชาติอีก ก็หยุดวนเด็ดขาดได้ เราก็ไม่เกิดไม่เป็นอย่างนั้น เราสร้างเหตุปัจจัยใดครบสัมบูรณ์ เราก็จะเป็นเช่นนั้นเองได้ในตัวเรา ถ้าถึงขั้นตถตาก็คือ สภาพนั้นจะเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นได้อย่างเป็นอัตโนมัติ โดยเราไม่ต้องไปนำพามัน มันก็เป็นเอง ไม่ต้องสังวร ไม่ต้องระวังมันก็เป็นได้ในตัวเราเอง ถ้าอย่างนี้เรียกว่า ตถตาโลกุตระ ตถตาของพุทธที่เป็นความจริง คือ เป็นตถตาแล้ว

ตถตา แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นง่ายๆ คือ 1 . ที่ยังเป็นโลกียะก็จะมีทั้งที่ชื่อว่า สัญชาตญาณ ชื่อว่า วิสัย แม้แต่ นิสัย ห รือชื่อว่า สันดาน 2 . ที่เป็น โลกุตระในระดับสาสวะ กำลัง สร้างนิสัย สร้างวิสัย (ดับสันดาน,สัญชาติญาณ)ชื่อว่า สั่งสมบารมี 3 . ที่เป็น ระดับอนาสาวะ คือ มีตถตาที่เป็นบารมีสัมบูรณ์ ก็เป็นเช่นนั้นเอง ยั่งยืน ตลอดกาล เพราะรู้จักตถตาอย่างสัมมาทิฏฐิและปฏิบัติสัมมาปฏิบัติจนถึงที่สุดนิโรธสัมบูรณ์

ตถตา โลกียะ นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน (เพราะคุณไม่รู้ตัวตนจับตัวตนของมันไม่ได้)

เพราะยัง ไม่ได้ดับเหตุสนิท แม้จะเก่งสมาธิแบบโลกียะ เช่น สงบหรือดับอย่างฤาษี ที่ฝึก ดับจิตเป็นมิจฉานิโรธ ก็จะยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน สายนี้คือ สายศรัทธาจะอธิบายตถตาไม่ได้ แยกเหตุแยกผลไม่ได้ อธิบายไม่ถูก ได้แต่ทำให้จิตดับ-จิตสงบ อาจจะดับจิตได้เร็วจนถึงขั้นเป็นอัตโนมัติก็ตาม ก็ยังจะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนอยู่ อาจจะมีสมรรถนะดับให้อยู่ได้นานเท่านั้น แต่ก็ยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนมีสามัญลักษณ์ หรือยังวนมาเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป อยู่อีกจนได้

ตถตา โลกุตระ นั้น เที่ยง ไม่ทุกข์ เพราะไม่มีตัวตนของกิเลสสัมบูรณ์แล้ว เพราะดับเหตุคือกิเลสจนสิ้นอาสวะสนิทจริง เพราะปฏิบัติแบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงถึงตถตาอย่างเป็นอาริยสัจสัมบูรณ์และอันติมะ

ซึ่งมี 3 ระยะ ได้แก่

( 1 ) เมื่อเริ่มรู้แจ้งความเป็นปรมัตถ์ขั้นต้น ที่เป็นความแตกต่างจากโลกีย์ อย่างทวนกระแส ก็จะอุทาน [จะมากหรือน้อยแล้วแต่บารมี คนที่ยังไม่เคยพบเห็น และไม่มีวี่แววมาก่อนเลย ก็จะอุทานแรง แปลกใจมาก ผู้มีบารมีหรือมีวี่แววมาก่อนมากขึ้นๆ ก็จะอุทานน้อยลงๆ ตามที่เป็นจริง] จะแปลกใจในความเป็นโลกุตระ เมื่อได้พบ ได้สัมผัสความเป็นธรรมขั้นโลกุตระแท้ ไม่ใช่เข้าใจชัดในความเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมไปหรือดับไป เป็นการหมุนเวียนของสรรพสิ่งทั้งสิ้นในมหาจักรวาล ก็จะอุทาน ว่ า โอ!!! มันเป็นเช่นนั้นเอง ได้เจอแล้ว ได้พบแล้ว ได้สัมผัสแล้ว สิ่งวิเศษเป็นเช่นนี้เอง ( 2 ) ประพฤติตนทวนกระแสได้ ทวนธรรมชาติที่เป็นโลกีย์ได้ เป็นไปได้เอง จึงเป็นคนเช่นนั้นเองได้ ตนเองได้-ตนเองเป็น ตนเป็นเอง เป็นเช่นที่โลกุตระท่านให้เป็นนั้นได้สำเร็จ แม้ขั้นต้น ( 3 ) ผู้บรรลุสูงสุดจบ ก็จะเป็นเช่นนั้นเองสูงสุด จะเป็นเช่นนั้นเองได้เอง ป็นอัตโนมัติ โดยที่ตนเอง ไม่ต้องมีสติสัมปชัญญะใดไปควบคุม เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง เต็มที่แล้ว เป็นสัญชาตญาณแล้ว ติดตน-ติดตัวไปเป็นเฉพาะตนของตนเองแท้ อย่างน้อยก็ สยัง อภิญญา แล้ว ถ้าเป็น ตถตาสูงสุด ก็เป็น ตถาคตา ก็ถึงขั้น สยัมภู แห่งสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส มณะ ฟ้าไทสรุปว่า... เรื่องการเมืองคนที่จะไปทำงานการเมืองได้อย่างน้อยต้องเป็น “อนาคามี” หรือไม่ก็ไปกับหมู่พวกที ่ มีอนาคามีเป็นหัวหน้าหรืออรหันต์เป็นหัวหน้า และต้องมีความรู้ความสามารถด้วย ซึ่งธรรมะของพ่อครูคือเหนือธรรมชาติมีนิยามที่ต่างจากของทั่วไปเห็นกัน คงได้เข้าใจอะไรได้ลึกซึ้งและพยายามลดกิเลส และมาอยู่กับหมู่มิตรดีสหายดีส ิ่ งแวดล้อมดีด้วย ไม่อย่างนั้น ไอ้ด่างคาบไปกินหมด...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน